<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									จิตตภาวนา - dhamma5minutes.com ฟอรัม				            </title>
            <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/</link>
            <description>dhamma5minutes.com กระดานสนทนา</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 22:12:38 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ศีล...สมาธิ...ปัญญา by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:36:40 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ศีล...สมาธิ...ปัญญา
          วันก่อนพี่สาวตัวเอง คือ คุณเยาวรัตน์ อสุนี ณ อยุธยา ส่งหนังสือเล่มหนา ๆ ให้ 2 เล่ม...ดูเหมือนเธอตั้งใจจะให้ผู้เขียนเป็นของขวัญปีใหม่ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะนับได้ว...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><strong><span style="text-decoration: underline;font-size: 24pt;color: #ff0000">ศีล...สมาธิ...ปัญญา</span></strong></p>
<p><br /><br /><br /><strong>          วันก่อนพี่สาวตัวเอง คือ คุณเยาวรัตน์ อสุนี ณ อยุธยา</strong> ส่งหนังสือเล่มหนา ๆ ให้ 2 เล่ม...ดูเหมือนเธอตั้งใจจะให้ผู้เขียนเป็นของขวัญปีใหม่ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะนับได้ว่าเป็นของขวัญที่ล้ำค่าจริง ๆ เพราะเป็นหนังสือ <span style="color: #00ccff">วรลาโภ กับวรลาโภวาท</span> ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติและโอวาทธรรมของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ พระอริยสงฆ์ผู้ละสังขารสู่นิพพานไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2548 จึงเป็นสมบัติธรรมอันล้ำค่ายิ่งที่องค์หลวงปู่ทิ้งเอาไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นต่อไปในภายภาคหน้า<br /><br /><strong>          </strong>โดยส่วนตัวผู้เขียนเคยมีโอกาสได้กราบนมัสการท่านไม่กี่ครั้ง แต่จำได้แม่นมาก คือ<span style="color: #3366ff">ครั้งแรกได้พบท่านในพระราชวังสวนดุสิต ด้วยเหตุเดินทางเข้าขอเมตตาให้ท่านช่วยอธิษฐานจิตวัตถุมงคลเพื่อหาทุนตั้งมูลนิธิปัญญาธโร</span> ซึ่งหลวงปู่ก็จัดการให้อย่างเต็มใจ มิหนำซ้ำท่านยังปรารภธรรมให้สดับอย่างไพเราะอีกด้วย<br /><br /><strong>          </strong>ภายหลังได้ฟังธรรมเทศนาผ่านเทปและซีดีหลายครา...ก็ต้องยอมรับว่าหลวงปู่เป็นพระเถราจารย์ที่เทศนาได้แจ่มแจ้งเข้าใจง่ายอย่างยิ่ง ครั้งนี้ที่ได้รับหนังสือมาก็มิได้ลังเลที่จะหยิบมาอ่าน...อ่านแล้วมันรู้สึกอิ่มใจจนต้องเอามาเผื่อแผ่แก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ไงครับ<br /><br /><strong>          </strong>ผู้เขียนขอยกเอาคำสนทนาธรรมของท่านกับโยมในหมวด ปุจฉา-วิสัชนา มาสรุปสั้น ๆ ดังนี้ครับ<br /><br /><strong><span style="color: #3366ff">          การทำสมาธิขั้นต้น ท่านเรียกว่าสมถะ</span> คือการทำใจให้สงบไม่ต้องการปัญญา <span style="color: #800080">เพราะฉะนั้นเราจึงเพ่งลมหายใจเข้าออก กำหนดความรู้นั้นเป็นหลัก เมื่อมันเผลอคิดไปโน่นนี่ ก็ตั้งสติเพ่งลมหายใจเข้าออกคืนมาคือว่าจิตนะ จิตเดิมคือความรู้ บัดนี้หายใจเข้ามันก็ผ่านความรู้นั้น</span> หายใจออกมันก็ผ่านความรู้นั้น แล้วเราน้อมสติเข้าไปประคองความรู้นั้นไว้อย่างนี้ จิตถ้าปราศจากสติแล้วมันไม่อยู่ ฉะนั้นท่านจึงให้กำหนดรู้ว่า สติอันใดจิตก็อันนั้น จิตอันใดสติก็อันนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิตก็ไม่ฟุ้งและสงบลง ๆ”</strong><br /><br /><strong><span style="color: #ff0000">          ถ้าเรามีสติควบคุมจิตได้แล้ว จิตจะไม่ปรุงแต่ง อารมณ์ทั้งหลายจะดับไป เพราะจิตไม่ยึด จิตมีดวงเดียวเท่านั้น</span> อารมณ์ทั้งหลายมันเกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างนั้น ถ้าหากควบคุมจิตดวงนี้ได้แล้ว อันสิ่งอื่น ๆ นั้นมันก็ดับเกิด เกิดดับอยู่ตามเรื่องของมัน แต่จิตไม่หวั่นไหวไปตามมัน มีแต่จิตดวงเดียวนี้แหละที่ไม่เกิดดับ นอกนั้นเกิดดับหมดเลย เพราะฉะนั้นจิตดวงนี้จึงเข้าสู่พระนิพพานได้”</strong><br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>สำหรับการปฏิบัติและผล หลวงปู่ท่านแนะนำไว้น่าฟังว่า...<br /><br /><strong>          “เรื่องเหล่านี้นะ มัน<span style="color: #ff0000">ต้องอาศัยความเพียร ความพยายาม</span> ค่อย ๆ พยายามก้าวไปทีละน้อย ๆ เราจะพรวดพราดทีเดียวให้มันถึงจุดหมายเลยมันไม่ได้หรอก มัน<span style="color: #ff0000">ต้องเพียรไปเรื่อย ๆ ละกิเลสก็ดี ก็ทีละน้อย</span>ไปอย่างนี้นะ ว่าแต่เราอย่าถอยหลังเท่านั้นแหละ ต้องเดินหน้าไปเรื่อย ๆ เราจะไม่ถอยมัน <span style="color: #ff0000">เพราะว่าธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่สำเร็จด้วยใจ ถ้าใจดวงนี้ไม่ถอยแล้วมันก็ไม่มีใครถอยหรอก”</span></strong><br /><br /><strong>          </strong>ก่อนการเข้าถึงสมาธิ หลวงปู่ท่านย้ำถึงการให้ทาน รักษาศีลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม<br /><br /><strong>          “คนส่วนมากมีแต่กิน ๆ ทาน ๆ ธรรมดา ไม่ได้ฝึกจิตเลย แบบนั้นมันก็นานกว่าจะพ้นทุกข์ ถ้า<span style="color: #008000">เราทำบุญทำทานไปด้วยแล้วก็ฝึกจิตไปด้วย มี<span style="color: #ff0000">ศีลห้าบริสุทธิ์</span>ไปด้วย อย่างนี้ก็ใกล้พระนิพพานไปเรื่อย ๆ ศีลห้านี่สำคัญ ต้องใส่ใจให้มาก</span> ต้องทบทวน สมมุติว่าตื่นนอนมานี่จนถึงค่ำ เราไปนั่งภาวนาแล้วทบทวนว่าได้ทำบาปอะไรบ้าง ล่วงศีลข้อไหนบ้าง ถ้าเห็นว่าไม่ล่วงศีลข้อไหนเลย อย่างนี้จิตก็จะเกิดปีติ มันก็จะยินดีในคุณของศีลที่ตนรักษา อันนั้นก็เป็นกำลังใจให้สงบส่วนหนึ่ง</strong><br /><br /><strong><span style="color: #008000">          ศีลสนับสนุนให้เกิดสมาธิ</span> <span style="color: #800000">สมาธิก็สนับสนุนให้เกิดปัญญา</span> แล้ว<span style="color: #00ccff">ปัญญามาสอนจิตอีกที </span>เมื่อปัญญาสอนจิตได้แล้ว วิมุตติคือจิตหลุดพ้น <span style="color: #800080">จิตนั้นหลุดพ้นได้ด้วยอำนาจแห่งปัญญา</span> แต่ว่าปัญญาจะเกิดได้ต้องอาศัยศีลอาศัยสมาธิ”</strong><br /><br /><strong>          </strong>เมื่อการภาวนาเกิดสมาธิขึ้นแล้ว ในชีวิตประจำวันที่มีอะไรต่อมิอะไรเข้ามากระทบอยู่ตลอดเวลา หลวงปู่ให้คำแนะนำว่า<br /><br /><strong>          “เมื่อเรานั่งภาวนาสมาธิแล้ว จิตใจมันสงบลงไปแล้ว ออกจากสมาธิก็ให้มีสติรักษาจิตที่สงบนั้นไว้ คือว่า <span style="color: #ffcc00">จิตที่มันสงบนั้นนะ มันมีความรู้สึกตัวอยู่ มีสติกำกับรู้ตัวอยู่ อะไรกระทบเข้ามามันก็รู้ทันเลย ปัญญามันก็ตัดอารมณ์เหล่านั้นออกไป</span>”</strong><br /><br /><strong>          </strong>ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังอธิบายถึง<span style="color: #ff0000"><strong> ‘สติ’</strong> </span>ได้น่าฟังยิ่ง...<br /><br /><strong>          </strong>“<span style="color: #993366"><strong>สติคือความระลึกได้</strong></span> <strong>เราหมั่นระลึกเข้ามาหาจิตนี่บ่อย ๆ อย่าไปละเลยเรื่องจิต บางคราวเราก็ใช้ระลึกไปถึงงานการอื่น ๆ ตอนนั้นก็ยกไว้ พอการงานภายนอกไม่มีเรื่องที่จะคิดแล้ว เราก็เพ่งเข้ามาหาจิตนี้ มาประคองจิตไว้ให้จิตสม่ำเสมอไว้</strong><br /><br /><strong>          คือสตินี่ถ้าจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับนายประตูรักษาพระราชาอยู่ในพระราชวัง ใครไปใครมา นายประตูนั้นต้องตรวจต้องรู้ทั้งนั้น ถ้าเป็นคนไม่ดีก็ไม่ให้เข้า ถ้าเป็นคนดีก็ให้เข้าไป อันสตินี้ก็เป็นเช่นนี้แหละคอยระวังรักษาจิตอยู่ พอเรื่องไม่ดีกระทบมันก็รู้ เรื่องนี้ไม่ดี ไม่ยึดถือสติมันก็ไปเตือนจิตทันทีเลยอย่างนี้แหละ</strong><br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>          เรื่องนี้ดีเป็นศีลธรรมเป็นประโยชน์ ก็กำหนดเอาไปคิดไปกรอง ไปพิจารณา เพราะฉะนั้นสตินี้มันทำนั้นจริง ๆ เราต้องเรียกว่า สตินี้บำเพ็ญให้มากเท่าไหร่ยิ่งดี”</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>หลวงปู่ท่านยังแนะนำให้นักปฏิบัติไม่ให้ติดในสมาธิมากเกินไป เพราะทำแต่สมาธิสงบอยู่อย่างนั้นมาก ๆ จะทำให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ปัญญาก็จะไม่มี<br /><br /><strong>          “เมื่อเราเจริญสมาธิทำให้ใจสงบพอควรแล้ว ก็เจริญปัญญา <span style="color: #ff0000">ต้องหัดคิดหัดวิจารณ์ ธาตุสี่ขันธ์ห้า</span> อะไรต่าง ๆ ในกายนี้แหละ พยายามคิดอ่านให้มันรู้ นี่เรียกว่าเราเจริญปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญากับสมาธิต้องคู่ขนานกัน <span style="color: #008000">ปัญญามากไป จิตก็ฟุ้งซ่าน สมาธิมากไปจิต ก็หดหู่ง่วงเหงาหาวนอน”</span></strong><br /><br /><strong>          </strong>การเข้าสู่สมาธิเข้าสู่ความสงบทำให้เบาสบาย ตรงนี้หลวงปู่ไขขานว่า คือการติดสมาธิ มันไม่เจริญปัญญา ยังไม่ถึงขั้น<span style="color: #ff00ff"><strong>นิรามิส</strong></span>สุขที่เป็นสุขอันปราศจากกิเลสตัณหา<br /><br /><strong>          “สมาธิอันนั้นน่ะ มันยังไปกลบกิเลสอยู่ เพราะกิเลสมันนอนอยู่ในใจ แล้วสมาธิมันกลบเอาไว้ บัดนี้<span style="color: #008000">เมื่อเราใช้ปัญญาค้นหาเหตุแห่งทุกข์ต่าง ๆ นานาเข้าแล้ว กิเลสเหล่านั้นมันจึงโผล่ขึ้นมา พอโผล่ขึ้นมาปัญญามันก็ตามรู้”</span></strong><br /><br /><strong>          </strong>เมื่อจิตใจสงบแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่กับสมาธินาน ๆ แต่ให้ยกเรื่องอรรถ เรื่องธรรมมาพิจารณา ซึ่งท่านยกตัวอย่างเช่นนี้<br /><br /><strong>          “ธาตุสี่ขันธ์ห้าอะไรบ้างหนอ ต้องนึกนะ ไม่นึกปัญญาก็ไม่เกิด ธาตุสี่นี้คืออะไรบ้างหนอ แล้วปัญญามันจะบอกจิตว่าอย่างไรล่ะ <span style="color: #008000">ธาตุสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ</span> อย่างนี้ ร่างกายทุกส่วนก็ประกอบด้วยธาตุสี่นี้ เราก็เพ่งพิจารณาวิจารณ์ไป มันก็รู้ไปเห็นไป ทีแรกมันก็ไม่รู้เท่าไรหรอก แต่เมื่อเราหัดทั้งได้ยินได้ฟัง ทั้งภาวนาด้วย มันก็เกิดความรู้ความเห็นกระจ่างไปเรื่อย ๆ ...มันเป็นอย่างนั้น”</strong><br /><br /><br /><br /><strong>          เป็นไงบ้างครับ</strong> วิธีการเจริญสติปัญญาของหลวงปู่...มันดูเรียบง่ายดีไหม...อ่านแล้วลองปฏิบัติดูสิครับ แล้วจะเห็นผลชัดเจนรวดเร็วเกินคาด<br /><br /><strong>          </strong>เอ้ามาตบท้ายด้วยข่าวงานบุญของ ‘คุณลุ่ย’ หรือที่บางคนเรียกว่า...อาจารย์พรเทพ ปรากฏกาญจนา ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของทมยันตี-ภูเตศวร ที่หลาย ๆ คนเคยเห็นเป็นพราหมณ์ผู้ช่วยในพิธีใหญ่ ๆ ของเรามาโดยตลอด คุณลุ่ยมีโครงการสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมแถวเขตดอนเมือง โดยเริ่มจากการเททองหล่อรูปเคารพ...<br /><br /><span style="color: #993300"><strong>          ‘องค์บรมคุรุพระมหาคณปติศรีคเนศวร’</strong> </span>ขนาดใหญ่เอาไว้เป็นที่เคารพบูชาเป็นปฐม ณ สถานที่ที่จะสร้างสถานปฏิบัติธรรม<br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>          </strong>ในวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ที่เรียกว่า เสาร์ 5 โดยเชิญภูเตศวรกับทมยันตี ไปเป็นเจ้าพิธีในการบวงสรวงสังเวยและเททอง</span><br /><br /><strong>          </strong>ฉะนั้นใครท่านใดต้องการร่วมงานมหาพิธีในครั้งนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดโดยตรงที่ โทร. 0-2274-4784 หรือคุณชูศรี โทร.08-1258-3495<br /><br /><strong>          </strong>ในงานมีอาหารมังสวิรัติเลี้ยงฟรี แถมมีของมงคลแจกฟรีด้วยครับ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>สมาธิในชีวิตประจำวัน by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-by-%e0%b8%88/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:25:47 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[สมาธิ
ในชีวิตประจำวัน
 
          จำได้ว่าเคยมีคนถามและขอให้อธิบายการฝึกสมาธิแบบที่ไม่ต้องนั่งหลับตา แต่สามารถทำได้อย่างเหมาะควรกับคนที่ต้องทำหน้าที่การงาน เรียกว่ามุ่งสู่ความก้าวหน้าทางธ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000;text-decoration: underline"><strong>สมาธิ</strong></span></span></div>
<div style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000;text-decoration: underline"><strong>ในชีวิตประจำวัน</strong></span></span></div>
<div style="text-align: center"> </div>
<p><br /><br /><br /><br /><strong>          จำได้ว่าเคยมีคนถามและขอให้อธิบายการฝึกสมาธิแบบที่ไม่ต้องนั่งหลับตา</strong> แต่สามารถทำได้อย่างเหมาะควรกับคนที่ต้องทำหน้าที่การงาน เรียกว่ามุ่งสู่ความก้าวหน้าทางธรรมได้โดยไม่ละทิ้งชีวิตที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว ด้วยการเข้าสู่เพศนักบวชบ้างจะได้ไหม?<br /><br /><strong>          ต้องยอมรับว่าคำถามนี้มีประโยชน์</strong> เพราะโดยปกติมนุษย์เราต้องอยู่ด้วยหน้าที่การงานอยู่แล้วในความหมายของกายทั้งเวลาหลับและตื่น ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะแม้เวลาเรานอนหลับ ร่างกายต้องทำงานโดยอัตโนมัติ หัวใจยังเต้น ปอดยังต้องสูดลมหายใจ รวมความเท่ากับชีวิตคือการทำงาน...และงานคือชีวิตนั่นเอง<br /><br /><strong>          </strong>หากทั้งปวงนั้นคือคำว่า ‘ธรรม’อันเป็นธรรมชาติ จึงกล่าวได้ว่า <span style="color: #800000"><strong>ธรรมคือชีวิต...ชีวิตคือธรรม!</strong></span><br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>          เพียงแต่จะเป็นธรรมคือเครื่องเตือนใจได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับเครื่องรู้ของจิต จากการระลึกของสติ...</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>ทั้งนี้ก็ด้วยสติเป็นพื้นฐานที่เป็นเหตุให้เรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีอยู่ มีความแปรเปลี่ยน และแสดงความจริงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา ‘ถามว่าเห็นอย่างไร?’ เอาแค่ลมหายใจนี้ก็พอ...<br /><br /><strong>          </strong>ตราบใดที่เรายังมีการสูดลมหายใจ ความจริงที่ปรากฏก็คือ...เราต้องมีชีวิต ในทางตรงข้าม ถ้าเราหยุดหายใจเมื่อใด นั่นหมายถึงชีวิตได้สิ้นสุดคือความตายนั่นเอง<br /><br /><strong>          </strong>นั่นจึงกล่าวได้โดยแท้ว่า...<span style="color: #008000"><strong>ชีวิตคือธรรมะ...ธรรมะคือชีวิต</strong></span>ได้โดยไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน!<br /><br /><strong>          </strong>มาถึงตรงนี้ก็ต้องกล่าวอีกว่า...<strong>‘เราศึกษาธรรมะเพื่ออะไร’</strong>ก็ต้องวิสัชนาว่า ‘<strong>เพื่อศึกษาให้รู้ความจริงของชีวิต’ ความจริงของชีวิตคือ <span style="color: #800000">‘สภาวธรรม’</span> สภาวธรรม คือความจริงทั้งหมดที่มีอยู่ในอนันตจักรวาลโดยแท้ สภาวธรรมย่อมมีปรากฏการณ์แสดงความจริงให้เราเห็นอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์</strong> เพียงแต่เราจะสามารถกำหนดรู้เท่าทันหรือเปล่า ด้วยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นปกติ นอกเสียจากเราจะมีสติพิจารณา ‘ธรรม’ อันนั้นเยี่ยงไรมากกว่า<br /><br /><strong>          </strong>เรียกว่า...<span style="color: #3366ff">สรรพสิ่งทั้งหลายมีการเปลี่ยนแปรตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดเป็นอมตะนิรันดร์กาลคือ <strong>‘ธรรม’</strong> อย่างแท้จริง</span><br /><br /><strong>          </strong>ซึ่งก็มิ<span style="color: #3366ff">ต่างจากตัวเราอันมี<strong>กายกับใจ</strong></span> ถ้ากายกับใจยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ ตราบนั้นเราก็ยังมีชีวิตดำรง มีกายกับใจก็มีอินทรีย์หกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อันเป็นประตูหรือทวารทำหน้าที่ต่างกัน เป็นใหญ่ต่างกัน ในการสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง และธรรมารมณ์<br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>          </strong>เมื่อสิ่งทั้งหลายผ่านประตูหรือทวารนี้ ก็ต้องถามว่าใครเป็นผู้รู้ ก็ต้องตอบว่า<span style="color: #800000"><strong>จิตกับใจ</strong></span>เรานี้แหละเป็นผู้รู้</span> สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั่นเป็นสภาวธรรม กาย ใจเป็นสภาวธรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็เป็นสภาวธรรม สิ่งที่ผ่านเข้ามาก็เป็นสภาวธรรม<br /><br /><strong>          </strong>ในที่สุดแม้ใจผู้รู้ก็เป็นสภาวธรรม อีกสิ่งที่เป็นสภาวธรรมนั้นหมายถึง สิ่งที่มีอยู่ ดังที่ปรากฏให้รู้เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้!<br /><br /><strong>          </strong>เมื่อสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสภาวธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ <span style="color: #800080"><strong>นักปฏิบัติธรรมต้องเอาใจมารู้กับสิ่งนี้ ทำสติกับสิ่งเหล่านี้ตลอดมา</strong></span><br /><br /><strong>          เท่ากับเรามีการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง!</strong><br /><br /><br /><br /><strong>          ตรงนี้จึงสรุปได้ว่า</strong> ในกิจการงานอันใดที่ทำอยู่ แม้การนั่ง เดิน ยืน หรือในทุกอิริยาบถ แม้มีจิตและสติระลึกรู้และพิจารณาอย่างมีสัมปชัญญะ เท่ากับเป็นการปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอก็ต้องก้าวหน้าในการปฏิบัติได้โดยมิต้องสงสัย<br /><br /><strong>          </strong>โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ชัดเจน <span style="color: #3366ff">อะไรก็ตามที่เรายกเป็นหัวข้อขึ้นมาตั้งคำถามแล้วก็ตรึกตรอง<strong> คิดด้วยความมีสติสัมปชัญญะจนจิตสงบ </strong>นั่นคือเป็นการปฏิบัติธรรม </span>เพราะแม้แต่การภาวนาหรือบริกรรม พุทโธ ๆ ๆ สัมมา อรหัง ๆ ๆ ก็คือความคิดเช่นกัน คิดในสิ่งเดียวในการงานที่ทำก็เป็นเฉกเดียวกัน<br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>          </strong>ในเมื่อสิ่งที่เป็นความคิดเป็นเครื่องรู้ของจิต เมื่อเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ทำไมเราจะนำมาเป็นอารมณ์กรรมฐานไม่ได้ ขอเพียงจิตน้อมนำเข้าสู่สัจจะความจริงเท่านั้น</span><br /><br /><strong>          </strong>มีตัวอย่างที่ครูบาอาจารย์เคยยกมาเทศนาให้ฟัง ซึ่งมาจากบทแปลภาษาบาลีเรื่องหนึ่งว่า มีช่างไม้ที่กำลังนั่งถากไม้อยู่ ได้เอาการถากไม้ซึ่งเป็นงานของตนมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน เอาความเปลี่ยนแปลงของไม้ที่ถากลงเป็นปัญญาสู่พระไตรลักษณ์ พิจารณาถึงความไม่เที่ยงอันเป็นอนิจจังทุกขัง อนัตตา ได้สำเร็จพระอรหันต์เหมือนกัน<br /><br /><strong>          </strong>อีกเรื่องคือ ช่างทอหูก ขณะกำลังทอหูกทอผ้าอยู่ก็มาพิจารณาชีวิตตัวเองเทียบกับงานที่ทำ การทอหูกทอผ้าเส้นด้ายมันจะหดสั้นไปทุกที ๆ ท้ายสุดก็เกิดอาการสลดสังเวช รู้ถึงชีวิตตนก็เช่นกันที่ต้องหดสั้นเข้าทุกที ปัญญาธรรมเกิดขึ้นตรงนั้นจนสำเร็จภูมิธรรม<br /><br /><span style="color: #000000"><strong>          ถึงตรงนี้จึงกล้ากล่าวอย่าง ‘ฟันธง’ ว่า การปฏิบัติธรรมมิได้อยู่ที่การนั่งหลับตาบริกรรมภาวนาอย่างเดียว ที่ใครต่อใครมักพูดว่า</strong></span><br /><br /><span style="color: #000000"><strong>          ...ไม่มีเวลาปฏิบัติ!</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          หากแท้จริงในทุกอิริยาบถ ในกิจการงานทั้งหลายทั้งปวง ขอเพียงมีสติระลึกรู้และพิจารณาด้วยปัญญา จะเห็นสภาวธรรมเกิดอยู่เสมอ ๆ</strong></span> จึงเปรียบเสมือนชีวิตมีหลักธรรมค้ำจุนจิตใจตลอดเวลา นั่นคือหัวใจของชาวพุทธโดยแท้<br /><br /><br /><br /><strong>          หลายท่านเคยบอกกับผู้เขียน ‘ไม่อยากปฏิบัติธรรม เพราะทำให้เกิดความเบื่อโลก เบื่อไปทุกอย่าง’</strong> ก็เลยขอยกตัวอย่างบทเทศนาของ<span style="color: #003300"><strong>หลวงพ่อพุธ ฐานิโย</strong></span> มาแสดงตรงนี้ ให้เห็นความจริง<br /><br /><strong>          </strong>“การทำสมาธิอันใดทำให้เบื่อโลก เบื่อครอบครัว มันไม่ถูกต้อง ถ้าทำสมาธิมีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว สามารถเอาพลังสมาธิไปสนับสนุนการงานที่ทำอยู่ได้ เป็นนักศึกษาสามารถเอาพลังสมาธิไปสนับสนุนการเรียน ไปเรียนหนังสือกลับมา พอถึงที่พักให้วิตกวิจารณ์ถึงวิชาที่เรียนมา คิดทบทวนความจำ คิดไปคิดมานึกไปนึกมาอย่างนั้นด้วยความตั้งใจ ผลคือผู้ปฏิบัติอย่างนี้มีสมาธิแล้วสามารถเรียนหนังสือเก่ง บางคนสามารถเอาพลังสมาธิไปช่วยสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ<br /><br /><strong>          </strong>อย่างแม่บ้านแม่เรือนทั้งหลาย ที่เกิดปัญหาครอบครัว เช่นบางครอบครัวมีปัญหาไม่ค่อยลงรอยกัน มีแต่ขัดแย้งกัน ก็ให้พยายามยกปัญหาถามตัวเองว่า เรามีความบกพร่องอะไร เราผิดตรงไหน ถ้าเรามีสติยับยั้งถามตัวเองสักนิด เราก็จะได้ความรู้แท้จริงขึ้นมาสำหรับการแก้ปัญหา”<br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>ถึงตรงนี้ขอสรุปว่า <span style="color: #3366ff">การนั่งภาวนาด้วยการหลับตาบริกรรมให้จิตสงบ หรือใช้การเพ่งกสิณ นึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉพาะวงจำกัดเช่นภาวนาพุทโธ นึกถึงลมหายใจเข้าออก เป็นการปฏิบัติแบบ</span><span style="color: #800000"><strong>สมถะ</strong> </span>แต่ถ้าเป็นการนึกน้อมเอาร่างกายมาวิตกวิจารณ์ ว่ากายนี้มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ น้อมไปในหลักไตรลักษณ์ อนิจจังทุกขัง อนัตตา การปฏิบัติแบบใช้ความคิดพิจารณาให้เกิดปัญญานี้เรียกว่า <span style="color: #800000"><strong>วิปัสสนากรรมฐาน</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>ทั้ง 2 อย่างนี้ ถ้าปฏิบัติแล้วระดับหนึ่งก็สามารถทำให้จิตสงบได้เหมือนกัน เป็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน<br /><br /><strong>          </strong>เพียงแต่อาจต่างกันในช่วงเวลาอันเหมาะควรตรงไหนมากกว่า...<br /><br /><strong>          นอกเสียจากไม่อยากทำ...แล้วอ้างเรื่องการไม่มีเวลาปฏิบัติ ซึ่งเป็นประโยคฮิตติดปากที่ได้ยินมายาวนาน...จริงไหมครับ?</strong><br /><br /><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้!</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-by-%e0%b8%88/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ความรู้สึกแห่งใจ by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:16:27 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ความรู้สึกแห่งใจ
          มีคำกล่าวที่ชาวพุทธมักได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ อยู่ประโยคหนึ่ง นั่นคือ ‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’ อย่างที่หลวงปู่พรม พรหมโชโต เคยเทศนาให้ฟัง          “ทุกอย่างอยู่ที่ใจ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><strong><span style="text-decoration: underline"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000;text-decoration: underline">ความรู้สึกแห่งใจ</span></span></strong></p>
<br /><br /><br /><br /><strong>          มีคำกล่าวที่ชาวพุทธมักได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ อยู่ประโยคหนึ่ง</strong> นั่นคือ <strong>‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’</strong> อย่างที่หลวงปู่พรม พรหมโชโต เคยเทศนาให้ฟัง<br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>          “ทุกอย่างอยู่ที่ใจดวงเดียว จะเป็นนรก เป็นสวรรค์ หรือพระนิพพาน ล้วนอาศัยใจดวงนี้พาไปทั้งสิ้น”</strong></span><br /><br /><strong><span style="color: #ff00ff">          “84,000พระธรรมขันธ์ รวมแล้วเป็นมรรค 8</span> <span style="color: #00ccff">มรรค 8ย่อลงเป็นไตรสิกขาสามคือศีล สมาธิ ปัญญา</span> <span style="color: #99cc00">ไตรสิกขาสามรวมลงที่ใจ </span><span style="color: #ff00ff">ถ้ารักษาใจให้บริสุทธิ์ด้วยสติ รู้เท่าทัน ใจก็พ้นทุกข์”</span></strong><br /><br /><strong>          </strong>แม้ในพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคก็กล่าวไว้ชัดเจน ชาติภพ การกำเนิดดีเลว หยาบหรือประณีตย่อมอาศัยกรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งทั้งสิ้น กรรมดีแต่งให้กำเนิดดี กรรมเลวแต่งให้กำเนิดเลว และหากพิจารณาไปอีกก็จะพบว่ากรรมทั้งหลายกำเนิดจาก ‘ใจ’ เป็นความรู้สึกของใจทั้งสิ้น<br /><br /><strong>          </strong>ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือแม้แต่ ‘ทิพยอำนาจ’ ที่รจนาโดย พระอริยคุณาธาร (เส็ง)ปุสโส พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ยังกล่าวไว้พ้องกันว่า<br /><br /><strong>          </strong>ความรู้สึกแห่งใจมี 3 ประเภท<br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>          </strong>1. ความรู้สึกฝ่ายกิเลส</span><br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>          </strong>2. ความรู้สึกฝ่ายคุณธรรม</span><br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>          </strong>3. ความรู้สึกเป็นกลาง ๆ (อุเบกขา)</span><br /><br /><strong>          </strong>ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากความเร้าของอารมณ์ คือเมื่อมีสิ่งมากระทบมาสัมผัสไม่ว่าจะเป็นเสียง กลิ่น รส สัมผัส จะทำให้เกิดความรู้สึก สุขทุกข์ สะเทือนใจ หรือเฉย ๆ แล้วเร้าให้เกิดกิเลสหรือคุณธรรมขึ้นอีกทีหนึ่ง ถ้าดำเนินตามทางของกิเลสย่อมก่อกรรมเลวขึ้นใส่ตัว<br /><br /><strong>          </strong>ยกตัวอย่างคือ มีใครบางคนพูดอะไรขึ้นมาแล้วเกี่ยวข้องกับผู้หนึ่งผู้ใด พอเราได้ยินก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น หรือวิพากษ์เขาในใจ คิดไปในทางไม่ดีหรือเสื่อมเสีย มโนกรรมฝ่ายเลวเกิดขึ้นตรงนี้ ซึ่งจะเป็นผลจนรับทุกข์สืบเนื่องไป<br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>          </strong>แต่ถ้าดำเนินไปตามทางของคุณธรรม ก็จะเป็นการก่อคุณความดีใส่ตัว ได้สุขเป็นผลสืบเนื่อง เช่น มีคนบอกบุญบอกกุศลเกิดศรัทธาในใจแล้วอนุโมทนาจิตกับความดีนั้น เห็นคนอื่นทุกข์แล้วเกิดเมตตาจิตสงสารเป็นต้น</span><br /><br /><strong>          </strong>ถ้าดำเนินไปด้วยความรู้สึกกลาง ๆ ในพระคัมภีร์ยกย่องเป็นความรู้สึกอันยอดยิ่ง เพราะความรู้สึกกลาง ๆ ย่อมไม่ก่อกรรมก่อเวรกับอะไรใส่ตัว เป็นการสิ้นสุดสุขและทุกข์ในอวสาน แต่ต้องทำความเข้าใจนะครับว่าอุเบกขา หรือความเป็นกลาง ๆ ของจิตใจนั้น มิได้หมายถึงความเพิกเฉยทอดธุระในการงานหรือการกุศล<br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          คือต้องรู้หน้าที่ รู้คุณธรรม แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ทำเท่านั้น!</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>พุทธศาสนาสอนให้เห็นว่า จุดศูนย์กลางคือใจนั่นแหละ ใจมีทางสามแยกอยู่แล้ว เราจะเดินไปทางไหนก็จงรีบตัดสินใจแล้วเดินไปโดยตั้งต้นที่จุดศูนย์กลางใจนั่นเองเรื่อยไป ใจเป็นจุดศูนย์กลางเป็นที่ตั้งต้นของ สุข ทุกข์ และนิพพาน หรือว่าจะเป็นจุดตั้งต้นของทางนรก สวรรค์ และนิพพานก็ไม่ผิด<br /><br /><strong>          </strong>แต่ถ้าให้เปรียบก็คงเปรียบว่า <span style="color: #800080"><strong>ซ้ายคือทุกข์ ขวาคือสุข กลางคือพระนิพพาน นั่นคือคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา</strong></span> เป็นทางสายกลางที่พระบรมศาสดาทรงพบว่าเป็นทางสายกลาง เป็นทางลัดตัดตรงสู่ความพ้นทุกข์เด็ดขาดในบั้นปลาย<br /><br /><strong>          </strong>โบราณจารย์ท่านมักกล่าวไว้เสมอ <span style="color: #0000ff"><strong>ให้รวมกำลังใจด้วยสมาธิและความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ดำเนินไปในทางสายกลางไปเรื่อย ๆ ก็จะสามารถบรรลุถึงปลายทางคือสภาวะปราศจากทุกข์ ที่เรียกว่าพระนิพพานในที่สุด</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>ก็คงต้องย้ำอีกครั้งครับ ทาง 3 สายนี้ท่านเป็นผู้เลือกเองเดินเอง ถ้าเดินในสายทุกข์คือปล่อยใจให้ทำความผิดอยู่ร่ำไป ท่านก็จะดิ่งลงสู่นรก ถ้าเดินในสายสุขอยู่กับความดีและบุญกุศล ท่านจะเดินตรงสู่สวรรค์อันเป็นสุคติภูมิ แต่ถ้าจะเดินไปตามทางสายกลางท่านจะตรงดิ่งเข้าสู่ภาวะไม่มีทุกข์ในเบื้องปลายอย่างแน่นอน<br /><br /><strong>          </strong>การปล่อยตนหรือปล่อยวิถีแห่งจิตใจสู่นรกเป็นเรื่องไม่ต้องบอกต้องแนะนำ เพราะการทำชั่ว คิดชั่ว เป็นเรื่องง่ายของมนุษย์อยู่แล้ว<strong> ถ้าอยากไปสวรรค์หมั่นถือศีลทำบุญกุศลด้วยทาน อาศัยศีลอาศัยบุญทานเป็นพลปัจจัยหนุนนำ<span style="color: #800000"> แต่ถ้าปรารถนาความสิ้นทุกข์ ต้องอาศัยสมาธิและสติเป็นหางเสือควบคุมจิตใจมิให้ก่อกรรมชั่วทั้งกาย วจี และใจ</span></strong><br /><br /><strong>          เมื่อใจพัฒนาสูงขึ้น จากสติเป็นมหาสติ ไม่มีอะไรแทรกซึมสู่ใจได้เหมือนน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบอนได้แล้ว <span style="color: #800000">ใจก็จะเป็นอิสระจากทุกข์ทั้งปวง</span></strong><br /><br /><strong>          </strong>สำหรับผู้ที่ลังเลสงสัยในพระนิพพานอันเป็นคติสูงสุดของพุทธศาสนานั้นก็ต้องยกตรรกะอันเป็นความจริงอุปมาให้เห็นอย่างนี้<br /><br /><strong>          </strong>ทุกอย่างมีความตรงข้ามกันเสมอ เช่น มีซ้ายก็ต้องมีขวา มีร้อนก็ต้องมีเย็น ในความสมปรารถนาก็มีความไม่สมปรารถนา มีอัตตาก็ต้องมีอนัตตา ฯลฯ มากมาย ฉะนั้นมีความเกิดก็ต้องมีความดับ ไม่มีหนทางใดฝ่าฝืนธรรมชาติอันเป็นกฎเกณฑ์อันนี้ได้ และนัยตรงข้ามเหล่าผู้รู้โบราณจารย์ท่านก็เห็นชัดเจนว่า<br /><br /><strong>          </strong>เมื่อทุกสิ่งมีเกิดก็มีดับ<br /><br /><strong>          </strong>ก็เท่ากับไม่มีเกิดก็ต้องไม่มีดับเช่นกัน!<br /><br /><strong>          </strong>ผู้เห็นแจ้งชัดเช่นนั้นย่อมมั่นใจว่าพระนิพพานคือภูมิพ้นทุกข์เด็ดขาด ไม่มีเกิดไม่มีดับนั้นมีจริงแน่นอน จึงเกิดความวิริยะอุตสาหะยิ่งขึ้น เดินตามทางสายกลางนั้นโดยไม่ยอมถอยหลังจนบรรลุถึงภูมิอันเด็ดขาดจบสิ้นได้จริง ๆ พระโบราณจารย์และพระอริยสงฆ์เหล่านั้นจึงยืนยันมายาวนานยิ่ง และยืนยันว่าพระนิพพานนั้นมีจริงแน่นอนอย่างมิต้องสงสัย สำคัญแต่เพียงว่า...<br /><br /><strong>          </strong>วันนี้เราท่านทั้งหลาย...ตัดสินใจเลือกทางเดินสู่ความพ้นทุกข์นั้นแล้วหรือยังเท่านั้น?<br /><br /><strong>          </strong>และวิธีก้าวสู่ความพ้นทุกข์นั้น หลวงปู่วัดป่าชนะสงครามท่านกล่าวสั้น ๆ ในความสั้นนั้นคือสาระแห่งแก่นธรรมอันแท้จริง ท่านกล่าวว่า...<br /><br /><strong>          ‘รักษาใจ’</strong><br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          ทุกข์ก็ให้ใจรู้ สุขก็ให้ใจรู้ ว่างก็รู้ ไม่ว่างก็รู้...รู้ไปเรื่อย ๆ ใจมันจะวางได้เอง</strong></span><br /><br /><strong>          สรุปก็คือ เอา <span style="color: #800000">‘สติ’ รักษา ‘ใจ’</span> นั่นแหละ</strong><br />]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>มหาวิปัสสนา by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:10:23 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[มหาวิปัสสนา
          เคยอธิบายในคอลัมน์นี้มาแล้วว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ชี้ให้สัตว์โลกเห็นภัยแห่งการว่ายวนในวัฏฏะสงสาร มีอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นหัวใจ เพราะ ‘ทุกข์’ แ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000;text-decoration: underline"><strong>มหาวิปัสสนา</strong></span></span><br /><br /></p>
<p><br /><br /><strong>          เคยอธิบายในคอลัมน์นี้มาแล้วว่า <span style="color: #008080">พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ชี้ให้สัตว์โลกเห็นภัยแห่งการว่ายวนในวัฏฏะสงสาร มีอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค</span> เป็นหัวใจ เพราะ ‘ทุกข์’ และ ‘เหตุแห่งทุกข์’ </strong></p>
<p><strong>จึงเป็นที่มาของการดับและวิธีดับทุกข์ที่ชาวพุทธต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้</strong><br /><br /><strong>          </strong>พระบรมศาสดาทรงค้นพบหนทางดับทุกข์ที่เรียกว่า <span style="color: #800080"><strong>‘อริยมรรค’</strong> </span>และทิ้งไว้เป็นมรดกธรรมแก่สัตว์โลกมากกว่า 2,500 ปี หากวันนี้จะไม่พูดถึง การพูด การดำริ การดำรงอาชีพโดยชอบ ฯลฯ</p>
<p>แต่จะมุ่งเน้นไปกับ<span style="color: #800080"><strong>สัมมาสติกับสัมมาสมาธิ</strong></span>โดยตรง อันเป็นการสิ้นทุกข์พ้นการเกิดตายเป็นหลัก<br /><br /><strong>          </strong>หลายข้อในอริยมรรคเป็น <span style="color: #800000"><strong>‘ศีล’</strong> </span>คือกรอบแห่งความปกติ ความไม่พร่อง ความไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อความสุขศานติแห่งตนและสังคม จากนั้นคือ<span style="color: #ff00ff"><strong>สมาธิและปัญญา</strong></span>ที่สำคัญ ประหนึ่ง ‘อาวุธ’ เอาไว้ทำลาย เอาไว้หัก ‘กงล้อ’ แห่งการว่ายวนในสงสารลง<br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          สมาธิ</strong></span> คือความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เกิดได้จากใจที่มีสติควบคุมได้จากการปฏิบัติตนตามพระกรรมฐานทั้ง 40 กอง ที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้<br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          ปัญญา</strong></span> คือความเข้าใจธรรมชาติจิตอย่างแจ่มแจ้งจนปราศจากอวิชชาและอุปาทานบดบัง จนสลัดคืนกิเลสตัณหาทั้งหลายทั้งสิ้นลงได้โดยใช้วิปัสสนาเป็นเครื่องมือเป็นลำดับสุดท้าย<br /><br /><strong>          ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวถึง<span style="color: #003300">มหาวิปัสสนา 18 ประการ</span> อันเป็นปัญญาโดยยิ่งเพื่อความพ้นทุกข์ไว้ดังนี้</strong><br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          1.ทำอนิจจานุปัสสนา</strong></span> คือการสร้างปัญญาให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเกิดขึ้นเนือง ๆ ก็จะละนิจจสัญญา คือความสำคัญว่าเที่ยงได้<br /><br /><strong>          2.ทำทุกขานุปัสสนา</strong> คือการพิจารณาให้เห็นความทุกข์อยู่เนือง ๆ ก็จะละสุขสัญญา ความสำคัญผิดว่าชีวิตเป็นสุขลงได้<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          3.ทำอนัตตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong></span> โดยให้เห็นว่าไม่มีอัตตาอยู่เนือง ๆ ก็จะละอัตตาสัญญาลงได้<br /><br /><strong>          4.ทำนิพพิทานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> มีปัญญาเห็นอยู่เนือง ๆ ว่าด้วยความเบื่อหน่าย ก็จะละนันทิ คือความเพลิดเพลินในชีวิตลงได้<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          5.ทำวิราคานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong></span> มีปัญญาเห็นความปราศจากกำหนัด ก็จะละราคะ คือความเพลิดเพลินได้<br /><br /><strong>          6.ทำนิโรธานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> โดยปัญญาให้เห็นความดับเกิดขึ้นเนือง ๆ ก็จะละสมุทัย คือสิ่งอันเป็นแดนเกิดได้<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          7.ทำปฏินิสสัคคานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong></span> โดยปัญญาเห็นการสละทิ้ง ก็จะละอาทานะ คือความยึดถือไว้ลงได้<br /><br /><strong>          8.ทำขยานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> โดยปัญญาเห็นถึงความสิ้นไป ก็จะละฆนสัญญา คือความสำคัญเป็นก้อนได้<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          9.ทำวยานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong></span> โดยปัญญาให้เห็นความเสื่อมสูญ ก็จะละอายูหนะ คือความดิ้นรนขวนขวายลงได้<br /><br /><strong>          10.ทำวิปริณามานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> โดยปัญญาให้เห็นความแปรผันอยู่เนือง ๆ ก็จะละธุวสัญญา คือความสำคัญว่ายั่งยืนมั่นคงลงได้<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          11.ทำอนิมิตตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> </span>โดยปัญญาให้เห็นว่าไม่มีนิมิตอยู่เนือง ๆ จะละนิมิตตา คือความมีนิมิตได้<br /><br /><strong>          12.ทำอัปปณิหิตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> โดยปัญญาให้เห็นถึงว่าไม่มีที่ตั้งอยู่เนือง ๆ ก็จะละปณิธิ คือตัณหาเป็นที่ตั้งได้<br /><strong>          </strong><br /><span style="color: #339966"><strong>          13.ทำสุญญตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong></span> โดยปัญญาให้เห็นความว่างเปล่าอยู่เนือง ๆ ก็จะละอภินิเวสะ คือความยึดมั่นได้<br /><br /><strong>          14.ทำอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา</strong> คือวิปัสสนาในธรรมปัญญาอันยิ่งให้เกิดขึ้น ก็จะละสารทานาภินิเวสะ ความยึดมั่นถือมั่นว่ามีสาระลงได้<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          15.ทำยถาภูตญาณทัสสนะให้เกิดขึ้น</strong></span> คือปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ก็จะละสัมโมหาภินิเวสะ ความยึดถือด้วยความลุ่มหลงลงได้<br /><br /><strong>          16.ทำหาทีนวานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> คือปัญญาให้เห็นโดยความเป็นโทษ ก็สามารถละอาลยาภินิเวสะ คือความยึดถือด้วยความอาลัยลงได้<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>          17.ทำปฏิสังขานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong></span> คือปัญญาด้วยการพิจารณาทบทวน ก็จะละอัปปฏิสังขา คือความไม่พิจารณาทบทวนได้<br /><br /><strong>          18.ทำวิวัฏฏานุปัสสนาให้เกิดขึ้น</strong> โดยปัญญาให้เห็นเนือง ๆ ด้วยจิตถอยกลับ จะละสังโยคาภินิเวสะ ความยึดมั่นด้วยสังโยคได้<br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>อย่างไรก็ตาม แม้การแบ่งแยกออกเป็นหัวข้อได้ถึง 18 ประการ หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็จะเห็นว่าบางหัวข้อมีความหมายเดียวกัน จะต่างกันก็เพียงพยัญชนะที่ใช้เท่านั้นยกตัวอย่างเช่น อนัตตานุปัสสนา กับ สุญญตานุปัสสนา เป็นต้น</p>
<p>โดยรวมก็คล้ายพระอริยมรรคอันมีองค์ 8 ประการ หากคลุมอยู่ในหลักแห่งศีล สมาธิ และปัญญา และทั้ง 18 ประการแห่งมหาวิปัสสนา ก็อยู่ในหลัก <span style="color: #ff0000">อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา</span> เป็นสำคัญ เพื่อการปล่อยวางด้วย ‘ญาณ’ คือความรู้เห็นเป็นจริงในธรรมปัญญา</p>
<p>โดยยิ่งเพื่อความหลุดพ้นในที่สุด<br /><br /><strong>          </strong>ฉะนั้นโดยรวมตามที่ภูเตศวรเข้าใจ <strong>การที่โยคาวจรทั้งหลายสามารถละธรรมอันเป็นปฏิปักษ์แห่งมหาวิปัสสนาทั้ง 18 ประการนั้นได้ ก็หมายถึง <span style="color: #800000">‘วิปัสสนาญาณ’</span> ซึ่งโยคีท่านนั้นท่านแทงตลอดสู่ความพ้นแล้วนั่นเอง</strong><br /><br /><strong>          </strong>เมื่อเห็นเช่นนั้นการยกสภาวธรรมขึ้นพิจารณาจึงควรอยู่ใน<span style="color: #0000ff">อนิจจังลักษณะ</span> ทุกขังลักษณะ และ<span style="color: #0000ff">อนัตตาลักษณะ</span> เป็นประการสำคัญ เพื่อการพิจารณาเห็นชัดในความจริงยิ่ง ๆ ขึ้น ‘ญาณ’ คือการหยั่งรู้ก็จะก้าวสู่นิพพิทา คือความหน่ายความคลายในราคะและกำหนัดความยึดถือ ความเที่ยง ความเห็นโทษ ความลุ่มหลง ฯลฯ ไปโดยปริยายนั่นเอง<br /><br /><strong>          </strong>ซึ่งก็จะตรงกับคำสอนของ<strong>พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต</strong> บูรพาจารย์สายพระป่ากรรมฐานที่กล่าวไว้ <strong>การทำกรรมฐานก็เหมือนทำไร่ไถนาที่ไม่จำเป็นต้องทำไร่เลื่อนลอยคอยหาผืนดินใหม่ไปเรื่อย หากผืนดินแห่งเดียวแต่รู้จักไถหว่านบำรุงปุ๋ยเก็บพืชผลเข้ายุ้งเข้าฉางไปด้วยความหมั่นเพียรก็อาศัยได้แล้ว</strong><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า <span style="color: #3366ff">‘ความสำเร็จ’</span> ทั้งปวงจะมิอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่เริ่มต้นประกอบกิจกรรมทำอะไรเสียแต่วันนี้</strong></span><br /><br /><span style="color: #000000"><strong>          เพราะรอให้ถึงวันตาย...ก็สายเสียแล้ว! </strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          โอมศานติ</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2-by/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 05:05:00 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า
          ก่อนอื่นขอแจ้งข่าวสำคัญ 2 ประการ           หนึ่ง-คือในวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2552 ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา เราจะมีงานบุญบวชศีลวดีและทอดผ้าป่าสามัคคีหารายได้สร้างก...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><span style="font-size: 24pt"><strong>ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า</strong></span></span><br /><br /></p>
<p style="text-align: left"><br /><br /><strong>          ก่อนอื่นขอแจ้งข่าวสำคัญ 2 ประการ </strong><br /><br /><strong>          หนึ่ง-คือในวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2552 ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา เราจะมีงานบุญบวชศีลวดีและทอดผ้าป่าสามัคคีหารายได้สร้างกำแพงรั้ววัดป่าชนะสงคราม ที่ค้างคาอยู่ให้แล้วเสร็จ</strong><br /><br /><strong>          </strong>อย่างที่เคยกล่าวไว้...งานสร้างกำแพงวัดคือ ‘งานสุดท้าย’ ของผู้เขียนที่ตั้งสัจจะเอาไว้ก่อนวางโลกสู่ทางธรรม ซึ่งขณะนี้เหลืออีกเพียงสองร้อยช่องจากจำนวนห้าร้อยกว่าช่อง และจะเป็นโอกาสสุดท้ายในการทอดผ้าป่าในวันวิสาขบูชานี้เท่านั้น จึงอยากเชิญชวนท่านทั้งหลายให้ไปร่วม ‘บวชศีลวดี’ และร่วมถวายผ้าป่ามหากุศลนี้กันอีกครั้ง<br /><br /><strong>          </strong>ประการที่สอง คืองานไหว้ครูบูชาเทพที่จะจัดขึ้นในวันที่ 23-24 พฤษภาคมเดือนเดียวกัน อย่างที่เกริ่นเอาไว้เมื่อสองฉบับที่ผ่านมา<br /><br /><strong>          </strong>ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ ...<br /><br /><strong>          </strong>จึงควรใช้คำว่า! ‘ไหว้ครูลาเทวดา’ ของภูเตศวรมากกว่าประการอื่น!<br /><br /><strong>          </strong>หลังงานไหว้ครู ภาพกับรายละเอียดจะถูกนำลงตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน และนั่นคือ...<span style="color: #666699">วาระสุดท้ายของ ‘ธรรมะ 5 นาที’ จะสิ้นสุดลงตามสัจจะความจริงของโลกอันเป็น ‘อนิจจัง’ หลังเกิดขึ้นตั้งอยู่มายาวนานพอควร และต้องดับไป...ตามวิถีทางแห่งธรรมชาติ ดังพุทธศาสนาสอนไว้</span><br /><br /><strong>          </strong>...ไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์!<br /><br /><strong>          </strong>วันวิสาขบูชาก็คงเป็นเหมือนเช่นทุกครา พบกันที่หน้าโรงเรียนหอวังด้านที่ติดกับศูนย์การค้า เซ็นทรัลฯ ในวันวิสาขบูชาซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2552 และนมัสการพระพุทธชินราชช่วงกลางวัน บ่ายแก่ ๆ หรือเย็นถึงวัดป่าชนะสงคราม สมาทานศีลก่อนร่วมเวียนเทียนประทักษิณรอบศาลาใหญ่โดยมีหลวงปู่พรม พรหมโชโต นำปฏิบัติในคืนวันวิสาขบูชาถวายเป็นพุทธบูชา<br /><br /><strong>          </strong>เช้าวันถัดมาร่วมใส่บาตรถวายภัตตาหารแก่สงฆ์ และร่วมทอดผ้าป่า หลังอาหารกลางวันคือการฟังการบรรยายธรรมโดย ทมยันตี-ภูเตศวร (มีโอกาสปฏิบัติธรรมเต็มที่) ทั้งกลางวันและกลางคืน<br /><br /><strong>          </strong>เช้าวันอาทิตย์ ร่วมทำบุญใส่บาตรถวายภัตตาหาร จากนั้นรับโอวาทธรรมจากหลวงปู่พรม พรหมโชโต รับประทานอาหารกลางวันเสร็จเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร<br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>สำหรับ<span style="color: #666699">งานไหว้ครูลาเทพในวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2552 ณ ห้องประชุมมหิศร สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ถนนรัชดาภิเษก งานจะเริ่มในเวลา 13.00 น. เริ่มลงทะเบียน มีนิทรรศการแสดงให้ชมพร้อมบริการอาหาร-ของว่างฟรี</span><br /><br /><strong>          </strong>18.00 น. เข้าสู่หอประชุมตามที่จัดวางเตรียมบายศรีพร้อมเสร็จ<br /><br /><strong>          </strong>18.30 น. ดนตรีปี่พาทย์ตีเพลงปฐมดุสิต-เสมอเข้าที่<br /><br /><strong>          </strong>18.59 น. เจ้าพิธีเริ่มพิธี ไหว้ครู เบิก และเวียนบายศรี รำถวายบายศรี ฯลฯ จนเสร็จพิธีประมาณ 20.30 น.<br /><br /><span style="color: #ff00ff"><strong>          วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>08.39 น. พิธีบวงสรวงเทพยดา-เทวาภิเษกวัตถุมงคล มหาวิษณุ-มหาศิวเจ้า<br /><br /><strong>          </strong>09.30 น. รำถวายหน้าศาลเพียงตา, โปรยข้าวตอกดอกไม้, พรมน้ำเทวมนต์<br /><br /><strong>          </strong>12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน<br /><br /><strong>          </strong>13.00 น. เริ่มพิธีครอบเศียร (เฉพาะผู้ลงทะเบียนครอบ) จนเสร็จพิธี (อาหารเช้า-กลางวัน-เย็น และของว่างฟรีตลอดวัน)<br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>เอ้า ต้องรีบแจ้งความจำนงและสั่งจองที่นั่งโดยด่วนเลยนะครับ เพราะจำนวนคนที่จองเข้ามามีมากพอควรแล้ว และมีจำนวนจำกัด ย้ำนะครับ งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ นอกจากผู้ที่ต้องการเข้าครอบเศียรเท่านั้น ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดพร้อมสั่งจองที่นั่งโดยตรงที่ คุณชูศรี โทร. 08-1258-3495<br /><br /><strong>          </strong>อ้อ...เกือบลืมครับ สำหรับท่านที่สั่งจองพระรูปขนาดบูชา มหาวิษณุนารายณ์กับมหาศิวเจ้าเอาไว้ สามารถรับได้ในวันที่ 24 พฤษภาคม หลังพิธีบวงสรวงและเทวาภิเษกวันนั้นเลย<br /><br /><br /><br /><strong>          เอาละครับ มาเข้าเนื้อหาตามที่กำหนดกันเลยดีกว่า</strong> ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้<br /><br /><strong>          “พึงเจริญธรรมทั้ง 4 ประการให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป <span style="color: #ff0000">คือพึงเจริญอสุภกัมมัฏฐาน เพื่อประหารเสียซึ่งราคะ</span> <span style="color: #0000ff">พึงเจริญเมตตาเพื่อประหารความพยาบาท</span> <span style="color: #ff00ff">พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดเสียซึ่งมิจฉาวิตก</span> <span style="color: #00ff00">พึงเจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอนเสียซึ่งอัสมิมานะ</span>”</strong><br /><br /><strong>          </strong>พระคัมภีร์วิสุทธิมรรคยังแนะนำอีกว่า <strong>อันบุคคลนั้นพึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกรรมฐาน พึงถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือแก่พระอาจารย์ แล้วพึงทำตนให้เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์ และอธิมุติอันสมบูรณ์ แล้วพึงขอเอาพระกรรมฐานเถิด</strong><br /><br /><strong>          </strong>ในการถวายตัวนั้น ผู้ปฏิบัติพึงกล่าวคำถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          ...อิมาหัง ภะคะวา อัตตาภาวัง ตุมหากัง ปริจจะชามิ...</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายอัตภาพร่างกายอันนี้แด่พระพุทธองค์...</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>พระวิสุทธิมรรคแสดงโทษที่ไม่ยอมถวายตัวแด่พระพุทธเจ้าว่า <strong>โยคีหรือบุคคลครั้นไม่ได้ถวายตัวอย่างนี้แล้ว เมื่อหลีกไปอยู่ในที่เสนาสนะอันเงียบสงัด ครั้นอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏในคลองแห่งจักษุ ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งตั้งตนอยู่ได้ จะเลี่ยงหนีไปยังแดนหมู่บ้าน เกิดเป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์ทำการแสวงหาลาภสักการะอันไม่สมควร ก็จะพึงถึงความฉิบหายเสีย</strong><br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>สำหรับอานิสงส์การถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า คัมภีร์วิสุทธิมรรคได้รจนาไว้เยี่ยงนี้ <strong>ส่วนโยคีบุคคลผู้ได้ถวายตัวแล้ว <span style="color: #800080">ถึงแม้จะมีอารมณ์อันน่ากลัวปรากฏให้เห็นในคลองจักษุ ก็จะไม่เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด มีแต่จะเกิดความโสมนัสอย่างเดียวโดยที่จะเตือนตนว่า ‘พ่อบัณฑิต ก็วันก่อนนั้นเจ้าได้ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้าแล้วมิใช่หรือ?’</span>เหมือนอย่างว่า บุรุษคนหนึ่งจะพึงมีผ้ากาสาวพัสตร์ (ผ้าที่ทำจากแคว้นกาสี)อย่างดีที่สุด เมื่อผ้านั้นถูกหนูหรือพวกแมลงสาบกัดเขาก็จะพึงโทมนัสเสียใจ แต่ถ้าเขาถวายผ้านั้นแก่ภิกษุผู้ไม่มีจีวรไปเสียแต่นั้นถึงเขาจะได้เห็นผ้านั้น อันภิกษุเอามาตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขาก็พึงแต่โสมนัสอย่างเดียว</strong><br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>ที่กล่าวมาข้างต้นมิได้หมายความเป็นพระสงฆ์หรือเหล่าโยคาวจรทั้งหลายเท่านั้น หากในข้อเท็จจริงกับเวลาท่านที่กำลังฝึกฝนในพระกรรมฐาน ในบ้านของตน หรือบางคราอาจต้องเดินทางไปวัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ก็ควรยึดถือหลักเช่นนี้เอาไว้เหมือนกัน<br /><br /><span style="color: #800080"><strong>          เพราะการถวายตัวแด่สมเด็จพระบรมศาสดา เป็นอุบายจิตสำคัญสำหรับต่อสู้ฝ่าฟันความทุกข์กายทุกข์ใจที่จะเกิดขึ้นจากการฝึกฝนโดยง่าย</strong></span><br /><br /><strong>          เหมือนมีธงชัยปักเอาไว้ ให้แลเห็น เป็นเครื่องขจัดความน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง หรืออาการขนพองสยองเกล้าจากกิเลส</strong><br /><br /><strong>          ความกลัวทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง!</strong><br /><br /><strong>          </strong>สำหรับผู้ที่มีครูบาอาจารย์ ก็ควรถวายตัวแก่ครูบาอาจารย์เช่นกัน ควรกล่าวคำถวายตัวดังนี้<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          ...อิมาหัง ภันเต อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปริจจะชามิ</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอมอบถวายอัตภาพร่างกายนี้แก่ท่านอาจารย์</strong></span><br /><br /><br /><br /><strong>          อานิสงส์การถวายตัวแก่ครูบาอาจารย์ ย่อมเป็นคนที่ใคร ๆ ยากขัดขวางไปได้ ไม่เป็นคนตามแต่ใจตน เป็นคนว่าง่ายมีความประพฤติติดเนื่องอยู่กับอาจารย์ เมื่อได้รับการสงเคราะห์จากอาจารย์แล้วก็จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนาต่อไป</strong><br /><br /><strong>          </strong>ถึงตรงนี้บางท่านอาจอยากถาม ต้องถวายตัวต่อหน้าครูบาอาจารย์หรือไม่ ก็ขอตอบว่าการถวายตัวต่อท่านด้วยกล่าววาจาให้ท่านรับรู้เป็นอย่างดี หากอยู่ไกลมิอาจทำได้เยี่ยงนั้น ก็ใช้การตั้งจิตถึงท่านแล้วเปล่งวาจาในจิตก่อนปฏิบัติกรรมฐานก็ได้ครับ<br /><br /><br /><br /><strong>          วันนี้ขอลาท่านทั้งหลาย <span style="color: #ff0000">อัชฌาสัยหกประการแห่งผู้สามารถบรรลุพระโพธิญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง</span>ที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ดังนี้</strong><br /><br /><strong>          </strong>อัชฌาสัย 6 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่แห่งโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายคือ<br /><br /><strong>          </strong>1. พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย <strong>เป็นผู้มีอัชฌาสัยไม่โลภ เห็นโทษในความโลภ</strong><br /><br /><strong>          </strong>2. พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย <strong>เป็นผู้มีอัชฌาสัยไม่โกรธ เห็นโทษในความโกรธ</strong><br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>          </strong>3. พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย <strong>เป็นผู้มีอัชฌาสัยไม่หลง เห็นโทษในความหลง</strong></span><br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>          </strong>4. พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย <strong>เป็นผู้มีอัชฌาสัยในการออกบวช เห็นโทษในความเป็นฆราวาส</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>5. พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย <strong>เป็นผู้มีอัชฌาสัยชอบความสงัด เห็นโทษในการคลุกคลีกับหมู่คณะ</strong><br /><br /><strong>          </strong>6. พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย<strong> เป็นผู้มีอัชฌาสัยในพระนิพพาน เห็นโทษในภพและคติทั้งปวง</strong><br /><br /><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          พบกันฉบับหน้าครับ!</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2-by/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>อย่าติด ‘ฌาน’ by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%8c%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 04:53:08 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อย่าติด ‘ฌาน’
          วันก่อนได้ปรึกษาหารือกับทมยันตีในฐานะป้า...ฐานะคนช่วยสร้างบุญกุศลกันมายาวนาน...เรื่องที่พูดคุยกันคือ...งานวางโลก...สู่การบวชเรียนของผู้เขียนเอง!          คิดบวชเรียน...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><span style="font-size: 24pt;color: #008000"><strong>อย่าติด ‘ฌาน’</strong></span></span></p>
<p><br /><br /><br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          วันก่อนได้ปรึกษาหารือกับทมยันตีในฐานะป้า...ฐานะคนช่วยสร้างบุญกุศลกันมายาวนาน...เรื่องที่พูดคุยกันคือ...งานวางโลก...สู่การบวชเรียนของผู้เขียนเอง!</strong></span><br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          คิดบวชเรียนครั้งนี้</strong> </span>เป็นที่รู้กันในหมู่คนใกล้ชิด เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของภูเตศวรอย่างที่เคยบอกเคยเล่าความตั้งใจของตน...<br /><br /><strong><span style="color: #666699">          </span>...ชาตินี้ขอตายในผ้าเหลือง!</strong><br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“เมื่อไหร่?” ทมยันตีย้อนถามเสียงเรียบ ๆ<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>ไม่มีรอยประหลาดใจ เพราะรู้มานานกับแรงสัจจาธิษฐานของผู้เขียน<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“ความจริงตั้งใจเอาไว้เดือน 6 ตรงกับวันเกิดตัวเอง...แต่ไม่แน่ใจว่าอะไรที่คั่งค้างจะเสร็จทันหรือเปล่า?” เราตอบตามความรู้สึก ขณะคนเป็นทั้งป้าทั้งเพื่อนถามต่อ<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“มีอะไรบ้าง?”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“สองเรื่องใหญ่...กับอีกหนึ่งเรื่องเล็ก ๆ” เราบอกตามตรง “<span style="color: #800000"><strong>หนึ่ง คืองานสร้างกำแพงวัดป่าชนะสงครามกับกุฏิปฏิบัติธรรมของโยมที่นั่น</strong></span> สอง รับปากพี่น้อยเรื่อง<span style="color: #008000"><strong>นวนิยายอติเทพ ที่จะเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิต</strong></span>”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>ทมยันตีนิ่งฟัง...เราจึงอธิบายช้า ๆ ถึงแผนงานที่จะทำ “วิสาขบูชานี้ตรงกับวันที่ 8 พฤษภาคม แม้วจะชวนลูกศิษย์...ญาติมิตรเอาผ้าป่าไปทอดหารายได้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าบุญมีก็น่าจะปิดฉากเรื่องกำแพงวัด ส่วนงานเขียนเวลาสองสามเดือนที่เหลือถ้าทำจริง ๆ จัง ๆ ก็น่าจะปิดลงได้ไม่ยาก...”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>คนนิ่งฟังพยักหน้ารับรู้...ก่อนเอ่ยถาม “แล้วไอ้เรื่องเล็ก ๆ ที่ว่าล่ะ?”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“แม้วอยากไหว้ครู...ลาเทวดา!” เราเน้นคำหนักแน่น ขณะคนเป็นป้าส่ายหน้า...<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“นั่นเหรองานเล็ก ๆ ของแก?”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“เล็ก...ใหญ่ก็อยู่ที่เรา ถ้าเราทำงานเล็ก ๆ มันก็เล็กตามที่เรากำหนด” เรายืนยันตามความจริงใจในความนึกคิด “ทำกันภายใน”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“แกพูดง่าย” คุณหญิงท่านส่ายเศียร “พวกลูกศิษย์ลูกหาแกรู้ทีหลังจะได้ถอนหงอกเอา”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“ถ้าบอกแบบเปิดเผยก็ไม่ใช่งานเล็ก” เราอุบอิบ ขณะอีกฝ่ายโบกมือกล่าว...<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>“ใหญ่เล็กเป็นเรื่องของฉัน...แกมีหน้าที่ตามคน ใครมาไม่มาจะได้รู้จำนวนคนให้แน่นอน จะได้หาสถานที่ให้พอเหมาะพอควร”<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>ครับ <span style="color: #666699">งานสุดท้ายเรื่องไหว้ครูและลาท่านครานี้ จึงต้องขอความเห็นมาตรงนี้ หลังจากครั้งก่อนใช้คำว่า ‘ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย’ ในงานไหว้ครูและเสวนาเทวศาสตร์ ณ หอประชุมมหิศร ปี 2550 โดยการเปิดกว้างให้ทุกท่านเข้าร่วมงานนั้น...</span><br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>ครั้งนี้จึงเป็นครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน!<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>เพราะถ้าในเดือน 6คือวันที่16 พฤษภาคม 2552 ตรงตามกำหนดในใจ ภูเตศวรแม้มิอาจบวชเรียนได้ด้วยเหตุประการใด ๆ ก่อนเข้าพรรษาปีนี้ ยังไงก็ต้องทำให้ได้ นั่นหมายถึงทุกอย่างต้องจบลงก่อนวันที่ 7 กรกฎาคมนี้แน่นอน<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>สำหรับท่านที่เคยมาร่วมพิธีเมื่อปี 2550 และผ่านการลงทะเบียนครานั้น เราจะมีเอกสารส่งถึงท่านพร้อมรายละเอียด ส่วนท่านที่ยังไม่เคยร่วมงานพิธี ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้โดยตรงที่คุณชูศรี โทร 08-1258-3495<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>ต้องขอย้ำนะครับ การแจ้งสำรองที่นั่ง ขอความแน่นอนชัดเจนด้วย เพราะต้องการทราบจำนวนจริงๆ สำหรับการจัดสถานที่และอาหารทุกมื้อให้เหมาะสมโดยไม่ทอนสิทธิ์ผู้อื่น เพราะใครแจ้งความจำนงก่อนได้สิทธิ์ก่อนตามลำดับ อ้อ...เกือบลืม <span style="color: #666699"><strong>งานไหว้ครูหนนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากผู้ที่ต้องการครอบเศียรเท่านั้นที่ต้องเสียค่ากำนลครู 99 บาท ปัจจัยจำนวนนี้จะถวายสมทบผ้าป่าสร้างกำแพงวัดป่าชนะสงคราม ในวันวิสาขบูชาที่จะมาถึงนี้</strong></span><br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>เรื่องเล็กๆ ที่คิดและกำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างที่กล่าวมาข้างต้น มิได้เกิดเพราะอะไร หากเพราะได้ทำความดีมาถึงวันนี้ ก็เพราะคุณแห่งพระเทวดาและครูบาอาจารย์ จึงอยากทดแทนคุณของทุกท่านทุกพระองค์ ได้กราบลาภารกิจที่ท่านได้มอบหมายให้กระทำในบวรพุทธศาสนามายาวนานกว่ายี่สิบปี จากงาน ‘สร้าง’ ไป<strong>สู่ <span style="color: #800080">‘การบำเพ็ญ’</span> เพื่อหาหนทางพ้นทุกข์ในบั้นปลายตามคำอธิษฐานของตน กับอีกประการสำคัญคือ ความปรารถนาพบพาเพื่อเอ่ยลา ท่านผู้อ่าน ญาติมิตร และลูกศิษย์ที่เคยเกื้อหนุนงานบุญกุศลกันมาด้วยตนเองเป็นครั้งสุดท้าย</strong>ด้วยรู้แน่อยู่แก่ใจ...<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>วันนี้...ธรรมะ 5 นาที ที่เคยโลดแล่นอยู่บนหน้าหนังสือขวัญเรือนมาถึงสิบเก้าปี<br /><br /><span style="color: #666699"><strong>          </strong></span>ธรรมะ 5 นาที ที่เป็นเสมือนแกนกลางแห่งสายธารศรัทธาเล็ก ๆ สำหรับงานบุญกุศลเพื่อพระศาสนา เพื่อธรรมยาตราอันอบอุ่นใจในคณะศรัทธาผู้คุ้นเคยมายาวนาน...กำลังจะลับลาจากไปในไม่ช้า...ตามกฎอนิจจัง</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%8c%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>โมระปะริตตัง (คาถายูงทอง) by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 04:39:18 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[โมระปะริตตัง(คาถายูงทอง)
          นะมัตถุ พุทธานัง : ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย          นะมัตถุ โพธิยา : ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระโพธิญาณ          นะโม วิมุ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">โมระปะริตตัง</span></strong></span><br /><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">(คาถายูงทอง)</span></strong></span><br /><br /></p>
<p><br /><br /><strong>          นะมัตถุ พุทธานัง : ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย</strong><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          นะมัตถุ โพธิยา : ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระโพธิญาณ</strong></span><br /><br /><strong>          นะโม วิมุตตานัง : ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแต่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย</strong><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          นะโม วิมุตติยา : ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแต่วิมุตติธรรม</strong></span><br /><br /><br /><br /><strong>          บาทคาถาข้างต้น มักจะเห็นกำกับอยู่ในเหรียญรูปเคารพหรือวัตถุมงค</strong>ลของครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐานแห่งกองทัพธรรม หรือที่มักเรียกกันว่า พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ในอดีตผู้เขียนรู้เพียงว่า เป็นบาทพระคาถา<span style="color: #ff0000"><strong> ‘แคล้วคลาด’</strong></span> จากภัยอันตราย หากไม่รู้ที่มาโดยชัดเจน ตราบจนกระทั่งเข้าวัดเข้าวา ได้บวชเรียนแล้วถึงรู้ว่าเป็นบาทคาถาที่ตัดทอนมาจากบทสวดมนต์ที่ชื่อว่า <span style="color: #ff0000"><strong>‘โมระปะริตตัง’</strong></span> นั่นเอง<br /><br /><strong>          </strong>ในอดีตจำได้ว่าครั้งเมื่อบวชเรียนถูกครูบาอาจารย์ส่งไปอยู่ตามป่าตามเขาหรือถ้ำต่าง ๆ บทสวดมนต์ที่ใช้ท่องบ่นหลังสวดมนต์ทำวัตรเย็นมิได้ขาด มีอยู่สามสี่บท หนึ่งคือ <span style="color: #0000ff"><strong>‘ระตะนะสุตตัง กับ กะระณียะเมตตะสุตตัง’</strong></span> ว่ากันว่าสองบทนี้ป้องกันการรบกวนของเหล่าอมนุษย์และภูตผีปิศาจ บทต่อมาคือ <strong><span style="color: #800000">‘ขันธะปะริตตัง’</span></strong> บทนี้เป็นบทแผ่เมตตาป้องกันงูและอสรพิษต่าง ๆ บทสุดท้ายคือ <span style="color: #800000"><strong>‘โมระปะริตตัง’</strong></span> ตามที่จั่วหัวข้อไว้นั่นเอง<br /><br /><span style="color: #008080"><strong>          โมระปะริตตัง ถือเป็นบทสวดมนต์ที่ทำให้ผู้สวดแคล้วคลาดปราศจากภยันตรายทั้งหมด</strong></span> นั่นคือเหตุผลที่ครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐานทั้งหลายได้นำเอาบาทคาถาย่อมากำกับลงในวัตถุมงคลของท่าน ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ฯลฯ<br /><br /><strong>          </strong>เหตุผลในการเขียนถึงพระคาถาโมระปะริตตัง ในวันนี้ก็เพราะมีหลายท่านที่รู้จักมักคุ้นเคยถามไถ่<br /><br /><strong>          </strong>“ไปไหนมาไหนภูเตศวรมีพระคาถาอะไรคุ้มตัวบ้าง?”<br /><br /><strong>          </strong>คำตอบคือ...<span style="color: #800000"><strong>‘ไตรสรณคมน์ อันมีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า เป็นที่ยึดเหนี่ยว’</strong></span> หากบางคาบบางคราก็ท่องคาถา<strong> ‘มงกุฎพระพุทธเจ้า’</strong>เป็นอารมณ์ หากต้องเดินทางไกลในการขับรถก็จะมี <strong>‘โมระปะริตตัง’</strong>ที่กำลังกล่าวถึงกำกับทุกครั้ง<br /><br /><strong>          </strong>เพื่อแสดงให้เห็นอานุภาพแห่งพระคาถา โมระปะริตตัง จึงขอนำข้อความในหัวข้อปกิณกธรรม หนังสือบูรพาจารย์ มาแสดงไว้ดังนี้<br /><br /><br /><br /><strong>          ประมาณปี 2487 ครูหนูไทย สุพลวานิช</strong> เป็นผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์ไปฝึกอบรมในค่ายเสรีไทยบ้านหนองผือ เป็นธรรมดาในภาวะศึกสงคราม จึงทำให้แสวงหาที่พึ่งทางใจในยามคับขัน ว่างจากการฝึกวันหนึ่งเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ท่านพระอาจารย์ใหญ่ในวัดหนองผือทราบว่าท่านเป็นพระดีองค์หนึ่ง พวกเราจะไม่ลองไปขอของดีกับท่านดูบ้างหรือ ท่านคงให้พวกเรา”<br /><br /><strong>          </strong>ด้วยคำพูดของเพื่อน ทำให้คุณครูหนูไทยหาแผ่นทองมาแผ่นหนึ่งตัดเป็นแผ่นเล็ก ๆ วางใส่พานขันธ์ห้า แล้วให้โยมผู้เฒ่าทายกวัดที่เป็นญาติซึ่งนำภัตตาหารไปถวายตอนเช้า นำแผ่นทองไปถวายท่านเพื่อขอเมตตาทำตะกรุดใหม่ แต่โยมผู้นั้นไม่กล้าเข้าไปหาโดยตรง จึงให้พระอุปัฏฐากเข้าไปลองถามท่านดูก่อน ท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดตอบพระอุปัฏฐากว่า<br /><br /><strong>          </strong>“เขาอยากได้ กะเฮ็ดให้เขาสั้นตั๊ว!” (หมายความว่าเขาต้องการ ก็ทำให้เขาจะเป็นไรไป)<br /><br /><strong>          </strong>เมื่อเอาแผ่นทองถวายแล้ว สามวันหลังจากนั้นพระอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่นก็นำแผ่นยันต์ตะกรุดมาคืนให้ ครูหนูไทยเมื่อได้ตะกรุดมาแล้วก็ดีอกดีใจมาก นำพกติดตัวไปด้วยตลอดเวลา วันหนึ่งว่างจากการฝึกอบรม คุณครูจึงเดินเที่ยวไป<span style="color: #000080">ด้านหลังสนาม เผอิญเหลือบไปเห็นพวกเพื่อน ๆ สามสี่คนกำลังจะทดลองยิง ‘เขี้ยวหมูตัน’ ที่ถือเป็นของดีประเภททนสิทธิ์ด้วยปืนคาร์ไบน์ ปรากฏว่าเขี้ยวหมูตันถูกกระสุนปืนแตกกระจายไป ซึ่งเจ้าของเขี้ยวหมูตันถึงกับหน้าถอดสีไป</span><br /><br /><strong>          </strong>จากนั้นคนที่ทำการยิงหันมาที่ครูหนูไทยเอ่ยถาม “มีของดีอะไรบ้าง?” ด้วยความซื่อ ครูหนูไทยจึงตอบว่า “มีอยู่” แค่นั้นแหละเพื่อนล้วงไปที่กระเป๋าเสื้อ ไม่วายที่คนเป็นเจ้าของจะทัดทานและขอคืน เขาก็ไม่ยอมคืนท่าเดียว และนำไปวางไว้ระยะสามถึงสี่วา แล้วถอยออกมาประทับปืนเล็งยิงไปที่ตะกรุดยันต์นั้น เสียงปืนลั่นดังแชะ...แชะ สองครั้งท่ามกลางเสียงกลั้นหายใจของทุกคน กระสุนไม่ระเบิดในขณะที่ทุกคนตะลึงงัน ครั้งที่สามคนยิงหันปลายกระบอกปืนขึ้นฟ้าเหนี่ยวไก ปรากฏว่าเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว<br /><br /><strong>          </strong>เหตุการณ์ครั้งนั้นแพร่สะพัดออกไป หลายคนทราบข่าวจึงพากันไปขอจากพระอาจารย์มั่นที่วัด ซึ่งส่วนมากจะได้แผ่นผ้าลงอักขระคาถาตัวยันต์ สำหรับตะกรุดแผ่นทองนั้นไม่ค่อยมีเพราะในสมัยศึกสงครามแผ่นโลหะต่าง ๆ หายากมาก ซึ่งต่อมาไม่นานท่านพระอาจารย์มั่นคงเห็นว่ามากเกินไปจนเกินเลย ท่านจึงบอกเลิก ท่านให้เหตุผลว่า<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          “สงครามเขาจะสงบแล้ว ไม่ต้องเอาก็ได้ พวกตะกรุด ยันต์ ผ้ายันต์เหล่านั้นมันเป็นของภายนอก สู้เอาคาถาบทนี้ไปบริกรรมแนบกับใจไม่ได้ ให้บริกรรมทุกเช้าค่ำจนขึ้นใจ แล้วจะปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ”</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านหนองผือเลยไม่กล้าขอท่านอีก และเป็นความจริงกับที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตได้กล่าวว่าสงครามกำลังจะสงบ เพราะหลังจากที่ท่านกล่าวไว้ไม่ถึงเจ็ดวัน ก็ได้ทราบข่าวว่าเครื่องบินของทหารอเมริกันได้ไปทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมากับเมืองนางาซากิของประเทศญี่ปุ่นจนย่อยยับ จนญี่ปุ่นได้ประกาศยอมแพ้สงคราม และสงครามได้สงบลงดังที่เราท่านทราบตามหน้าแห่งประวัติศาสตร์นั่นแล<br /><br /><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          โมระปะริตตัง (คาถายูงทอง)</strong> </span>มีดังนี้<br /><br /><strong>          </strong>อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา<br /><br /><strong>          </strong>หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส<br /><br /><strong>          </strong>ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง<br /><br /><strong>          </strong>ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง<br /><br /><strong>          </strong>เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม<br /><br /><strong>          </strong>เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ<br /><br /><strong>          </strong>นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา<br /><br /><strong>          </strong>นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา<br /><br /><strong>          </strong>อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ<br /><br /><strong>          </strong>อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา<br /><br /><strong>          </strong>หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส<br /><br /><strong>          </strong>ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง<br /><br /><strong>          </strong>ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง<br /><br /><strong>          </strong>เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม<br /><br /><strong>          </strong>เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ<br /><br /><strong>          </strong>นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา<br /><br /><strong>          </strong>นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา<br /><br /><strong>          </strong>อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติฯ<br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>ถ้ามีเวลาก็ควรสวดให้ครบ หากเวลาน้อยก็ท่องเฉพาะ <span style="color: #ff0000"><strong>‘นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา’</strong></span> แค่นี้ก็ได้<br /><br /><strong>          </strong>หรือบางท่านจะใช้เป็นคำบริกรรมในใจเวลาปฏิบัติสมาธิ และใช้แค่...<br /><br /><span style="color: #800080"><strong>          ‘นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา’</strong> </span>ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด<br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>ครับ ธรรมะ 5 นาที ในฉบับนี้ อาจมิใช่หลักธรรมหรือแก่นธรรมอะไร หากก็เหมือนคติที่ว่า ‘รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม’ อย่างน้อยก็เป็นคำรำลึกถึง พระพุทธเจ้า พระโพธิญาณ ผู้พ้นแล้วและพระวิมุตติธรรมทั้งปวง เพื่อเป็นสิริมงคลในชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญทุกข์และภยันตรายทั้งปวง อีกทั้งยังเป็นที่น้อมนำสติมาสู่ใจตนในทุกคราที่กล่าวพระคาถา ซึ่งถือเป็นการสร้างบารมีแก่ตนอีกประการ<br /><br /><span style="font-size: 14pt;color: #ff0000"><strong>          สวัสดีปีใหม่ครับ</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การภาวนาอย่าติดในนิมิต by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95-b/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 04:24:19 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การภาวนาอย่าติดในนิมิต
          งานบุญทอดกฐินงานแรกในปีนี้ที่วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี เสร็จสิ้นลง ปีนี้งานกฐินวัดป่าหนองแซงไม่มีคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ร่วมเดินทาง เพราะกฐินของวัดอมรา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><span style="color: #800080;font-size: 24pt"><strong>การภาวนาอย่าติดในนิมิต</strong></span></span></p>
<p><br /><br /><br /><br /><strong>          งานบุญทอดกฐินงานแรกในปีนี้ที่วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี</strong> เสร็จสิ้นลง ปีนี้งานกฐินวัดป่าหนองแซงไม่มีคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ร่วมเดินทาง เพราะกฐินของวัดอมราวาส จังหวัดสุโขทัย ตรงกับวัดป่าหนองแซงโดยบังเอิญ เราสองคนก็เลยต้องแยกงานกันทำงานเพื่อพระศาสนาและครูบาอาจารย์<br /><br /><strong>          </strong>แม้จะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทว่าปีนี้วัดป่าหนองแซง ได้ยอดกฐินถึง 2 ล้านบาททั้ง ๆ ที่เจ้าภาพและผู้มีจิตศรัทธามิได้คาดหวังอะไรล่วงหน้า ก็ต้องขอยกความมหัศจรรย์ใจนี้ไปให้เทพยดาเจ้าทั้งหลาย เพราะไม่มีอะไรมากไปกว่าความตั้งใจทำให้ดีที่สุดและคำอธิษฐานในคืนก่อนวันทอดกฐิน<br /><br /><span style="color: #008000"><strong>          “...ขอให้เทวดาช่วยดลใจคนใจบุญมาร่วมงาน จะได้ช่วยปลดหนี้วัด ปลดทุกข์ให้ครูบาอาจารย์!”</strong></span></p>
<div id="wpfa-3791" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1774239859-1.jpg" target="_blank" title="ภาพใส่บาตร1.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;ภาพใส่บาตร1.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95-b/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>วิธีหามนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 04:21:35 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[วิธีหามนุษย์สมบัติ
สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ
          เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนถูกเชิญไปเป็นวิทยากรในงานเปิดบู๊ธของสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม บริเวณลานแสดงสินค้าของศูนย์การค้าใหญ่ย่...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #800000"><strong><span style="font-size: 24pt">วิธีหามนุษย์สมบัติ</span></strong></span></div>
<div style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #800000"><strong><span style="font-size: 24pt">สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ</span></strong></span></div>
<br /><br /><br /><br /><strong>          เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนถูกเชิญไปเป็นวิทยากรในงานเปิดบู๊ธของสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม</strong> บริเวณลานแสดงสินค้าของศูนย์การค้าใหญ่ย่านบางกะปิ ในหัวข้อ<span style="color: #0000ff"><strong> ‘ชีวิต วิญญาณ และความตาย’</strong> </span>ร่วมกับคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี<br /><br /><strong>          </strong>หัวข้อเรื่องน่าสนใจ หากเวลากับสถานที่ไม่ค่อยอำนวย ทำให้เราไม่สามารถจาระไนเรื่องราว ศาสตร์แห่งความตายที่ลึกลับจนถูกบันทึกเป็นคัมภีร์มรณะ ขึ้นเป็นสมบัติโลกมากมายหลายเล่มได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์เท่าที่ควร<br /><br /><strong>          </strong>ความตายเป็นมรดกของมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งปวง มรดกที่มิอาจปฏิเสธ ความตายเป็นหน้าที่ของทุกคน หน้าที่ที่มิอาจละทิ้ง...หากเป็นมรดกเป็นหน้าที่ซึ่งทุกคนไม่มีทางทราบ<br /><br /><span style="color: #800080"><strong>          ว่าตายแล้ว...จะไปไหน?</strong></span><br /><br /><span style="color: #800080"><strong>          ตายแล้วจะเป็นอย่างไรในปรโลก?</strong></span><br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>ทมยันตีกล่าวด้วยอาการส่ายหน้า “แค่คัมภีร์ของทิเบตเรื่องเดียวครึ่งวันยังเล่าให้ฟังไม่หมด”<br /><br /><strong>          </strong>ครับ...ประสาอะไรกับเวลาที่กำหนดให้เราสองคนในวันนั้นแค่ชั่วโมงครึ่ง ผลคือ คนฟังก็เลยได้ยินได้ฟังเฉพาะประสบการณ์เรื่องราว<span style="color: #ff0000"><strong> ‘เฉียดตาย’</strong></span> ของทมยันตี กับประสบการณ์ทางจิตประเภทเคยเห็นวิญญาณมาตั้งแต่สมัยเธอเป็นเด็กอาศัยอยู่กับคุณยายแทน...แค่นั้นยังเกินเวลาไปหลายนาที<br /><br /><strong>          </strong>“โอ๊ย...แค่เรื่องพระราชพิธีงานพระศพ เจ้านายในสมัยโบราณก็สนุกอย่างสาหัสแล้ว” ทมยันตีท่านยังทิ้งท้ายให้คนฟังน้ำลายสอ<br /><br /><strong>          </strong>“ใครกล้าจองห้องประชุม วันหลังจะเล่าให้ฟัง”<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          </strong>เราคนเขียนก็สนใจอยู่หรอก แต่ต้องส่ายหน้าเพราะจำได้แม่นยำ...กับงานไหว้ครูปีก่อนโน้น ค่าเช่าหอประชุมมหิศรที่สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ โดนเข้าไปเป็นเงินแสนกว่าบาท บวกค่าอาหาร ค่าจัดงานใน 2 วันนั้นหลายแสน</span><br /><br /><strong>          </strong>สรุปคือ...เข็ดไปอีกนานขอรับ<br /><br /><br /><br /><strong>          ที่ร่ายยาวมาขนาดนี้ เพราะต้องการจะมาบอกกับท่านทั้งหลาย</strong> ใครเคยมีประสบการณ์เฉียดตาย หรือตายแล้วฟื้น ย่อมมั่นใจ...ว่าโลกหลังความตายมีจริง!<br /><br /><strong>          </strong>ยิ่งมีคนประเภทนี้มากเท่าใด ย่อมมีคนยืนยันสัจธรรมที่พระบรมศาสดาทรงตรัสสั่งสอนเอาไว้มากขึ้น พระองค์มิเพียงกำหนดหมายให้รู้ว่า หลังชีวิตปลิดปลงลง สัตว์ทั้งหลายจะมีทุคติภูมิ กับสุคติภูมิเป็นแดนเกิดเท่านั้น ยังทรงแนะนำวิธีและทางเดินเข้าสู่แดนพ้นทุกข์ คือแดนพระนิพพาน อันสูงสุดอีกด้วย<br /><br /><strong>          </strong>เคยย้ำมาแล้วหลายครั้งหลายครา ‘<span style="color: #000080"><strong>จะกลัวทำไมความตาย!’ เพราะกลัวหรือไม่กลัวก็ต้องตาย ปัญหาควรจะอยู่ที่...</strong></span>ถ้ารู้ว่าต้องตายอย่างแน่นอนและไม่มีใครหลบเลี่ยงความตายพ้นคือสัจจะความจริง <span style="color: #000080"><strong>เราเตรียมตัวที่จะตายอย่างไร เราเลือกเดินทางสู่ภพชาติอย่างไรต่างหาก</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          เลือกภพชาติได้ถ้าตราบใดยังมีลมหายใจ <span style="color: #000000">เพราะกรรมหรือการกระทำในปัจจุบันชาติจะกำหนดอนาคตชาติ</span> และความตายคือเส้นแบ่งแห่งปัจจุบันสู่อนาคตของภพชาติ</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>เราเคยถามตัวเองบ้างไหม ทำไมคนบางคนเกิดมามีพร้อมทุกอย่างทุกประการ...รูปสวย รวยทรัพย์ นับปัญญา ทว่าบางคนไฉนจึงยากแค้นมีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่ตลอดชีวิต<strong> เหตุเพราะมนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้มี 2 ประเภท คือ <span style="color: #ff0000">คนมีบุญมากกับคนมีบุญน้อย</span></strong> คนมีบุญมาก บุญจะหนุนส่งให้ชีวิตสุขสบาย ปรารถนาสิ่งใดจะสมความปรารถนาทั้งเงินทองลาภยศ ส่วนคนบุญน้อยหรือไม่มีบุญจะมีแต่ความทุกข์ยากลำบาก ปรารถนาอะไรก็ไม่ได้สมความปรารถนา ทำอะไรก็ขัดข้องไปหมด<br /><br /><strong>          </strong>โบราณจารย์ท่านจึงกล่าวไว้ชัดเจน <span style="color: #800000"><strong>บุคคลพึงสะสมบุญให้แก่ชีวิต ไม่ควรมีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท ควรหาโอกาสสั่งสมบุญกุศลด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา</strong></span><span style="color: #008000"><strong> ให้เป็นที่พึ่งแก่ชีวิตตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้าในสัมปรายภาพ จนกว่าจะสามารถเข้าสู่แดนแห่งบรมสุขอย่างแท้จริงในพระนิพพานเป็นที่สุด</strong></span><br /><br /><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          ทาน คือการบริจาคทรัพย์สิน</strong></span> ตั้งแต่การใส่บาตรหล่อเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ทายาทธรรมแห่งองค์พระชินสีห์ ช่วยสร้างซ่อมแซมเสนาสนะ รักษาสมบัติแห่งพระศาสนาเอาไว้ให้ยิ่งยืนนาน <strong><span style="color: #000080">ถือเป็นทานบารมี อธิษฐานบารมี บุญประเภทนี้จะขจัดความยากจนทั้งโลกนี้และโลกหน้า</span> เพราะ</strong><br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          1. เป็นนิพัทธกุศล</strong> </span>เพราะเป็นบุญกุศลที่เจริญแก่ผู้กระทำทุกวัน<br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>          2. เป็นอาจิณกรรมฝ่ายดี</strong></span> การกระทำอะไรบ่อย ๆ จะส่งผลเร็วได้ในปัจจุบัน และเป็นขุมทรัพย์ติดตามไปทุกภพทุกชาติ<br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          3. เป็นสังฆทาน ที่ไม่รู้จักหมด...</strong></span>มีอานิสงส์มากดังที่พระบรมศาสดาได้พรรณนาอานิสงส์แห่งสังฆทานเอาไว้ว่า การถวายปัจจัยอันสำคัญโดยกำหนดเป็นสังฆทานจะมีอานิสงส์มากกว่าการถวายเฉพาะพระตถาคตเจ้าเสียอีก<br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>          4. เป็นการทะนุบำรุงพระศาสนา</strong></span> รักษาไว้ซึ่งพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ได้ เพราะถ้าศาสนายังอยู่ พระสงฆ์บวชและศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย เมื่อพระสงฆ์ได้รับการบำรุงด้วยปัจจัยสี่คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช พระสงฆ์-สามเณรก็จะมีกำลังรักษาศาสนาให้ดำรงอยู่ได้<br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          5. เป็นการสร้างบารมีธรรม</strong> </span>เมื่อทำบุญหรือใส่บาตร<strong>พึงอธิษฐาน</strong> จะเป็นวันไหนเวลาใดก็ได้ ทั้งก่อนทำและหลังทำบุญ คือตั้งนโม 3 จบ แล้วตั้งอธิษฐานปรารถนา<span style="color: #008000"><strong>ขอให้บุญกุศลที่ทำ ได้สมบัติ 3 ประการ อันมี <span style="color: #993366">มนุษย์สมบัติ</span> สวรรค์สมบัติ <span style="color: #000080">พระนิพพานสมบัติ</span> ทั้งชาตินี้เละชาติหน้า</strong></span> ทำอย่างนั้นบ่อย ๆ ทำอย่างนี้ทุกวัน <strong>ได้ชื่อว่า...บำเพ็ญอธิษฐานบารมี</strong>ทุกวันจะเห็นผลเร็วครับ ถ้ายิ่งเราอธิษฐานว่าจะทำเป็นประจำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วทำได้ตามวาจา ถือว่าเป็นการบำเพ็ญสัจจะบารมีอีกด้วย และบารมีนี้จะทำให้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ โดยง่าย<br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>ศีลกับการเจริญภาวนา คือการนำพาชีวิตให้พ้นอบาย ศีลคือการกำกับใจ กำกับกาย ไม่ให้ล่วงละเมิดความปกติของมนุษย์อันประเสริฐด้วยการไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง อันเป็น ‘บาปกรรม’ ย่อมส่งผลให้ตนเกิดในสุคติภูมิ ดังคำกล่าวที่เป็น<span style="color: #ff0000"><strong>เทวธรรม คือธรรมของเทวดา</strong></span><strong> ที่ว่า ผู้มี หิริ โอตตัปปะ มีความละอาย มีความเกรงกลัวต่อบาป ย่อมมีสมบัติสวรรค์ คือที่หมายเป็นอย่างน้อย</strong><br /><br /><strong>          </strong>ท้ายสุดคือการเจริญภาวนา...<strong><span style="color: #003366">การเจริญภาวนาคือการทำสมาธิจิตนั่นเอง เป็นกุศลกรรมอันยิ่งยวดในบวรพุทธศาสนา เป็นการค้นหาปัญญามาชะล้างกิเลสตัณหาและอวิชชาสู่ความพ้นทุกข์ในแดนนิพพาน</span> อันเป็นนิพพานสมบัติดังกล่าวมาข้างต้น</strong><br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>ถึงตรงนี้อยากแนะนำท่านทั้งหลายอย่างง่าย ๆ แต่ชัดเจนยิ่ง ถือเป็นบุพกิจแห่งกรรมฐานเลยทีเดียว ก็คือ<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          1. ความเพียร</strong> <span style="color: #000000">ควรปรารภกับตนอยู่เสมอว่า <strong>คนมีปัญญา ยืนหยัดมั่น...ฉวยศาสตราอันคม ลับด้วยหินอย่างมีความเพียรพยายาม ย่อมถางความรกชัฏได้ไม่ยาก</strong> จะทำให้ไม่ย่อหย่อนในการปฏิบัติ</span></span><br /><br /><strong><span style="color: #ff0000">          2. ตัดปลิโพธิ</span>...ตัดความกังวล เรื่องที่อยู่ ตระกูล ลาภ หมู่คณะ การงาน ญาติ การต้องการฤทธิ์ต่าง ๆ</strong> ย่อมทำให้จิตนิ่งแน่วแน่รวดเร็ว ในการเจริญภาวนา<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          3. สัปปายะ</strong> </span>การเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดีเหมาะกับจริตนิสัย ในการปฏิบัติภาวนา<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          4. ศึกษาและเข้าใจในหลักการปฏิบัติ</strong> </span>ข้อนี้อาจถามครูบาอาจารย์ที่ตนเชื่อมั่นเคารพ หากจะขอกล่าวสรุปโดยง่ายอย่างนี้ครับ<span style="color: #ff00ff"><strong> สมาธิคือความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวของจิต</strong> </span><strong>มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ มีการขจัดความฟุ้งซ่านเป็นนิตย์ มีความสงบใจเป็นปัจจุบันฐาน หรือปัจจุปัฏฐาน ท้ายสุดที่ควรรู้ก็คือสมาธิมีกาม...อกุศลเป็นเครื่องเศร้าหมอง และปัญญาเป็นเครื่องผ่องแผ้วของสมาธิ</strong><br /><br /><span style="color: #800000"><strong>          สมาธิมีอานิสงส์ดังนี้</strong></span><br /><br /><strong>          1. ทิฐธรรมสุข ได้ความสุขในปัจจุบัน</strong><br /><br /><strong>          2. วิปัสสนาเกิดขึ้น</strong><br /><br /><strong>          3. อภิญญาเกิดขึ้น</strong><br /><br /><strong>          4. ได้ภพอันวิเศษ</strong><br /><br /><strong>          5. เข้านิโรธสมาบัติได้</strong><br /><br /><br /><br /><span style="color: #003366"><strong>          ที่กล่าวมาทั้งหมดคือการยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านโดยไม่ประมาท ดังพุทธดำรัสที่มีหลักฐานชัดในมหาปรินิพพานสูตรครับ</strong></span> <br /><span style="color: #ff0000"><strong>          โอมศานติ</strong></span>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การเจริญกายคตาสติและอานิสงส์ by จิตตภาวนา</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 03:50:41 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การเจริญกายคตาสติ
และอานิสงส์
          บูรพาจารย์ด้านกรรมฐานต่างรู้ว่า วิธีการเจริญกรรมฐานอันเป็นสัมมาสมาธิในพุทธศาสนา มีมากมายหลายประการถึง 40 วิธี หากครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐานในอดีตและป...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #800080"><span style="font-size: 24pt"><strong>การเจริญกายคตาสติ</strong></span></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #800080"><span style="font-size: 24pt"><strong>และอานิสงส์</strong></span></span></p>
<p><br /><br /><br /><br /><strong>          บูรพาจารย์ด้านกรรมฐานต่างรู้ว่า วิธีการเจริญกรรมฐานอันเป็นสัมมาสมาธิในพุทธศาสนา มีมากมายหลายประการถึง 40 วิธี</strong> หากครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐานในอดีตและปัจจุบัน มักจะใช้หลักการ<span style="color: #ff00ff"><strong>พิจารณากายคตา</strong></span> เป็นเครื่องถอดถอนชำระกิเลส แม้แต่ในมูลบทกรรมฐานที่พระอุปัชฌาย์ให้อนุศาสน์แก่กุลบุตรผู้บวชใหม่ในบวรพุทธศาสนา ท่านยังพากล่าววิธีพิจารณาอาการแห่งกาย เป็นอนุโลม-ปฏิโลม ดังนี้<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          ...เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ...</strong></span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          ตะโจ ทันตา นขา โลมา เกสา...</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>มูลกรรมฐานทั้งห้าประกอบด้วย <span style="color: #800000">ผม ขนเล็บ ฟัน หนัง...<strong>เหตุที่ท่านให้พิจารณาอาการทั้งห้าก่อน ก็เพราะเป็นอาการภายนอกที่เห็นได้ชัดและง่ายต่อการจดจำ</strong></span><br /><br /><strong>          </strong>ทำไมต้องพิจารณากาย? คำตอบคือ<span style="color: #008000"><strong> กายเป็นที่ตั้งของชีวิต เป็นเรือนแห่งการเวียนว่ายตายเกิดด้วยอุปาทานความหลงผิดจนจิตยึดติดเป็นตัวกูของกู</strong> </span>ฉะนั้นครูบาอาจารย์ท่านจึงให้พิจารณาจนเห็นความจริงแท้แห่งกายดังการอรรถาธิบายความถึง<span style="color: #800080"><strong>กายคตาสติว่า...เป็นกรรมฐานสำหรับชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยมานึกถึงกาย คือที่ประชุมแห่งความน่าเกลียดแห่งอาการสามสิบสอง พิจารณาให้เห็นความจริงว่าทั้งหมดคืออาการแห่งสิ่งปฏิกูล จนเกิดความเบื่อหน่ายคลายยึดติดโดยปัญญา</strong></span><br /><br /><strong>          เมื่อจิตมีปัญญา ไม่ยึดกายปล่อยวางธาตุที่ประชุมกันเป็นตัวตน...ความไม่เกิดเพื่อเวียนภพเวียนชาติจะตามมาในไม่ช้า ก็เมื่อไม่ติดไม่ยึดในกาย จิตจะเอาอะไรมาเกิดในภพได้</strong><br /><br /><strong>          </strong>ในหนังสือ <span style="color: #ff0000"><strong>ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล</strong></span> ของวัดดอนธาตุ พรรณนาวิธีการเจริญกายคตาไว้ชัดเจนยิ่ง จึงขอนำมาเสนอเพื่อประโยชน์แห่งพุทธศาสนิกชนในครั้งนี้<br /><br /><strong>          </strong>ก่อนอื่นเมื่อจะเจริญกายคตาสติ ให้เจริญโดยนัยที่มาในบทบาลี ดังนี้ว่า...<br /><br /><strong><span style="color: #333399">          อะยังโข เม กาโย, </span>อุทธัง ปาทะตะลา, <span style="color: #333399">อะโธเกสะมัตถะกา,</span> ตะจะปะริยันโต, ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน, <span style="color: #333399">อัตถิ อิมัสมิง กาเย,</span> เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ, มังสัง นะหารู <span style="color: #333399">อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง</span>, หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปฝาสัง, อันตัง <span style="color: #333399">อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง</span>, ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท, อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตัง <span style="color: #333399">อะยังโข เม กาโย</span> อุทธัง ปาทะตะลา, อะโธ เกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันโต, ปูโร นานัปปะการัสสะ, อะสุจิโนติ</strong><br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>การท่องบาลี ควรจำกายคตานี้โดยให้รู้และเข้าใจเนื้อความดังนี้ว่า...<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          อะยังโข เม กาโย...</strong>กายของเรานี้แล </span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          อุทธัง ปาทะตะลา</strong> เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นมา</span> <br /><br /><strong>          อะโธ เกสะมัตถะกา</strong> เบื้องต่ำนับแต่ปลายผมลงไป <br /><br /><strong>          ตะจะปะริยันโต</strong> มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ <br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน</strong> เต็มไปด้วยของโสโครกไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          อัตถิ อิมัสมิง กาเย</strong> มีอยู่ในกายนี้ เป็นที่ประชุมของน่าเกลียด</span><br /><br /><strong>          เกสา</strong> ผมทั้งหลายที่อยู่ตามหนังศีรษะ ดำบ้าง ขาวบ้าง<br /><br /><strong>          โลมา</strong> ขนทั้งหลายที่งอกอยู่ตามรูขุมขนทั่วกาย เว้นไว้แต่ฝ่ามือและฝ่าเท้า<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          นะขา</strong> เล็บทั้งหลายที่งอกอยู่ตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า มีวรรณะขาว</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          ทันตา</strong> ฟันทั้งหลายที่งอกอยู่ตามกระดูกคางข้างบน-ข้างล่าง สำหรับบดเคี้ยวอาหาร ชุ่มอยู่ด้วยน้ำลายเป็นนิตย์</span><br /><br /><strong>          ตะโจ</strong> หนังที่หุ้มอยู่รอบกาย <br /><br /><strong>          มังสัง</strong> เนื้อภายในมีวรรณะอันแดงชุ่มไปด้วยโลหิต<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          นะหารู</strong> เอ็นทั้งหลาย ที่รึงรัดรวบโครงกระดูกไว้ มีวรรณะออกขาว</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          อัฏฐิ</strong> กระดูกทั้งหลาย ที่เป็นร่างโครงแข็งค้ำอยู่ในกาย มีวรรณะขาว</span><br /><br /><strong>          อัฏฐิมิญชัง</strong> เยื่อในกระดูก มีวรรณะขาวเหมือนยอดหวายที่เผาอ่อน ๆ แล้วใส่ในกระบอกไม้ เยื่อในกระดูกสมองศีรษะเป็นยวงขาวเหมือนเยื่อในหอยจุ๊บแจงหรือนุ่นคลุกกะทิ<br /><br /><strong>          วักกัง</strong> ม้าม คือก้อนเนื้อ มีสีแดงคล้ำ 2 ก้อน มีขั้วอันเดียวเหมือนผลมะม่วง 2 ผล มีขั้วเดียวกัน อยู่ข้างซ้ายเคียงกับหัวใจ<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          หะทะยัง</strong> หัวใจ มีสัณฐานคล้ายดอกบัวตูม ตั้งอยู่ท่ามกลางอกค่อนไปข้างซ้าย</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          ยะกะนัง</strong> ตับ คือแผ่นเนื้อ 2 แผ่น มีสีแดงคล้ำ ตั้งอยู่ด้านขวาของหัวใจ</span><br /><br /><strong>          กิโลมะกัง</strong> พังผืด มีวรรณะอันขาวเป็นแผ่นบางเหนี่ยวหนังกับเนื้อ เหนี่ยวเอ็นกับเนื้อและกระดูกกับเนื้อไว้บ้าง<br /><br /><strong>          ปิหะกัง</strong> ไต เป็นชิ้นเนื้อดำคล้ำเหมือนลิ้นโคดำ อยู่ข้างชายโครง<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          ปัปผาสัง</strong> ปอด เป็นแผ่นเนื้อมีวรรณะแดงคล้ำ ๆ ชายเป็นแฉก ปกเหนือหัวใจและม้ามอยู่ท่ามกลางอก</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          อันตัง</strong> ไส้ใหญ่ ปลายหนึ่งอยู่ทวาร ทบไปทบมา มีวรรณะขาวชุ่มด้วยโลหิตในท้อง เหมือนงูขาวที่เขาตัดศีรษะแล้วแช่ในรางเลือดฉะนั้น</span><br /><br /><strong>          อันตะคุณัง</strong> สายติดเหนี่ยวไส้ใหญ่ มีวรรณะอันขาว<br /><strong>          </strong><br /><strong>          อุทะริยัง</strong> อาหารนอนท้อง หรืออาหารในกระเพาะอาหาร เช่นอาหารที่กลืนเข้าไปแล้วอาเจียนออกมา<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          กะรีสัง</strong> อาหารเก่าที่กินค้างกลายเป็นคูถไม่ต่างจากอุจจาระที่ถ่ายออกมาฉะนั้น</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          เสมหัง</strong> น้ำเสลด มีวรรณะขาวคล้ำ ๆ เป็นมวก ๆ ติดอยู่กับพื้นหลอดไส้ด้านใน</span><br /><br /><strong>          ปิตตัง</strong> น้ำดี สีเขียวคล้ำที่เป็นฝักตั้งอยู่ท่ามกลางอก อยู่เฉพาะที่ไม่ซึมซาบทั่วกาย<br /><br /><strong>          ปุพโพ</strong> น้ำเลือดน้ำหนอง ย่อมตั้งอยู่ในสรีระที่มีบาดแผล<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          โลหิตัง</strong> น้ำเลือด วรรณะสีแดงสด มีขังอยู่ตามขุมในกายและซึมซาบอยู่ทั่วร่างกาย</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          เสโท</strong> น้ำเหงื่อ ที่ซ่านออกตามขุมขนในกาลร้อน</span><br /><br /><strong>          เมโท</strong> น้ำมันข้น หรือไขมัน มีสีเหลืองติดอยู่กับหนังต่อเนื้อ<br /><br /><strong>          อัสสุ</strong> น้ำตาที่ไหลออกจากตาเมื่อกาลทุกข์โทมนัส<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          มาถึง</strong> วะสา น้ำมันเหลวเป็นเปลวอยู่ในพุง เหมือนเปลวสุกร</span><br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          เขโฬ</strong> น้ำลาย มีทั้งใสและข้น</span><br /><br /><strong>          สิงฆาณิกา</strong> น้ำมูก มีอาการเหลวบ้าง ข้นบ้าง เป็นยวงออกจากนาสิก<br /><br /><strong>          ละสิกา</strong> น้ำไขข้อ ติดอยู่ตามข้อต่อของกระดูก<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          มุตตัง</strong> น้ำปัสสาวะ เกรอะออกจากรากและคูถมาไว้ในถุงบริเวณหัวเหน่า</span><br /><br /><br /><br /><strong>          </strong>เมื่อจดจำได้แล้ว ให้กำหนดจิตนึกพิจารณาอาการทั้ง 32 ดังกล่าวในเหล่านั้นให้เป็นของปฏิกูล น่าเกลียดทุกส่วน ถ้ายังไม่เห็นเป็นปฏิกูลลงได้ ยังกำหนัดยินดีในกายของตัวนี้ ก็ให้ถามตัวเองว่า สิ่งใดเป็นของหอมหรือดีของงามทำให้มาหลงกำหนัดยินดีรักใคร่กายนี้อยู่ ความจริงล้วนเป็นเครื่องปฏิกูล...น่ารังเกียจทั้งนั้นมิใช่หรือ<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>          </strong>ถ้าพิจารณาไม่ชัด...ยังไม่เห็นเป็นสิ่งปฏิกูลลงได้ทุกส่วน ก็ควรน้อมในที่จะปรากฏชัด คือ น้ำมูตรคูถหรือเสมหะ น้ำเลือดน้ำหนอง ผมเล็บ ที่เหมือนผักหญ้าดูดน้ำเลือดน้ำหนองไปหล่อเลี้ยง หรือยกข้าวของผ้าผ่อนที่ขาวบริสุทธิ์สะอาด ถ้าแปดเปื้อนน้ำเลือด หนอง มูตรคูถ แล้วก็จะเป็นของปฏิกูลน่ารังเกียจฉันใด...ผม ขนเล็บ หนัง...จะสำคัญว่างามก็แปดเปื้อนอยู่ด้วยมูตรคูถเลือดหนองก็เป็นของปฏิกูลฉันนั้น</span><br /><br /><strong>          </strong>เล็บหรือฟัน...ถ้าไม่ทำความสะอาดไม่กี่วัน จะเกิดความน่ารังเกียจหรือไม่ ผมถ้าไม่สระทิ้งไว้สักอาทิตย์สองอาทิตย์จะเป็นเยี่ยงไร จะเหม็นสาบสางแค่ไหน...ควรพิจารณาอย่างนี้เนือง ๆ ในที่สุดจะเกิดปัญญาธรรม มองเห็นความจริง...ท้ายสุดคือความหน่ายและถ่ายถอนจากอุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นในกาย<br /><br /><br /><br /><strong>          อานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ</strong><br /><br /><strong>          </strong>ผู้เจริญกายคตาสติ ชื่อว่าดื่มกินรสคือ <span style="color: #ff00ff"><strong>นฤพาน</strong> </span>เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า <strong>อะมะตันเตสัง ภิกขเว แน่ะ ภิกษุทั้งหลาย ใครเจริญกายคตาสติ ผู้นั้นได้ชื่อว่าดื่มกินรสคือพระนฤพาน เป็นธรรมอันไม่ตายแล้ว<span style="color: #ff0000"> เพราะว่าพระนฤพานคือธรรมดับราคะ โทสะ โมหะ ก็ที่เจริญกายคตานี้</span></strong><br /><br /><strong>          </strong>เหตุนั้น เมื่อปรารถนาจะรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ ใคร่ดื่มรสพระนฤพานแล้ว พึงเจริญสติกรรมฐานด้วยกายคตา เมื่อเจริญให้เกิดปฏิกูลขึ้นในใจ ครั้นเกิดแล้วให้รักษาปฏิกูลสัญญานั้นไว้ เมื่อเพียรไปจะเป็นอุบายชำระใจให้บริสุทธิ์ <span style="color: #ff0000"><strong>เป็นกุศลอันวิเศษนำพาสู่ความพ้นทุกข์ได้ในไม่ช้า อย่างแน่นอน</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/">จิตตภาวนา</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		