<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									ธรรมะฝึกจิต - dhamma5minutes.com ฟอรัม				            </title>
            <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
            <description>dhamma5minutes.com กระดานสนทนา</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 21:08:46 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>กรรม by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
                        <pubDate>Mon, 02 Mar 2026 06:18:18 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[กรรม...
&nbsp;
         ศาสนาพุทธนอกจากจะสอนเราให้รู้จักการทำจิตให้เบิกบานแจ่มใส ครองตนอยู่ในสติ มีศีล ทาน ภาวนา และศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว...ชาวพุทธส่วนใหญ่จะให้รู้กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมเป็นก...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #800080"><strong><span style="font-size: 24pt">กรรม...</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><br /><br /><br />         <strong>ศาสนาพุทธนอกจากจะสอนเราให้รู้จักการทำจิตให้เบิกบานแจ่มใส ครองตนอยู่ในสติ มีศีล ทาน ภาวนา และศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว...ชาวพุทธส่วนใหญ่จะให้รู้กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมเป็นกฎหมายแท้จริงของจักรวาล ที่ส่งผลต่อมนุษยชาติและสัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกัน</strong><br /><br />       <span style="color: #ff0000">  กรรม</span> ที่มาจากคำบาลีว่า <span style="color: #ff0000"><strong>‘กัมมะ’</strong></span> เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในพุทธศาสนา จำได้ว่าเคยเขียนมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยการแยกแยะแบ่งหมวดหมู่ตามความหนักเบาแห่งกรรมไว้ หากในวันนี้จะแสดงโดยย่อ ให้แยกหมวดแห่งกรรมง่ายต่อความเข้าใจยิ่งขึ้น<br /><br />         ในพุทธประวัติปรากฏว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้ตรัสรู้ ยังทรงเป็นโพธิสัตว์อยู่ ได้เสด็จออกแสวงหาทางหลุดพ้นที่เรียกว่า ‘โมกขธรรม’ เมื่อได้ทรงพบทางปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ก็ได้ทรงปฏิบัติในทางนั้นจนถึงคืนที่ทรงตรัสรู้<br /><br />         ในยามต้นแห่งราตรีนั้น <span style="color: #0000ff">ทรงได้บุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณนี้คือพระปรีชาหยั่งรู้ถึงขันธ์ที่เป็นที่อยู่อาศัยในปางก่อน เรียกง่าย ๆ ว่าทรงระลึกชาติได้</span><br /><br />         ในยามที่สอง ทรงได้จุตูปปาตญาณ พระปรีชาหยั่งรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์ (บาลี-สัตตะ) ทั้งหลาย คือการตาย และการเกิดของสัตว์ทั้งหลายในชาตินั้น ๆ ว่าเป็นไปตาม ‘กรรม’ กระทำชั่วไว้ก็เข้าถึงชาติชั่วมีทุกข์เป็นผล กระทำความดีไว้ก็เข้าถึงชาติดีที่เสวยสุข<br /><br />         ในยามที่สาม จึงทรงได้อาสวักขยญาณ พระปรีชาหยั่งรู้วิธีกำจัดอาสวะ คือ กิเลส (ความเศร้าหมอง...ความไม่ดี) ที่นอนจมหมักหมมอยู่ในจิตในสันดาน ได้สำเร็จเป็น <span style="color: #ff0000">‘พุทธะ’</span> คือพระผู้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า<br /><br />กิเลสทั้งหลาย...ล้วนก่อให้มนุษย์ทำกรรม กรรมเป็นคำกลาง แปลตรง ๆ ว่า ‘การงานที่บุคคลกระทำทางกาย วาจา ใจ...’</p>
<p style="text-align: center"><br /><br /><span style="color: #000080">กรรมแบ่งออกได้เป็นสาม...คือ</span><br /><br /><span style="color: #000080"><span style="color: #800080"><strong>กุศลกรรม</strong></span> เป็น กรรมในส่วนดี</span><br /><br /><span style="color: #000080"><span style="color: #008000"><strong>อกุศลกรรม</strong></span> เป็น กรรมในส่วนชั่ว</span><br /><br /><span style="color: #000080"><span style="color: #0000ff"><strong>อัพยากตกรรม</strong></span> เป็นกรรมที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศล</span></p>
<p><br /><br />          คราวนี้มาดูกรรมทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ชัดเจนเกี่ยวกับกรรมอันเป็นกุศลเป็นเช่นไร กรรมอันเป็นอกุศลเป็นอย่างไร และอย่างไรเป็นกรรมที่ไม่เป็นอกุศลหรือกุศล...<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          กรรมที่เป็นอกุศล</strong></span>...<br /><br />     <span style="color: #0000ff">      ทางกาย</span> เช่น ฆ่าหรือทรมานสัตว์ ลักทรัพย์ คดโกง ประพฤติผิดในกาม<br /><br />           ทางวาจา เช่น พูดปด พูดส่อเสียด นินทาว่าร้ายคนอื่น พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ... ฯลฯ<br /><br />         <span style="color: #0000ff">  ทางใจ</span> โลภ เพ่งเล็งทรัพย์ของคนอื่น ความพยาบาท อาฆาตคิดปองร้าย เห็นผิดเป็นชอบ ผิดทำนองคลองธรรม ฯลฯ<br /><br />           <span style="color: #ff0000"><strong>กรรมที่เป็นกุศล.</strong></span>..<br /><br />             การละเว้นจากอกุศลกรรมต่าง ๆ ปฏิบัติไปในทางสุจริต มีความเมตตา กรุณา มุทิตา มีทาน มีศีล ฯลฯ<br /><br />          <span style="color: #ff0000"><strong> อัพยากตกรรม</strong></span><br /><br />กรรมที่เป็นอาชีพไม่เบียดเบียนสัตว์ เช่น กสิกรรม พาณิชยกรรม ที่เกี่ยวกับความรื่นเริง การเดิน ยืน นั่ง นอน กิน ดื่ม ถ่าย นิ่งเฉย เหล่านี้เป็นกรรมที่ไม่จัดอยู่ในกุศล หรืออกุศล<br /><br />คนเรานั้นได้ทำกรรมต่าง ๆ ในสามหมวดนี้ซับซ้อนกันอยู่มากมาย ทั้งในอดีตชาติและชาติปัจจุบัน ฉะนั้นบางท่าน แม้เกิดมาชาตินี้แล้วได้กระทำความดีไว้มาก แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับผลแห่งกรรมดีของตนเลย จนบางครั้งท้อแท้จนไม่อยากเชื่อว่าผลของกรรมมีจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะผลกรรมเก่าอันเป็น <span style="color: #0000ff"><strong>‘อกุศล’</strong></span> ได้ส่งผลอยู่ และขวางกรรมดีใหม่ไว้ไม่ให้ส่งผลโดยเร็ว<br /><br />            <strong>แต่ในที่สุดในวันหนึ่งข้างหน้า กรรมดีที่กระทำก็จะตามมาส่งผลอย่างแน่นอน!</strong><br /><br />            ที่เขียนตรงนี้ ก็เพราะมากมายของจดหมายที่เขียนตัดพ้อเข้ามากล่าวด้วยความท้อแท้ว่า ตนพยายามทำแต่ความดี แต่ทำไมไม่เคยได้รับผลเลย ทำไมคนที่ทำแต่กรรมไม่ดี จึงอยู่เย็นเป็นสุขอยู่เท่าทุกวันนี้...<br /><br />            ประการหลังขอตอบสั้น ๆ ‘เป็นเพราะกรรมดี หรือกุศลกรรมของเขากำลังส่งผล’ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงภาวะความเป็นไปแห่งสัตว์โลกไว้ว่า...<br /><br />            <span style="color: #000080"><strong>มนุษย์มีบ้างมาสว่าง...ไปสว่าง</strong> มีบ้างมาสว่าง...ไปมืด <strong>มีบ้างมามืด...ไปมืด</strong></span> มีบ้างมามืด...ไปสว่าง<br /><br />        ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกรรมของตนที่กระทำไว้โดยแท้!<br /><br />            ดังพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร (สุวัฑฒโน) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศาสนโสภณ วัดบวรนิเวศวิหาร เกี่ยวกับเรื่องการประกอบกรรมดังนี้...<br /><br />           <span style="color: #000080"><strong> “กุศลกรรมที่ประกอบในชาตินี้ ถ้ากรรมเก่าซึ่งเป็นอกุศลกรรมยังส่งผลหรือมีกำลังแรงกว่าก็ต้านอกุศลกรรมได้ยาก</strong></span> ไม่ต้องมองดูให้ไกลออกไป แต่มองดูกุศล อกุศลกรรมในจิตใจ บัดนี้เช่น บุคคลหนึ่งมีเจตนาแน่วแน่ในการประกอบกุศลกรรม เพื่อประโยชน์สุขสำหรับส่วนรวม ขณะเดียวกันก็มีบุคคลอีกคนหนึ่งหรือหลายคนมีจิตใจริษยาเสียแล้ว ทั้งที่มีจิตอยากทำดีเหมือนกัน แต่อยากทำดีเพื่อให้ดีแต่ตนผู้เดียว ตัวอย่างนี้เห็นได้ว่า ความอิจฉาริษยายังมีอำนาจแรงอยู่หรือแรงกว่า ทั้ง ๆ ที่วัตถุประสงค์ทางด้านกุศลกรรมก็มีอยู่ตรงกัน<br /><br />            ไม่ต้องกล่าวถึงบุคคลที่ปราศจากกุศลจิตที่จะทำดี นอกจากความริษยาเท่านั้นเป็นผู้ทำลายโลกโดยแท้ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้มีกุศลกรรมให้มากขึ้น เช่น ถ้าเป็นคนริษยาคนอื่น ก็ต้องหัดมีมุทิตาจิต คือ หัดใจ ตั้งใจทำความยินดีในกุศลกรรม ในความสุข ความเจริญของผู้อื่นเสมอ เมื่อกุศลกรรมฝ่ายมุทิตาจิตนี้เจริญมากขึ้น อกุศลกรรมฝ่ายริษยาจะลดลง เบาบางลงจนหายไปได้ จะทำให้เกิดความส่งเสริมทุกคนประกอบกุศลกรรมให้ผลสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น<br /><br />            <strong>เราทุกคนมีกรรมดีกรรมชั่วติดตัวมาตั้งแต่อดีตชาติ ผลกรรมเหล่านั้น ก็ทำให้เราเกิดในครอบครัวต่าง ๆ ยากจนร่ำรวย ดี ชั่ว โง่ ฉลาด สวย หรือไม่สวย</strong> ความพิการทางร่างกายและจิตใจก็เป็นผลของกรรมเช่นกัน เพราะไม่มีใครอยากเกิดมาพิการ หูหนวก ตาบอด หรือปัญญาอ่อน เป็นต้น<br /><br />เมื่อเราเข้าใจและเชื่อในพระพุทธเจ้าว่าที่เราเป็นอย่างนี้ ดีบ้างไม่ดีบ้างก็เพราะกรรมที่เราได้ทำมา ก็ควรพยายามทำกรรมดีเพื่อความสุข ความเจริญ ไว้ให้มากเพื่อภายหน้า...<br /><br />            <span style="color: #0000ff">“คนทำความดีกรรมดีอย่างหนักและบ่อย ๆ กรรมดีนี้อาจชนะความชั่วกรรมชั่วที่เบาบาง ที่ทำไว้ในอดีตได้”</span><br /><br />      ครับ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร ที่ผู้เขียนอัญเชิญลงในคอลัมน์นี้ คงให้ความกระจ่างต่อท่านทั้งหลายได้เป็นอย่างดี...<br /><br />   <strong>      เชื่อ กรรม ผลของกรรมเป็นหัวใจหนึ่งของพุทธศาสนา</strong><br /><br />         <span style="color: #800000">เชื่อเรื่องกรรม จึงทำให้งดเว้นอกุศลกรรม</span><br /><br /><span style="color: #800000">     อกุศลเบาบาง...โลกจะสงบสุขมากขึ้น เพราะการเบียดเบียนน้อยลง</span><br /><br />        เรื่องของกรรมนั้น <span style="color: #800000">ที่สำคัญที่สุดคือ ‘มโนกรรม’ กรรมทางใจ</span> ฉะนั้นเราควรฝึกตนให้มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เอาไว้ให้มาก ไม่ให้จิตคิดริษยา ไม่เบียดเบียน ไม่นินทา ไม่พยาบาท ถ้าฝึกใจได้ การกระทำทางกายและวาจาก็จะลดน้อยลงจนหมดไปในที่สุด...<br /><br />        เพราะจิตใจเมื่อสะอาดแล้ว นั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง!<br /><br />        <span style="color: #0000ff"><strong>ศาสนาพุทธสอนให้เรารู้จักฝึกจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส... </strong></span><br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>จิตผ่องใส...ไม่ตกอยู่ในอำนาจของตัณหา-อวิชชา จึงเรียกว่า ‘พุทธะ’</strong></span><br /><br />       <span style="color: #008000"><strong>‘พุทธะ…’ คือ...ผู้ตื่นแล้ว รู้แล้ว...เบิกบานแล้ว...</strong></span><br /><br />       <span style="color: #0000ff"><strong>พุทธะ...พุทเธ...พุทโธ จึงเป็นสิ่งสูงสุดที่เราควรปรารถนา...</strong></span><br /><br /><span style="color: #0000ff"><strong>สาธุ!</strong></span><br /><br /></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>เริ่มละลดสู่ปลดวาง คือพุทธแท้ by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9e/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 10:09:48 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[เริ่มละลดสู่ปลดวาง
คือพุทธแท้
&nbsp;
       ขณะลงมือเขียนต้นฉบับอยู่นี้ อีกวันสองวันก็ถึง ‘วันวิสาขบูชา’ วันที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์พระบรมศาสด...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><strong><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><span style="font-size: 24pt">เริ่มละลดสู่ปลดวาง</span></span></strong></p>
<p style="text-align: center"><br /><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">คือพุทธแท้</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><br /><br /><br />    <strong>   ขณะลงมือเขียนต้นฉบับอยู่นี้ อีกวันสองวันก็ถึง ‘วันวิสาขบูชา</strong>’ วันที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์พระบรมศาสดา และถือเป็น...วันแห่งความรักด้วย<br /><br /><strong>ปีนี้เหมือนเช่นเคย เราจะเดินทางขึ้นปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงคราม</strong> อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ทว่าครั้งนี้แผกไปจากทุกครา ด้วยชาวคณะเรียกร้องให้จัดอบรมปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวดจริงจัง ซึ่งผู้เขียนมิได้ขัดข้อง เพราะเห็นว่างานก่อสร้างเสนาสนะทั้งหลายในวัดได้เบาบางลงแล้ว ฉะนั้นจึงมีข้อแม้เดียว<br /><br />...ขอให้ผู้ที่เข้าร่วมรู้ล่วงหน้าและเป็นผู้ที่ตั้งมั่นในการเดินทางเพื่อปฏิบัติอย่างแท้จริงเท่านั้น!<br /><br />เหตุเพราะในอดีต การจัดทริปเดินทางไปปฏิบัติธรรมแต่ละครั้งเป็นการเปิดกว้างสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยมุ่งเน้นไปในการช่วยหาศรัทธาเพื่อสร้างวัดเป็นหลัก ฉะนั้นจึงยากต่อการจัดการปฏิบัติธรรมที่เข้มข้นจริงจัง เพราะต้องคำนึงถึงความไม่พร้อมของเด็กและคนที่สูงวัยมาก ๆ<br /><br />หลังจากได้รับคำยืนยันจากชาวคณะแน่นอนถึงการเดินทางไปปฏิบัติธรรมในวันวิสาขบูชาที่วัดป่าชนะสงครามแน่ชัด งานนี้เราจึงแจ้งเตือนคุณชูศรี วโรภาษ ไปด้วยกฎเกณฑ์หลายประการ<br /><br /><span style="color: #3366ff">เหตุเพราะการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา มุ่งเน้นไปในเรื่องการสร้าง</span> ‘<span style="color: #ff0000"><strong>สติ’</strong></span> เพื่อความ ‘<span style="color: #800000"><strong>สงบ’</strong></span> ในชีวิตจิตใจ <span style="color: #339966"><strong>และสิ่งที่เอื้อต่อการสร้างสติคือการระวังรักษากายวาจาและใจ</strong></span><br /><br />ประการแรกคือการปิดวาจา หมายถึงการไม่พูดคุยระหว่างหมู่คณะตลอดเวลาปฏิบัติโดยไม่จำเป็น<br /><br /><span style="color: #3366ff">ประการที่สอง เรื่องอาหารการกิน ต้องเป็นไปตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการปฏิบัติตนตามเวลานัดหมายที่วางไว้อย่างแท้จริง</span><br /><br />ประการที่สาม ต้องมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครช่วยควบคุมดูแลกฎเกณฑ์และอธิบายความข้องใจต่าง ๆ ของชาวคณะที่มาปฏิบัติแทนอาจารย์จำนวนหนึ่ง เพราะในอดีตที่ผ่านมาอาจารย์คนเดียวยากจะดูแลผู้คนจำนวนมากได้อย่างทั่วถึง<br /><br />ต้องขอเรียนตรงนี้ว่า การเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดดังกล่าว คือการหาที่สงบ หาที่เหมาะควรอันเป็น <span style="color: #ff0000"><strong>‘สัปปายะ’</strong></span> สำหรับการบำเพ็ญ หากเวลาสั้นๆ นั้นยากจะขัดเกลาจิตใจให้ละวางหรือก้าวสู่ความสงบโดยง่าย<span style="color: #3366ff"> ถ้าเมื่อกลับมาแล้วไม่มุ่งมั่นดำเนินการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นอกเสียจากการมุ่งหน้าไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างเหตุปัจจัย สร้างอุปนิสัยเอาไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตต่อไปในทุกวันอย่างไม่หยุดยั้งจึงจะเห็นผล</span><br /><br />วันนี้จึงขออธิบายหลักการปฏิบัติโดยง่ายสำหรับท่านผู้สนใจและไม่มีโอกาสไปฟังการอบรมครั้งนี้เพื่อประโยชน์ดังนี้ครับ<br /><br /><br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>การภาวนาขณะปฏิบัติสมาธิด้วยองค์บริกรรม จะด้วยพุทโธ ๆ ๆ ๆ</strong> หรือสัมมาอรหัง ฯลฯ ก็ตาม</span> ก็เพื่อฝึกจิตให้สงบโดยใช้สติเข้าไปจับไปกำหนดรู้ตาม <span style="color: #800000">ถ้าไม่เอาสติเข้าไปกำหนดรู้อยู่ที่รู้ จิตจะสงบไม่ได้ จิตจะแส่ส่ายวุ่นวายคิดไปทางโน้นทางนี้ เมื่อสติเข้าไปจับไปประคองเรื่อย ๆ จนมีกำลังมากขึ้น จิตจะไม่คิดไปทางอื่น ดังคำกล่าวที่ว่า...</span><br /><br /><span style="color: #800000"><strong>‘สติ เตสัง นิวารณัง</strong></span>’ สติจึงเสมือนทำนบกั้นน้ำ ถ้าทำนบกั้นน้ำแข็งแรง น้ำที่เป็นเหมือนกิเลสการปรุงแต่ง ต่อให้น้ำไหลมาแรงเท่าใดทำนบก็ไม่พัง!<br /><br />ฉะนั้นถ้าคนเราฝึกใจฝึกสติให้มั่นคงดำรงสู่ความสงบด้วยดีแล้ว ปัญญาก็จะเกิด ปัญญาในการมองเห็นความจริงตรงหน้า เห็นธาตุสี่ขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ทำให้กิเลสตัณหาความยึดมั่นถือมั่นเบาบางลงโดยลำดับ<br /><br /><span style="color: #800000">ธรรมดาของการปฏิบัติภาวนา...เมื่อเผลอสติ จิตก็จะแส่ส่ายไปโน่นนี่...เมื่อรู้ว่าสติไม่อยู่แล้วก็ตั้งสติกำหนดรู้ขึ้นใหม่ กำหนดรู้ในที่รู้ตามเดิม ทำอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ สติก็จะกล้าขึ้น ๆ เป็นลำดับ</span><br /><br />ปัญหาต่อไปของการนั่งสมาธิภาวนาคือ <span style="color: #ff0000"><strong>‘เวทนา’</strong></span> ถ้าเวทนาเกิดขึ้นก็กำหนดเตือนจิตตนเองว่า เวทนาก็เป็นเวทนา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงความรู้สึกจากความแปรปรวนของร่างกาย เพราะกายเป็นของไม่เที่ยง มีความวิบัติ มีความแปรปรวนไม่ปกติ เมื่อไม่ปกติก็กระทบจิต จิตก็แปรปรวนตามด้วยความเคยชินกลายเป็น<span style="color: #ff0000"><strong> ‘ทุกขเวทนา’ คือจิตเสวยทุกข์เป็นอารมณ์</strong></span><br /><br />ถึงตรงนี้เมื่อรู้ว่าจิตเสวยอารมณ์เป็นทุกข์ ก็ต้องตั้งจิตให้ตั้งมั่น กำหนดรู้พิจารณา รู้เท่าทันทุกข์ว่า ทุกข์ไม่มีตัวตน แต่เป็นอาการของขันธ์ห้า ถ้าขันธ์ห้ามีทุกขเวทนายังมีอยู่ ถ้าขันธ์ห้าดับทุกข์ก็ดับ<br /><br /><span style="color: #3366ff">โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้เท่าทันทุกข์ ให้ละสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ คือ ‘ตัณหา’</span> อันเป็นความทะยานอยากลง ถ้าละได้จิตจะสงบลง ทุกข์จะเบาบางลงทันที เพราะทุกข์อยู่ได้ด้วยตัณหา จึงต้องละตัณหาเท่านั้นจึงสิ้นทุกข์ได้<br /><br />สิ่งที่ควรจำคือ <span style="color: #339966"><strong>ทุกข์ทางใจที่ถูกบีบคั้นด้วยความไม่ได้ดังใจ</strong></span> ส่วน<span style="color: #993366"><strong>ทุกข์ทางกายนั้นเกิดจากใจปัจจุบันของเราอาศัยกายอยู่</strong></span> เมื่อกายแปรปรวนจึงกระทบจิตใจเป็นธรรมดา แต่สำหรับผู้ฝึกฝนใจให้เกิดปัญญาแล้วจะเห็นว่า ทุกข์ของกายเป็นทุกขลักษณะเท่านั้น หากแต่ผู้เสวยทุกข์คือใจเรา ไม่มีตัวตนแห่งทุกข์ อย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าว...<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>ทุกข์มีแต่ไม่มีผู้รับทุกข์...ทุกข์ก็ไม่มี!</strong></span><br /><br />เราต้องเข้าใจว่า ผู้เสวยทุกข์คือจิต และจิตมิได้อยู่เนื่องกับร่างกายตลอดเวลา ฉะนั้นถ้าจิตสงบอยู่ตามลำพังทุกข์ทางจิตจึงไม่มี เหตุนี้เหล่าพระอริยเจ้าเมื่อท่านเข้าสมาธิสู่นิโรธสมาบัติแล้วทุกข์จะไม่มีเลย สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ขอเพียงภาวนาจนสติตั้งมั่น จิตรวมลงสู่ความสงบระงับได้บ้างก็จะเห็นผลแห่งสมาธิ <span style="color: #ff0000">เห็นสมาธิก็จะ ‘เชื่อมั่น’ อย่างแท้จริงในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.</span>..ความเชื่อมั่นจักกลายเป็นศรัทธาแน่วแน่...เพื่อเพาะบ่มบารมีสำหรับก้าวสู่ความพ้นทุกข์ต่อไปในกาลเบื้องหน้า<br /><br />สำหรับผลสำเร็จในการปฏิบัตินั้น ท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับบารมีที่สะสมมาแต่อดีตชาติด้วย คนมีบุญบารมีหนุนเนื่องก็พบหนทางเห็นผลจากการปฏิบัติได้เร็วกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา<br /><br />การสร้างบารมีมิใช่แค่การทำบุญบริจาคทานเท่านั้น แต่บางครั้งอาศัยเหตุการณ์ทั้งหลายมากระทบกระแทก เป็นเหตุให้อดทน...ต้องละวางความยินดียินร้ายต่าง ๆ ด้วย <span style="color: #3366ff"><strong>‘ขันติ’</strong></span> ด้วยการพิจารณาอันนั้นแหละคือ <span style="color: #3366ff"><strong>‘สร้างบารมี’</strong> </span>เหตุนั้นนักปฏิบัติธรรมควรไม่กล่าวโทษผู้กระทบกระแทก หรือโทษสิ่งต่าง ๆ ในโลกที่เข้ามาบีบคั้นกดดัน เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ชื่อว่า...<br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>...เป็นผู้ช่วยให้เรามีปัญญารู้ความจริงอันน่าเบื่อหน่ายของโลก เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้นมากระทบกระทั่ง เราก็ไม่เห็นความจริงจนเกิดเบื่อหน่ายจนต้องหาทางพ้นทุกข์ได้!</strong></span><br /><br /><br /><br />ท้ายสุดขอย้ำอีกนิดครับ การปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ มิได้หมายความว่าทำแล้วจะมีฤทธิ์มีเดชเห็นโน่นเห็นนี่ แต่ก<strong>ารปฏิบัติธรรมคือการเห็นจิตเห็นใจ เอาชนะใจตนเองมิให้หลงใหลไปกับกิเลสตัณหา ลดความรัก โลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลง</strong><br /><br /><strong>จากลดละ สู่การปลดวางได้อย่างแท้จริง นั่นแหละจุดหมายของการปฏิบัติสู่ความสิ้นทุกข์โดยแท้แห่งพุทธศาสนา!</strong><br /><br /><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>พบกันฉบับหน้าครับ</strong></span></p>
<div id="wpfa-2760" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1772273388.jpg" target="_blank" title="พระองค์.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;พระองค์.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9e/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 08:28:43 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การรักษาศีลให้บริสุทธิ์
&nbsp;
        ปีนี้อากาศร้อนมาก...ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้เห็นข่าวในจอโทรทัศน์รายงาน ‘อากาศร้อนคร่าชีวิตคนไทยหลายศพ’ ตามมาด้วยคำเตือนให้ระวังการยืนตากแดดนาน ๆ กับ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">การรักษาศีลให้บริสุทธิ์</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><br /><br />       <strong> ปีนี้อากาศร้อนมาก</strong>...ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้เห็นข่าวในจอโทรทัศน์รายงาน ‘อากาศร้อนคร่าชีวิตคนไทยหลายศพ’ ตามมาด้วยคำเตือนให้ระวังการยืนตากแดดนาน ๆ กับอีกหลายประการจนทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำจนตายดังที่ปรากฏในข่าว<br /><br />เรื่องนี้ทำให้เป็นความรู้ใหม่ เพราะในอดีตมักได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าในฤดูร้อนที่อินเดียจะร้อนถึงร้อนมาก จนชาวภารตะชนล้มตายไปปีละมาก ๆ<br /><br />หากมิเคยได้ยินได้ฟังว่าเมืองไทยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน...‘หรือมีแต่น้อยจนไม่กลายเป็นข่าว?’<br /><br />เพราะตรงนี้ทำให้ภูเตศวรหัวเราะกับตัวเอง เมื่อนึกถึงงานพิธีบวงสรวงหลายครั้งหลายคราที่ผ่านมา ทุกครั้งเราหมายถึงทมยันตีอีกคนที่ต้องยืนทำพิธีกลางแดดเป็นชั่วโมง ๆ จนหลายคนเคยเอ่ยถาม...<br /><br />“ยืนอยู่ได้ยังไง?”<br /><br />ตัวผู้เขียนยังไม่เท่าไหร่ ในฐานะผู้ชายและอายุน้อยกว่า แต่กับทมยันตีที่อายุอานามตั้งเจ็ดสิบกว่าแล้ว น่าจะนับว่าเป็นความน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง<br /><br />“คงเพราะอำนาจแห่งพระเทวดาเจ้า” เธอมักกล่าวปนหัวเราะเบา ๆ ตามประสา ‘หญิงอึด’ แห่งศตวรรษ แต่เราเชื่อว่าเป็นพลังแห่ง <strong>‘สมาธิ’</strong> มากกว่าสิ่งใด<br /><br />จะอย่างไรก็ยากจะพ้นกฏอนิจจัง ถึงตรงนี้เวลานี้ ‘เรา’ ได้ล่ำลาหน้าที่เหล่านี้แล้ว<br /><br />...จึงน่าจะมั่นใจได้ว่า ภูเตศวร-ทมยันตี คงไม่ต้องเป็นลมตายกลางแดดแล้วแน่!<br /><br />กระนั้นยังมีหลายคนยังคอยเฝ้าถาม ‘เมื่อไหร่จะได้เห็นพิธีกรรมบวงสรวงเทพยดาสวย ๆ อีก’ เราสองคนได้แต่หัวเราะ เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมาทางจังหวัดสุโขทัยพยายามติดต่อมาอีกด้วยเรื่องเดิมที่เคยทำให้มาหลายครา<br /><br /><span style="color: #3366ff">คืองานบวงสรวงหน้าราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช กับงานพิธีอาบน้ำเพ็งในวันลอยกระทง ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย</span><br /><br />หากเราช่วยกันนั่งยันนอนยัน ‘ไม่เอาด้วยแล้ว’ อย่างแน่นอน<br /><br />ที่ผ่านมา...เหนื่อยสายตัวแทบขาดเพราะต้องการทำให้ทุกคนเห็นการสืบสานวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ก็พอทนได้ ทมยันตีต้องควักทุนทรัพย์ส่วนตัวเพื่อให้งานดังกล่าวงดงามก็ยังทนไหว แต่ที่ทนยากคือ ‘น้ำใจ’ ของคนบางกลุ่มบางคน แต่จะพูดไปทำไมมี เราสองคนจึงได้แต่ทอดถอนใจ แต่ก็รู้เหตุผลอย่างหนึ่งที่เคยสงสัย<br /><br />ไฉน...ณ...สถานที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งวัฒนธรรมอันงดงาม วันนี้จึงดูเหมือนล้าหลังกว่าหลาย ๆ จังหวัดหลาย ๆ แห่งในการสืบสานงานลอยกระทงอย่างที่ควรเป็น!<br /><br />ทุกอย่างอยู่ที่ <span style="color: #800000"><strong>‘คน’</strong></span> มากกว่าประการอื่น โดยเฉพาะคนที่มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำนั่นแหละ!<br /><br />ยังพูดกันเล่น ๆ กับคุณหญิงวิมลท่าน ‘ปีนี้<span style="color: #3366ff">ถ้าบวชเรียนไม่ทัน อยากจัดพิธีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอทำบวงสรวงเทพยดาและบูรพกษัตราธิราชเจ้าอย่างเต็มรูปแบบมันกลางท้องสนามหลวง</span>แบบทิ้งทวนจะดีไหม?’<br /><br />คุณหญิงท่านทำหน้านิ่ว...เพราะรู้ ‘งบ’ ที่จะต้องหาคงมากมายมหาศาล<br /><br />แต่ก็ไม่แน่หรอก...ถ้าเราตั้งจิตอธิษฐานจริง ๆ จัง ๆ เราก็มักทำได้ทุกทีแหละ!<br /><br />ก็ดูแต่ปีที่แล้วงานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ทางธนาคารกสิกรไทย ยังให้งบประมาณเรามาจัดบวงสรวงนั่นไง จริงไหม?<br /><br />ก็เลยขอบอกกล่าวผ่านตรงนี้เลยครับ เรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ ในที่อื่น ๆ ไม่ต้องติดต่อมาแล้วครับ เราสองคนขออำลาแล้วจริง ๆ ถ้าจะทำก็คงอย่างที่กล่าวละครับว่า<br /><br />ถ้าเป็น<strong>เ<span style="color: #800080">พื่อ ‘พ่อหลวง</span>’</strong> ของเรา...ให้ยืนเป็นลมตายหน้าพิธี ชีวิตนี้ก็ยอมพลีให้โดยมิอาลัยคือสัจจะ!<br /><br />ทุกอย่างย่อมเป็นอย่างที่หลวงปู่ผู้เป็นครูบาอาจารย์ท่านเคยพร่ำบอก...<br /><br /><strong><span style="color: #ff0000">“ตราบใดที่องค์ในหลวงยังทรงอยู่ แผ่นดินไทยจะร่มเย็นเป็นสุข หลวงปู่แน่ใจ!”</span></strong><br /><br /><span style="color: #ff0000">ถึงตรงนี้จึงขอวิงวอนให้ท่านทั้งหลาย หมั่นสวดมนต์นั่งสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวงของเราทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ปวงชนชาวไทยตลอดชั่วกาลนานเถิด</span><br /><br /><br /><br /><strong>เอาละครับ เรามาเข้าหัวข้อที่จั่วไว้กันเลย</strong> เป็นที่รู้ ๆ กันว่า ธรรมะหรือคำสั่งสอนของพระบรมศาสดานั้นเมื่อกล่าวกันอย่างย่นย่อมีอยู่ 3 ประการเท่านั้นคือ<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>1.จงทำดี 2.ละเว้นชั่ว 3.ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว</strong></span><br /><br />3 ประการถ้าจะกล่าวให้เข้าใจยิ่งขึ้นควรกล่าวอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านใช้ภาษานุ่มนวลแต่ชัดเจนอย่างนี้<br /><br /><strong>ประการที่ 1 ทรงสอนให้ละบาปทั้งปวงลง</strong><br /><br /><span style="color: #339966"><strong>ประการที่ 2 ทรงสอนให้บำเพ็ญบุญกุศลให้ถึงพร้อม</strong></span><br /><br /><strong>ประการที่ 3 ทรงสอนให้ฝึกจิตที่เศร้าหมองขุ่นมัวให้ผ่องใส สะอาด ปราศจากกิเลสบาปกรรมต่าง ๆ</strong><br /><br />พ่อแม่ครูบาอาจารย์ระดับสูงทุกรูปต่างยืนยันว่า 3 ประการดังกล่าวข้างต้นจะเป็นโอวาทของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่มาตรัสรู้ในโลกนี้อย่างไม่มีผิดแผกแตกต่างกันแน่นอน<br /><br />ทั้ง 3 ประการนั้นแม้มิอาจทำได้หมด อย่างน้อยก็ทำข้อ 1 และข้อ 2 ให้ได้ก็ยังดี เพราะ<span style="color: #800000"><strong>การละบาปนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก</strong> </span>เมื่อละบาปแล้วจะทำบุญกุศลก็มีคุณค่ามากขึ้นเจริญขึ้น แม้การชำระจิตใจให้กิเลสจางหายก็ง่ายกว่า<br /><br />แม้แต่ในหมวด ‘เทวธรรม’ ก็ยังบอกไว้ชัดเจน มี <span style="color: #800000"><strong>หิริโอตตัปปะ คือการละอายการเกรงกลัวต่อการทำบาป</strong> </span>ทำให้เกิดเป็นเทวดา คนจะเกรงกลัวบาปก็ต้องมีศีล...จึงตรงกับคำกล่าวที่ว่า<br /><br /><span style="color: #800000"><strong>คนที่มีศีล 5 บริสุทธิ์ จะไม่มีวันตกอบายภูมิ</strong></span>นั่นเอง และจะมีสุคติภูมิเป็นที่หมายโดยแท้!<br /><br />ครูบาอาจารย์ท่านยังแนะอีกว่า ศีลนี่สำคัญมาก ๆ เพราะเมื่อบุคคลมีศีลที่บริสุทธิ์แล้วก็ไม่มีบาป เพราะเลิกทำบาป เมื่อไม่ได้ทำบาป ทำอะไรก็เป็นบุญกุศล จะพูดจะทำอะไรก็เป็นบุญไปหมด เพราะอยู่ในกรอบแห่งศีล พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอานิสงส์ไว้ท้ายการบอกศีลของพระชัดเจนว่า<br /><br /><span style="color: #993366"><strong>สีเลนะสุคะติง ยันติ.</strong></span>..ผู้มีศีลจะไปสู่สุคติสวรรค์<br /><br /><span style="color: #800000">สีเลนะ โภคะสัมปะทาผู้มีศีลจะสมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ</span><br /><br /><strong>สีเลนะ นิพพุติง ยันติ</strong> ผู้มีศีลพาให้เข้าสู่พระนิพพานโดยง่าย<br /><br />ข้อ 1 และ 2 เป็นเรื่องที่ได้ยินบ่อย สำหรับข้อ 3 คือผู้มีศีลพาให้เข้าสู่พระนิพพานโดยง่าย คงต้องขยายให้เข้าใจสักนิด ดังที่ท่านทั้งหลายเคยได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับ<span style="color: #339966"><strong>ไตรสิกขาสาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา</strong></span> นั่นแหละ<br /><br />ทั้งหมดคือการเกี่ยวเนื่องกัน นับจากศีลสู่สมาธิ เพื่อปัญญาแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์ สำคัญคือถ้ามีศีลบริสุทธิ์ การทำสมาธิก็เป็นไปด้วยดี เหตุเพราะมันไม่มีบาปมีกรรมมารบกวน<br /><br />ตรงนี้แม้แต่หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ พระอริยสงฆ์แห่งวงการพระกรรมฐานที่ละขันธ์สู่แดนนิพพานแล้วยังเคยกล่าวไว้ชัดเจน<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>ศีล 5 เป็นพื้นฐานของการบำเพ็ญบุญ</strong></span>อื่น ๆ เมื่อเรามีศีลแล้วการให้ทานมันก็เป็น ทานัง เม ปริสุทธัง ทานของเรานี้บริสุทธิ์แล้วหนอ” ท่านยังแนะนำญาติโยมให้พิจารณาการละเมิดศีล เมื่อตรวจสอบแล้วก็อธิษฐานดังนี้<br /><br />“ข้าพเจ้าขอสารภาพผิดได้ล่วงศีลข้อนั้นจริง บัดนี้ต่อไปจะไม่ละเมิดทำผิด ด้วยความสัตย์ความจริงนี้ ขอให้โทษทั้งหลายเหล่านั้นจงหมดไป ข้าพเจ้าจะไม่ทำบาปอย่างนั้นต่อไป”<br /><br />หลวงปู่ย้ำว่า เมื่อเราอธิษฐานจิตอย่างนี้ ศีลก็จะมาตามเดิมเรียกว่า<br /><br /><span style="color: #993366"><strong>...สัมปัตตวิรัติ</strong> คือ วิรัติด้วยตนเอ</span>งอธิษฐานเอาด้วยตนเอง!<br /><br />เมื่อเราอธิษฐานอย่างนี้เสมอแล้ว บาปมันก็จะหมดไป ๆ ถ้าหากเราไม่ทบทวน เราไม่ยอมรับผิดแล้วอธิษฐาน ‘จะไม่ทำผิดอีกต่อไป’ บาปก็จะตามอยู่อย่างนั้นมันไม่ออกไป<br /><br /><span style="color: #ff0000">แต่ถ้ายอมรับผิด ตั้งใจไม่ทำอีก บาปก็จะหมดไป บาปเก่าหมดบาปใหม่ไม่มี มันก็บริสุทธิ์...</span><br /><br /><span style="color: #ff0000">ภาวนาอะไร ทำบุญอะไรมันก็ได้อานิสงส์มาก!</span><br /><br /><br /><br />พบกันฉบับหน้าครับ]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ศีลและทาน ฐานแห่งสมาธิปัญญา by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 04:11:20 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ศีลและทาน
 
ฐานแห่งสมาธิปัญญา
&nbsp;
        ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้...วันพรุ่งนี้คือวันที่ต้องเดินทางไปวัดป่าชนะสงคราม โดยมีคณะศรัทธาจำนวน 2 คันรถบัสร่วมเดินทางด้วยจุดประสงค์ 2 ป...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #008000"><strong><span style="font-size: 24pt">ศีลและทาน</span></strong></span></div>
<div style="text-align: center"> </div>
<div style="text-align: center"><br /><span style="text-decoration: underline;color: #008000"><strong><span style="font-size: 24pt">ฐานแห่งสมาธิปัญญา</span></strong></span></div>
<p>&nbsp;</p>
<br /><br /><br />        <strong>ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้...วั</strong>นพรุ่งนี้คือวันที่ต้องเดินทางไปวัดป่าชนะสงคราม โดยมีคณะศรัทธาจำนวน 2 คันรถบัสร่วมเดินทางด้วยจุดประสงค์ 2 ประการ<br /><br />หนึ่งคือ การร่วมถือศีลปฏิบัติธรรมที่เรียกว่าบวชศีลวดี<br /><br />สอง...ร่วมทอดผ้าป่า หาทุนทรัพย์ทะนุบำรุงเสนาสนะ<br /><br />อย่างที่เคยเรียนไว้แล้ว <span style="color: #3366ff">ครั้งนี้น่าจะเป็นผ้าป่าสุดท้ายที่ภูเตศวรจะได้นำพาลูกศิษย์และญาติธรรมร่วมทอดถวาย ณ วัดแห่งนี้ เหตุเพราะวันเวลาได้เคลื่อนคล้อยมาจนใกล้วันที่ผู้เขียนกำหนดเอาไว้สำหรับการก้าวสู่ร่มเงาแห่งศาสนาอย่างที่หวังในบั้นปลายชีวิต</span><br /><br />ก่อนหน้าที่จะชักชวนทุกคนร่วมงานบุญครั้งนี้ คิดว่าจะไม่รบกวนญาติมิตรในเรื่องหาทุนทรัพย์อีก เพราะภาระใหญ่ ๆ ในการก่อสร้างแล้วเสร็จลงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากวันหนึ่งหลังนั่งภาวนาเสร็จ...มีคำถามผุดขึ้นกลางใจ<br /><br />“ภาระเสร็จแล้วจริง ๆ หรือ?” มีปุจฉาก็ต้องใคร่ครวญ การวิสัชนาครานี้ทำให้ได้คำตอบ<br /><br />“...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วไม่เสื่อมลง” ความจริงอันเป็นสัจจะบังเกิดทำให้เกิดคำถามต่อมา “วันข้างหน้าจะเอาเงินที่ไหนซ่อมแซมเสนาสนะที่สร้างไว้?”<br /><br />ไม่เพียงเท่านั้นยังหวนนึกถึงครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะ<span style="color: #339966"><strong>หลวงปู่พรม พรหมโชโต</strong></span> ที่ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสรักษาศรัทธาผู้คนอยู่ที่วัดป่าชนะสงคราม และมีวัยสูงถึง 83 แล้ว...<br /><br />...แม้ท่านเจ็บป่วยอาพาธขึ้นมาจะดูแลรักษาอย่างไร ถ้าไม่มีเงินเก็บเอาไว้เพื่อการนี้บ้าง?...<br /><br />น่าแปลกที่ภูเตศวรปรารภกับตัวเองเยี่ยงนั้น และปรึกษากับลูกศิษย์เกี่ยวกับการทอดผ้าป่า จนตกลงใจได้เพียงสองสามสัปดาห์ก็มีข่าวด่วนจากเอกราช ทักขิณะ ลูกศิษย์ที่เข้าไปดูแลงานทำร่องระบายน้ำและประตูรั้วหน้าวัดในเวลานั้น...<br /><br /><span style="color: #000080">“หลวงปู่ป่วยมาก...” คนที่เป็นลูกศิษย์ในด้านเทวศาสตร์เป็นทั้งพราหมณ์ผู้ช่วยในพิธียัญกรรมซึ่งเวลานี้แวะเวียนเข้าวัดปาชนะสงครามสร้างบารมี ส่งเสียงมาตามสาย หลังจากสอบถามโดยละเอียด ทำให้นึกถึง ‘ไข้หวัด 2009’ เพราะท่านมีไข้ขึ้นสูงและปวดศีรษะรุนแรงถึงขนาดวันที่อาการซาลงแล้วท่านยังปรารภกับลูกศิษย์ใกล้ชิด...</span><br /><br /><span style="color: #000080">“ปู่นึกว่าต้องตายเสียแล้ว!”</span><br /><br />วันแรกที่ท่านอาพาธ ญาติโยมพาไปหาหมอที่คลินิกฉีดยา แต่ผู้เขียนสั่งการด่วนและกำชับหนักแน่น<br /><br />“พรุ่งนี้เช้าให้นำหลวงปู่ไปโรงพยาบาลตรวจเลือดทันที”<br /><br />ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น และผลตรวจที่ออกมาคือ...<span style="color: #000080">หลวงปู่มีอาการเบาหวาน...เป็นความดันสูง และหัวใจซีกขวาบล็อกคือทำงานไม่เป็นปกติ</span> วันที่ (26 กุมภาพันธ์) ที่นั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ทางโรงพยาบาลนัดหลวงปู่ตรวจร่างกายอีกครั้ง โดยให้อดน้ำอดอาหารตั้งแต่เที่ยงคืนจนกว่าจะตรวจผลเลือดเสร็จ<br /><br />นั่นคือความจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเป็นคำตอบที่ว่า...ทำไมภูเตศวรจึงต้องลุกขึ้นมาทอดผ้าป่าหาทุนทรัพย์อีกครั้ง...ทั้งที่คิดว่าจะไม่ทำแล้ว!<br /><br />ปัจจัยที่ได้จากการทอดผ้าป่าครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน...หนึ่ง สำหรับเป็นงบส่วนกลางดูแลซ่อมแซมวัด สอง เก็บเอาไว้เป็นทุนรักษาพยาบาลสงฆ์ที่อาพาธในวัดป่าชนะสงคราม โดยเฉพาะหลวงปู่ที่วันนี้บัดนี้กำลังมีโรคประจำตัวคุกคามอยู่...<br /><br />“ปู่ไม่อาลัยในชีวิตแล้ว”คือประโยคที่ท่านกล่าวกับผู้เขียนในไม่กี่วันที่ผ่านมาเมื่อเดินทางไปกราบนมัสการเยี่ยมที่วัด <span style="color: #800000"><strong>“คนเรายิ่งแก่มันยิ่งทุกข์ หาสุขหาความดีจากความแก่ไม่ได้เลย”</strong></span><br /><br />มิเพียงเท่านั้นหลวงปู่ยังยืนยันหนักแน่น...<br /><br />“ตายเสียวันนี้เลยปู่ก็พร้อมตาย!”<br /><br />เราทราบดีว่าวันนี้ครูบาอาจารย์ที่มีภูมิจิตระดับหลวงปู่ ย่อมไม่อาลัยอาวรณ์ในรูปนามขันธ์ห้าทั้งหลายแล้ว ฉะนั้น ‘ความตาย’ ซึ่งเป็นสัจจะเป็นความปกติแห่งสัตว์โลก ไหนเลยจะทำให้หลวงปู่หวั่นไหวได้ ผู้เขียนก็เห็นแก่ตัวก้มกราบท่านพร้อมอาราธนาไว้<br /><br />“รักษากายสังขารเอาไว้ให้ลูกหลานได้กราบไหว้อีกสักระยะเถอะครับหลวงปู่”<br /><br />ท่านนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนยิ้มบอกด้วยเมตตา<br /><br />“ถ้าไม่ถึงเวลาตาย ต่อให้อยากตายมันก็ตายไม่ได้หรอก” ไม่เพียงเท่านั้นหลวงปู่ยังย้ำคำเบาๆ แต่หนักแน่น<br /><br />“ถ้าจะตาย...จะไปเมื่อไหร่ปู่จะบอกกับแม้วล่วงหน้า!”<br /><br />สาธุ...นี่คือคำบอกของหลวงปู่ที่ภูเตศวรเคารพกราบไหว้อย่างเต็มหัวใจ และภูมิใจยิ่งที่ได้ดูแลและอุปัฏฐากท่านในวันนี้...ตลอดจนอนาคตข้างหน้าตราบเท่าชีวิตจะหาไม่...<br /><br /><br /><br /><strong>วันนี้คงต้องขอจากลาไปพร้อม ๆ กับโอวาทธรรมของหลวงปู่ที่</strong>เคยเทศนาโปรดญาติโยมที่เดินทางมาร่วมบุญหลายครั้งหลายครา<br /><br /><strong><span style="color: #800000">“ทุกอย่างอยู่ที่จิต...</span>สุขทุกข์อันใดจะเป็นนรก สวรรค์...นิพพาน อยู่ที่จิตดวงนี้เท่านั้น ฉะนั้นเราที่เป็นชาวพุทธควรรักษาจิตใจดวงนี้ให้บริสุทธิ์ผ่องใส <span style="color: #ff0000">จิตจะบริสุทธิ์ผ่องใสได้ก็เพราะสติและปัญญารู้เท่าทันกิเลสตัณหา</span>...สติกับปัญญาจะเกิดได้ก็เพราะการปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ใจสงบ เมื่อสงบแล้วก็หวนมาพิจารณาความจริงตามที่พระพุทธเจ้าสอน ทุกอย่างเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”</strong><br /><br />กับอีกอย่างที่หลวงปู่ย้ำนักหนาก็คือ ‘ศีล’ ท่านพูดเสมอ...<strong>นักภาวนาถ้าล่วงศีล...ไม่สังวรในศีลจะไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ส่วน <span style="color: #ff0000">‘ทาน’</span> คือการสละออก จะเป็นบุญหนุนส่ง เป็นส่วนทำให้อิ่มใจสุขใจน้อมนำสู่การปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้น..</strong>.ซึ่งตรงกับที่<strong>หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ</strong> ได้เคยเทศนาไว้ว่า...<br /><br /><strong><span style="color: #ff0000">“...ความจริง การที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทฝึกฝนอบรมจิตตน ก็เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งในบาปบุญคุณโทษ</span>นี้แหละเป็นเบื้องต้นก่อน ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อไม่ละบาป (ศีล) และบำเพ็ญบุญ (ทาน) ให้เจริญขึ้นในตนเสียก่อน เรื่องที่จะให้บรรลุธรรมขั้นสูงนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้!”</strong><br /><br /><br /><br /><strong>ครับ...เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็คงไม่ต้องย้ำนะครับว่า</strong> แม้นปรารถนาก้าวสู่สมาธิและปัญญา ก้าวหน้าในการปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผล สิ่งที่ควรระวังสังวรอันดับแรกในตัวตนคืออะไร<br /><br />เพราะฉะนั้น...สำหรับนักปฏิบัติภาวนาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่รู้สึกว่า...ปฏิบัติสมาธิมานานพอควรแล้วทำไมไม่ค่อยก้าวหน้าเลยนั้น...<br /><br />ควรพิจารณา ‘ศีล’ และ ‘ทาน’ ของตนบ้างไหม ว่าวันนี้พร่องหรือไม่พร่องอย่างไร ถ้าพร่องก็เติมให้เต็มเถอะครับ...จะได้ไม่เสียเวลาปฏิบัติมากแต่ได้ผลน้อยไม่คุ้มทำ!<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>สวัสดีครับ!</strong></span>
<div id="wpfa-2759" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1772251880.jpg" target="_blank" title="หบวงปู่.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;หบวงปู่.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>หลักธรรมสูงสุด by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 04:06:22 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[หลักธรรมสูงสุด
&nbsp;
        เหลือเวลาอีกน้อยนิด คือความรู้สึกนึกคิดที่คอยย้ำเตือนตนเอง ณ เวลานี้ นั่นหมายถึงความปรารถนาที่จะวางภาระทางโลกในการที่จะก้าวเข้าสู่ร่มเงาศาสนาดังที่ตั้งเจตนาไว...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><span style="font-size: 24pt">หลักธรรมสูงสุด</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><br />        <strong>เหลือเวลาอีกน้อยนิด คือความรู้สึกนึกคิดที่คอยย้ำเตือนตนเอง ณ เวลานี้</strong> นั่นหมายถึงความปรารถนาที่จะวางภาระทางโลกในการที่จะก้าวเข้าสู่ร่มเงาศาสนาดังที่ตั้งเจตนาไว้<br /><br /><span style="color: #000080">ทุกอย่างที่ร้อยรัดกำลังถูกชำระสะสางและวางลง เหลืองานเขียนนวนิยายเรื่องสุดท้ายก็ไม่น่าห่วงกังวล เพราะแน่ใจว่าสำเร็จเสร็จสิ้นลงได้แน่ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ส่วนเรื่องวัดป่าชนะสงคราม เงินสำหรับจ่ายค่ากำแพงรั้วช่วงสุดท้ายก็มีแล้วจากกฐินที่ผ่านมา เหลืออีกเล็กน้อยก็นำมาปรับพื้นที่ถนนทำรางระบายน้ำจนเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา</span><br /><br />...เรียกว่าจบงานก็หมดเงิน เกลี้ยงบัญชีวัด! ทุกอย่างเป็นไปตามคาดทุกประการ เท่ากับได้ทำสำเร็จเสร็จสิ้นตามสัจจะวาจาแล้วโดยแท้<br /><br />ความจริงควรให้ชีวิตหยุดนิ่ง ปรับตัวปรับใจรอรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตที่กำลังมาถึง หากสำนึกสุดท้ายคอยถามย้ำ...<br /><br />...จากนี้วัดป่าชนะสงครามจะเป็นอย่างไร?<br /><br />หลายท่านก็คงยิ้มตอบ...<span style="color: #000080">‘วัดก็เป็นวัด คนข้างหลังก็ต้องดูแลกันไปตามอัตภาพ’ ก็จริงตามนั้น หากคนรู้มากแล้วทุกข์มากอย่างภูเตศวร อดบอกกับตัวเองไม่ได้ว่า</span><br /><br />ถ้าเราจะเป็นหรือเหลือประโยชน์อีกน้อยนิดกับวัดในพระศาสนา...ก็ไม่ควรดูดายในเวลาที่เหลือ<br /><br />ด้วยจากวันนี้ไป แม้ไม่ต้องทำอะไรที่วัดป่าชนะสงคราม ซึ่งหมายถึงการสร้างเสนาสนะใด ๆ อีกแล้วก็ตาม หากทุกอย่างก็จะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อย่าว่าแต่พระสงฆ์หรือครูบาอาจารย์อย่าง<span style="color: #339966"><strong>หลวงปู่พรม พรหมโชโต</strong></span> ในกาลต่อไปเราก็ไม่ได้อุปัฏฐากท่านแล้ว แม้นมีการเจ็บป่วยอาพาธ ใครหนอจะดูแลรักษาท่าน ทุกอย่างล้วนต้องใช้ปัจจัยคือเงินทั้งสิ้น<br /><br />นั่นคือเหตุผล 2 ประการทำให้ผู้เขียนตัดสินใจแน่วแน่...<span style="color: #000080">วันมาฆบูชาปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งจะมีวันหยุดชดเชยในวันจันทร์ที่ 1 มีนาคมอีกวัน ‘เราควรนำผ้าป่าขึ้นทอดถวาย</span>’<br /><br />เงินทองได้มากได้น้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากอย่างน้อยก็คงมีเงินเก็บไว้ให้หลวงปู่ได้นำมาซ่อมแซมบูรณะเสนาสนะในภายหลังบ้างตามประสาคนห่วงใยวัด กับครูบาอาจารย์ตามนิสัยเคยชิน<br /><br />ก็อย่างที่บอกแหละครับ...เพราะตั้งใจเอาไว้มาแต่ไหนแต่ไร ตัวผู้เขียนถ้าได้บวชเรียนแล้ว จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการงานหรือการหาทุนใด ๆ เพื่ออะไรอีก นอกจาก<span style="color: #800080"><strong>ทำภารกิจนำพาจิตใจสู่ความพ้นทุกข์เท่านั้น</strong></span> วันนี้พอทำได้ก็ทำไปก่อน<br /><br />กฐินสุดท้ายในชีวิตฆราวาสจบลงแล้ว ครั้งนี้ก็จะเป็นผ้าป่าครั้งสุดท้ายเช่นกัน แม้ใครอยากร่วมบุญ...ร่วมเดินทางไปทอดผ้าป่าที่วัดป่าชนะสงครามกับภูเตศวร ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งรถบัสได้โดยตรงที่ คุณชูศรี โทร.08-1258-3495 ก็ยังแอบหวังนะครับ ว่าจะพบหน้าพบตากันอีกครั้งในฐานะภูเตศวรกับญาติธรรม ก่อนสถานภาพจะเปลี่ยนไป<br /><br /><br /><br /><strong>เอาละครับ มาเข้าหัวเรื่องที่จั่วไว้เลยดีกว่า หลักธรรมสูงสุดในพุทธศาสนานั้น คือสิ่งที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบด้วยการตรัสรู้ “พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อะไร?” คือคำถามสำคัญ คำตอบก็คือ...</strong><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>ทรงตรัสรู้ ‘หลักอริยสัจ 4 ประการ’</strong></span><br /><br /><strong>อริยสัจ...แปลความตรง ๆ ว่า ความจริงอันเป็นสัจจะ หรือความจริงอย่างแท้จริง!</strong><br /><br />ความจริงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้วทรงนำมาเปิดเผยชี้แจงแสดงแก่โลก<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>ประการแรก</strong></span>คือ <span style="color: #00ff00">ความจริงแห่งทุกข์</span> หรือทุกข<span style="color: #800080"><strong>อริยสัจ</strong></span> อันเกิดจากการปรุงแต่ง มีการแปรปรวน เปลี่ยนไปทำการแผดเผาให้สัตว์เกิดความเดือดร้อน เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความโศกะ ปริเวทะ ความคับแค้นเสียใจ การพลัดพรากจากสิ่งรักชอบหรือไม่ชอบ เพราะจิตยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และมีการแปรเปลี่ยนแปรปรวนไปเรื่อย ๆ สัตว์โลกจึงหมุนวนในความทุกข์นี้ตลอดไป<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>สอง</strong></span> ความจริงอันเป็นเ<span style="color: #00ff00">หตุแห่งทุกข์</span> หรือทุก<span style="color: #800080"><strong>ขสมุทยอริยสัจ</strong></span> คือความทะยานอยากที่ก่อให้เกิดภพ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมีอยากเป็นสืบสันตติไป หรือเพลินด้วยความกำหนัดยินดีด้วยจิตที่ประกอบด้วย <strong>กามตัณหา</strong> ความทะยานอยากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส...อารมณ์ว่าน่ารักน่าใคร่น่าปรารถนา น่าพอใจ มีความสมหวังผิดหวังสลับกันไปในชีวิต<strong> ภวตัณหา</strong> ความอยากมีอยากเป็นในสิ่งนั้นสิ่งนี้ <strong>วิภวตัณหา</strong> ความไม่อยากมีอยากได้ ไม่เป็นในฐานะและสิ่งที่ตนไม่ต้องการ<br /><br />ความทะยานอยากในตัณหาทั้ง 3 ประการนี้แลทำให้เกิดทุกข์เป็นเหตุแห่งทุกข์ มีหน้าที่ผูกมัดสัตว์โลกไว้ในกองทุกข์ แหวกว่ายอยู่ในห้วงทุกข์แห่งสังสารวัฏภพแล้วภพเล่า ชาติแล้วชาติเล่ามิรู้จักสิ้นสุด แม้นตัณหาทั้ง 3 ประการนี้มิถูกขจัดให้สิ้นไป<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>สาม</strong></span> ความจริงอันเป็นการดับทุกข์ หรือทุกขนิโรธอริยสัจ คือการดับตัณหาได้โดยไม่เหลือเชื้อ หรือการสละวางปล่อยตัณหาเด็ดขาด จิตไม่พันพัวด้วยกิเลสตัณหาอีกตลอดไป จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนาด้วยปฏิบัติถึงนิโรธ...จะช่วยให้สัตว์นั้นพ้นจากทุกข์ด้วยการปล่อยวางจากการยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งสร้างภพชาติเป็นนิรันดร์ นิโรธจึงเป็น ‘อมฤต’ ไม่เกิดไม่ตายอีก คือภาวะนิพพานนั่นเอง<br /><br />สี่ มรรคคือ<span style="color: #00ff00">ข้อปฏิบัติแท้จริงเพื่อให้ถึงความดับทุกข์</span> หรือ<span style="color: #800080"><strong>ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ</strong></span> เมื่อความทุกข์ทั้งหลายล้วนมาจากสมุทัย คือกิเลสตัณหาดังกล่าว การสู่ความสิ้นทุกข์ ในอีกฟากฝั่งคือการดับทุกข์ ก็ต้องอาศัยเหตุหรือสะพาน เท่ากับ<span style="color: #800000">หลักการปฏิบัติ ซึ่งพระบรมศาสดาได้แสดงไว้มี 8 ประการที่เรียกว่ามรรคมีองค์แปด</span><br /><br /><span style="color: #00ccff"><strong>1.สัมมาทิฏฐิ</strong></span> ปัญญาเห็นชอบ คือเข้าใจเหตุผลแยกดีและชั่ว รู้อะไรเป็นคุณเป็นโทษ รู้อะไรเป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์ รู้ว่าอะไรควรประพฤติ อะไรควรละเว้น จนสามารถละเหตุแห่งทุกข์<br /><br /><strong>2.สัมมาสังกัปปะ</strong> ความดำริชอบ คือความคิดความอ่านที่มีเหตุผล เมื่อพูด...ทำไปตามนั้นตนเองจะไม่เดือดร้อนหรือสร้างทุกข์ แยกออกได้ดังนี้ ความคิดหลีกหนีถอนตนจากความเป็นทาส ความสยบในอารมณ์จากรูป รส กลิ่น เสียง ความยินดีพอใจจนต้องทำผิด ความคิดในทางสงบ ระงับความโกรธ ความพยาบาท การทำลายล้าง ความคิดในทางต้องการให้ผู้อื่นมีสุข ไม่เบียดเบียนทำลาย<br /><br /><span style="color: #00ccff"><strong>3.สัมมาวาจา</strong></span> พูดในสิ่งชอบ เช่นกล่าวคำสัตย์ ไพเราะอ่อนหวานมีประโยชน์ ไม่พูดเพ้อเจ้อส่อเสียดหยาบคายไร้สาระ<br /><br /><strong>4.สัมมากัมมันตะ</strong> การทำการงานชอบ การงดเว้นไม่ทำการเบียดเบียนผู้อื่นไม่ละเมิดศีลธรรมทั้งทางกายและวัตถุด้วยการลักขโมยและฉ้อโกง เท่ากับดำรงชีวิตโดยชอบธรรมนั่นเอง<br /><br /><span style="color: #00ccff"><strong>5.สัมมาอาชีวะ</strong></span> การเลี้ยงชีพโดยชอบ คือการงดเว้นการเลี้ยงตนในทางผิดธรรมผิดกฎหมาย มีจรรยาบรรณ ขยันหมั่นเพียรรู้จักใช้รู้จักเก็บออม แต่มิใช่ตระหนี่ รู้จักเลี้ยงตนเลี้ยงครอบครัวให้มีสุข<br /><br /><strong>6.สัมมาวายามะ</strong> ความพยายามในทางที่ชอบธรรม คือการขวนขวายความดีละเว้นชั่ว รักษาคุณธรรมความดีมิให้เสื่อมถอย<br /><br /><span style="color: #00ccff"><strong>7.สัมมาสติ</strong> </span>การมีสติชอบ คือการระลึกรู้และการใช้ปัญญาพิจารณาเพื่อให้ใจสงบ เกิดปัญญารู้เห็นตามจริงตามกายตามธรรม เพื่อการปล่อยวางทุกข์<br /><br />8.สัมมาสมาธิ ความตั้งจิตมั่นในทางชอบ คือการควบคุมจิตให้มีความสงบตั้งมั่น ละบาปกิเลสให้สงบไปจากจิต ขจัดความรุ่มร้อนความกระวนกระวายออกจากใจเพื่อความสิ้นทุกข์ <br /><br /><strong>ครับ ทั้งปวงที่กล่าวมาทั้งหมด</strong> หลายท่านอาจบอกว่ารู้มานานแล้ว แต่อะไรที่ดูเหมือนหญ้าปากคอก...เหมือนปัญหาง่าย ๆ แต่ความจริงคือความสำคัญที่สุดที่เรามักลืมเลือน จนไม่เคยนำมาพิจารณาเลย เอาไปเอามากลายเป็นรู้แต่ไม่เคยยกมาทำมาสอนใจตน ทั้ง ๆ ที่เป็นหัวใจแท้จริงของพุทธศาสนา<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>เจตนาวันนี้จึงเขียนเพื่อเตือนใจด้วยความหวังดี!</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%9e%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b8%b4/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 04:00:30 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[&nbsp;
สัพพะทานัง
ธัมมะทานัง ชินาติ
&nbsp;
&nbsp;
          เมื่อไม่นานมานี้มีคนถามผู้เขียนว่า ‘ทำได้อย่างไรกับงานบุญกุศลที่ยาวนานมากว่ายี่สิบปี?’ ซึ่งน่าจะมาจากสิ่งที่คนเหล่านั้นเห็นคว...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-size: 24pt">สัพพะทานัง</span></strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-size: 24pt">ธัมมะทานัง ชินาติ</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><br /><br /><br />        <strong>  เมื่อไม่นานมานี้มีคนถามผู้เขียนว่า ‘ทำได้อย่างไรกับงานบุญกุศลที่ยาวนานมากว่ายี่สิบปี?</strong>’ ซึ่งน่าจะมาจากสิ่งที่คนเหล่านั้นเห็นความทุ่มเทกายใจในงานสร้างวัดวาอาราม...โรงเรียน และมูลนิธิ เพื่อประโยชน์ในพระศาสนาอีกทั้งสังคมมาอย่างยาวนานยิ่งจนถึงปัจจุบัน ในครั้งแรก ๆ เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางบุญนี้ ต้องสารภาพตรง ๆ ละครับว่า...ไม่เคยถามถึงความรู้สึกและเหตุผลตรงนี้มาก่อน...<br /><br />แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นมาพอควรจึงเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น <span style="color: #800000"><strong>หนึ่ง</strong></span><span style="color: #3366ff"><span style="color: #800000"><strong>.</strong></span>..เพราะสำนึกในหน้าที่แห่งตน อย่างที่กล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดมาโดยตลอด</span><br /><br />เราทั้งหลายเคยมีบุพกรรมร่วมกันมาและถึงเวลาสร้างบารมี หาหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ตามสัจจาธิษฐานก่อนที่ภัทรกัปนี้จะสิ้นสุด<br /><br />เมื่อหมดยุคศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ภัทรกัปนี้จะเหลือพระพุทธเจ้าอีกหนึ่ง คือ พระศรีอารยเมตไตรย จากนั้นจะสิ้นสุด...อีกยาวนานจนมิอาจคาดคิด กว่าจะถึงกัปใหม่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ก้าวสู่ความพ้นทุกข์อีกนั้น<br /><br />เราต้องเวียนเกิดตายอีกกี่กัลป์อนันตชาติ?<br /><br />“หาทางกลับบ้านเถิด!” จึงเป็นคำบอกเล่าจากภูเตศวรกับทุกคนที่มีวาสนามาร่วมบุญทานชาตินี้เสมอมา<br /><br /><br /><br /><span style="color: #800000"><strong>สอง</strong></span><span style="color: #00ccff"><span style="color: #800000"><strong>..</strong></span>.<span style="color: #3366ff">เพราะกิจวัตรและปฏิปทาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์กับคำสั่งสอนของท่าน ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญแห่งงานบุญงานกุศลที่จะเป็นพละปัจจัยช่วยหนุนส่งให้เรามุ่งหน้าสู่ความพ้นทุกข์อย่างถูกต้องรวดเร็ว</span></span><br /><br />เริ่มตั้งแต่สัพพะทานัง...สร้างโรงงานปัญญา คือโรงเรียน...ตั้งมูลนิธิฯ ให้อาหารกลางวันเด็ก ดูแลสงฆ์อาพาธ ตลอดจนสร้างวัดป่าชนะสงคราม อุโบสถวัดป่าพอก กับอีกหลายแห่งแบบสมทบทุน...<br /><br />ในอดีตมีครั้งหนึ่งยามเริ่มต้นสร้างวัดป่าชนะสงคราม เหนื่อยหนักถึงภาระควบคุมก่อสร้าง...หาทุนทรัพย์ ยังไม่พอ หากต้องคอยแก้ปัญหาความมัวเมาเอาแต่ใจในกิเลสของชาวบ้านจนท้อใจแทบวางงานเหล่านั้นจนนับครั้งไม่ถ้วน เข้าวัดทำงานก็ดื่มสุรา แม้พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ท่านยังเบือนหน้าหนี วันหนึ่งปรารภกับหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ด้วยความเหนื่อยหน่าย ท่านพูดยิ้ม ๆ เป็นประโยคสั้น ๆ แต่ได้สาระและเหตุผลครบถ้วน<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>เพราะเขาโง่เขลาเราจึงต้องสร้างวัดหาครูบาอาจารย์มาอบรมสั่งสอนไม่ใช่รึ?”</strong></span><br /><br />สั้นแต่เหมือนทิ่มเข้ากลางใจจนเลิกคิดเลิกบ่นแต่นั้นมา...บอกตัวเองว่า...จริงของหลวงปู่...<br /><br />...ถ้าคนเขาดีอยู่แล้ว เราต้องทำวัดทำวาเพื่ออะไร...ถ้าเขาไม่ดีไม่มีปัญญาแต่เราทำให้เขาดีมีปัญญาได้ นั่นคือบุญกุศลอันมากมายมหาศาล!<br /><br />โรงเรียนให้ปัญญาทางโลกกับมนุษย์ นั่นคือเหตุผลต่อมาที่พิจารณาได้ จึงเข้าใจว่าทำไมหลวงปู่จึงให้สร้างโรงเรียนที่บ้านอวยศรีให้เด็ก...เป็นโรงทานทางปัญญาแห่งแรกในชีวิต<br /><br />เคยบอกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน พุทธศาสนาเน้นเรื่อง <span style="color: #800000"><strong>‘ปัญญา’</strong></span> หากมิได้เป็นแค่ปัญญาทางโลกอันเป็นปัญญาภายนอกเท่านั้น ทว่า<span style="color: #800000">พระบรมศาสดาทรงเน้นให้เรามีปัญญาภายในเป็นธรรมปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์สู่ความสุขอันเป็นวิมุตติสุขชั่วนิรันดร์</span><br /><br />พระบรมศาสดาครั้งเป็นมหาโพธิสัตว์ ทรงสละความสุขทางโลก ทรมานพระวรกายอย่างแสนสาหัส ก็เพราะทรงมีพระราชปณิธาน ในการค้นหา<span style="color: #800000"><strong> ‘ธรรม’</strong></span> คือ <span style="color: #800000"><strong>‘สัจจะความจริงสำหรับดับทุกข์ทั้งปวงสู่ความหลุดพ้น’</strong></span> จนพระองค์ทรงค้นพบและนำมาสั่งสอนเราในที่สุด<br /><br /><span style="color: #800000"><strong>...ธรรมะ</strong></span> <span style="color: #3366ff">จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นความถูกต้อง...คือสัจจะปรมัตถ์ที่มิมีทางผิดเพี้ยนไปได้เลย เป็นทางสายเดียวให้ปฏิบัติให้ก้าวเดินสู่ความหลุดพ้น ธรรมะจึงสำคัญสูงสุด จนพระตถาคตเจ้ายังตรัสกับพระอานนท์ในกาลก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานชัดเจน...</span><br /><br />ภายหลังไม่มีเราตถาคต ธรรมทั้งหลายที่เราตรัสแสดงไว้ดีแล้วจะเป็นศาสดาแทนเรา!” หรืออีกครั้งที่ทรงเปล่งพระวาจาชัดเจนยิ่ง...<br /><br />“ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต!”<br /><br /><br /><br />เพราะประการนั้น จากงานสร้างโรงเรียน คือโรงเรียนปัญญาทางโลก จึงก้าวมาสู่ทางสร้างวัดในเวลาต่อมา เพราะวัดคือสถานที่อยู่จำพรรษาของพระสงฆ์อันเป็นพุทธสาวก เป็นที่ใช้ปฏิบัติธรรมศึกษาหาความจริงของครูบาอาจารย์ที่เป็นเนื้อนาบุญของผู้คนสัตว์โลกทั้งปวง<br /><br /><span style="color: #800080"><strong>และเป็นสถานที่เผยแพร่ธรรมะแห่งพุทธศาสนาให้ยั่งยืนยาวนาน อีกทั้งเป็นสถานให้ธรรม คือปัญญารู้แจ้งจริงแก่มนุษย์เป็นทานนั่นเอง</strong></span><br /><br />นั่นจึงเป็นคำตอบของภูเตศวรกับผู้เอ่ยคำถามที่ว่า ‘ทำได้อย่างไรกับการทำสิ่งเหล่านี้มานานกว่ายี่สิบปี?’ เพราะนี่คือการทำบุญทำทานอันมีคุณค่าอย่างใหญ่หลวงสำหรับตนและญาติมิตรญาติธรรม<br /><br />ด้วยเป็นโรงธรรมทานแก่สาวกบุตรในพระบรมศาสดาที่มาค้นหาธรรมและบรรลุธรรม แม้นพระสงฆ์เหล่านั้นสิ้นทุกข์จบพรหมจรรย์ ย่อมเป็นมหากุศลต่อสรรพสัตว์อย่างหาประมาณมิได้คือประการแรก<br /><br /><span style="color: #3366ff">เมื่อมีพระสงฆ์สุปฏิปันโนเป็นเนื้อนาบุญอันไพศาล ย่อมมีคุณประโยชน์ต่อญาติมิตรผู้คนให้การหว่านบุญแห่งตนเพื่อประโยชน์ตนเป็นที่ยิ่ง อีกทั้งจะได้รับสดับธรรมซักฟอกจิตวิญญาณและวางโลกสู่นิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้า ในคติของพุทธศาสนา เป็นประการที่สอง</span><br /><br />เยี่ยงนั้น...แม้ภูเตศวรอยากนำพาญาติมิตรญาติธรรมสร้างบารมีเอาไว้ เพื่อเป็นพละปัจจัยในการ ‘บำเพ็ญธรรม’ สู่ความพ้นทุกข์เร็ววันดังใจหวัง...ก็ต้องสร้างโรงทานธรรมนี้อย่างตั้งมั่นในจิตให้ได้ เพราะในกาลข้างหน้าต่อให้เราทั้งหลายที่ร่วมทำร่วมสร้างมาได้จากโลกนี้ไปแล้ว วัดวาแห่งนี้ก็จะยังดำรงธรรมทานของครูบาอาจารย์แต่ละรุ่นแต่ละยุคสมัยก็จะยังคงอยู่ ตราบใดยังมีผู้เข้าสดับรับธรรมทานนี้...<br /><br />กุศลผลบุญจะเป็นของเราตลอดกาลนาน!<br /><br /><br /><br />ธรรมช่วยให้สัตว์โลกหลุดพ้นจากทุกข์ ธรรมเป็นเครื่องจัดการร้อยรัดเป็นอิสระจากการเวียนภพชาติ สู่สิ่งสูงสุดในพุทธศาสนาคือพระนิพพาน ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าได้แปลกใจกับประโยคบาลีที่ว่า...<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ!</strong></span><br /><br /><span style="color: #339966"><strong>คือการให้ธรรมะเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง</strong></span><br /><br />ถึงตรงนี้หลายท่านคงจะอยากถาม ‘ต้องสร้างวัดเท่านั้นหรือจึงเป็นการให้ธรรมเป็นทาน?’ คำตอบคือ ‘ไม่ใช่’ เพราะธรรมทานสามารถทำได้หลายอย่างหลายประการ...เช่นการสนับสนุนการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ สามเณรหรือกุลบุตรธิดาการเผยแพร่เอกสารธรรมะชักชวนคนให้รู้จักการทำบุญ หรือแม้กระทั่งการอ่านหนังสือธรรมะที่มีประโยชน์นั่นแล...<br /><br />จนบัดนี้ก็ยังแอบหวังลึก ๆ ในใจ เมื่อไหร่คนไทยช่วงปีใหม่จะเลิกเที่ยวตามผับตามคลับ หันไปเที่ยวทำบุญในวัด...เมื่อไหร่จะเลิกซื้อของมึนเมาเป็นของขวัญ หันมาหาหนังสือธรรมะที่มีสารประโยชน์ของครูบาอาจารย์ให้คนที่ตนรักได้อ่านได้ศึกษาบ้างหนอ...<br /><br /><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>สวัสดีปีใหม่ครับ!</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%9e%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b8%b4/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ธรรมะจากหลวงปู่พรม พรหมโชโต by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 03:51:30 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ธรรมะจากหลวงปู่พรม พรหมโชโต
        จบลงด้วยดีสำหรับงานพิธีบวงสรวง ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระปิยมหาราช แห่งปวงชนชาวไทย เพื่อถวายพระราชกุศลในวันครบรอบเสด็จขึ้นครองราชย์ 136...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><span style="font-size: 24pt"><strong>ธรรมะจากหลวงปู่พรม พรหมโชโต</strong></span></span></p>
<p><br /><br /><br /><br />        <strong>จบลงด้วยดีสำหรับงานพิธีบวงสรวง ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า</strong> ราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระปิยมหาราช แห่งปวงชนชาวไทย เพื่อถวายพระราชกุศลในวันครบรอบเสด็จขึ้นครองราชย์ 136 ปี ของธนาคารกสิกรไทย โดยมีคุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการบริหาร ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี ในวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา<br /><br />งานนี้เป็นอีกหนึ่งมหาพิธีที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของภูเตศวรที่ได้เป็นเจ้าพิธีทำถวายมหาเทพและบูรพกษัตราธิราชเจ้า งดงามอย่างไรขอให้ทัศนาจากรูปภาพที่ประมวลมาลงเอาเถิดครับ<br /><br /><br /><br /><span style="color: #339966">. พิธีบวงสรวงบูชาล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 และบูรพกษัตราธิราชเจ้า</span></p>
<div id="wpfa-2757" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1772250690-5.jpg" target="_blank" title="บวงสรวงราชที่-5.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;บวงสรวงราชที่-5.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>อินทรีย์และพละ by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b0-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 03:43:34 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อินทรีย์และพละ
        จบลงแล้วสำหรับงานบุญกฐินหาปัจจัยยกพระอุโบสถ 200 กว่าปีที่ทรุดจมน้ำขึ้น และเตรียมบูรณะขึ้นใหม่ดังที่เคยนำเรื่องราวมาลงเมื่อหลายฉบับก่อน อย่างที่เรียนครับว่า พระอุโบสถฝ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">อินทรีย์และพละ</span></strong></span></p>
<p><br /><br /><br /><br /><strong>        จบลงแล้วสำหรับงานบุญกฐินหาปัจจัยยกพระอุโบสถ 200 กว่าปี</strong>ที่ทรุดจมน้ำขึ้น และเตรียมบูรณะขึ้นใหม่ดังที่เคยนำเรื่องราวมาลงเมื่อหลายฉบับก่อน อย่างที่เรียนครับว่า พระอุโบสถฝีมือช่างอยุธยายุครัตนโกสินทร์ตอนต้นหลังนี้ เป็นศาสนสมบัติอันล้ำค่าของแผ่นดินที่กำลังจะจมจะล่มลงอย่างน่าเสียดาย จึงทำให้ผู้เขียนต้องนำความจริงมาบอกบุญหาทุนทรัพย์ เพื่อทะนุบำรุงรักษาเอาไว้โดยเร่งด่วน<br /><br />หลังจากเขียนลงในคอลัมน์นี้ไม่นาน มีปัจจัยฝากมาทางไปรษณีย์และโอนเข้าบัญชีของวัดน้อยนอกโดยตรงประมาณ 200,000 กว่าบาท นอกจากนั้นเป็นที่น่าปีติยินดียิ่ง เมื่อมีผู้ใจบุญอ่านธรรมะ 5 นาที เดินทางไปนมัสการพระอาจารย์นภดล อาสโภ เจ้าอาวาสที่วัด แสดงเจตจำนงเป็นเจ้าภาพกองใหญ่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ<br /><br /><span style="color: #3366ff">1,000,000 บาทคือปัจจัยเริ่มต้นที่เจ้าภาพใหญ่ถวาย นั่นทำให้ยอดกฐินของวัดน้อยนอก จบลงที่ 2,229,501 บาท</span><br /><br /><span style="color: #3366ff">นั่นคือ...นิมิตหมายอันสำคัญที่จะบอกว่า งานยกและบูรณะพระอุโบสถหลังนี้จะสามารถดำเนินการได้ในไม่ช้านี้</span><br /><br />แม้จะมิได้พบหน้า กราบขอบคุณและโมทนาสาธุกับท่านเจ้าภาพทั้งหลายด้วยตนเอง แต่ก็ขอใช้คอลัมน์เล็ก ๆ นี้ ฝากขอบคุณ ฝากอนุโมทนากับ คุณอำนาจ คุณปิยะนุช เจริญสุขวานิช คุณราเชนทร์ โสภาพร คุณแม่เตือนใจ เศรษฐบุตร คุณเขมทัต มนัสรังษี พร้อมครอบครัวที่ให้เกียรติเป็นประธานทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้ อีกทั้งญาติมิตรญาติธรรมทุกท่านผู้ร่วมบุญร่วมทานด้วยครับ<br /><br />ขออำนาจกุศลผลบุญราศีที่ประกอบมาจงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ<br /><br />สำหรับกำหนดการเริ่มต้นดำเนินงานบูรณะพระอุโบสถเก่าแก่ รอให้หายเหนื่อยกันสักนิด ผู้เขียนจะเข้ากราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส สอบถามรายละเอียดมาแจ้งให้ท่านทั้งหลายได้ทราบอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้<br /><br />สำหรับทุนทรัพย์สำหรับการบูรณะก็ยังต้องจัดการหามาเพิ่มเติมอีก เพราะตั้งงบประมาณไว้ที่ 4-5 ล้านบาท ซึ่งท่านใดต้องการร่วมบุญร่วมกุศลครั้งนี้สามารถบริจาคได้โดยตรงที่วัด หรือ<span style="color: #3366ff">โอนเงินเข้าบัญชี พระมหานภดล อาสโภ เจ้าอาวาสวัดน้อยนอก หมายเลย 526-1-01434-3 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาโฮมโปรแจ้งวัฒนะ</span> ขออนุโมทนาในผลบุญล่วงหน้าครับ</p>
<div id="wpfa-2756" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1772250214.jpg" target="_blank" title="โอวาส.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;โอวาส.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b0-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>แก้กรรม? by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 03:40:57 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[แก้กรรม?
&nbsp;
        ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ เป็นที่แน่ชัดว่างานพิธีบวงสรวงและถวายพระราชกุศลแด่ล้นเกล้าฯ สมเด็จพระปิยมหาราช และเหล่าบูรพกษัตริยาธิราชเจ้า หน้าพระบรมรูปทรงม้า ในวั...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><span style="font-size: 24pt">แก้กรรม?</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><br /><br />       <strong> ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ เป็นที่แน่ชัดว่างานพิธีบวงสรวง</strong>และถวายพระราชกุศลแด่ล้นเกล้าฯ สมเด็จพระปิยมหาราช และเหล่าบูรพกษัตริยาธิราชเจ้า หน้าพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 20 กันยายน 2552 ได้ถูกเลื่อนออกไปแน่นอนแล้ว เหตุเพราะสถานการณ์บ้านเมือง โดย ‘คนเสื้อแดง’ ประกาศปักหลักชุมนุมพลตรงนั้นในวันที่ 19 กันยายน 2552 จนมิอาจดำเนินการได้<br /><br />ทางคณะกรรมการผู้ดำเนินงานบวงสรวง จึงเห็นพ้องในการขยับเลื่อนวันเวลาออกไปเป็นวันที่ 18 ตุลาคม ที่จะมาถึงนี้แทนกำหนดการเดิม<br /><br />จึงเรียนมาให้ท่านทั้งหลายทราบโดยทั่วกัน!<br /><br />สำหรับผู้ที่จองที่นั่งในงานบวงสรวงครั้งนี้มาแล้วทางคุณชูศรี วโรภาษ จะแจ้งและส่งกำหนดการใหม่ถึงท่านในไม่ช้าครับ<br /><br /><br /><br /><strong>เอาละครับ เรามาเข้าหัวข้อที่กำหนดไว้เลยดีกว่าครับ</strong> ระยะนี้ที่กำลังเป็นเรื่องฮิตติดตลาดทั้งวงการหนังสือและคำร่ำลือก็คือ <span style="color: #800000"><strong>การมองเห็นกรรม การสแกนกรรม การแก้กรรม</strong></span> ของเหล่าผู้ทรงภูมิทั้งหลาย<br /><br />ใน<span style="color: #00ccff"><strong>บทอะภิณหะปัจจะเวกขะณะ</strong></span> อันเป็นบทสวดพิจารณาความจริงอันเป็นสัจจะแห่งชีวิตได้กล่าวไว้ดังนี้<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>‘สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว’</strong></span><br /><br />เราจะละเว้นเป็นต่าง ๆ คือว่าจะต้องได้พลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้นไป<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>‘กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ’</strong></span><br /><br />เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย<br /><br /><span style="color: #000080"><strong>‘ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกังวา ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ’</strong></span><br /><br />เราจะทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจะเป็นทายาท คือต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป<br /><br />เหตุนี้คือสิ่งที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องเชื่อว่าบุพกรรมคือกรรมแต่อดีตชาติ จะกำหนดชีวิตตนในปัจจุบัน และปัจจุบันกรรมจะมีผลต่อไปในอนาคตชาติ เป็นสันตติจนกว่าจะบรรลุถึงพระนิพพานอันบรมสุขเป็นที่สุด<br /><br />มาถึง<strong>ความหมายของกรรม...<span style="color: #800000">กรรม...มาจาก ‘การกระทำ’</span> ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ที่ว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว...นั่นคือผลจากการกระทำทั้งหลายนั่นเอง</strong> ถึงตรงนี้จึงขอยกข้อความจาก <strong>‘หนังสือทิพยอำนาจ’ที่ท่านเจ้าคุณพระอริยคุณาธาร (เส็ง) ปุสโส</strong> ได้รจนาไว้มาแสดงให้เห็น <strong>‘กรรม’</strong> และ <strong>‘การให้ผล’</strong> ตามลักษณะต่าง ๆ ดังนี้<br /><br /><br /><br /><span style="color: #800000"><strong>กรรมจากการฆ่าการเบียดเบียนสัตว์</strong></span> ส่งผลให้ไปสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ครั้นได้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นคนอายุน้อย ตรงข้ามกับผู้ไม่เบียดเบียนไม่ฆ่าสัตว์ มีเมตตาปรานีในสรรพสัตว์ อำนวยให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ครั้นมาเป็นมนุษย์ก็เป็นคนมีอายุยืนยาว โรคาพยาธิน้อย<br /><br /><span style="color: #cc99ff"><strong>กรรมจากความมักโกรธ มากด้วยความแค้น</strong></span> ถูกใครว่าเล็กน้อยก็โกรธ พยาบาท แสดงความโกรธความดุร้าย ความน้อยใจให้ปรากฏ ส่งผลให้ไปสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ครั้นเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เป็นคนมีผิวพรรณทราม ตรงกันข้ามกับผู้มีใจอ่อนโยน ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมา กรรมดีนั้นจะอำนวยผลให้ไปสู่สุคติสวรรค์ ครั้นมาเป็นคนก็จะผิวงามน่าเลื่อมใส<br /><br /><span style="color: #00ff00"><strong>กรรมจากความมีใจจิตริษยา</strong> </span>อยากได้ ชอบเข้าไปขัดขวางลาภสักการะความนับถือ นบไหว้บูชาของคนอื่น ส่งผลสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นคนมีศักดาน้อย ส่วนกรรมตรงข้ามจะทำให้มีศักดามาก<br /><br /><span style="color: #00ccff"><strong>กรรมจากความตระหนี่ ไม่ให้ทาน</strong></span> ไม่เกื้อกูลต่อผู้ควรให้คือสมณ หรือคนดี ทำให้สู่อบาย เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมลำบากด้วยมีโภคะน้อย กรรมดีอันตรงข้ามส่งผลให้เสวยสุขในสุคติมากด้วยลาภ<br /><br /><span style="color: #339966"><strong>กรรมจากความกระด้างถือตัว</strong></span> ไม่เคารพผู้ควรเคารพ ไม่บูชาผู้ควรบูชา ส่งผลให้สู่อบาย ทุคติ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะเกิดในตระกูลต่ำ กรรมดีตรงข้ามจะส่งให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ครั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นคนเกิดในตระกูลสูง<br /><br /><span style="color: #3366ff"><strong>กรรมจากการไม่ขวนขวายเข้าศึกษาไต่ถามสมณพราหมณ์ถึงกุศล...อกุศล</strong></span> สิ่งมีโทษไม่มีโทษ สิ่งควรเสพ ไม่ควรเสพ เรื่องกรรมเพื่อทุกข์อันไม่เกื้อกูล และกรรมเพื่อสุขเกื้อกูลตลอดกาลนาน ส่งผลให้ไปสู่อบาย ทุคติ ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ก็จะเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา กรรมฝ่ายตรงข้ามอันเป็นกรรมดีจะอำนวยผลให้เสวยสุขในสุคติภูมิ ครั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นคนฉลาดปัญญามาก เป็นต้น...<br /><br /><br /><br /><strong>ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ยังกล่าวไว้อีกว่า</strong> ความรู้อันเป็นจริงเรื่องกรรมและผลส่งเสริมสนับสนุนให้สัตว์เป็นไปตามภาวะกรรมนั้นจะเกิดจากผู้ปฏิบัติธรรมสมาธิเจริญกรรมฐานจนได้ <span style="color: #ff0000"><strong>‘จุตูปปาตญาณ’</strong></span> ญาณชนิดนี้เป็นตัววิปัสสนาญาณที่รู้เห็นเหตุปัจจัยแห่งชีวิตตามความเป็นจริง<br /><br />สำหรับผู้ที่กล่าวอ้างว่าสามารถเห็นกรรมของผู้อื่นจนเรียกว่าสแกนกรรมได้ ก็ต้องได้จุตูปปาตญาณนี้แล้วเท่านั้น ส่วนการ <span style="color: #993366"><strong>‘แก้กรรม</strong></span>’ ให้ผู้อื่น ผู้เขียนยังไม่พบในคัมภีร์ฉบับใด นอกเสียจากการรีบกระทำความดีและการปฏิบัติธรรมนำพาจิตใจยกสู่ความบริสุทธิ์ด้วยวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น แม้แต่ในครั้งพุทธกาล เหล่าพระอรหันต์ขีณาสพผู้สำเร็จธรรมอย่าง พระโมคคัลลาน์ ผู้เป็นอัครสาวกยังต้องชดใช้กรรมหนักของท่านด้วยการถูกโจรทุบจนกระดูกแหลก สามารถเป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ว่า<br /><br /><strong>...เหนือฤทธิ์ คือ กรรม!</strong><br /><br />ดังพระบรมศาสดาทรงตรัสสอนไว้ชัดเจนว่า <span style="color: #800000">‘กรรมโยนิ-กรรมพันธุ’ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์นั่นเอง</span><br /><br />ล่าสุด...หลวงปู่ผู้มากด้วยเมตตา มากด้วยภูมิจิต ยังกล่าวกับผู้เขียนว่า...แม้แต่พระอรหันต์ผู้สำเร็จกิจแห่งพรหมจรรย์ ถ้าไม่ยกจิตเข้าสู่แดนนิพพาน จิตอาศัยอยู่ในกายเนื้อ กรรมที่ยังเหลือก็ทวงถามอยู่อย่างนั้น ดังที่เขียนถึงในฉบับก่อน ๆ แล้ว<br /><br />ดังนั้นสิ่งที่ชาวพุทธอันประเสริฐควรตระหนักอย่างที่สุดคือการเชื่อในผลกรรมอันเกิดจากการกระทำ อย่ารอให้ใครมาบอกมาแก้ให้เสียทรัพย์เสียเวลา ทว่าควรฝึกสติให้ห่างไกลจากการทำความชั่วความเลว เร่งปฏิบัติในการทำความดี เร่งเพ่งความเพียรภาวนาพิจารณาให้เห็นแจ้งจริงในจิตตนจนสามารถละ ลด ท้ายสุดปลดวาง <span style="color: #ff0000"><strong>‘ตัณหา-อุปาทาน’</strong></span> ลงได้<br /><br />การว่ายวนชดใช้ผลกรรมทั้งดีและชั่วก็จะหมดไปในที่สุด!<br /><br /><br /><br /><strong>ท้ายสุดในวันนี้ อยากบอกท่านทั้งหลายว่า</strong> อย่ามัวแต่พะวงในสิ่งที่มองไม่เห็น หรือสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีตจนต้องวิ่งแร่แถเถือกไปให้ใครส่องใครสแกนให้เสียเวลา<br /><br /><span style="color: #33cccc"><strong>ณ ปัจจุบันควรเร่งทำบุญทำทานให้มาก</strong></span><br /><br /><strong>ณ เวลานี้ควรเริ่มต้นลดละ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้มากที่สุดด้วยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน</strong><br /><br /><span style="color: #33cccc"><strong>ณ เวลานี้เฝ้าเพียรพยายามปฏิบัติภาวนาสมาธิให้มาก ให้บ่อยอย่างไม่ประมาท</strong></span><br /><br />แล้วแผ่บุญแผ่กุศลเหล่านั้นให้เจ้ากรรมนายเวรของตนอยู่เสมอ สัญญาครับว่าได้ผลกว่าวิ่งไปหาใครช่วยแก้กรรมให้เป็นไหน ๆ เพราะเป็นของจริงไม่ต้องอาศัย ‘อุปาทาน’ เข้าช่วยให้เสียเวลา<br /><br />แม้แต่<strong>ปัจฉิมโอวาทแห่งพระบรมศาสดา</strong>ท่านยังตรัสว่า <span style="color: #33cccc"><strong>“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายย่อมเสื่อมสิ้นไปธรรมดา...ขอให้ท่านทั้งหลายจงเร่งทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”</strong></span><br /><br />นั่นคือสัจจะ...เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก การแก้ตรงนี้ควรรีบทำด้วยตัวเองดีกว่าไหม ก็คนดูคนแก้ให้คนอื่นยังต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่เหมือนคุณแหละ คอยวิ่งให้คนอื่นดูคนอื่นแก้ให้จะเสียเวลาเปล่า<br /><br /><strong>เชื่อเถอะ!</strong><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>พบกันฉบับหน้า!</strong></span>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-by-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>เรื่องของกรรม กับเจ้ากรรมนายเวร by ธรรมะฝึกจิต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/</link>
                        <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 03:33:36 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[เรื่องของกรรม กับเจ้ากรรมนายเวร
&nbsp;
        อีกครั้งในพรรษานี้ที่เดินทางขึ้นปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงคราม ตามที่หลวงปู่พรม พรหมโชโต ท่านปรารภเอาไว้เมื่อช่วงก่อนเข้าพรรษา...“มีเวลาน้อยก็...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline;color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">เรื่องของกรรม กับเจ้ากรรมนายเวร</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><br /><br />        <strong>อีกครั้งในพรรษานี้ที่เดินทางขึ้นปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงคราม</strong> ตามที่หลวงปู่พรม พรหมโชโต ท่านปรารภเอาไว้เมื่อช่วงก่อนเข้าพรรษา...<br /><br />“มีเวลาน้อยก็ไม่เป็นไร มาน้อยวันแต่มาให้ถี่ๆ หน่อย” เพราะประโยคนี้ของท่านทำให้ผู้เขียนรีบกระวีกระวาดในทุกครั้งที่ปลีกตัวจากภาระร้อยรัดได้แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่กี่วันก็ตาม<br /><br />และทุกคราที่พบและได้กราบนมัสการหลวงปู่ นับเป็นเวลาอันทรงค่าจนมิอาจประมาณได้ โดยเฉพาะหลายครั้งหลัง <span style="color: #ff0000"><strong>‘เจโตปริยญาณ’</strong></span> หรือการดักใจมนุษย์อ่านความคิดคนของท่านช่างเฉียบคมจริง ๆ<br /><br />คราก่อนหน้านี้ ตัวเองนึกคิดเอาไว้ก่อนหน้าขึ้นรถเดินทาง เหลือเวลาอีกน้อยนิดสำหรับชีวิตเพศฆราวาสและรู้ทั้งรู้ว่า ลูกศิษย์ลูกหาอีกทั้งญาติธรรมมากมายล้วนเคารพรักหลวงปู่อย่างยิ่ง...แม้มีโอกาสขออนุญาตสร้างวัตถุมงคลรูปเหมือนท่านเอาไว้แจกจ่ายลูกศิษย์เพื่อการรำลึกถึงเพื่อกราบไหว้ได้ก็จะมีไม่น้อย หากเมื่อเดินทางถึงกราบท่านเสร็จ หลวงปู่มองหน้าผู้เขียนยิ้มน้อย ๆ พร้อมพูดเบา ๆ<br /><br />“ปู่รู้ว่ามีหลายคนอยากทำเหรียญของปู่ แต่ปู่ไม่อนุญาตหรอก” เรานิ่งอึ้งแต่ไม่วายย้อนถาม<br /><br />“ทำไมหรือครับหลวงปู่?”<br /><br />ท่านเมตตาอธิบายยาวนาน รวมความคือ<span style="color: #800000"><strong>วัตถุมงคลไม่ได้ช่วยให้พ้นความทุกข์ พ้นความตาย</strong></span> หากที่สำคัญกว่านั้นคือ...หลวงปู่ยังเป็นพระผู้น้อย อายุกาลพรรษาไม่มาก เพราะบวชตอนแก่<br /><br />ลูกศิษย์ดื้อด้านอย่างภูเตศวรมีหรือจะยินยอมโดยง่าย กราบเรียนท่านว่า<br /><br />ไม่ได้คิดสร้างวัตถุมงคลเอาไว้กันตาย แต่เอาไว้ระลึกถึง ‘พระสังโฆ’ คือหลวงปู่ ในฐานะครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณมากกว่าประการอื่น<br /><br />กระนั้นหลวงปู่ก็ยังไม่อนุญาต แถมยังย้ำคำ...เหมือนจะกลัวความหัวดื้อของภูเตศวร<br /><br />“ปู่ไม่อนุญาต ใครทำมาบาปนะ!”<br /><br />เจอเข้าไม้นี้ผู้เขียนเลยได้แต่ทำตาปริบ ๆ เอ้า...คณะญาติธรรมลูกศิษย์หลวงปู่ให้รู้ไว้ ใครที่มาอ้อนวอนให้ภูเตศวรขออนุญาตท่านโปรดทราบคำตอบนี้โดยทั่วกัน<br /><br /><br /><br /><strong>กับอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นเจโตปริยญาณอันแหลมคมของหลวงปู่ก็คือ..</strong>.การตอบข้อสงสัยโดยไม่ต้องเอ่ยถาม หนนี้เพิ่งเกิดในครานี้อย่างสด ๆ ร้อน ๆ มาจากความสงสัยเรื่องเจ้ากรรมนายเวร คำว่าเจ้ากรรมนายเวรฟังดูแล้วคล้าย ๆ เป็นตัวตนของผู้ที่เราก่อกรรมเอาไว้แล้วเขาตามทวง คำถามคือ...ถ้าเป็นเช่นนั้น แม้นเราผ่านภพผ่านชาติมายาวนาน คนที่เราก่อกรรมด้วยก็ไปเกิดกันคนละภพชาติกับเราเขาจะมาทวงเราได้อย่างไร โดยวิธีไหน<br /><br />คิดมาตั้งแต่อยู่บ้านอยู่กรุงเทพฯ พบหน้าหลวงปู่ถึงอำเภอทุ่งเสลี่ยม สุโขทัย ท่านเริ่มต้นด้วยประวัติหลวงปู่บัว สิริปุณโณ พระอรหันตเจ้าผู้ละสังขารเข้านิพพานซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่ตั้งแต่สมัยหลวงปู่ยังอยู่ในเพศคฤหัสถ์ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนถึงกาลดับขันธ์ด้วยโรคาพยาธิร้ายแรงอันเกิดจากกรรมเก่าอันหนักหนาสาหัส<br /><br />“หลวงปู่ใหญ่ทนใช้กรรมหนักอันนี้มาถึงหนึ่งร้อยชาติ!” และยังย้ำหนักแน่น “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายและรับกรรมหนักกว่าทุกชาติ”<br /><br />หลวงปู่เล่ารายละเอียดของเรื่องราวตามที่ได้รับฟังจากปากหลวงปู่บัวในสมัยยังเป็นโยมอุปัฏฐากรับใช้ยืดยาว แต่จะสรุปให้ย่นย่อเพียงว่า <span style="color: #000080">กรรมที่หลวงปู่บัวได้ก่อไว้ในอดีตชาติคือการฆ่าสามีแล้วแย่งภรรยาผู้อื่นมาครอบครอง วิธีการคือเอายาพิษทำจากสมุนไพรทาที่นอนไว้ พอสามีของผู้หญิงที่ตนหมายปองสัมผัส ก็เกิดการเน่าเปื่อยพุพองทรมานจนตาย</span><br /><br />กรรมนี้ติดตามทวงถามมาหนึ่งร้อยชาติเต็ม ๆ และสิ้นสุดลงเมื่อหลวงปู่บัว สิริปุณโณ เข้าสู่พระนิพพานด้วยการละขันธ์<br /><br />ทั้งปวงคือความรู้ที่หลวงปู่พรมเมตตาแนะนำสั่งสอนจนมั่นใจว่า<strong>แม้จะสำเร็จภูมิธรรมระดับสูงแล้วตราบใดที่กายยังอยู่ในโลก <span style="color: #800000">‘กรรม’</span>ที่ยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมจาก ‘เจ้ากรรมนายเวร’ ก็ยังรุมทวงอยู่ไม่จบสิ้น</strong> เพียงแต่ผู้มีภูมิจิตสูงที่สามารถแยกจิตกับกายออกจากกันได้ อย่างที่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร เคยกล่าว<br /><br />“...ทุกข์มี แต่ผู้รับทุกข์ไม่มี ก็อยู่ส่วนใครส่วนมัน” ก็เหมือนเวทนากาย ถ้าจิตกับใจไม่รับ เวทนากายก็ทำอะไรผู้สำเร็จภูมิธรรมยกจิตยกใจเข้าสู่สมาธิเข้าสู่ความสงบมิได้เฉกเดียวกัน<br /><br />มิเพียงเท่านั้น หลวงปู่ยังอธิบายต่อ <span style="color: #800080"><strong>คำว่าเจ้ากรรมนายเวร ไม่ใช่วิญญาณของคนที่เราก่อกรรมเป็นผู้ตามทวง แต่เป็นไปโดยสัจธรรมธรรมชาติเป็นผู้กำหนด</strong></span>อย่างที่พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ในยามเราสวดมนต์<br /><br /><strong>กัมมะพันธุ...กัมมะโยนิ อันแปลความว่า เรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผาพันธุ์</strong><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>การกระทำความดีความชั่วใด ๆ ของตนในทุกภพชาติจะเป็นตัวกำหนดให้เราเป็นไปตามกรรมนั้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยง นอกเสียจากการปฏิบัติจิต ยกใจเข้าสู่ความสงบโดยสมาธิ เอาปัญญาธรรมอบรมจิตใจให้ละวางโลกสู่โลกุตตระก้าวสู่ภาวะนิพพานได้ นั่นจึงพ้นบ่วงกรรมได้ตลอดนิรันดร์</strong></span><br /><br /><strong>“กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ แก้ได้ง่าย”</strong> หลวงปู่พรม ยังเมตตาแนะนำต่อเหมือนฝากผู้เขียนถึงท่านทั้งหลาย <strong>“ทำบุญสวดมนต์นั่งสมาธิแผ่ให้ก็หลุดแล้ว ส่วนกรรมหนัก ๆ นั้นยากเหมือนน้ำทะเลแหละ คลื่นน้ำมาซัดสาดเศษขยะเล็ก ๆ ก็กวาดหายไปได้ง่าย ๆ ส่วนก้อนหินใหญ่ ๆ กว่าจะซัดให้สึกกร่อนลงได้นานเป็นพันปี”</strong><br /><br />ตรงนี้ทำให้นึกถึงยาพิษในแก้วน้ำ ถ้าปริมาณน้อยเราค่อย ๆ เอาน้ำดีเทใส่ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเดียวก็เจือจางหายไป แต่ถ้าขุ่นข้นมีปริมาณมากก็ต้องใช้น้ำเข้าไปเจือจางมากและนานกว่าธรรมดา<br /><br />เฉกเช่นยาพิษคือบาปเวร น้ำคือบุญหรือกรรมดี ทำกรรมดีมาก ๆ เข้าไว้บาปก็เจือจางลงเป็นธรรมดา<br /><br />แต่ที่สำคัญกว่านั้น...ถ้าจะให้ได้ผลเร็ว<span style="color: #cc99ff"><strong>ต้องหยุดที่ปัจจุบันก่อน คือ ‘งดเว้นชั่ว’ โดยพลันทันทีและหมั่นประกอบกรรมดีอย่างต่อเนื่อง</strong></span> กรรมดีจะหนุนส่งไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยกรรมชั่วก็ต้องต่อแถวรอคิวอีกนานหน่อย จริงไหม?<br /><br /><br /><br />เอ้า...<strong>ขอลาท่านด้วยการเชิญชวนร่วมทำบุญยกพระอุโบสถ</strong>โบราณสถานวัดน้อยนอกให้หายจากการจมน้ำ อย่างที่นำรายละเอียดมาลงแล้วในฉบับที่ผ่านมา ใครอยากทำบุญให้ได้บุญจริง ๆ บุญที่หนุนนำชีวิตให้เดินหน้าไปอย่างมีความสุข เพราะการซ่อมแซมรักษาศาสนสมบัติแห่งบวรพุทธศาสนาคือบุญกุศลอันสูงนั้น สามารถโอนเงินเข้าโดยตรงที่บัญชี<br /><br />พระมหานภดล อาสโภ เจ้าอาวาสวัดน้อยนอก หมายเลขบัญชี 526-1-01434-3 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาโฮมโปร แจ้งวัฒนะ<br /><br /><br /><br />โอมศานติ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ธรรมะฝึกจิต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		