<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี - dhamma5minutes.com ฟอรัม				            </title>
            <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/</link>
            <description>dhamma5minutes.com กระดานสนทนา</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 22:13:12 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ตอนที่ 4. ชีวิตที่มีแต่คำว่า ‘พลัดพราก’ จากของรัก กว่าจะถึงวันนี้’ ของทมยันตี</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b3/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 08:43:11 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[‘กว่าจะถึงวันนี้’ ของทมยันตี
ตอนที่ 4. ชีวิตที่มีแต่คำว่า ‘พลัดพราก’ จากของรัก
&nbsp;
          เมื่อวันก่อนผู้เขียนเข้าไปที่บ้านลาดพร้าว จุดประสงค์คือต้องการถ่ายภาพบางมุมในบ้านของนักเขีย...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">‘กว่าจะถึงวันนี้’ ของทมยันตี</span></div>
<div style="text-align: center"><span style="font-size: 18pt;color: #008000">ตอนที่ 4. ชีวิตที่มีแต่คำว่า ‘พลัดพราก’ จากของรัก</span></div>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><strong>          เมื่อวันก่อนผู้เขียนเข้าไปที่บ้านลาดพร้าว จุดประสงค์คือต้องการถ่ายภาพบางมุมในบ้านของนักเขียนดังมาฝากท่านผู้อ่าน เลยได้นั่งรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับแม่หนูอี๊ด เพราะเผอิญมีข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากชักเลือน ๆ ไปจากความทรงจำบ้าง จึงถือโอกาสสอบถามอีกครั้งจะได้เขียนไม่ผิด</strong><br /><br /><strong>          ก็อย่างที่หลายคนรู้...<span style="color: #0000ff">ภูเตศวรหรือวิศวนาถ หากมี</span><span style="color: #ff0000">งานอดิเรกอยู่อย่างคือการชอบเดินหาซื้อพระเครื่องของเก่า และรู้ว่า ‘ศาสตร์’ เหล่านี้ศึกษายาก เพราะต้องรู้จักแยกแยะความใหม่เก่า รวมทั้ง</span><span style="color: #0000ff">ของแท้ที่ต้องคู่กับของเทียม</span>ตามประสาสิ่งของที่มีราคาทั่วไป</strong><br /><strong>          </strong><br /><strong>          นั่นคือประเด็นที่ผู้เขียนสงสัย... <span style="color: #800080">‘พลอยกว่าสองพันเม็ด’</span> ที่ยังไม่รวมพวกอัญมณีที่เข้าเรือนแล้วจำนวนไม่น้อยเหล่านั้นของทมยันตี มีความเป็นมาอย่างไร</strong><br /><br /><strong>          “<span style="color: #800080">เพชรพลอยพวกนี้ฉันสะสมมาตั้งแต่ยังเด็ก” เธอบอกกับเราอย่างนั้น “เขียนหนังสือได้เงินเหลือก็ซื้อเก็บ สมัยก่อนไม่แพงเท่าไหร่ มาแพงตอนหลัง ๆ นี่แหละ”</span></strong><br /><br />          “ก็ต้องดูพลอยเป็น” เราสรุปด้วยความประหลาดใจ...ขณะในใจคิด “เป็นเด็กดูพลอยได้ไง ขนาดผู้ใหญ่บางคนยังถูกต้มตุ๋นเลย”<br /><br />          “ก็ต้องดูเป็น...” คุณหญิงใหม่หัวเราะตอบ แถมท้ายด้วยประโยคปนอาการส่ายหน้า “ซื้อไว้ดูเล่น...แต่มันพาเดือดร้อน”<br /><br />          “ดูเล่นแบบไหน มากเป็นพัน ๆ เม็ด...เห็นว่าเป็นพลอยคัดทั้งนั้น...” เรายังไม่เลิกสงสัย ขณะแม่หนูอี๊ดหัวเราะกล่าว<br /><br />          “แกก็รู้สันดานฉันเป็นคนยังไง ของไม่สวยจะเอามาทำไม ก็บอกแล้วสมัยนั้นหินพวกนี้ราคาไม่แพงเหมือนสมัยนี้”<br /><br />          คงเห็นความแก่สงสัยของเรายังไม่จางกระมัง คุณหญิงป้าก็เลยลำดับเรื่องราวให้ฟัง<br /><br />          <span style="color: #993300">“ความจริงตระกูลฝ่ายพ่อเป็นคนจันทบุรี”</span><br /><br />          นั่นไง...แค่ประโยคแรกก็ทำให้เรานึกภาพออกราง ๆ แล้ว ทำไมคุณนายอี๊ดจึงมีความรู้เรื่องพลอยจนสามารถสะสมเป็นของเล่นมากกว่าสองพันเม็ด<br /><br />          แม้จะเกิดไม่ทันเห็นบรรพบุรุษของตัวเอง <span style="color: #000080">หากทมยันตีก็รู้ว่าบริเวณโรงแรมจันทบุรีในปัจจุบันนั้น เคยเป็นที่ตั้งรกรากของตระกูลมาก่อน และที่สำคัญ ปู่ย่า...ตาทวดของตนมีอาชีพเป็นช่างทอง</span><br /><br />          สิ่งเหล่านี้ได้ฝังอยู่ในกระแสวิญญาณของเธออย่างไม่รู้ตัว...<br /><br />          “เคยซื้อพลาดบ้างไหม?” กับคำถามนี้ของเรา เธอส่ายหน้าตอบสั้นกระชับ<br /><br />          “ไม่เคย” ไม่เพียงเท่านั้นยังพูดด้วยประโยคเรียบ ๆ “เคยมีคนเอาพลอยเม็ดสวยมาก ๆ มาให้ดู จำได้ว่าที่บ้านนี่แหละ เป็นพลอยไพลินที่สวยมาก ๆ สวยจริง ๆ ตอนนั้นแค่พลิก ๆ ดูแล้วก็คืนเขา คนเอามาให้ดูถามว่าเป็นไง ฉันก็บอกว่าสวยดีแต่ซื้อไม่ได้” คนนั่งเล่าลำดับความคิดด้วยรอยยิ้มก่อนเน้นคำตามนิสัย <span style="color: #0000ff"><strong>“พลอยเม็ดนี้ปกติแล้วต้องราคาแพงมาก ๆ แต่ความจริงแล้วเป็นพลอยปะหน้าคือตัดเนื้อพลอยอีกเม็ดมาติดแล้วเจียระไน”</strong></span><br /><br />          ผลสุดท้ายคนเอามาได้ดูต้องยกหัวแม่โป้ง พร้อมคำสารภาพ...<br /><br />          “เจ้าของพลอยเม็ดนี้ยิงตัวตาย เพราะซื้อผิดราคาไปเยอะมาก” เหตุนี้เกิดในสมัยก่อน ที่ต้องส่องดูด้วยตาและความชำนาญ ไม่ได้เข้าเครื่องเหมือนสมัยนี้<br /><br />          น<span style="color: #008080">อกจากสะสมเหล่าหินสีตามความรู้สึกของทมยันตี แต่คนทั่วไปเรียกว่าอัญมณีแล้ว <strong>เธอยังสะสมผ้า...และสมบัติบ้าอีกหลายประการ โดยเฉพาะผ้าคลุมไหล่ฝีมือช่างโบราณ ตลอดจนผ้าต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเอเชียหรือยุโรป</strong></span> อัดเต็มอยู่ทุกซอกตู้ จนไอ้สามตู้ของคุณนายยังบ่นอุบ<br /><br />          “ศพแม่ตายไม่ต้องใช้ถ่านใช้ฟืนที่ไหนหรอก เอาผ้าที่เก็บมาเป็นเชื้อไฟก็ไหม้หมด! ”<br /><br />          นั่นยังน้อยไป ระยะหลัง ๆ สิบกว่าปีมานี้ ‘คุณนายอาเจ๊ทม’ ของเจ้ายอดยังเที่ยวเดินท่อม ๆ ไปตามร้านของเก่าซื้อพวกมีดพวกดาบโบราณมากองสุมเต็มห้องพระ จนอีตุ๊เด่นลูกชายคนสุดท้องยังส่ายหน้าถาม<br /><br />          “แม่เค้าจะไปรบกับใครเหรอพี่? ”<br /><br />          “พม่ามั้ง...” เราเองก็ได้แต่หัวเราะ “เห็นว่ากำลังเขียนเรื่องกษัตริยาอยู่นี่”<br /><br />          <span style="color: #993300">นอกจากมีดและดาบโบราณทั้งไทย...พม่า...มอญแล้ว พวกไม้เท้า...ไม้ครู ไม้ไล่ผีสารพัดสารพันคุณนายใหญ่ของพวกมันก็ไม่วายสรรหามาสะสมจนล้นบ้านอีกเหมือนกัน...ล่าสุดแม้กระทั่งกลอนประตูป่าช้าที่ใครต่อใครบอกว่าเฮี้ยนนักเฮี้ยนหนา คุณหญิงป้าของลูก ๆ หลาน ๆ ยังเอามารวมหมวดกับพวกมีดหมอเสียเลย</span> ไอ้ตุ๊เด่นหรือบางครั้งกลายเป็นอีตุ๊เด่นได้แต่บ่นอุบ เพราะหน้าที่ดูแลทำความสะอาดห้องพระตกอยู่ที่มัน<br /><br />          “วันหลังจะสะสมโลงผีหรือเปล่าพี่? ”<br /><br />          “ทำไม?” เราย้อนถาม ขณะมันเกาหัวตอบแค่น ๆ<br /><br />          “จะได้จ้างช่างต่อบ้านเพิ่ม เพราะห้องพระไม่พอเก็บอะไรแล้ว”<br /><br />          “แม่เขาเปลี่ยนไลน์การสะสม” เจ้าแก้วลูกชายคนรองออกความเห็นกับน้องชายมัน<br /><br />          “ทำไม?” ตุ๊เด่นย้อนถามขณะเจ้าตัวรองยิ้มตอบปนยักคิ้ว<br /><br />          “แน่ใจได้เลยว่าของสะสมคุณนายงวดนี้ ไม่มีใครฟ้องขอแบ่งเด็ดขาด!”<br /><br />          เคยถามเหมือนกัน กับการเก็บและสะสมของเหล่านี้ ทมยันตีตอบอย่างมีหลักการพอสมควร<br /><br />          “ทุกอย่างให้ความรู้เราทั้งนั้น”<br /><br />          จากนั้นอธิบายฉอด ๆ ...แค่ดาบไทยกับดาบพม่าที่ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนตรงไหน ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ก็ฆ่าเวลาไปครึ่งค่อนวันแล้ว ท้ายสุดคือ ‘ความรู้’ ในงานเขียนหนังสือ...<br /><br />         <span style="color: #993300"> “ของพวกนี้มีวิญญาณ...ช่วยสร้างสรรค์จินตนาการสำหรับงานเขียน!”</span><br /><br />          คงจะจริงอย่างที่ทมยันตีกล่าว เพราะบางคราวที่เข้าไปห้องพระ มองเห็นดาบโบราณที่วางอยู่...ทำให้นึกถึงมือ...ถึงหัวใจของเหล่านักรบ...ทหารกล้าเหล่านั้น<br /><br />          วันเวลาที่ยืนอยู่กลางสนามรบระคนกลิ่นคาวเลือด ท่านเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร?<br /><br />          <span style="color: #0000ff">ทมยันตีเคยพูดเสมอ</span> <span style="color: #993300"><strong>‘คนเราต้องมีรากมีเหง้าของตน’</strong> และต้องรู้จักรากเหง้าของตนมาจากไหน...อย่างไร ฉะนั้นรากและเหง้าที่หยั่งลงสู่ดิน ชอนไชลงใต้แผ่นดินของต้นไม้ทำให้พืชพันธุ์ดำรงอยู่ได้เช่นไร</span><br /><br />         <span style="color: #008000"><strong> ดาบไทยที่วางบนพานในห้องพระหน้าพระรูปแห่งบูรพกษัตราธิราช ก็สามารถเตือนใจเราได้</strong></span><br /><br />         <span style="color: #0000ff"> ว่าแผ่นดินนี้ที่เราเหยียบยืนอยู่ถูกรักษาไว้ด้วยวิธีใดและน้ำมือใคร?</span><br /><br />          เมื่อไม่นานมานี้เธอยังบ่นพึมพำกับผู้เขียน เมื่อลูกชายซื้อหนังแผ่นประเภทซีดีมาวางไว้ เรื่องสุริโยไทกับสุพรรณกัลยา<br /><br />          “ทำไมไม่ใช้คำว่าสมเด็จนำหน้า ให้สมพระเกียรติยศของพระองค์ท่าน” แถมท้ายด้วยประโยคปนอาการส่ายหน้า<br />          <br />          “คนสร้างหนังนี่เป็นพระญาติพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายไหนของท่านล่ะ...ถึงกล้าขานพระนามท่านอย่างนั้น ต่อไปเด็ก ๆ รุ่นหลังจะไม่จดจำเอาไปทำตามอย่างรึ? ”<br /><br />          ได้ยินอย่างนั้นผู้เขียนยังแอบยิ้ม เพราะได้ข่าวแว่ว ๆ มาว่าจะมีผู้สร้างภาพยนตร์บางรายนำพระประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมาเป็นพล็อต ก็ยังนึกหวั่น ๆ ใจแทนเหมือนกัน<br /><br />          ว่าสมเด็จพระนเรศวรแห่งเผ่าไทย ที่คุณทมยันตีรักท่านนักหนาจะเหลือแค่คำว่า ‘นเรศวร’ หรือเปล่าก็ไม่รู้<br /><br />          ว่ากันถึงเรื่อง ‘ราก’ และ ‘เหง้า’ แล้ว ก็เลยคิดว่าควรเขียนถึงต้นตระกูลของนักเขียนดังเสียหน่อย ไม่งั้นก็จะขาดความสมบูรณ์ไป<br /><br />          <span style="color: #0000ff">ต้นตระกูลทางฝ่ายบิดาเป็นช่างทองอยู่จันทบุรี <strong>‘คุณทองคำ’</strong> บุพการีของทมยันตีเป็นลูกคนที่สามในจำนวนพี่น้องสี่คน <strong>โดยมีคุณหญิงปานใจ รามอินทรา เป็นพี่สาวคนโต</strong>...มีหลวงประเสริฐสิริ ต่อมาเป็นที่มาของนามสกุลศิริไพบูลย์ เป็นพี่ชายคนรอง มีน้องคนสุดท้องคือนางทองพูน</span><br /><br />          <span style="color: #000080">คุณหญิงปานใจ พี่สาวคนโตเป็นภริยาของพระรามอินทรา อธิบดีกรมตำรวจในยุดสมัยนั้น พี่ชายคนรองคือหลวงประเสริฐสิริ ศิริไพบูลย์ เป็นนายทหารเรือ ภายหลังได้ร่วมกลุ่มกับคณะปฏิวัติ 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยมาสู่ระบอบประชาธิปไตย</span><br /><br />          เวลาเล่าถึงญาติผู้ใหญ่ในตระกูลศิริไพบูลย์ แม่หนูอี๊ดจะเล่าอย่างออกรสออกชาติ เรียกว่าเล่าไปหัวเราะไป เป็นที่สนุกสนานครื้นเครงอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างคือ <span style="color: #000080">คุณย่าเหรียญของเธอ ในฐานะภรรยาคหบดีเมืองจันทบุรี ที่เอาเงินใส่กระจาดขึ้นเรือสำเภาเข้ามาเล่นพนันในบ่อนกรุงเทพฯ</span><br /><br />          <span style="color: #000080">เรียกว่าถ้าเงินไม่หมดกระจาด ไม่กลับบ้านโดยเด็ดขาด! รู้อย่างนี้แล้วจึงอย่าได้สงสัย ว่าทำไมอาเจ๊ทมของเจ้ายอดสมัยเป็นไอ้เปียหูหมา จึงเป็นเจ้ามือวงไฮโลย่านชุมชนบางซื่อยุคนั้น แบบทำนองเชื้อไม่ทิ้งแถวนี่เอง</span><br /><br />          <strong><span style="color: #800080">ฝ่ายต้นตระกูลของคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา</span></strong> <strong>ทมยันตีกล่าวว่า คุณยาย ‘เค้า’ เป็นลูกหลาน พระตำรวจหลวง ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่</strong> มีนิวาสถานอยู่แถวท่าพระจันทร์ในปัจจุบัน ฝ่ายมารดาของคุณยายเป็นชาววังห้องเครื่องสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า จึงเป็นเหตุให้คุณนายไข่มุกถูกคุณทองคำผู้เป็นสามีล้อว่า ‘ชาววังบางกะตุ๋ย เห็นหมามุ่ยเป็นถั่วแระ’ อยู่เสมอ<br /><br />          เพราะมียายอยู่ในตระกูลชาววังนี่เอง เธอจึงได้ความรู้จากการอ่านการเขียนมากมาย โดยมี ‘คุณยายเค้า’ เป็นครูคนสำคัญดังที่เคยเล่ามาแล้วในตอนก่อน<br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>“คุณยายเป็นคนมีระเบียบ จำได้ว่าลายมือของคุณยายสวยมาก”</strong></span> เวลาพูดถึงคุณยาย เสียงของทมยันตีจะแผ่วลง <span style="color: #008000"><strong>“นอกจากมีความรู้ทางภาษาทางวรรณคดีแล้ว คุณยายยังเก่งเรื่องสมุนไพรถึงขนาดปรุงยากินเองได้”</strong></span><br /><br />          ภาพเก่า ๆ ที่ไหลผ่านความทรงจำของทมยันตีเกี่ยวกับสองตระกูลของฝ่ายบิดาและมารดา ทำให้เรารู้ว่าเพราะความที่เธอเป็นคนช่างจดจำ เธอจึงสามารถนำเอาเรื่องราวความรู้เหล่านั้น มาร้อยเรียงตัวอักษรเป็นนวนิยายขายดีมาตราบเท่าทุกวันนี้<br /><br />          ด้วยเวลาเธอเล่าถึงคุณย่า...คุณทองคำผู้เป็นบิดาหรือนายทหารเรืออย่างคุณวิเชียรที่เป็นพี่ชาย...หลายอย่างคือ ‘เงา’ ของพ่อปลาไหล...เดชแม่ยาย นวนิยายแนวคอมเมดี้ของเธอ หากเวลาพูดถึงคุณยาย พูดถึงคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา เราอดนึกถึงเรื่องร่มฉัตรไม่ได้สักที...<br /><br />          ทมยันตีเองก็ไม่เคยปฏิเสธ ว่าชีวิตในครอบครัวที่มีคุณยายกับคุณนายไข่มุกคอยอบรมสั่งสอนคือ ‘เบ้าหลอม’ สำคัญทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนลือนามมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างที่เจ้าตัวย้ำกล่าวอยู่เป็นประจำ<br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>“วิมลเป็นวิมลมาได้ทุกวันนี้ เพราะมือแม่และมือคุณยาย! ”</strong></span><br /><br />          เพราะความที่ถูกปลูกฝังเรื่องการอ่านหนังสือ มิหนำซ้ำคนในบ้านไม่เคยห้ามปราม แม้ว่าเธอจะอ่านการ์ตูนจนกระทั่งพวกนิยายประโลมโลกย์ก็ตาม เหตุนั้นคือจุดหักเหทำให้ วิมล ศิริไพบูลย์ กลายเป็นนักเขียนตั้งแต่วัยเยาว์<br /><br />          แม่หนูอี๊ดย้อนรอยแห่งอดีตให้เราฟังว่า <span style="color: #333399"><strong>เธอชอบอ่านนิยายเล่มละสิบสตางค์ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่อง ‘น้ำลายแม่ค้า น้ำตาตำรวจ’ กับเรื่อง ‘รักกันหนาพากันหนี’</strong> </span>อะไรทำนองนั้น อ่านเสร็จก็ยังสงสัยตามประสาเด็กว่า ไอ้ความโหดร้ายทารุณที่พร่ำพรรณนาอยู่ในบทประพันธ์นั้นมีอยู่ในสังคมจริงหรือ ก็เลยเก็บมาถามคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา<br /><br />          “ไหนลองเล่าให้ฟังซิ” คนเป็นแม่ถาม ขณะคนสงสัยก็เล่าเรื่องนางเอกถูกทารุณกรรม ถูกแม่สามีกระทืบทุกวันให้ฟัง คุณนายไข่มุกฟังเสร็จหัวเราะ พร้อมอรรถาธิบายความจริง<br /><br />          “เขาแต่งให้อ่านนะลูก” พร้อมยกตัวอย่างให้ฟังเสร็จสรรพ “แม่ไม่เคยถูกคุณย่าแกทำอย่างนั้นเลย แม่มีของกินเยอะแยะคุณย่าให้โน่นให้นี่มาก ๆ”<br /><br />          ไม่เพียงอธิบายให้ความรู้ลูก...คุณนายไข่มุก ‘ไม่เคยห้าม’ การอ่านประเภทอ่านดะของลูกสาว กับอีกอย่างที่ทมยันตีแน่ใจ...<br /><br />          <span style="color: #0000ff"><strong>“แม่ไม่เคยวิจารณ์นวนิยายน้ำเน่าอย่างที่คนสมัยนี้ชอบดูถูก! ”</strong></span><br /><br />          ก็เพราะชอบอ่านนิยายนี่แหละ เพราะนิยายมันเศร้า เรื่องไหนจบด้วยเหตุการณ์พระเอกนางเอกตาย อ่านไปป้ายน้ำตาไป เป็นอย่างนี้อยู่นานโข ท้ายสุดคนมีแววเป็นนักเขียนใหญ่ในอนาคตจึงเกิดความคิดแล่นในสมอง<br /><br />          <span style="color: #000080">“ไม่เห็นยาก ถ้าบทจบพระเอกนางเอกตายจากกัน เราก็แต่งใหม่สักหน้าสองหน้า ว่าพระเอกไม่ตาย นางเอกก็ไม่ตาย ไม่เห็นมีใครตายสักคน แล้วก็อ่านใหม่ พอถึงบทจบที่เราอยากให้เป็นก็มาอ่านบทที่เราแต่งก็มีความสุขไป”</span><br /><br />          ...นั่นคือการเริ่มต้นก้าวสู่ความเป็นนักเขียนของวิมล ศิริไพบูลย์ อย่างไม่รู้ตัว<br /><br />          เล่นสนุกไปอย่างนั้นจน<span style="color: #993300">อายุสิบสี่ย่างสิบห้า</span> ก็หาสมุดเปล่า ๆ มาแต่งนวนิยายให้เพื่อน ๆ อ่านในโรงเรียน เขียนไปเขียนมาเพื่อนสนิทที่ชื่อ <span style="color: #0000ff">อรพรรณ ดวงอุดม ส่งงานเขียนไปยังหนังสือศรีสัปดาห์</span><br /><br />          และงานชิ้นนั้นได้รับการลงตีพิมพ์ในเวลาต่อมา และทำให้วิมล ศิริไพบูลย์ เป็นนักเขียนยาวนานถึงวันนี้เป็น<span style="color: #993300">เวลาถึง 55 ปี</span>...ขณะที่อรพรรณหรือแอ๋ว ลาจากไปตั้งแต่วัยเยาว์<br /><br />          “แอ๋วเป็นเพื่อนสนิทที่เราชอบเขียนนิยายใส่สมุดให้อ่าน แอ๋วอ่านงานเขียนของเรามาตลอดจนกระทั่งเธอตาย <span style="color: #993300">ตอนนั้นอายุแค่สิบเก้า</span> ตรงนี้กระมังที่เป็นรอยเศร้าในใจ จากการที่โตมาด้วยกัน เล่นด้วยกันเพราะบ้านเราอยู่ฝั่งตรงข้ามระหว่างกันในคลองบางซื่อ ถ้าแอ๋วลงน้ำฝั่งกระโน้นก็ว่ายข้ามคลองมาหาเราฝั่งนี้ ถ้าเราลงฝั่งนี้ก็ข้ามฟากไปหาแอ๋วฝั่งโน้น แล้วแม่เราทั้งสองบ้านก็ห่อขนมวางไว้ที่หัวสะพานให้เรากินด้วยกัน”<br /><br />          ภาพความตายของเพื่อนสนิทก่อนวัยอันควร คือรอยเศร้าที่บันทึกไว้ในดวงใจของวิมล เป็นความทรงจำฝังลึก...<br /><br />          “เราจำภาพที่เพื่อนตายได้ เขาเป็นหืด เขาตายบนตักพ่อ เรารู้เรื่องตอนเช้ากำลังขึ้นรถไปโรงเรียน พอรู้ก็วิ่งไปบ้านเขา พอเข้าไปในบ้านเห็นแอ๋ว นอนบนเก้าอี้ยาว เขาสวย สีหน้าสงบเหมือนหลับ แต่เขาไม่ลืมตาขึ้นมาดูเราอีกเลย <span style="color: #000080">เราตามดูจนกระทั่งเขาเอาเพื่อนลงโลงแล้วก็ตอกฝาโลง นั่นคือการเสียของรักครั้งแรก ถึงตอนนี้ยังจำหน้าที่หัวเราะ จำท่าทางที่เล่นกับเราได้ จำท่าหลับครั้งสุดท้ายได้ เป็นบันทึกที่เวลาเขียนเรื่องเศร้ายังระลึกถึงทำให้คนอ่านร้องไห้ แต่คนอ่านไม่รู้หรอกว่า คนเขียนน้ำตาหยดก่อนแล้ว”</span><br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>ในเวลาไล่เลี่ยกัน วิมล ศิริไพบูลย์ ต้องสูญเสียของรักเป็นชิ้นที่สอง นั่นคือ ‘คุณยาย’ ที่มีความใกล้ชิดผูกพันกันมาตั้งแต่ยังเป็นทารกน้อย</strong></span><br /><br />          วิมลรำลึกถึงความหลังช่วงเวลาก่อนมรณกรรมของคุณยาย ‘เค้า’ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา<br /><br />          “จนอายุย่างสิบห้าแล้วก็ยังนอนกับคุณยายเหมือนเดิม ตอนหลังมาคุณยายให้นอนหันหลังชนกัน ขณะที่เราชอบนอนซบอกยาย แต่จะถูกผลักออกไป ก่อนตายยังมุดมุ้งเข้าไปให้ยายถักเปียให้”<br /><br />          คุณยายบอก... “อี๊ดเอ๊ย อีกไม่นานยายก็จะไม่ได้ถักหางเปียให้แล้วละ” หลานสาวก็ถามว่า “ยายจะไปไหนล่ะ อย่าเพิ่งไปสิอยู่ด้วยกันนาน ๆ ถ้ายายไปอี๊ดจะนอนกะใคร? ”<br /><br />          <strong><span style="color: #0000ff">ทมยันตีเล่าว่า เมื่อถูกถามคุณยายได้แต่นิ่งไม่ตอบอะไร ก่อนตายคุณยายได้สั่งลาหลาน</span></strong><span style="color: #008000"><strong>รักเรียบร้อย และคุณยายมาสิ้นใจตอนเช้ามืดในวันที่เธอต้องไปสอบวิชาอนุกาชาด</strong></span> <span style="color: #0000ff"><strong>ซึ่งวันนั้นข้อสอบออกเรื่องวัณโรคด้วย คนทำข้อสอบก็เลยน้ำตาหยดเผาะลงกระดาษข้อสอบไปด้วย</strong></span><br /><br />          เพราะร้องไห้ครูเลยถาม “ร้องไห้ทำไม?” พอรู้ว่าคุณยายเพิ่งสิ้นใจ แต่ต้องรีบมาสอบครูก็เลยบอกให้รีบเขียนแล้วก็ให้กลับบ้านได้เลย คนนั่งเล่าขณะมีรอยรื้นอยู่ในดวงตายามรำลึกถึงวันวาร...<br /><br />          “เรานั่งร้องไห้มาในรถ พอถึงบ้านรีบทิ้งกระเป๋าวิ่งตึง ๆ ไปหาคุณยาย ถ้าคุณยายยังอยู่จะทักว่า ‘อีลิงมาแล้ว’ หรือไม่ก็... ‘กลับมาแล้วหรือลูก’ เรียกมากินขนม แต่วันนั้นไม่มีคนทัก คุณยายนอนบนที่นอนเหมือนคนหลับ นอนเหมือนแอ๋วเลย <span style="color: #993300">แม่แต่งตัวให้คุณยายสวย คุณยายชอบนุ่งผ้าถุงสีเข้ม ๆ ใส่เสื้อขาวเพราะคุณยายถือศีล แล้วมีผ้าห่มทับ คุณยายมีดอกบัวไว้บนอก”</span><br /><br />          คุณยาย ‘เค้า’ เคยพูดกับหลานสาว <span style="color: #800080">“ถ้ายายตายแล้วจะไปไหว้พระจุฬามณี”</span><br /><br />          เธอเลยถามว่า “พระจุฬามณีอยู่ไหนหรือยาย? ”<br /><br />          “บนสวรรค์” คุณยายตอบ และหลานสาวยังจำได้ว่าตัวเองยังบอกยายเลยว่า<br /><br />          “แล้ววันหลังยายพาอี๊ดไปด้วยนะ” ซึ่งคุณยายรับปากมั่นเหมาะ<br /><br />          “เออ...สักวันเอ็งตาย ยายจะไปรับเอ็งไปไหว้พระจุฬามณีด้วยกัน”<br /><br />          วันนั้นเป็นอีกวันที่ภาพติดตาเพราะพ่ออุ้มศพคุณยายลงโลง ก่อนลงโลงเขาต้องมัดตราสัง เธอยังบอกเขาว่า<br /><br />          “อย่ามัดแน่นไม่ได้เหรอ เดี๋ยวยายฟื้นขึ้นยายจะไม่หลุดออกมา”<br /><br />          ขณะที่คนเป็นพ่อบอกว่า “คุณยายไม่ฟื้นแล้วละลูก อย่าร้องไห้เสียงดังเดี๋ยวคุณยายตกใจ น้ำตาก็ต้องระวังอย่าให้หยดต้องคุณยายด้วย”<br /><br />          จากนั้นพ่อก็เอาคุณยายนอน แล้วพ่อก็ปิดฝาโลง ทมยันตียังจำภาพเหล่านั้นได้แม่นยำอย่างที่เธอพรรณนา<br /><br />          <span style="color: #0000ff">“ก็เหมือนกับแอ๋ว ของรักชิ้นที่สองปลิวหาย เพราะฉะนั้นเวลามาเขียนนวนิยายเรื่องในฝัน ตอนอายุสิบเก้า คนอ่านถึงร้องไห้เพราะเด็กอายุสิบเก้าประมวลภาพจากเพื่อนจากยายเทลงไป ใคร ๆ ก็ต้องรู้เวลาคนที่เรารักนั้นตาย เราจะเศร้าโศกทุกข์ทนทรมานแสนสาหัสแค่ไหน”</span><br /><br />          ไม่เฉพาะกับภาพฝังใจของคุณยายที่เธอผูกพันมาตั้งแต่แบเบาะเท่านั้น หากทมยันตียังกล่าวถึง อรพรรณ ดวงอุดม หรือแอ๋ว เพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า<br /><br />          “ถ้าวิญญาณของแอ๋วยังอยู่ แอ๋วคงดีใจ ดีใจกับอี๊ดที่เดินทางถึงวันนี้ และอยากขอบคุณแอ๋วจริง ๆ ที่ทำให้ความฝันของอี๊ดกลายเป็นความจริง”<br /><br />          ทมยันตีมักกล่าวเสมอ<span style="color: #008080"><strong> ‘ชีวิตคือมายา’ และ ‘ยากจะไขว่คว้าสิ่งใดมาเป็นของตนตลอดกาล’</strong></span> ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะตลอดชีวิตอันยาวนานกับความพลัดพรากจากของรักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนได้บทสรุป<br /><br />          <span style="color: #ff0000">...ชีวิตคนเราไม่จากเป็น ก็ต้องจากกันด้วยความตายอยู่ดี!</span><br /><br />          ฉะนั้นตลอดเวลาเธอจึงพร่ำบ่นกับชีวิตตนอยู่เสมอมา...<br /><br />          <span style="color: #ff0000">ว่า<strong> ‘ชีวิต’ คือ ‘หน้าที่’ เป็นหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาแล้วนับจากวันที่มนุษย์ลืมตาดูโลก...</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000">          ...คนเรามีหน้าที่ต้องตาย!</span><br /><br /><span style="color: #ff0000">          สิ่งที่จะดำรงไว้คือ ‘ความดี’ และ ‘ผลงาน’ ที่รังสรรค์ไว้ให้โลกและอนุชนรุ่นหลังได้เห็นมัน</span><br /><br />          ฉะนั้นกับวันคืนที่อาจทุกข์ทนบ้าง กับความเร่าร้อนหรือเยียบเย็นของชีวิต ทมยันตีผ่านมาได้เพราะคำว่า<span style="color: #008080"><strong> ‘หน้าที่’</strong> </span><span style="color: #0000ff"><strong>อย่างที่คุณทองคำ อดีตนายทหารเรือผู้เป็นบิดาสั่งสอน</strong> </span>หน้าที่ของ ‘แม่’ ที่ต้องรับผิดชอบต่อลูกชายสามคนอันเป็นผลพวงหลังการแต่งงาน แม้จะจบลงด้วยการหย่าร้างตามครรลองของชีวิตมนุษย์ คนสองคนที่ต่างรากเหง้ามาบรรจบพบเจอ ท้ายสุดคือความล้มเหลวจากความพยายามอยู่ร่วมกัน<br /><br />          วันนี้ ยอด...แก้ว และเด่น แข็งแรงแล้วกับการดำเนินชีวิตตนอย่างเป็นคนดีในสังคม<br /><br />          อีกหน้าที่คือ...<span style="color: #0000ff">นักประพันธ์ แม้ว่าช่วงกลาง ๆ ของชีวิตที่ต้องมรสุมอย่างหนักหน่วง <strong>หากทมยันตียังดำรงการเป็นนักประพันธ์ของตนอย่างเที่ยงธรรม</strong> แม้โลกแห่งชีวิตจริงอาจโหดร้าย ปราศจากความงดงามและความปรานีจากมนุษย์ด้วยกัน ทว่าในงานของเธอ...</span><br /><br />          ทุกตัวอักษรที่ร้อยเรียงยังมากด้วยสาระและอารมณ์ทุกตัวละครมีเหตุผลแห่งการดำเนินชีวิต จนผู้อ่านสามารถนำพาไปใช้ประโยชน์กับชีวิต อย่างที่ผู้เขียนเคยได้ยิน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งจบปริญญาโทมาหมาด ๆ กล่าวไว้<br /><br />          “เพราะป้าอี๊ด...เพราะงานของป้าทำให้หนูคิดได้ และผ่านเวลาเลวร้ายมาจนเรียนจบปริญญาโท”<br /><br />          ชีวิตของทมยันตีอาจมิใช่นวนิยาย หากมากด้วยอรรถรสยิ่งกว่า นวนิยายบางเรื่องของเธอเสียอีก ด้วยมากแง่มุม...มากความรู้สึก และมากความรู้สำหรับเป็นบทเรียน แห่งชีวิตคนรุ่นหลัง บางอย่างเธอยังเคยยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานกับผู้เขียน...<span style="color: #ff0000"> ‘แม่หนูอี๊ดเป็นคนงี่เง่า...’</span><br /><br /><span style="color: #ff0000">          <strong>เหอะ...งี่เง่ายังไงก็ต้องรออ่านต่อแล้วละครับ!</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/">กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b3/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ 3 เบื้องหลังชัยชนะและพ่ายแพ้...คือวิธีคิด กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 08:19:13 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี
ตอนที่ 3 เบื้องหลังชัยชนะและพ่ายแพ้...คือวิธีคิด
&nbsp;
          การที่จะเขียนเรื่องราวของใครสักคนให้มีความสมบูรณ์ ถ้าไม่ย้อนรอยไปถึงอดีตในวัยเยาว์ของคนคนนั้น ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</span></p>
<p style="text-align: center"><span style="font-size: 18pt;color: #008080">ตอนที่ 3 เบื้องหลังชัยชนะและพ่ายแพ้...คือวิธีคิด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          การที่จะเขียนเรื่องราวของใครสักคนให้มีความสมบูรณ์ ถ้าไม่ย้อนรอยไปถึงอดีตในวัยเยาว์ของคนคนนั้น บางอย่างบางประการก็จะขาดหายไป ด้วยชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องมีรากเหง้าของตน ซึ่งถ้าเป็นต้นไม้ก็ต้องอาศัยดินและปุ๋ยในการเสริมสร้างกิ่งก้านสาขาให้เติบใหญ่ในภายภาคหน้า</strong><br /><br /><strong>          ชีวิตของวิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี ก็เป็นเฉกนั้น!</strong><br /><br /><strong>          <span style="color: #000080">วิมล ศิริไพบูลย์ เป็นบุตรีคนกลางของคุณทองคำ กับนางไข่มุก ศิริไพบูลย์ เธอลืมตาดูโลกเมื่อวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปดปีชวด ซึ่งตรงกับวันที่ 5 กรกฎาคม พุทธศักราช 2479 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์</span> โดยเจ้าตัวอ้างจากปากคำของผู้เป็นมารดาที่เล่าให้ฟัง</strong><br /><br /><strong>          “แม่บอกว่าฉันเกิดตอนประมาณตีสีกว่า ๆ พอคลอดออกมาได้ไม่นาน พระก็ออกบิณฑบาต ทางโหรฯ ถือว่าเป็นวันอาทิตย์ต่อวันจันทร์ และวันนั้นเป็นวันเข้าพรรษาพอดี”</strong><br /><br /><strong>          <span style="color: #0000ff">เรื่องอิทธิพลของราศีเกิดของทมยันตี ผู้เขียนเคยพูดคุยกับคุณพรพิรุณ นักแต่งเพลงชื่อดัง และเป็นผู้มีความรู้ทางโหราศาสตร์อย่างดีคนหนึ่งของเมืองไทย เธอได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลของดวงดาวที่มีต่อทมยันตี นักเขียนดัง ท่านนี้ว่า...</span></strong><br /><br /><strong>          <span style="color: #008000">“คนที่เกิดวันอาทิตย์ต่อวันจันทร์แถมยังเป็นวันเข้าพรรษา ถือเป็น...<span style="color: #993300">จันทร์เต็มดวงในวันเกิด ความแจ่มจรัสของจันทร์ จะแทนความหมายของมวลชนหรือมหาชน</span> บวกกับอาทิตย์ที่แทนตัวบุคคลกับหน้าที่การงาน จึงทำให้เป็นคนชอบแสดงตัว ซึ่งส่งผลให้โดดเด่นกับสาธารณชนอย่างมากในวันข้างหน้า</span></strong> ประกอบกับดาวพุธที่ทำมุมกับอาทิตย์เข้าลักษณะพุธเพ็ญ ดาวพุธหมายถึงเอกสารหรือการสื่อสารที่ดี จะทำให้การพูด-เขียนในลักษณะทำความเข้าใจกับสาธารณชนได้ดีเยี่ยม ส่วนดาวพฤหัสบดีเป็นมหาจักร หมายถึงเจ้าของดวงจะเข้าใจเรื่องราวทางด้านศาสนาอย่างลึกซึ้ง”<br /><br />          พรพิรุณยังชี้ให้เห็นลักษณะพิเศษอีกประการของเจ้าของดวงชะตานี้อีกว่า ในระยะทุกสิบเก้าปีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักในชีวิต ไม่เฉพาะทางที่ดีหรือด้านร้าย ๆ ของชีวิต ซึ่งทมยันตีก็ตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้<br /><br />          “อย่างน้อยก็ตอนอายุย่างสิบแปดปี ตอนนั้นเขียนนิยายเรื่องยาวครั้งแรกคือ ‘ในฝัน’ ก็เริ่มโด่งดังมาตั้งแต่วันนั้น”<br /><br />          <span style="color: #3366ff">ชีวิตในวัยเด็ก วิมลคลุกคลีกับคุณยาย มากกว่าผู้เป็นมารดา เหตุเพราะเป็นเด็กทารกที่แข็งแรงแต่ชอบร้องเสียงดัง เรียกว่ารบกวนจนถูกโยนทั้งเบาะออกนอกมุ้งเลยทีเดียว เพราะเหตุนั้นทำให้คุณยายต้องเอาไปเลี้ยงเอง</span><br /><br />          ทมยันตียืนยันด้วยประโยคปนเสียงหัวเราะ “เพราะชอบร้องอี๊ด ๆ ก็เลยถูกตั้งชื่อเล่นว่า อี๊ด ตามเสียงร้องนั่นแหละ”<br /><br />          นักเขียนดังยังลำดับความทรงจำในอดีตให้ฟังว่าคุณยาย ‘เค้า’ ที่เป็นมารดาของคุณนายไข่มุกมีเรือนหลังเล็กแยกจากเรือนหลังใหญ่ ตั้งแต่จำความได้เธอนอนเบียดกับคุณยายในมุ้งหลังเดียวกันมาตลอด <span style="color: #008000"><strong>และประโยชน์ที่เด็กหญิงวิมลได้รับคือ การได้ฟังคุณยายเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกวันโดยแลกกับการต้องสวดมนต์กับคุณยายเสียก่อน คุณยายถึงจะเล่านิทานให้ฟัง</strong></span><br /><br />          หลังจากเล่านิทานจนหมดเรื่องเล่า คุณยายก็เลยหยิบวรรณคดีมาเล่าต่อ ว่ากันตั้งแต่เรื่อง พระสังข์ทอง ขุนช้างขุนแผน เล่าจนคนฟังสามารถจำได้แม้กระทั่งกลอนที่คุณยายอ่านให้ฟัง และเรื่องที่เล่าได้ยาวนานที่สุดก็คือเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งตรงนี้ทมยันตีเองก็ยอมรับว่า...<br /><br />          นั่นคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนในเวลาต่อมา เพราะเจ้าตัวยืนยันชัดเจน...<br /><br />         <strong><span style="color: #800080"> “เพราะคุณยายนี่แหละทำให้ชอบอ่านหนังสือ และเก่งวิชาภาษาไทยโดยไม่รู้ตัว”</span></strong><br /><br />          เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อเริ่มอ่านหนังสือได้ คุณยายจะหยิบหนังสือมาให้อ่าน คือต้องอ่านให้คุณยายฟัง ก็ไม่พ้นพวกนิทานกับวรรณคดีไทยเหมือนเดิม เรียกว่าอ่านจนเรื่องราวเหล่านั้นซึมซับลงไปในสายเลือด จนทุกวันนี้ทมยันตีก็ยังอ่านหนังสือไม่ขาดแม้แต่วันเดียว ฉะนั้นในบ้านที่อาศัยในปัจจุบัน ไม่เฉพาะบนชั้นและตู้หนังสือที่อัดแน่นด้วยสรรพหนังสือนานาชนิดแล้ว แม้แต่หัวเตียงในห้องนอนก็เป็นที่จัดวางหนังสือกองโตที่สามารถคว้ามาอ่านได้ในทุกเวลา นั่นคือขุมความรู้มหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในสมองของทมยันตีกับคำยืนยันจากปากเธอที่ว่า...<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>“จะเป็นนักเขียนก็ต้องเป็นนักอ่านต้องค้นถึงจะคว้ามาเขียนได้!”</strong></span><br /><br />          <span style="color: #000080">ครอบครัว ศิริไพบูลย์มีทายาทสามคน คนโตเป็นผู้ชายชื่อวิเชียร คนกลางคือวิมล ส่วนน้องนุชสุดท้องคือวิไล หากน่าแปลกตรงที่ วิมลหรือทมยันตีในวันนี้กลับสนิทชิดเชื้อกับพี่ชายมากกว่าน้องสาว ซึ่งเธอให้เหตุผลว่า</span><br /><br />          “ตอนเป็นเด็กชอบเล่นซุกซนเหมือนเด็กผู้ชาย”<br /><br />          แม้แต่คุณวิเชียรที่เป็นพี่ชายก็ยังยืนยัน “อี๊ดมีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชาย” ของเล่นที่พี่ชายกับน้องคนรองชอบก็คือ ‘ทำว่าว’ ช่วยกันเหลาโครงว่าวติดกระดาษเอาหมึกมาเขียนรูปการ์ตูน เสร็จแล้วก็ชวนกันขึ้นรถรางไปเล่นที่สถานีรถไฟ ผลคือนายสถานีจับสองคนพี่น้องมาส่งให้พ่อ พร้อมกับฟ้องว่า<br /><br />          “ไปเล่นที่สถานีลงไปที่รางรถไฟเดี๋ยวมันก็ถูกรถไฟชนตายหรอก”<br /><br />          แค่นั้นดูจะน้อยไป เพราะการเล่นว่าวของเด็กสมัยก่อนต้องทำป่านคม...ป่านคมคือการเอาแก้วมาตำให้ละเอียด เอาไข่ขาวตุ๊กแกมาผสมเข้าด้วยกันแล้วเอามาทาด้าย ขึงเอาไว้จนกว่าจะแห้ง จากนั้นเอามาม้วนพันรอบกระป๋อง จึงได้ป่านคมไปขึ้นว่าวกับเด็กคนอื่น พอว่าวขึ้นก็เอาป่านคมมาเฉือนกัน ของใครคมกว่าก็ตัดว่าวอีกคนขาดลอยไป ซึ่งทมยันตียังรำลึกถึงวีรกรรมเรื่องนี้อย่างขัน ๆ<br /><br />          “ทำไมแก้วมันไม่เข้าตา ตาบอดไปก็ไม่รู้! ”<br /><br />          แต่ถ้าเกิดวันไหนคุณนายไข่มุกเห็นทำป่านคมเข้าก็จะถูกตีอีก เรียกว่าโดนทั้งพี่ทั้งน้องเลย เหตุก็เพราะผู้ใหญ่กลัวเศษแก้วเข้าตาทำให้ตาบอดนั่นแหละ ขนาดถูกตีเธอยังเถียงคนเป็นแม่ในใจอีก<br /><br />          “ไม่เห็นจะตาบอดตรงไหน? ”<br /><br />          จากคำบอกเล่าของคุณวิเชียรหรือที่เราเรียกว่า ‘ลุงเชียร’ ทำให้เราสรุปได้ว่า ในกระบวนลูกชายหญิงทั้งสามคนนั้น ที่ซุกซนแก่นแก้วจนถูกลงโทษด้วยการตีมากที่สุด คือ ‘แม่อี๊ด’ ของคุณนายไข่มุก เรียกว่าถูกตีวันละสามเวลาเหมือนรับประทานยาหลังอาหาร แถมท้ายบางครั้งมีรอบก่อนนอนอีกหน เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ทมยันตียอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน<br /><br />         <strong><span style="color: #0000ff"> “การถูกตีเหมือนของว่างที่วิมลต้องกินทุกวันแหละ! ”</span></strong> และวันไหนไม่โดนตีเธอจะตะโกนด้วยเสียงที่ดังลั่นบ้านว่า...<br /><br />          “วันนี้ยังไม่ถูกตีเลยโว้ย! ”<br /><br />          ลงท้ายก็เลยโดนฟาดไปตามระเบียบ ด้วยเหตุผลก็เพราะพูดคำว่า ‘โว้ย’ ซึ่งเด็กผู้หญิงไม่พึงกระทำอย่างเด็ดขาด เพราะประการเหล่านี้ทมยันตีสามารถสรุปให้เราฟังอย่างสั้น ๆ และได้ใจความอย่างยิ่ง<br /><br />          “ฉันนี่โตมาด้วยไม้เรียวของแม่กับคุณยายแท้ ๆ”<br /><br />          ผู้เขียนเคยถามทมยันตีว่า ภาพแห่งความทรงจำกับเรื่องตัวเองในวัยเด็กเป็นเช่นไร เธอจะตอบได้เร็วแถมชัดเจนอย่างยิ่งอีกด้วย<br /><br />          <span style="color: #0000ff">“เป็นเด็กตัวผอม ๆ ชอบใส่เสื้อตัวโคร่ง ๆ ไว้หางเปียยาว ๆ สองข้าง บางครั้งต้องพับขึ้นไปให้ทะมัดทะแมงจนใคร ๆ เรียกกันว่า ไอ้เปียหูหมา ลักษณะเหมือนหมาหูยาวนั่นแหละ”</span><br /><br />          พูดถึงเรื่องนี้ลุงเชียรเองก็ยังคอมเม้นท์ “มันชอบเอาเสื้อกะกางเกงเราไปใส่”<br /><br />          คุณผู้อ่านก็ลองจินตนาการเอาเองเถิดครับ ทมยันตีในวันนั้นคือเด็กตัวผอม ๆ มีหูหมา ใส่เสื้อตัวโตเบ้อเริ่ม แล้วก็กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลที่ยาวถึงหัวเข่า เอวก็รูด ๆ ผูกด้วยเชือกกล้วยอย่างนั้น สารรูปจะเป็นอย่างไร<br /><br />          หลายครั้งหลายคราที่วิมล ศิริไพบูลย์ เผยความในใจเกี่ยวกับคุณยาย ‘เค้า’ และคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา<br /><br />          <span style="color: #0000ff">“ฉันเป็นทมยันตีทุกวันนี้ได้เพราะมือของแม่กับคุณยาย...คุณยายเป็นชาววัง จึงมีความรู้มาก แม่ก็เหมือนกันมีความรู้รอบตัวมากมายมหาศาล”</span><br /><br />          นอกจากทมยันตีจะได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนรักการอ่าน เป็นคนช่างจดจำแล้ว เธอยังถูกคุณยายและคนเป็นมารดา คอยเพาะบ่มความรู้รอบตัวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของไทย ความเชื่อในพระศาสนา ซึ่งทั้งสองท่านนี้ทมยันตีถือว่าเป็นคุรุหรือครูคู่แรกที่สำคัญที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว<br /><br />          <span style="color: #800080">ไม่เพียงมีคุณแม่กับคุณยายเท่านั้นที่เป็นเสมือนเบ้าหลอมในชีวิตของทมยันตี หากนาวาเอกวิเชียร ที่เป็นพี่ชายคนโตก็มีส่วนไม่น้อย ดังที่เธอเล่าให้ฟังถึงความหลังเหล่านั้น ด้วยสีหน้าที่มีความสุข</span><br /><br />          “โตขึ้นมาหน่อยพี่วิเชียรก็ไปเป็นนักเรียนนายเรือ นักเรียนทหารก็ต้องเรียนวิชาการต่อสู้ เรียนเสร็จก็มาสอนน้อง สู้ด้วยมีดสั้นบ้าง ขนาดเรียนเตะต้นกล้วยมา ก็ยังสอนให้เราหัดเตะต้นกล้วยตามเลย”<br /><br />          <span style="color: #0000ff">อาจเป็นเพราะเกิดในตระกูลทหารเรือ และคลุกคลีกับพี่ชายที่เป็นนักเรียนนายเรือมาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้วิมลเป็นผู้หญิงที่กล้าแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจจนรู้จักการลากไม้หน้าสามไล่ตีคู่อริตั้งแต่เรียนอยู่ม.ต้น ว่ากันว่ายุคนั้นแถวคลองบางซื่อ น้อยคนจะไม่รู้จัก <strong><span style="color: #ff00ff">‘ไอ้เปียหูหมา’</span></strong> จอมซ่าส์คนนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะพวกจิ๊กโก๋วัยรุ่นละแวกนั้น</span><br /><br />          หากบางครั้งทมยันตีก็พูดเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “ไม่รู้มันกลัวเราหรือเกรงใจคุณทองคำผู้จัดการโรงงานสุราบางยี่ขันที่มีลูกน้องเต็มบ้านก็ไม่รู้ แถมพี่ชายก็เป็นนักเรียนนายเรือมีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นโขลงอีกต่างหาก”<br /><br />          เมื่อพูดถึงคุณยายกับผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิง ทมยันตีจะพูดถึงความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม และอุปนิสัยของการรักการอ่านหนังสือที่ได้รับมาจากการเพาะบ่มของผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน และถ้าพูดถึงคุณทองคำผู้เป็นบิดา เธอจะเน้นให้เห็นถึงความมีระเบียบวินัยความเฉียบขาดอย่างทหาร แม้จะนอกราชการแล้วก็ตาม<br /><br />          “ฉันได้วิธีสั่งงานจากพ่อ” เธอเปิดเผยความจริงให้ฟัง “เวลาสั่งงานพ่อจะสั่งแบบราชการว่าเป็นข้อ ๆ ทำให้จำง่ายไม่สับสน ตอนเป็นผู้อำนวยการขนส่งมวลชนฯ ก็เอาวิธีทำงานของพ่อมาใช้”<br /><br />          สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าทมยันตีได้มาจากครอบครัวทหารก็คือ ‘คำเตือน’ ในข้อผิดพลาดสำหรับคนรอบข้างไม่เว้นแม่แต่ลูก ๆ หรือคนใกล้ชิด นั่นคือคำเตือนครั้งแรกในฐานะ ‘ไม่รู้’ และจะเตือนครั้งที่สองเพราะ ‘ลืม’ แต่ถ้ายังเป็นยังเกิดเป็นครั้งที่สามคือ ‘เจตนา’ ในความคิดของเธอ<br /><br />          ...นั่นคือการไม่ให้อภัยและต้องมีบทลงโทษตามมา!<br /><br />       <span style="color: #0000ff">   เพราะเรื่องราวแห่งชีวิต เพราะเบ้าหลอมในวัยเด็กเช่นนี้หรือไม่ ทำให้ วิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี มีลักษณะสองบุคลิกในตนเองอย่างที่คนใกล้ชิดรู้จัก...</span><br /><br />          บางครั้ง อ่อนโยน...นุ่มนวล ใจดี<br /><br />          บางครา แข็งกร้าว เป็นคนประเภทยอมหักไม่ยอมงอ<br /><br />          แม้แต่ตัวทมยันตีเองก็เคยบอก <span style="color: #993300">“คุณยายเคยว่า<strong> แม่อี๊ดนี่ดีเหมือนน้ำ คว่ำเหมือนกะลา” เป็นสำนวนที่แสดงคุณสมบัติของหลานรักได้ชัดเจนยิ่ง...เวลาดีเป็นน้ำใช้อาบใช้กินได้ แต่ถ้าเป็นกะลาคว่ำไม่เคยให้คุณกับใครจริง ๆ</strong></span><br /><br />          อาจเพราะเป็นคนสองนิสัยที่เป็นธรรมชาติของทมยันตีนี่แหละ ทำให้คนส่วนใหญ่สับสนกับบุคลิกของเธอที่อาจพลิกผันอย่างรวดเร็วในทุกเวลา หากก็เพราะคุณสมบัติเช่นนี้มิใช่หรือ ทำให้ตัวละครทุกตัวในนวนิยายของเธอโลดแล่นไปกับทุกตัวอักษรที่ถูกกลั่นออกจากจิตวิญญาณจนวันนี้ยังสามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์นักเขียนได้แม้วัยกำลังย่างสู่หลักเจ็ดแล้ว<br /><br />          เรื่องของอารมณ์สุดโต่งของนักเขียนดังอย่างทมยันตี ต้องให้คนใกล้ชิดสุดคอมเม้นท์ ซึ่งวันนี้คงจะหาใครเกิน ‘เจ๊รัตน์’ หรือ ‘ป้ารัตน์’ ของผู้มาเยือนบ้านลาดพร้าวได้ไม่มี<br /><br />          คุณรัตน์ เป็นแม่บ้านของทมยันตีมายาวนานเท่า ๆ กับวิศวนาถ เป็นผู้จัดการเรื่องงานให้นักเขียนผู้นี้ และบางครั้งคุณรัตน์ยังอดแอบ ‘นิน’ ที่มาจากคำว่านินทานายให้ฟังไม่ได้<br /><br />          <span style="color: #0000ff">“บทใจดีขึ้นมายังกะนางฟ้า บทร้าย...ร้ายขึ้นมาเข้าหน้าไม่ติด ป้าอี๊ดนี่เอาใจยากจริง ๆ” คนเป็นแม่บ้านยังส่ายหน้า “คนไม่รู้ใจจริง ๆ อยู่ด้วยยาก”</span><br /><br />          เพราะอย่างนี้นี่แหละ ช่วงที่ผู้เขียนเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้จัดการใหม่ ๆ จึงมีความลำบากใจอยู่อย่าง ก็คือการเปิด ‘ประมูล’ นวนิยาย ‘คู่กรรม 2’ นอกจากสำนักพิมพ์เดิมที่เคยทำงานรวมเล่มของเธอมาบ้างแล้ว สำนักพิมพ์อื่น ๆ พากันลังเลใจกันหมด<br /><br />          ...เหตุผลง่ายและสั้น ๆ ก็คือ ‘เขาว่าทมยันตีดุยังกะเสือ’<br /><br />          แม้แต่ รักษ์ชนก นามทอน กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการใหญ่ของสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ผู้ประมูลคู่กรรม 2 ไปได้ และทุกวันนี้งานประพันธ์ทั้งหมดของ วิมล ศิริไพบูลย์ ตกเป็นลิขสิทธิ์การพิมพ์ของสำนักพิมพ์นี้ยังเคยเผยความในใจ<br /><br />          <span style="color: #993300">“วันที่เดินเข้าไปพบป้าอี๊ดยังกล้า ๆ กลัว ๆ” เหตุผลของรักษ์ชนกก็คือ “ก็เขาร่ำลือกันทั่ววงการว่า ทมยันตีดุจริง ๆ”</span><br /><br />          “แล้วตอนนี้ล่ะ รู้สึกยังไง?” เราถามรักษ์ชนกเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเจ้าตัวหัวเราะตอบ<br /><br />          “ดุจริงครับ โดยเฉพาะเวลาเราทำผิดไม่รักษาสัญญาหรือทำงานบกพร่อง แต่โดยรวมผมว่าป้าน่ารัก โดยเฉพาะความรู้สึกแบบป้ากับหลาน มีความห่วงใยต่อกัน ก็อบอุ่นครับ แบบคนในครอบครัวมากกว่าการเป็นธุรกิจ”<br /><br />          เมื่อถามถึง<span style="color: #0000ff">จุดเด่นอันน่าประทับใจของทมยันตี บรรณาธิการใหญ่ แห่งสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมยืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำ</span><br /><br />          “เป็นคนมีสัจจะ พูดคำไหนเป็นคำนั้น อย่างลิขสิทธิ์ของป้าไม่จำเป็นต้องทำสัญญา จนวันนี้ผ่านมากว่าสิบห้าปี งานของป้าก็ยังอยู่กับ ณ บ้านวรรณกรรม ทั้ง ๆ ที่หลายสำนักพิมพ์รอทำงานให้ทมยันตีอยู่”<br /><br />          เมื่อเปิดโอกาสให้พูดถึงทมยันตีตามความรู้สึก รักษ์ชนก นามทอน ก็ไม่รีรอที่จะเผยความรู้สึก<br /><br />          “ในฐานะบรรณาธิการที่ต้องอ่านงานทั้งสี่นามปากกาทุกเล่ม ผมว่าเงาของป้าอี๊ดอยู่ในงานเขียนนั่นแหละ ความอ่อนหวานอ่อนโยนทำให้เขียนนวนิยายโรมานซ์ได้ไพเราะ ความเข้มแข็งดุดันทำให้รังสรรค์บุคลิกตัวละครโดยเฉพาะฝ่ายหญิงให้เก่งและฉลาดได้อารมณ์ เป็นบทเรียน เป็นตัวอย่างให้กับผู้หญิงได้นำไปใช้กับชีวิตเป็นอย่างดีในทุกยุคสมัย” และประโยคสุดท้ายของท่านบรรณาธิการใหญ่ชัดเจนยิ่ง<br /><br />          “ที่สำคัญคือตัวละครทุกตัวของทมยันตีไม่ว่าร้ายหรือดี ล้วนมีเหตุผลที่จะเป็น ผมว่านั่นคือเจ้าของบทประพันธ์ต้องเป็นคนที่มีพื้นฐานแห่งความยุติธรรมอยู่ในความคิด ถึงทำงานอย่างนี้ได้”<br /><br />          ถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามโดยเฉพาะผู้เขียนที่ทำงานให้ทมยันตีมาเกือบจะสองทศวรรษนั้นมีความเห็นเช่นไร?<br /><br />          ‘จริง!’ กับคำว่าทมยันตีมีสองลักษณะเด่นชัดในตัวตนของเธอ...!<br /><br />          <span style="color: #0000ff">ซีกหนึ่งคือความซุกซนปนความอ่อนโยนต่อสรรพสิ่ง เป็นผู้หญิงที่ละมุนละไมในความงดงามของธรรมชาติ เธอจึงชอบท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอาหารใจ เพื่อสอดใส่ในงานประพันธ์อันลือลั่นตลอดมา หลายคราที่คนใกล้ชิดรอบข้างแม้แต่ลูกชายสามคนยังออกปาก</span><br /><br />          “บางทีแม่เหมือนเด็กผู้หญิงอายุสิบเจ็ดสิบแปด”<br /><br />          นั่นคือลักษณะในเวลาเล่นกับสุนัข เดินแกว่งไปตามถนนหาของตามรถเข็นรับประทาน หรือไม่ก็เวลาใครซื้อหาของถูกใจมาฝาก ‘รอยยิ้ม’ โชว์ฟันกระต่ายคู่หน้าจะปรากฏพร้อมอาการดีใจจนเนื้อเต้นอย่างเห็นชัด<br /><br />          และรอยยิ้มนี่แหละเป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านส่ายหน้า หวาดหวั่นแม้กระทั่งเจ้ายอดลูกชายคนโตยังบ่นพึมพำ...<br /><br />          “เวลาแม่จะใช้ให้ทำอะไรจะยิ้มอย่างนี้ทุกที...” บทสรุปของเจ้าคนโตก็คือ...<br /><br />          “รอยยิ้มหลอกใช้...แต่เราก็เสร็จท่าทุกที”<br /><br />          อีกภาพคือความจริงจังที่ทุกคนรู้...นั่นคือ ความสุจริตยุติธรรมไม่เสแสร้ง โดยเฉพาะกับ ‘งาน’ หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนรอบข้าง<br /><br />          ‘สัญญาคือสัญญาเสมอ’ วลีนี้อาจอยู่ในเนื้อหาของนวนิยายเรื่องคำมั่นสัญญา หากแท้จริงคือความจริงใจในชีวิตของทมยันตีอย่างเห็นชัด<br /><br />          <span style="color: #0000ff">เมื่อไหร่ที่วิมล ‘สัญญา’ ช้าหรือเร็ว ก็จะเห็นว่าเธอทำอย่างนั้นจริง ๆ นั่นคือตัวตนของมารดาที่ ยอด แก้ว และเด่น ซึมซับมาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังยึดถือคำมั่นสัญญาของผู้อื่นที่มีต่อเธอสำคัญเฉกเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อเกิดการผิดสัญญาขึ้น...ก็อย่างที่บอกคุณผิดได้ไม่เกินสองครั้ง กับคำว่าไม่รู้และลืม...</span><br /><br />          จากนั้นทมยันตียากจะให้อภัย!<br /><br />          นั่นคือเมื่อไหร่ที่เธอบอกว่าฉันไม่เชื่อเธอแล้ว หรือบอกว่าฉันไม่รักเธอแล้ว!<br /><br />          วางใจได้เลยว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์<br /><br />          ถึงวันนี้ต่อให้ล่ามโซ่ไว้ ถ้าเธอคลานหนีได้เพียงคืบเดียวเธอก็ถือว่าชนะ<br /><br />          <span style="color: #800080">จากการเฝ้ามองมานานถึงสิบแปดปีของผู้เขียนทำให้เชื่อมั่นว่า...อุปนิสัยเช่นนี้ของวิมล ศิริไพบูลย์ทำให้เธอเป็นสุดยอดของนักประพันธ์ผู้มีรายได้จากงานเขียนจนสามารถลบคำว่า ‘นักเขียนไส้แห้ง’ ออกจากความคิดของคนในอดีตได้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ในฐานะนักเขียนของมหาชนได้เต็มภาคภูมิ</span><br /><br />          ทว่าเพราะการยึดมั่นในหลักการแบบไม่ยืดหยุ่นมากเกินไป ทำให้ชีวิตประสบกับความยุ่งยากและยับเยินลงอย่างไม่คาดฝัน<br /><br />          โดยเฉพาะชีวิตความรักและการแต่งงาน!<br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>“งานคือเกียรติยศ”</strong></span> คือคำกล่าวของทมยันตีที่เรามักจะได้ยินบ่อยครั้ง กับอีกประโยคอมตะก็คือ<br /><br />          “งานของฉันเป็นสาธารณะ แต่ตัวฉันไม่ใช่ของสาธารณะ”<br /><br />          นั่นคือความเชื่อมั่นและความจริงที่ทำให้วิมล ศิริไพบูลย์ ก้มหน้าก้มตาทำงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นมรสุมชีวิตกำลังโหมซัดกระหน่ำอย่างรุนแรงจนใครต่อใครเชื่อว่า ทมยันตีต้องย่อยยับจมดินอย่างมิอาจลุกขึ้นได้อีกแน่นอน<br /><br />          <span style="color: #993300">ทว่าวันนี้คือบทพิสูจน์ความจริง ทมยันตีทำได้ อย่างที่ตนมั่นใจ มิหนำซ้ำเธอยังเก็บเกี่ยวความจริงจากประสบการณ์ชีวิตมาหล่อหลอมเป็นข้อมูลเป็นความรู้สึกผ่านปลายปากกาได้คมชัดยิ่งขึ้น อย่างนวนิยายเรื่อง <strong>’บาป’ ของเธอ...หนึ่งในกำลังใจนั้นคือลูกชายสามคนที่ยืนอยู่ข้างกายตลอดเวลา ซึ่งทมยันตียอมรับว่าเธอมีคาถาดีอยู่บทหนึ่ง คือการท่องบ่นในใจตลอดเวลาว่า ‘ยอด...แก้ว...เด่น’</strong></span><br /><br />          แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ ความเข้มแข็งทางจิตใจของเธอเอง ถ้าทมยันตีไม่มีธาตุทรหดของการเป็นนักสู้อยู่ในสายเลือดและวิญญาณ<br /><br />          ฤา...จะผ่านกาลเวลามาถึงวันนี้ได้?<br /><br />          วันนี้ทมยันตีมีห้องหนังสือเป็นโลกส่วนตัว ยังผลิตงานวรรณกรรมให้นักอ่านติดตามอย่างต่อเนื่อง เล่นกับเจ้าจัมโบ้ สุนัขพันธุ์บางแก้ว นาน ๆ จะมีคุณวิเชียรหรือลุงเชียรเจ้าของประโยคเตือนใจในยามทุกข์ที่ว่า ‘ล้มแล้วต้องลุกขึ้นเอง’ มาเยี่ยมเยียนบ้างบางคราว หากเธอก็ยินดีอยู่ในโลกใบเล็กและชีวิตอันสงบนั้น มากกว่าการออกสู่สังคม มิหนำซ้ำยังกล่าวกับทุกคนเสมอ<br /><br />          <span style="color: #800080">“แม่หนูอี๊ดกำลังเตรียมเดินทางครั้งสุดท้าย”</span><br /><br /><span style="color: #800080">          นั่นคือความหมายที่ว่า <strong>วันนี้ทมยันตีเตรียมพร้อมที่จะตาย พร้อมอำลาทุกอย่างในโลกแบบคนเข้าใจสัจจะความจริงตามคำสอนแห่งพระบรมศาสดา อย่างที่เธอยืนยัน</strong></span><br /><br />          “ไม่มีใครพ้นความตาย ถึงเวลาแล้วที่วิมลต้องเตรียมตัว!</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/">กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ 2 ความผิดเดียวของทมยันตีคือการแต่งงาน กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 08:05:00 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี
ตอนที่ 2 ความผิดเดียวของทมยันตีคือการแต่งงาน
          “ท่านเชื่อเรื่องกรรมไหม?” ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็อย่าอ่านเรื่องนี้ แต่ถ้าท่านเชื่อเรื่องกรรมดังพุทธดำรัสที่ว่า ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</span></div>
<div style="text-align: center"><span style="font-size: 18pt;color: #0000ff">ตอนที่ 2 ความผิดเดียวของทมยันตีคือการแต่งงาน</span></div>
<p><br />          <strong>“ท่านเชื่อเรื่องกรรมไหม?” ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็อย่าอ่านเรื่องนี้ แต่ถ้าท่านเชื่อเรื่องกรรมดังพุทธดำรัสที่ว่า ‘กัมมุนา วัตตีโลโก’ ที่แปลว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมละก็ บางอย่างบางเรื่องของทมยันตีอาจเป็นข้อคิดและเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลายได้บ้างพอสมควร</strong><br /><br /><strong>          <span style="color: #800080">ในระยะเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็นับจากผู้เขียนเริ่มเปิดคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที จะเห็นว่าทมยันตีหรือที่ผู้เขียนเรียกว่า<span style="color: #008080"> ‘ป้าอี๊ด’ หรือ ‘แม่หนูอี๊ด’ ตามยอด...แก้ว...เด่น ลูกชายทั้งสามคนเรียกขาน มักจะอยู่ในชุดขาว</span> เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างวัดสร้างกุศลมาโดยตลอด ทว่าจะมีกี่คนที่รู้ความจริง......ว่าครั้งหนึ่ง ทมยันตี เลิกสวดมนต์ไหว้พระ และคิดว่าบุญกับบาปไม่มีจริง!</span></strong><br /><br /><strong>          เพราะบางประการนั้นทำให้เธอหันหลังให้ห้องพระ หันหลังให้กับการทำบุญยาวนานหลายปี...ทั้ง ๆ ที่คุณยาย ‘เค้า’ มารดาของคุณนายไข่มุกที่ดูแลเด็กหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ มาตั้งแต่เด็กแต่น้อยได้ปลูกฝังความรู้ทางพุทธศาสนาให้เธอ ตราบถึงวันคุณยายสิ้นใจ...</strong><br /><br />          <span style="color: #000080">ผู้เขียนรู้จักทมยันตีครั้งแรกเมื่อต้นปี 2530 ซึ่งเป็นการพบกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว...เหตุเพราะคุณสุคนธ์ จุลการ หรือพรพิรุณ นักแต่งเพลงชื่อดังในวงสุนทราภรณ์ที่ผู้เขียนเรียกเธอว่า ‘ป้าพร’ ได้มาพบและสนทนาธรรมกันหลายครั้ง ในฐานะที่เราสองคนมีที่อยู่อาศัยไม่ไกลจากกัน เหมือนคนบ้านใกล้เรือนเคียงนั่นแหละ</span><br /><br />          คงเพราะช่วงนั้น มีประสบการณ์บางอย่างทางจิตเกิดขึ้นกับผู้เขียน บางอย่างที่มีอำนาจเพียงพอ ต่อการทำให้คนนับถือศาสนาคริสต์สามารถลุกขึ้นมาพูดมาเขียนธรรมะให้คนฟังคนอ่านได้อย่างที่เขียนอยู่ในทุกวันนี้ อาจเป็นความน่าประหลาดใจอย่างยิ่งของป้าพรพิรุณก็ได้ ทำให้เธอนำทมยันตีมาพบผู้เขียนถึงบ้านในกาลต่อมา...วิมล ศิริไพบูลย์ ก้าวเข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับการบอกกล่าวจากผู้นำพา ซึ่งวันนั้นเราก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะปกติวัน ๆ มีคนเข้าออกมาพบเรามากมาย จนรู้ภายหลังจากปากของทมยันตีเอง<br /><br />          “ยายพรมันมาเล่าให้ฟัง ว่ามีไอ้หนุ่มอายุยังน้อย มันมีอะไรแปลก ๆ น่าสนใจ ก็เลยอยากให้ไปดู”<br /><br />          “ก็เลยมาดู? ”<br /><br />          คนเป็นนักเขียนพยักพร้อมอาการหัวเราะขัน ๆ “เธอก็รู้ว่าฉันเป็นพวก ส.ส. คือแส่และเสือกไปทั่วราชอาณาจักร เรียกว่าตามดูแน่แก้เซ็งไปวัน ๆ”<br /><br />          “แล้วไง?” ผู้เขียนซัก ซึ่งเธอก็ยังตอบด้วยรอยยิ้มขัน ๆ กับเรื่องราวในอดีต<br /><br />          เห็นทีแรกก็แทบหมดศรัทธา ไอ้เด็กหน้าขาวนี่นะรึ อาจารย์ของยายพรพิรุณ?"<br /><br />          แม้วันนั้นทมยันตี จะมาด้วยคำอ้อนวอนของเพื่อน มาเพราะชอบดูแห่ตามนิสัยอยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง หากเธอก็ยอมรับ<br /><br />          <span style="color: #000080">“แปลกที่เด็ก ๆ อย่างเธอรู้จักธรรมะชั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญดันรู้เรื่องบางเรื่องของฉันมากกว่าคนสนิทบางคนซะอีก”</span><br /><br />          เรื่องที่ทมยันตีถามในวันนั้นคือ <span style="color: #ff0000">“คดีที่อยู่บนศาลแพ้หรือชนะ?”</span> คนเป็นนักเขียนชื่อดังถามในเรื่องคาใจ คำตอบสั้นได้ใจความ<br /><br />          “แพ้!”<br /><br />          “แพ้ได้ไง? ”ทมยันตีย้อมถามอย่างไม่ยินยอม “ถ้าเทวดามีจริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ต้องรู้ว่าอะไรคืออะไร? ”<br /><br />          “แพ้เพราะกรรม!” สิ่งรู้หลุดจากปากของเรา “กรรมเก่าที่เราเคยทำเขาไว้ในอดีตชาติ”<br />          <br />          “แล้วกรรมดีในชาตินี้ไม่ช่วยเลยรึ?” เธอสวนคำขณะได้คำตอบชัดเจน...<br /><br />          ช่วยบ้างแค่ประคองให้ชีวิตอยู่ได้”<br /><br />          “หมายความว่าไง? ”<br /><br />          <strong><span style="color: #008080">“เพราะกรรมดีช่วยดึงสติไว้ ไม่งั้นจะได้มานั่งคุยกันตรงนี้หรือ...” ความรู้บางอย่างหลุดออกมาอย่างน่าพิศวง “เคยเอาปืนจ่อขมับตัวเองแล้วไม่ใช่หรือ ดีที่ยังห่วงลูกขึ้นมาก็เลยหยุด...นั่นเพราะกรรมดีช่วยไว้”</span></strong><br /><br />          หลายครั้งหลายครากับการสนทนา ที่สามารถทำให้ทมยันตีนิ่งอึ้ง...หากคนอย่างวิมล ศิริไพบูลย์ ยากจะเชื่ออะไรโดยง่ายอย่างปราศจากเหตุผล นอกเสียจากจะใช้เวลายาวนานพอสมควรกับการพิสูจน์ความจริง<br /><br />          หลังจากได้พบเจอกันหลายครั้ง เป็นที่รู้ของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน...ว่าคุณนายทมฉายา ซัก (ถาม) ไม่เลิก ถ้าไม่ขาว มาถึงบ้าน พวกเหล่านั้นจะถอยห่าง ให้นักเขียนลือนามได้สนทนากับอาจารย์แม้วอย่างเต็มที่ จนวันหนึ่งเราเอ่ยถาม...<br /><br />          “ไปที่บ้านได้ไหม? ”<br /><br />          ซึ่งวันนั้นเธออนุญาตอย่างงง ๆ หากความจริงผู้เขียนมีบางอย่างอยู่ในความคิด สิ่งนั้นคือความอยากรู้...รู้ว่า...ความจริงบางอย่างเป็นอย่างที่เข้าใจหรือไม่?<br /><br />          บ้านลาดพร้าวร่มรื่นด้วยต้นไม้ ในบ้านต้องใช้คำว่า เงียบกริบ สะอาด เรียบร้อยมาก และสมบัติส่วนใหญ่คือหนังสือ อันเป็นแหล่งความรู้มหึมา จึงไม่แปลกใจสำหรับผู้มาเยือนของเรา ไม่แปลกกับสรรพความรู้ที่พรั่งพรูออกมายามได้พูดคุยกัน ทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรม...ยิ่งเฉพาะภายหลังจากการรู้จักกันมายาวนานถึงสิบแปดปี จึงสามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า...<br /><br />         <span style="color: #000080"> โลกส่วนตัวของทมยันตีมีสองประการ หนึ่ง คือการอ่านหนังสือ...กับสอง คือโลกของการเขียนที่ไม่เคยหลุดลอยไปจากชีวิตแม้วันเดียว!</span><br /><br />          นั่นคือขุมปัญญาที่ทมยันตีใช้ผสมผสานลงไปในงานเขียนของตนอย่างไม่มีวันรู้จบ ตราบใดที่ยังมีแรงจับปากกา เขียนหนังสือได้...<br /><br />         <span style="color: #993300"> การอ่านหนังสือของทมยันตี เป็นนิสัยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงถูกคุณยายกับคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดาเอาหนังสือวรรณคดีมาให้อ่านเท่านั้น ยังเอาหนังสือหลวงวิจิตรวาทการ มาให้อ่านอีกด้วย อ่านแล้วต้องย่อความให้ฟังอีกต่างหาก จนเป็นสิ่งที่เหมือนฝังลึกลงในจิตวิญญาณของทมยันตีและนั่นน่าจะเป็นคุณสมบัติเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนอย่างที่เธอเคยกล่าว... “ไม่เป็นนักอ่านจะเอาความรู้ที่ไหนมาเขียนหนังสือขายได้”</span><br /><br />          เพราะคุณสมบัติเช่นนั้นระยะหลัง ๆ ที่เรามาเยี่ยมเยือน ถ้าไม่เห็นทมยันตีนั่งเขียนต้นฉบับอยู่ในห้องหนังสือ เธอก็จะนอนบนเตียงเล็ก ๆ ข้างโต๊ะเขียนหนังสือนอนอ่านหนังสืออย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย บางครั้งเห็นแล้วน่าขัน ไม่เฉพาะกับคนเป็นแม่ แต่กับยอด...แก้ว และเด่น ลูกชายสามคน ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แต่ละคนในมือจะมีหนังสือคนละเล่ม...นอนไขว่ห้างกันคนละมุมบ้าน อ่านหนังสือโดยไม่มีใครสนใจใคร บ้านนี้เขาเป็นกันอย่างนี้จริง ๆ ครับ<br /><br />          วันแรกที่เหยียบยืนในบ้านลาดพร้าว เรามากับคุณนายกุ้งพี่สาวในฐานะผู้ติดตาม หลังจากแนะนำให้รู้จักกับสมาชิกในครอบครัวเสร็จสรรพ สิ่งแรกที่ผู้เขียนอยากเห็นคือห้องพระ หากทมยันตีพูดกับเราเบา ๆ<br /><br />          “ฉันไม่เข้าห้องพระนานแล้ว! ”<br /><br />         <span style="color: #333399"> การไม่เข้าห้องพระของคนเป็นเจ้าของบ้าน นั่นหมายถึงห้องพระถูกปล่อยปละละทิ้ง บนโต๊ะหมู่บูชาจึงเต็มไปด้วยฝุ่นละออง จำได้ว่าผู้เขียนยืนมองพระพุทธปฏิมากร ที่ตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้าด้วยอาการทอดถอนใจ ด้วยรู้...</span><br /><br />          ความทุกข์ที่กัดกร่อนหัวใจของทมยันตีมายาวนานนั้น ได้บั่นทอนความเชื่อมั่น...ความศรัทธาลงโดยสิ้น!<br /><br />          <span style="color: #993300">“ใครบอกทำดีได้ดี? ” ไม่อยากเชื่อว่าประโยคอย่างนี้จะหลุดออกจากปากทมยันตี...แต่นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักเขียนผู้นี้หลังจากลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครแล้ว เธอตัดขาดชีวิตตนเอง ออกจากงานการเมืองอย่างเด็ดขาด พร้อมฝังตัวเองอยู่กับบ้านจมอยู่กับการอ่านหนังสือและเขียนหนังสือเงียบ ๆ โดยลำพัง ยิ่งกว่านั้นทมยันตียังเน้นประโยคช้าชัด...</span><br /><br />          “บุญเป็นยังไง บาปเป็นยังไงก็ช่าง วันนี้ฉันไม่เชื่อแล้ว! ”<br /><br />          จำได้ว่าคุณนายกุ้ง พี่สาวเราได้แต่หันมามองหน้า ทว่าตอนนั้นผู้เขียนไม่มีความรู้สึกประหลาดใจ เพราะสภาพที่เห็นมันรู้อยู่ในจิตตั้งแต่ต้น<br /><br />          เป็นความคับแค้นของคนที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่สุดในชีวิต...<br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>“บาดแผลที่เจ็บปวด รอยแผลที่บาดลึกต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษานานพอสมควร”</strong></span> คือสิ่งที่ผู้เขียนรู้และได้ปรารภให้คุณนายกุ้งที่เป็นพี่สาวฟัง นั่นทำให้เราสองคนพี่น้องแทรกตัวเข้าใกล้ทมยันตีมากขึ้น จนระยะหลังคุณนายกุ้งแทบจะเป็นเงาของคนที่เราเรียกว่าป้าอี๊ดเลยทีเดียว<br /><br />          นานวันความใกล้ชิดสนิทสนมก็มากขึ้น จนบางคาบบางคราทมยันตีเผลอตัวระบายความในใจให้ฟัง มิหนำซ้ำยังเอ่ยเตือนคุณนายกุ้งด้วยซ้ำ<br /><br />         <span style="color: #808000"> “เป็นผู้หญิงอย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากนัก จะมีปัญหา” บางครั้งพูดด้วยอาการทอดถอนใจ “เพชรพลอยมันก็ได้แค่หินสีสวย ๆ แค่นั้นแหละ แต่ไอ้หินสวย ๆ นั่นมันก็พาภัยมาให้เรา! ”</span><br /><br />          เท่าที่รู้วันนั้นทมยันตีแพ้คดีในศาลฎีกา ทั้ง ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เธอชนะ และสิ่งสำคัญคือการต่อสู้กันบนศาลด้วยทรัพย์สินที่ถือเป็นสินสมรสในขณะที่เจ้าตัวยืนยันชัดเจน...<br /><br />          พลอยคัดล้ำค่ามากราคากว่าสองพันเม็ดเป็นของซื้อของสะสมมาตั้งแต่เป็นนักเขียนใหม่ ๆ มาจากรายได้โดยส่วนตัวอันบริสุทธิ์<br /><br />          <span style="color: #800080">“ทรัพย์สินทุกอย่างขอให้เป็นของลูกสามคน”</span> คือข้อเสนอของทมยันตี โดยทั้งสองฝ่ายควรวางมือจากสมบัติทั้งหมด<br /><br />          ...หากได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง!<br /><br />          “แพ้! ” คือคำตอบที่หลุดจากปากเรา และเป็นจริงในเวลาต่อมาอีกไม่นาน...<br /><br />          สมบัติทั้งหมดถูกศาลสั่งแบ่งครึ่งตามกฎหมาย...<br /><br />          ที่ดินหลายแปลงกว่าสิบไร่...ถูกขายทอดตลาด<br /><br />          พลอยเม็ดมิได้เข้าเรือนกว่าสองพันเม็ดถูกแบ่งเป็นสองกอง และจับฉลากวัดดวงว่าใครได้กองไหนไป...<br /><br />          “เสียดายหรือ?” ในวันนั้นเราถามทมยันตีและเธอก็ตอบด้วยเสียงหัวเราะ<br /><br />          “ไม่เสียดายหรอก แต่เสียใจนิดหน่อย...”<br /><br />          เมื่อเราถามถึงเหตุผล เธอตอบสั้น ๆ... “เสียใจที่รักษาเอาไว้ให้ลูกไม่ได้ เสียใจที่ทำไมความยุติธรรมไม่มีในโลก”<br /><br />          เท่าที่รู้ ในวันนั้นหลังทรัพย์สินถูกแบ่งแยกตามคำสั่งศาล ทมยันตีจัดการแบ่งพลอยที่เหลือเป็นสามส่วนให้ลูกชายสามคน และเธอไม่เคยพูดถึงหรือหันกลับไปมองหินใส ๆ สีสวย ๆ นั่นอีกเลย อาจจะเป็นเพราะได้คำตอบชัดเจนว่าหินสีสวย ๆ นั้นก็สามารถฆ่าคนได้<br /><br />          <span style="color: #993300">หลังจากการแบ่งทรัพย์สินกลับมาบ้าน ลูกชายสามคนเข้ากอดแน่น ยอดเป็นคนพูดประโยคสั้น ๆ ประโยคที่จนบัดนี้แม้เวลาผ่านมานานกว่าสิบปีแต่เรายังจำได้ไม่เลือนจริง ๆ</span><br /><br /><span style="color: #993300">          “อย่าเสียใจนะแม่ เพราะแม่ทำหน้าที่แม่ดีที่สุดแล้ว ยอดรับรองได้เลย”</span><br /><br />          วันนั้นเราได้แต่ยืนมอง หากเริ่มมีความเชื่อมั่นหลังเรื่องราวผ่านพ้น...จะชนะหรือพ่ายแพ้ ขอเพียงมีบทสรุปจะทำให้มนุษย์มีเวลาเป็นของตัวเอง มองเห็นปัจจุบันของตัวเองและคนใกล้ชิดมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจะเริ่มมองเห็นความจริงประการหนึ่ง ประการนั้นคือ...<br /><br />          ความสุขแท้จริงของตนอยู่ตรงไหน?<br /><br />          <span style="color: #0000ff">ถ้าเปรียบกับการรบ วันนั้นทมยันตีดูเหมือนพ่ายแพ้ ทว่าในความพ่ายแพ้...คือชัยชนะ...ในบ้านที่รู้สึกเคร่งเครียดกับเรื่องราวการต่อสู้ วางลง ความสงบเริ่มมาเยือน...เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขเริ่มมีขึ้นเป็นระยะ ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติของบ้านลาดพร้าว ซึ่งผู้เขียนเองก็ต้องยอมรับบางประโยคของ ‘ยอด’ ลูกชายคนโตในบ้านที่ว่า...</span><br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>“วันนี้แม่มียอด แก้ว กับเด่น ก็น่าจะพอแล้ว”</strong> </span>เขายังทิ้งท้ายอีกคำอย่างมั่นใจ...<br /><br />          “วันนี้พวกเรามีความสุขจะตายไป”<br /><br />          เมื่อวันเวลาผ่านไป รอยแผลลึกจะตื้นขึ้นและค่อย ๆ จางหาย และยิ่งคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูก ๆ เป็นได้ดังใจหวัง นั่นคือหยาดน้ำทิพย์คอยชโลมใจให้คนเป็นแม่หายเหนื่อยแม้ต้องมุ่งมั่นทำงานหาเงินส่งเสียโดยลำพัง ซึ่งภายหลังทมยันตีกล้าลั่นปากอย่างอหังการ<br /><br />          <span style="color: #993300">“จากปริญญาตรีจนถึงปริญญาโทจากอเมริกาของ ยอด...แก้ว และเด่น มาจากน้ำพักน้ำแรงของแม่คนเดียว”</span><br /><br />         <span style="color: #800080"><strong> วันนี้เธอพร่ำสอนลูก...กับสิ่งที่แม่สู้และแม่ทำ...รางวัลเดียวที่อยากได้จากลูกทั้งสามคนไม่ใช่เงินทองหรือสิ่งใด ถ้าจะให้ขอ แม่ขออย่างเดียวเท่านั้น...</strong></span><br /><br /><span style="color: #800080"><strong>          ‘...ขอให้เป็นลูกผู้ชาย...และอย่ารังแกคนอ่อนแอกว่าโดยเฉพาะผู้หญิง!”</strong></span><br /><br />          หลายคราที่บอกกับทมยันตีด้วยตัวเองในวันวาร...หลายครั้งที่ชักชวนไปกราบพระสงฆ์ที่เคารพนับถือและได้รับคำยืนยัน...<br /><br />          <span style="color: #0000ff">‘...ทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า...’</span> เข้าทำนองมีหนี้สินก็ต้องชำระ มีหนี้กรรมต้องชดใช้!<br /><br />          ทมยันตีจึงหันกลับมาปฏิบัติตัวเหมือนครั้งก่อนเผชิญมรสุมชีวิตอีกหน...นั่นคือการหันหน้าเข้าห้องพระสวดมนต์ภาวนา และยิ่งกว่านั้นยังลุกขึ้นทำบุญในพระศาสนา ด้วยการสร้างวัดสร้างเสนาสนะมากกว่าที่เคยมีและเป็นด้วยซ้ำ...<br /><br />          <span style="color: #800000"><strong>ยามที่ความมืดสลาย ความสว่างจะมาเยือน เหมือนฝนซาฟ้าจะกระจ่างเป็นธรรมดา เฉกเช่นทมยันตีในวันนี้ เธอสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำด้วยจิตใจเปิดกว้าง</strong></span><br /><br />          “ชีวิตฉันคิดอะไรทำอะไรไม่ค่อยผิดพลาด... นอกจากการคิดแต่งงาน! คุณนายไข่มุกเคยบอก คนรักอิสระอย่างแม่อี๊ดไม่ควรแต่งงาน”<br />          <br />          “มีอีกอย่างคุณนาย” ผู้เขียนติดเบรกซึ่งเธอย้อนถาม<br /><br />          “อะไร? ”<br /><br />          <span style="color: #0000ff">“ชอบคิดว่าคนอื่นน่าจะคิดเหมือนเรา...และดื้อบรรลัยจักร”</span> เราพูดตรง ๆ แบบไม่ยอมเกรงใจ ผลก็คือถูกชี้หน้า<br /><br />          “อธิบายมานะ อธิบายดี ๆ ด้วยไม่งั้นฉันแพ่นกบาลแกแยกแน่! ”<br /><br />          สำหรับความดื้อของทมยันตี ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก ก็ในเมื่อตัวเธอก็พูดเองอยู่บ่อยครั้ง<br /><br />          “คนอย่างฉันถ้าบอกว่าไม่คือไม่ ถ้าได้บอกใครว่าฉันไม่รักคุณแล้วฉันก็ต้องเดินจากไป ต่อให้ตัดขาทิ้งฉันก็จะคลานไป คลานไปได้คืบเดียวก็ถือว่าชนะแล้ว”<br /><br />          ส่วนความคิดสำคัญที่มักทำให้ทมยันตีพลาดก็คือ หลักของความบริสุทธิ์ยุติธรรมในหัวใจที่เธอจะบอกคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาเสมอ<br /><br />          “ถ้าฉันไม่รักใครแล้วฉันก็ต้องบอกเขาเหมือนกัน และหรือถ้าคนที่ฉันร่วมชีวิตอยู่ด้วยมาบอกว่าผมไม่รักคุณแล้ว ต่อให้รักเขาแค่ไหนก็ต้องปล่อยเขาไป”<br /><br />          ตรงนี้คือบทสรุป... ทำให้รู้ข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของทมยันตี เธอผิดพลาดเพราะคิดว่า ‘ความจริงคือความจริง’ หากเธอลืมความสำคัญประการหนึ่งไปประการนั้นก็คือ...ความคิดมนุษย์ย่อมมีความผิดแผกไปจากกันไม่มากก็น้อย เพราะความรัก โลภ โกรธ หลง ของมนุษย์มีระดับสูงต่ำผิดกัน...เธอจึงไม่ควรเอาความคิดของตนเองเป็นมาตรฐานในการตัดสินความคิดของคนอื่น จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่เป็นยิ่งกว่านิยายที่เธอเขียนเสียอีก...<br /><br />          ...เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด!<br /><br />          เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เธอมั่นใจ...ว่าความจริงย่อมเป็นความจริง ซึ่งจะเป็นชัยชนะของมนุษย์เสมอไป<br /><br />          ด้วยเธอลืมไปว่า <span style="color: #0000ff">บางครั้งความจริงกว่าจะสามารถปรากฏขึ้นได้ต้องใช้เวลาเกือบเท่าชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ หรือไม่ความจริงบางอย่างอาจตายไปพร้อม ๆ กับชีวิตตนเองก็เป็นไปได้</span><br /><br />          ทว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดอาจมีค่าน้อยนิด ถ้าเทียบกับความรู้ในปัจจุบัน เพราะวันนี้ทมยันตีกล่าวกับผู้เขียนอย่างเข้าใจชีวิตว่า...<br /><br />          “ขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้ฉันเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้ามากขึ้น! ”<br /><br />          ดังคำกล่าวที่ว่า... <span style="color: #800080">‘ต้องผ่านทุกข์ จึงพ้นทุกข์ได้’</span> และคนที่สามารถผ่านทุกข์อย่างแสนสาหัสมาได้จึงนับเป็นยอดคน...<br /><br />          วันนี้ผู้เขียนเชื่อว่า...กับงานเขียนแนวธรรมะทั้งหลายของทมยันตีที่ค่อย ๆ ทยอยออกมาเป็นระลอกนั้น มิเพียงเพราะการศึกษาหาความรู้มาจากตำรับตำราจากครูบาอาจารย์เท่านั้น หากหลายหลากในเนื้อหานั้นได้มาจากประสบการณ์จากชีวิตจริงของตนไม่น้อย<br /><br />         <span style="color: #000080"> รู้จักวางทำให้ ‘ว่าง’ คือหลักสำคัญในพุทธศาสนาที่ได้มาจากหลักไตรลักษณ์ อันมีอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา คือการเกิดขึ้น...ตั้งอยู่ และดับไป เหมือนวันแห่งอดีตอันเป็นความทุกข์ของทมยันตี เกิดขึ้น...ตั้งอยู่ชั่วขณะและดับลงแล้ว!</span><br /><br />          วันนี้เธอว่างพอที่จะถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นเหมือนความฝันตื่นเดียว ที่อาจมีสารประโยชน์กับคนรุ่นหลัง ผ่านปลายปากกาของวิศวนาถในวันนี้...และบางอย่างมาจากการพบเห็นโดยส่วนตัวของผู้เขียนเอง ซึ่งก็ได้ขออนุญาตโดยตรงกับทมยันตีเองว่า...<br /><br />          ...อย่าโกรธนะที่บางครั้งอาจต้องวิพากษ์วิจารณ์ตรง ๆ เพราะไม่มีใครในโลกที่ทำอะไรไม่ผิดเลย!<br /><br />          <span style="color: #993300">กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตีเริ่มแล้ว หากจะยังมีอีกต่อ ๆ ไปในฉบับหน้า ด้วยแง่มุมของทมยันตียังมีให้เขียนถึงอีกมาก ในฐานะ...คนแพ้ที่ชนะสุดยอดในบั้นปลาย</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/">กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ 1 ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ by กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตี</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 07:44:46 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตี
ตอนที่ 1 ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ
          จำได้ว่าเมื่อประมาณ 2536 มีหนังสือพิมพ์รายวันแถวแนวหน้าฉบับหนึ่ง ได้มาขอพบทมยันตีเสนอให้นักเขียนใหญ่ท่านนี้ เขียนเร...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #0000ff">กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตี</span></p>
<p style="text-align: center"><br /><strong><span style="font-size: 18pt;color: #800080">ตอนที่ 1 ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ</span></strong></p>
<p><br /><br /><strong>          จำได้ว่าเมื่อประมาณ 2536 มีหนังสือพิมพ์รายวันแถวแนวหน้าฉบับหนึ่ง ได้มาขอพบทมยันตีเสนอให้นักเขียนใหญ่ท่านนี้ เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอัตชีวิตประวัติของเธอลงตีพิมพ์...ทว่าวันนี้สิ่งที่ได้คือคำตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลจากปากนักเขียนดัง</strong><br /><br /><strong>          หลายปีต่อมา...ก็ยังมีผู้ติดต่อขอให้ทมยันตีเขียนเรื่องราวของตัวเองอีกอย่างต่อเนื่อง ท้ายสุดเธอให้คำตอบสั้น ๆ</strong><br /><br /><strong>          <span style="color: #800080">“ดิฉันไม่เขียนอย่างแน่นอน” หากก็ยังทิ้งท้าย “คนที่จะทำเรื่องนี้ได้มีคุณวิศวนาถเท่านั้น!”</span></strong><br /><br /><strong>          เพราะประโยคท้ายของทมยันตีหรือบุคคลที่ผู้เขียนเรียกว่า ‘แม่หนูอี๊ด’ จนติดปาก ทำให้คนอยู่ร้อนนอนทุกข์คือ<span style="color: #008000">วิศวนาถ</span> เพราะหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ พุ่งเป้ามาที่ผู้ถูกระบุชื่อจากปากนักเขียนดัง</strong><br /><br /><strong>          <span style="color: #800080">สิบกว่าปีกับสิ่งเดียวที่มีคือ คำปฏิเสธ...เพราะผู้เขียนรู้สึกว่า การเขียนเรื่องราวของแม่หนูอี๊ดเป็นเรื่องยาก เข้าทำนอง ‘เขียนชมคนก็ว่า...เขียนว่าก็สะเทือนใจเจ้าของเรื่อง’</span></strong><br /><br /><span style="color: #800080"><strong>          มาปีนี้...คุณพนิดา ชอบวณิชชา หรือพี่น้อย บรรณาธิการใหญ่ของขวัญเรือนก็หยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยอีก...แถมให้เหตุผลเสร็จสรรพ</strong></span><br /><br />          “แง่มุมในชีวิตพี่อี๊ด... จะให้ประโยชน์กับผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้หญิง!” ตบท้ายอีกคำ “คุณแม้วควรเขียนให้ขวัญเรือน”<br /><br />          เราต้องบอกตรง ๆ ว่าเพราะความเกรงใจพี่น้อย จึงยกปัญหาหนักอกไปปรึกษาแม่หนูอี๊ด เธอบอกสั้น ๆ<br /><br />          “เคยอนุญาตแล้ว คำไหนคือคำนั้น”<br /><br />          “ชีวิตมนุษย์ไม่มีดีด้านเดียว แม่หนูอี๊ดก็รู้” เราบอกกับทมยันตีอย่างนั้นซึ่งนักเขียนใหญ่พยักหน้าบอก<br /><br />          “เขียนอย่างสุจริตและยุติธรรม เขียนอย่างที่เรารู้”<br /><br />          “บางอย่างอาจไม่รู้หรือไม่รู้จริง? ” ผู้เขียนออกความเห็น ขณะคนเพิ่งไปรับตำแหน่ง ‘คุณหญิง’ มาหมาด ๆ หัวเราะถาม<br /><br />          “ใครรู้จักชีวิตฉันจริง ๆ บ้าง?” ยังแถมท้ายให้อีกคำ “ไม่รู้ก็ถามสิวะ!”<br /><br />          สรุปแล้วจริงของคุณหญิงท่านจริง ๆ ครับ<br /><br />          <span style="color: #3366ff">ปีนี้ดูเหมือนจะเป็นปีทองของทมยันตีเสียเหลือเกิน เพราะเริ่มต้นศักราชด้วยข่าวการตั้งรางวัลทมยันตีอะวอร์ด สำหรับค้นหาดาวดวงใหม่ในวงการวรรณกรรม ในวาระครบรอบ 55 ปีของชีวิตการเป็นนักเขียนของ วิมล ศิริไพบูลย์ และครบ 100 บทประพันธ์ที่จะเป็นงานเขียนรวมเล่มโดยไม่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มไหน โดยผู้ชนะการประกวดทมยันตีอะวอร์ด จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ เข็มกลัดทองประดับพลอยสีม่วงแล้ว ยังมีเงินสดอีกสามแสนบาทเป็นรางวัล</span><br /><br />          จากนั้นในงานใหญ่ปีนี้ของทมยันตีคือข่าวทำ ไลท์ แอนด์ ซาวนด์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรเจ้าแห่งเผ่าไทย ในวโรกาสครบรอบ 400 ปีแห่งการเสด็จสวรรคต ณ วัดวิหารทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา โดยเธอรับเขียนบทให้กับทีมงาน และจัดพิธีบวงสรวงใหญ่ถวายดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมี ฯพณฯ กร ทัพพะรังสี เป็นประธานจุดเทียนชัย<br /><br />          <span style="color: #993300">หากข่าวที่สร้างความฮือฮามาตลอดตั้งแต่ต้นปี ยังน้อยกว่าเมื่อวันฉัตรมงคลที่ผ่านมา (5 พฤษภาคม 2548) เมื่อวิมล ศิริไพบูลย์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จตุตถจุลจอมเกล้า กลายเป็น คุณหญิงใหม่ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท</span><br /><br />          วันที่ได้รับการแจ้งข่าว ทมยันตีนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เร่งแก้สคริปต์ ไลท์ แอนด์ ซาวนด์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่ ขณะที่ผู้เขียนในฐานะผู้จัดการอยู่ในระหว่างการเดินทางไปตรวจงานสร้างศาลาอุโบสถที่วัดป่าพอก อุดรธานี วิศวนาถรู้จากปากพี่น้อย (คุณพนิดา ชอบวณิชชา) ที่โทรศัพท์เข้ามาแสดงความยินดีด้วย<br /><br />          เมื่อรู้ข่าวก็ติดต่อกลับ แม่หนูอี๊ดก็พูดด้วยไม่กี่คำ เพราะต้องรีบเตรียมตัวเข้าเฝ้าฯ เหมือนกัน...<br /><br />          <span style="color: #0000ff">“แม่หนูอี๊ดก็เพิ่งรู้ ท่านผู้หญิงจรุงจิต ได้กรุณาโทรศัพท์มาด้วยตัวท่านเองเมื่อตอนบ่าย (วันที่ 4 พฤษภาคม) นี้เอง”</span><br /><br />          หลังจากนั้นคือข่าวและบทสัมภาษณ์ที่ทยอยออกมาเป็นระลอก บนหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ส่วนมากคือคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์...ดังจะยกมาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างบ้างพอเป็นกระสายยา<br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>“รุ้สึกเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทาน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดิฉันจึงถือเป็นเรื่องที่โปรดเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ และถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ในชีวิต...”</strong></span><br /><br />          ในสมัยที่ผู้เขียนเข้ามาในบ้านลาดพร้าวใหม่ ๆ เวลาเข้าห้องพระ ข้างโต๊ะหมู่บูชาจะมีโต๊ะบูชาเทวดาตั้งไว้อีกชุด ที่นั่นจะมีตุ๊กตาทองเป็นรูปพระสรัสวดีตั้งอยู่...เคยสงสัยตามประสา ‘แม่หนูอี๊ดเคยเป็นดาราหรือไงนะ ได้รางวัลตุ๊กตาทองด้วย ? ’<br /><br />          หากต่อมาจึงรู้...นั่นคือ รางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยมที่แม่หนูอี๊ด ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งครานั้นเธอยังให้สัมภาษณ์ย้ำ...<br /><br />          “หลังเคยได้รางวัลตุ๊กตาทอง จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานที่พระราชวังสวนจิตรลดา มาครั้งหนึ่งแล้ว ในครั้งนั้นก็มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการรางวัลใด ๆ อีกแล้ว เพราะที่ได้รับคือรางวัลสูงสุดในชีวิตของตน ทุกวันนี้รางวัลนั้นก็ตั้งไว้บนโต๊ะหมู่บูชา สวดมนต์เมื่อไหร่ก็กราบ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็เหมือนกันที่เคยได้รับจากฝ่ายหน้ามาก่อน <span style="color: #993300">สมัยอยู่สภาฯ คือ ทุติยาภรณ์มงกุฎไทย และทุติยาภรณ์ช้างเผือก กับฝ่ายในคือจตุตถจุลจอมเกล้า</span> ที่เพิ่งได้รับคราวนี้ ก็อยู่บนโต๊ะหมู่บูชา ดิฉันก็กราบไหว้อยู่ทุกวันบูชาในฐานะของสูง”<br /><br />          เมื่อใครต่อใครหรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนถามถึงความคิดหวังในการได้รับตำแหน่งในครั้งนี้ คำตอบจะพรั่งพรูออกมาแบบไม่ต้องใช้เวลาคิด<br /><br />          “ไม่เลย เพราะวิมลคือวิมลที่คิดว่าเราเป็นข้าของแผ่นดิน รักแผ่นดินนี้เป็นที่ยิ่ง ทุกเม็ดดินบนปฐพีนี้ของไทย บรรพกษัตริย์ไทยของเราทรงรักษาไว้ ดิฉันในฐานะข้าแผ่นดิน จึงขอทำหน้าที่รักษาไว้ หน้าที่นี้สลักอยู่ในใจดิฉันมานานแล้ว ตั้งแต่เกิดจนรู้ความ เชื่อว่าจะต้องทำเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินโดยไม่หวังจะได้สิ่งใดตอบแทน”<br /><br />          “เพราะเราเป็นข้าแผ่นดิน อย่าว่าแต่จะมีหัวเดียวเลย ต่อให้มีร้อยหัวบนบ่าก็ต้องน้อมถวาย” นั่นเป็นประโยคในบทประพันธ์ ‘เลือดขัตติยา’ แต่ความจริงเป็นประโยคที่ทมยันตีกล่าวเสมอ...แม้ในการให้สัมภาษณ์ ครั้งล่าสุด<br /><br />          <span style="color: #000080">“เราต้องทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินและพระมหากษัตริย์ มีงานใดทำถวายได้ก็จะทำโดยไม่ต้องรั้งรอ ไม่ต้องให้ท่านมาสั่ง อย่าว่าแต่ถวายชีวิตเลย มีร้อยหัวก็น้อมถวาย เพราะเราเป็นหนี้แผ่นดิน หนี้ต้องชดใช้ตามหน้าที่ในฐานะข้าแผ่นดิน”</span><br /><br />          เรื่องราวความรักชาติ รักแผ่นดินของทมยันตีนั้น นักอ่านทั้งหลายสามารถสัมผัสได้จาก นวนิยายหลาย ๆ เรื่องตั้งแต่ ทวิภพ...อตีตา กษัตริยา ท้ายสุดคือ อธิราชา เรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ปลุกกระแสความรักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ให้เกิดขึ้นในกระแสวิญญาณชาวไทยแล้ว ทั้งอดีตและปัจจุบันทมยันตียังมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักพูดที่โน้มนำให้ประชาชนรักชาติ เสียสละเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง<br /><br />          <span style="color: #000080">หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา ทมยันตีจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะหัวหอกต่อสู้ทางการเมืองเพื่อการปกป้องสถาบันหลักของชาติอย่างโดดเด่น หลังการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน</span> <span style="color: #993300">เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 วิมล ศิริไพบูลย์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้เป็น ‘สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน’ นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่คนในวงการนักเขียนได้รับ</span><br /><br />          ซึ่งทมยันตีหรือแม่หนูอี๊ด ได้ย้อนรอยอดีตอันน่าทึ่ง และไม่เคยได้รับการถูกเปิดเผย ณ ที่ใดมาก่อนให้ฟังว่า<br /><br />         <span style="color: #000080"> “เคยบอกแล้วไง สิ่งที่ผ่านมาถ้านับว่าเป็นความผิดก็มีอย่างเดียวเท่านั้น คือรักแผ่นดินอย่างยิ่ง จำได้ว่าช่วงเวลาที่กระแสความวุ่นวายทางการเมืองสองขั้วรุนแรงอย่างมาก จู่ ๆ ก็มีนายทหารยศพันเอกมาขอพบที่บ้าน ตอนนี้บอกชื่อท่านได้แล้ว แต่ก่อนพูดไม่ได้ ท่านคือพันเอกวินัย ศรีนวล ท่านมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง สนุกนะตอนนั้นแจงอะไรสนุกไปหมด เป็นเรื่องสถานการณ์ทั่ว ๆ ไปในเขตภูมิภาคอินโดจีน และที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์ของแผ่นดินไทย ซึ่งรู้สึกว่าล่อแหลมอันตรายที่สุด ลงท้ายก็คือท่านพันเอกวินัย ศรีนวล อยากให้ทำงานการข่าวให้ท่าน”</span><br /><br />          เรารู้ว่างานการข่าวเป็นงานที่อันตรายอย่างยิ่ง...จึงถามด้วยความสงสัย “ตอนนั้นมีครอบครัวแล้วไม่ใช่หรือ ?”<br /><br />          “ก็มีแล้ว ตอนนั้นคิดมากเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่างานการข่าวต้องรักษาความลับ ไม่เว้นแม้คนในครอบครัว บางครั้งออกจากบ้านไปทำงานหลายวันโดยบอกใครในบ้านก็ไม่ได้ ตอนนั้นยอดก็ยังเล็ก ลูกยังเล็กมาก ห่วงเหมือนกันว่าถ้าเราตายใครละเลี้ยงดูลูก อนาคตลูกจะเป็นยังไง ?”<br /><br />          “แต่ก็ยังตัดสินใจทำ ?”<br /><br />          <span style="color: #000080">“ก็เพราะความรักชาติ รักแผ่นดินนี่แหละ มันเหมือนกับฝังไว้ในวิญญาณเลยนะ ตอนนั้นรู้แค่ว่าประเทศไทยถ้าขาดศาสนากับพระมหากษัตริย์อะไรก็พังภินท์หมด ลูกหลานเหลนโหลนก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี ก็เลยตัดสินใจว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะพังก็ต้องพัง แต่ชาติกับสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ ใครหน้าไหนจะทำลายไม่ได้ ก็อย่างที่บอกเราเป็นข้าแผ่นดิน อย่าว่าแค่ชีวิตเลย มีหัวเท่าไหร่ก็ถวายได้ เลยตกลงรับทำงาน”</span><br /><br />          คุณหญิงนักเขียนดังนั่งลำดับเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารเย็นให้เราฟังอย่างช้า ๆ ถึงงานอันตรายที่หวิดพรากพรายชีวิตไปหลายครั้ง<br /><br />          “แม่หนูอี๊ดเรียกพันเอกวินัยว่าอาจารย์ แต่ตลอดเวลาจะไม่พูดอะไรถึงท่านเลย แม้กับผู้ร่วมงานก็จะมีคนใกล้ชิดรู้ไม่กี่คน ในบ้านท่านจะมีตู้คอนเทนเนอร์ติดแอร์ ในตู้สี่เหลี่ยมนั้นจะมีแผนที่ทางทหาร อุปกรณ์สื่อสารอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ตรงนั้นแหละคือโรงเรียน เป็นโรงเรียนด้านการข่าว...ท่านสอนการทำข่าว วิธีการรายงานข่าวกับนาย แบบหลับตาลำดับเหตุการณ์ที่จำมาในสมองโดยไม่สอดแทรกความคิดความเห็นของตัวเองเข้าไป นั่นแหละคือการรายงานข่าวที่สมบูรณ์และถือว่าแม่นยำเพื่อให้การตัดสินใจของนายเป็นไปอย่างถูกต้อง<br /><br />          เมื่อถามถึงหน่วยงานที่สังกัด...ทมยันตีตอบสั้น ๆ<br /><br />          “อาจารย์วินัยกับแม่หนูอี๊ดตอนนั้นอยู่ในหน่วยงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า สมช. ”<br /><br />          กับงานอันตรายที่บางครั้งสามารถหลุดรอดความตายมาได้อย่างไม่คาดคิด...<br /><br />          <span style="color: #000080">“ช่วงเหตุการณ์รุนแรงมาก ๆ งานข่าวก็ยิ่งต้องอาศัยความลึก ยิ่งต้องการความลึกอันตรายก็ยิ่งมาก จำได้ว่าครั้งหนึ่งนัดกับแหล่งข่าวไว้ แต่นึกถึงคำพูดของอาจารย์วินัย นัดครั้งแรกอย่าเพิ่งไป ให้เลื่อนไปก่อนก็เลยทำตาม ผลคือเช้าวันถัดมาหนังสือพิมพ์ออกข่าว แหล่งข่าวคนนั้นถูกฆ่าตายเมื่อคืน เป็นช่วงเวลานัดหมายกัน...สถานที่ก็ที่ที่เรานัดเป๊ะเลย ถ้าวันนั้นไม่นึกถึงคำสอนของอาจารย์ ป่านนี้กระดูกคงป่นไปแล้ว”</span><br /><br />          ไม่เพียงเท่านั้น หากคุณหญิงวิมลยังเล่านาทีระทึก ที่เดิมพันด้วยชีวิตถึงสองครั้งสองคราให้ฟัง<br /><br />          “ช่วงทำงานให้ทหาร มีสองครั้งแน่ ๆ ที่ถูกตามประกบฆ่า แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ครั้งแรกแถว ๆ สะพานวันชาติ หน้าวัดตรีทศเทพ ถูกขับรถตามประกบยิงตอนกลางดึก ได้ยินเสียงกระชาก ลูกเลื่อนปืนดังชัดหูเลย รอดมาเพราะลูกกระสุนขัดลำหรืออะไรสักอย่าง ได้ยินเสียงแชะ ๆ เวลาคนตามฆ่าลั่นไก เราเร่งรถหนีสุดชีวิตวาบจากกลางกระหม่อมถึงฝ่าเท้าเลย กับอีกครั้งที่ปากซอยลาดพร้าว 26 นี่เอง ปากซอยหน้าบ้านตัวเองเลยละ ครั้งหลังนี้เพราะหูไวตาไวบวกสัญชาติญาณ ทำให้หักพวงมาลัยเหยียบคันเร่งรถยนต์หลบได้อย่างหวุดหวิด ตอนนั้นจะขับรถเองเสมอ เพราะเชื่อมั่นตัวเองว่าขับรถเก่ง รถที่ใช้ตอนนั้นเป็นรถความเร็วสูงสั่งมาใหม่เอี่ยม”<br /><br />          <span style="color: #0000ff">หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่นาน ผู้ที่ชักนำให้วิมล ศิริไพบูลย์ เข้าสู่งานการข่าว งานเสียสละเพื่อแผ่นดินและยังเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการข่าวและการเมือง ก็เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน และยังถือเป็นปริศนาในหัวใจทมยันตีตราบเท่าทุกวันนี้</span><br /><br />          “จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่า ที่อาจารย์วินัยท่านเสียชีวิตครั้งนั้น เป็นเพราะงานข่าวหรืออุบัติเหตุธรรมดากันแน่ แต่เท่าที่รู้ก็คือพวกเอกสารลับที่อยู่ในกระเป๋าของท่านสูญหายหมด”<br /><br />          ด้วยความที่งานข่าวคืองานลับสุดยอด ในสังคมโดยทั่วไปจึงยากที่จะรู้ว่า พันเอกวินัย ศรีนวล ที่มีรหัสลับในสายงานว่า ‘เนียน’ กับทมยันตี มีสถานภาพความสัมพันธ์เยี่ยงไร ซึ่งเธอเล่าให้ฟังปนเสียงหัวเราะ<br /><br />          “วันที่อาจารย์ตาย แม่หนูอี๊ดพาเจ้ายอด (ลูกชายคนโต) ไปงานศพด้วย อาจารย์ที่เป็นนายด้วยตายทั้งคน ใครจะไม่เสียใจ เป็นธรรมดาที่ต้องน้ำตาตก และความที่ใครต่อใครไม่รู้ก็เลยเดาส่งเดชว่าเป็นเมียน้อย ตอนนั้นท่านเป็นพลตรีวินัยแล้ว พาลูกมาร้องไห้ในงานศพ เล่นเอาภรรยาของท่านอาจารย์วินัยเอ็ดไปหัวเราะไปทั้งน้ำตา โธ่ถัง เมียน้อยเมียเน้ยอะไร นั่นมันลูกศิษย์ของพี่วินัย”<br /><br />          สิ่งที่เปิดเผยในวันนี้เป็นเพียงบางส่วน...เป็นเสี้ยวหนึ่งแห่งชีวิตของ...ทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ที่ทุกคนล้วนรู้จักในนามนักเขียนดัง ทว่าอาจเป็นคำตอบสำหรับหลายคำถามของใครบางคน... “ทมยันตีเป็นนักเขียนที่ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองได้อย่างไร?” และ <span style="color: #993300">“อะไรทำให้ ทมยันตีได้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และหรือวุฒิสมาชิกด้วยอีกสองสมัย... ท้ายสุดคือผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.) ที่เป็นสตรีคนแรกและคนสุดท้ายจนทุกวันนี้ ?”</span><br /><br />          แม่หนูอี๊ดของทุกคนในครอบครัวพูดกับเราด้วยอาการทอดถอนใจกับเรื่องราวในอดีตวันวาร...วันวารที่ส่งผลต่อชีวิตของตนต่อครอบครัวมายาวนานยิ่ง<br /><br />          “ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในความทรงจำ บางอย่างเป็นความลับทางทหาร บางอย่างเป็นความลับทางการเมือง บางอย่างเป็นความลับของบุคคลที่เกี่ยวกับประเทศชาติ และวันนี้หลายบุคคลเหล่านั้นหลายท่านจากโลกนี้ไปแล้ว บางท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ อย่างที่ นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติเคยพูดไว้ ความลับสำคัญทางการเมืองมีหลายอย่างที่คุณวิมลรู้ ใครอยากรู้ไปถามคุณวิมลเอง ซึ่งวิมลเองน่ะหรือ ได้แต่หัวเราะเยาะหยันตัวเอง ก็ไม่เพราะความลับของแผ่นดินนี่หรอกหรือ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างหนักมาแล้ว บางครั้งเหมือนน้ำท่วมปาก แม้แต่จะพูดปกป้องตัวเองขณะเป็นจำเลยต่อสังคมก็ทำไม่ได้ เพราะถือว่าหน้าที่บางครั้งสำคัญกว่าเกียรติยศ”<br /><br />          ต่อคำถามที่ผู้เขียนสงสัย...ทำงานอันตรายอย่างนี้มีอะไรตอบแทนบ้าง ทมยันตีหัวเราะตอบ<br /><br />          “ไม่มี...ไม่เคยใช้แม้แต่งบลับ เคยแต่ขอให้คนอื่น แต่ตัวเองไม่แตะเลย ผู้ใหญ่ในขณะนั้นรู้ดี สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคือคำว่าหน้าที่ ทำเพื่อแผ่นดินเอาไว้อย่างเดียว เคยออกไปทำงานนอกพื้นที่ต้องขึ้นเครื่องบินทหารบ้าง นั่งเฮลิคอปเตอร์บ้าง <span style="color: #ff0000">เวลาขึ้นเครื่องทหารจะเอาเอกสารมาให้เซ็น ว่าเป็นการขอโดยสารด้วยเรื่องส่วนตัว ถ้าเกิดอะไรขึ้นทหารจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ถ้าเผอิญต้องตายไปจริง ๆ ขณะทำงานก็เท่ากับตายฟรีในฐานะ ส.ส. คือแส่และส่ายเอง”</span><br /><br />          เราพูดถึงเรื่องเล่าขานสมัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ขสมก. ว่าใครต่อใครร่ำลือ... ‘นั่นคือบำเหน็จรางวัลจากฝ่ายทหาร’ คุณหญิงนักเขียนตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้…<br /><br />          “เอาเป็นว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งฝ่ายการเมือง ถ้าเราไม่ทำประโยชน์ทางการเมือง ใครเขาจะประเคนให้จริงไหม คนที่มาทาบทามให้รับคือ เสธ.ศักดิ์ หรือพลเอกศักดิ์ บุณฑรกุล ซึ่งยังจำคำพูดของท่านได้แม่นยำเมื่อถามท่านว่าทำไมต้องเป็นวิมล ท่านบอกว่า <span style="color: #800080"><strong>งานสอนกันได้ แต่ความซื่อสัตย์สอนกันไม่ได้ มันต้องอยู่ในสายเลือด</strong></span> นี่ถือความภูมิใจ ภูมิใจที่ผู้ใหญ่มองเห็นความซื่อสัตย์ที่จะเข้าไปจัดการกับหน่วยงานที่ถูกมองว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมากในเวลานั้น และมีนโยบายที่จะต้องทำมากมายผลประโยชน์ก็มหาศาล”<br /><br />          ผู้เขียนจำได้ว่าช่วงที่แม่หนูอี๊ด เป็นผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนฯ ตัวเองทำงานที่หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งจึงรู้ว่ามีคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายกับคำว่านักเขียนมาเป็นผู้อำนวยการฯ จึงถามสั้น ๆ “งานในตำแหน่ง ให้อะไรกับชีวิตบ้าง?”<br /><br />          <span style="color: #003366">“นอกจากเงินเดือนสามหมื่นกว่า (หัวเราะขัน) ที่ไม่พอกินเพราะลูกน้องเยอะ ภาษีสังคมแยะ เดี๋ยวพ่อตาตาย แม่ยายป่วย เฉพาะงานศพอย่างเดียวเดือนหนึ่งก็หลายราย งานเขียนหนังสือก็ต้องหยุดเพราะไม่มีเวลาจริง ๆ สรุปก็คือช่วงทำงานในองค์การขนส่งมวลชนฯ ก็ต้องกินสมบัติเก่าที่สะสมมา ที่น่าขันก็คือมีเงินเดือนสามหมื่นกว่าบาท แต่เซ็นเช็คแกร๊กเดียวจ่ายพันสี่ร้อยล้าน คือประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในชีวิต ถ้าจะให้เล่าเรื่องงานใน ขสมก. คงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเล่าจบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าจริงอย่างที่ท่านพลเอกศักดิ์กล่าว ตำแหน่ง ผู้อำนวยการขนส่งมวลชนฯ ที่นั่งนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเรียนรู้เรื่องงาน คือความสื่อสัตย์ เพราะอย่างน้อยก็เคยเผชิญกับอำนาจเงิน กว่าสิบล้านที่มีคนมาเสนอให้ เงินสดด้วยนะไม่ใช่เช็ค...ไม่มีใบเสร็จถ้ายอมอย่างที่เขาต้องการ และก็ผ่านมาได้อย่างภาคภูมิใจในความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินซึ่งถือเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่งของตัวเอง”</span><br /><br />          ครับ จากบรรทัดแรกถึงบรรทัดนี้ เป็นแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของทมยันตีที่เป็นเสมือนคำตอบให้กับคำถามที่ผู้เขียนเคยได้ยินมาบ่อยครั้ง<br /><br />          ...ทำไมทมยันตีที่เป็นนักเขียนจึงเข้าสู่แวดวงการเมือง อะไรทำให้ได้เป็นผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร?<br /><br />          ทว่าคอลัมน์ ‘กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตี’ จะสมบูรณ์ได้คงต้องใช้เวลาเขียนต่ออีกหลายต่อหลายตอน นับตั้งแต่เริ่มแรกแห่งชีวิต...การเข้าสู่อาชีพนักเขียน...เรื่องราวจากวันวารแห่งอดีตจนถึงปัจจุบัน หลาย ๆ แง่มุมที่ไม่มีใครรู้...บางอย่างอาจจะได้จากการบอกเล่าของทมยันตีเอง หากหลายอย่างก็มาจากสิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นในฐานะผู้จัดการ และฐานะพี่ชายคนโตของเด็กผู้ชายทั้งสามคนในบ้าน คือ ยอด...แก้ว...เด่น มานานปี<br /><br />          <span style="color: #000080">ระยะเวลายาวนานเกือบยี่สิบปี...ที่พอจะรู้ว่าวันนี้ของ...ทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ผู้หญิงที่ผ่านการต่อสู้ ผ่านวันเวลามาถึง 69 ปีบนโลกใบนี้...เธอคิดอย่างไร สู้อย่างไร จนก้าวมาถึงวันนี้ได้...</span><br /><br />          ฉบับหน้าจะสะท้อนความจริงให้เห็นประการหนึ่ง ประการนั้นคือ ภาพของความขัดแย้งระหว่างอดีตกับปัจจุบัน...วันนี้ใครต่อใครอาจเห็นทมยันตีอยู่ในชุดขาวทำพิธีกรรมบวงสรวงเทวดา สร้างวัดสร้างวา เขียนธรรมะและแนวพุทธศาสตร์ หากใครเลยรู้บ้าง ครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา...<br /><br />          <span style="color: #993300">ทมยันตีเลิกที่จะเชื่อว่าบาปบุญมีจริง!</span><br /><br /><span style="color: #993300">          อะไรทำให้เธอคิดเช่นนั้น...และอะไรทำให้เธอหวนคืนสู่ความเชื่ออีกครา...ว่าพุทธศาสนาเป็นอีกหน้าที่ที่ต้องรักษาเอาไว้?</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/">กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b1/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		