<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									นมัสการภันเต - dhamma5minutes.com ฟอรัม				            </title>
            <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/</link>
            <description>dhamma5minutes.com กระดานสนทนา</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 19:54:36 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ปิดม่าน by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 14:55:15 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ปิดม่าน นมัสการภันเต
          เป็นไปตามที่ได้สัญญาไว้ค่ะ กองบรรณาธิการขอสรุปจดหมายการเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4 แห่งในอินเดียของมหาแหมวและคณะฯ เพื่อให้สมาชิกเว็บไซต์ธรรมะ 5 นาที ได้อร...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="color: #000080;font-size: 24pt">ปิดม่าน นมัสการภันเต</span></p>
<p><br />          เป็นไปตามที่ได้สัญญาไว้ค่ะ กองบรรณาธิการขอสรุปจดหมายการเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4 แห่งในอินเดียของมหาแหมวและคณะฯ เพื่อให้สมาชิกเว็บไซต์ธรรมะ 5 นาที ได้อรรถรสเพิ่มขึ้น โดยมีรายละเอียดของจดหมายแต่ละฉบับดังนี้</p>
<ul>
<li><a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/460/" target="_blank" rel="noopener">เปิดม่าน</a></li>
<li><strong>จดหมายฉบับที่ 1</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/461/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 ก่อนจะเป็นนมัสการภันเต พร้อมกับการเริ่มเดินทางสู่ประเทศอินเดีย</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/462/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย เที่ยวบินที่ 313 วันที่ 13</a></li>
<li> <strong>จดหมายฉบับที่ 2</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/463/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 จดหมายฉบับนี้เขียนบนเครื่องบินเที่ยวบินที่ลงท้ายลัคกี้นัมเบอร์</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/464/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 2 ถึงสนามบินกัลกัตตา จากนั้นจะขึ้นเครื่องบินภายในประเทศเพื่อต่อไป ‘ปัตนะ’</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/465/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 3 ยามใดที่ประสบความประหวั่นพรั่นพรึง...ขนพองสยองเกล้า...ยามนั้นควรรำลึกคุณ แห่งพระรัตนตรัย ด้วยการเจริญบทสรรเสริญคุณอิติปิโส...สามห้อง</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/466/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 4 “มาอินเดียนี่ถือว่าได้มาสร้างบารมี...แค่ใครทำใจกับแขกได้ กลับไปก็ใกล้สำเร็จ แล้ว...”</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/467/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 5 ถึงดำดำแอร์พอร์ต</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/469/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย แอร์อินเดียไม่เหมือนที่ไหนในโลก มีแค่สองเกียร์ คือ เกียร์ดับกับเกียร์เปิด</a></li>
<li><strong>จดหมายฉบับที่ 3</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/470/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 เช้าวันแรกในอินเดีย มหาแหมวพาชม ‘เมืองปัตนะ’ ที่เป็นเมืองหลวงของ ‘แคว้นวิหาร’ หรือ ‘พิหาร’</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/471/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 2 รถอินเดียมีอยู่สองยี่ห้อคือ... ‘แอมบาสเดอร์’ กับ ‘ซูซูกิ’</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/472/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 3 ร้าน ‘กะหล่ำใจ’ คือร้าน ‘ชาใส่นมร้อน’ ที่มีดาษดื่นทั่วแว่นแคว้นอินเดีย...เพราะคนอินเดียชอบกินกะหล่ำใจเป็นชีวิตจิตใจทั้งประเทศ</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/473/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 4 เช้าวันที่สอง กับคำกล่าวที่ว่า “บ้านดินเหนียวผสมขี้วัวแขก”</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/475/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 5 ขึ้นรถบัสแขกมุ่งหน้าไปยังวัดอโศการาม สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับค้างแรมอยู่หนึ่งคืนก่อนเสด็จสู่เวสาลี</a><br />- ต<a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/476/" target="_blank" rel="noopener">อนที่ 6 ครั้งหนึ่งในอดีตมหาแหมวเคยมีมิจฉาทิฐิ !... ด้วยการถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า...“พระพุทธเจ้านั้นมีจริงหรือ...?” และ “เรื่องราวที่เล่าขานกันมานั้นเป็นความจริงหรือเป็นตำนานเล่าขานกันมาเท่านั้น? ”</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/477/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 7 ไปพิพิธภัณฑ์เมืองปาฏลีบุตร หรือที่เรียกว่า PATNA MUSEUM</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/478/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 8 สู่ขาคิชฌกูฏ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับค้างแรมของพระพุทธเจ้า</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/480/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 9 กราบพระพุทธเจ้าที่คันธกุฎีบนเขาคิชฌกูฏ</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/481/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย เส้นทางขึ้นเขาคิชฌกูฏแบ่งระยะได้ 9 จุด สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ เป็นที่ ๆ พระอรหันตสาวกเคยพำนักปฏิบัติธรรม</a></li>
<li><strong>จดหมายฉบับที่ 4</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/482/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 “สวดมนต์ ต้องเสียงดังฟังชัด...อักขระต้องไม่ผิดเพี้ยน...”</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/483/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 2 ที่วัดไทยนาลันทาขึ้นรถมุ่งหน้าไปสู่มหาวิทยาลัยนาลันทาอันยิ่งยงในอดีตกาล ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งผลิตขนมอร่อยอันเลื่องชื่อของอินเดีย คือขนมกุมมาศ</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/484/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 3 ‘เมืองนาลันทา’ คือเมืองที่ไม่เคยปฏิเสธในการให้ (น อลํ ทา) หรือเมืองที่ให้แต่ความชื่นใจ (นา ลํ ทา)</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/485/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 4 ประวัติมหาวิทยาลัยนาลันทาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นขุมทรัพย์แห่งธรรมปัญญา จนได้เป็นมหาวิทยาลัยในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช...แต่มาถึงกาลวินาศในยุคมุสลิมเข้ามีอำนาจในอินเดีย...</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/486/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 5 ออกจากมหาวิทยาลัยนาลันทาเพื่อตรงไปยังวัดเวฬุวนาราม</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/488/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 6 จากสวนเวฬุวัน หรือสวนไผ่ของพระเจ้าพิมพิสาร ที่กลายเป็นวัดเวฬุวันมหาวิหาร เป็นศูนย์รวมทางพุทธศาสนา</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/489/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 7 เรื่องราวความน่ามหัศจรรย์ของหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิที่กล่าวขานกันมานาน เนื่องจากพระเศียรของท่านเปิดได้ และมีน้ำมนต์ไหลซึมออกมาตลอดเวลา</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/491/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย แวะชมหมู่บ้านชาวฮินดู ผ่านมูลคันธกุฎี ที่ที่พระพุทธเจ้าเคยค้างแรม แวะดูคุกพระเจ้าพิมพิสาร พร้อมประวัติบางส่วนของพระองค์</a></li>
<li><strong>จดหมายฉบับที่ 5</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/497/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 วัดไทยพุทธคยา</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/501/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 2 มหาแหมวนำท่านสู่สถานที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ซึ่งประกอบด้วย พระเจดีย์พุทธคยา ต้นศรีมหาโพธิ สระมุจลินท์</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/505/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 3 ‘วัชรอาสน์’ หรือ ‘แท่นเพชร’ สำหรับคนใจเพชร...อันหมายถึงพระพุทธเจ้าผู้ทรงผ่าน ‘ทุกข์’ ด้วยพระราชหฤทัยอันแข็งแกร่งประหนึ่งเพชร</a><br />-<a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/507/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 4 ประวัติบางตอนก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/511/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 5 แวะชมวัดภูฐาน มีศิลปะคล้าย ๆ วัดของทิเบตผสมญี่ปุ่น</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/513/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 6 เยี่ยมชมวัดทิเบตซึ่งมีศิลปะคล้าย ๆ กับวัดภูฐาน จากนั้นไปนมัสการพระพุทธรูปที่รัฐบาลญี่ปุ่นสร้างขึ้น ณ พุทธคยา จากนั้นเดินทางไปยังแม่น้ำเนรัญชราและข้ามไปยังหมู่บ้านนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาส</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/514/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 7 ประวัติบางตอนของเซียนสู</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/515/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 8 ประวัตินางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาส</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/516/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 9 ข้ามแม่น้ำเนรัญชราที่มีแต่ผืนทราย กลับมาฝั่งเจดีย์พุทธคยาอีกครั้ง</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/517/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย เวลา 18.00 น. คณะฯเข้านมัสการพระศรีมหาโพธิอย่างใกล้ชิด และร่วมใจกันทอดผ้าป่าถวายวัดไทยพุทธคยา ก่อนที่จะเดินทางไปพาราณสี</a></li>
<li><strong>จดหมายฉบับที่ 6</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/518/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 เดินทางสู่สถานีรถไฟคยาเพื่อมุ่งหน้าไปพาราณสีระยะทาง 257 กิโลเมตรแต่รถไฟแขกใช้เวลาวิ่งทั้งหมดกว่าหกชั่วโมง พักค้างแรมที่วัดไทยสารนาถ</a><br />-<a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/519/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 2 ในอดีตกาล เมืองพาราณสีและสารนาถมีชื่อเสียงทางการศึกษาปรัชญาธรรมะและการปฏิบัติมาก เพราะเป็นสถานที่สงัดมีป่าไม้ร่มรื่น</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/525/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 3 ถึงวัดสวนกวาง หรืออิสิปตนมฤคทายวันนมัสการเมกขสถูปสถานที่ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า และ ‘เจาคันธีสถูป’ อันเป็นจุดที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาจากพุทธคยามาพบเหล่าปัญจวัคคีย์ที่นี่ก่อน...</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/529/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 4 เข้าพักที่วัดไทยสารนาถซึ่งถูกสร้างขึ้นภายใต้การนำของท่านพระครูประกาศปัญญาคุณ แห่งสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ท่าพระจันทร์</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/533/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 5 ไปเยือน...แม่น้ำคงคา...ดูท่าวิศวนาถบันดิน...ที่เรียกว่า ‘โค้งข้อศอกพระศิวะ’ ตรงนั้นเป็นที่เผาศพของชาวฮินดู...ที่เผาศพที่ว่ากันว่า...ไฟจากฟืนเผาศพไม่เคยดับมากว่าพันปีแล้ว...</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/536/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 6 แม่น้ำคงคา แม่น้ำสายสำคัญที่เปรียบเสมือนหัวใจ...เหมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาวภารตะทั้งประเทศ</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/538/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 7 ดูพิธีเผาศพของฮินดูที่แม่น้ำคงคา ซึ่งไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัยมารวมบรรจบกันที่จุฬาตรีคูณจากเหนือลงใต้ แล้วไหลทวนขึ้นพาราณสีจากทิศใต้ไปทิศเหนือ...แล้วค่อยวกลงใต้อีกครั้ง...</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/539/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 8 เรื่องราวของตรอกหมอฟัน และภาษาฮินดี</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/541/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 9 ร่วมใจสละเงินสมทบเป็นกองผ้าป่า ถวายวัดไทยสารนาถ แล้วจึงเดินทางมุ่งหน้าสู่เมือง กุสินารา ถึงมกุฎพันธนเจดีย์ หรือที่ประชุมเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/544/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 10 พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า... “อานนท์ การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย!”</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/557/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย ประวัติในช่วงก่อนที่ตถาคตเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน จากนั้นเดินทางเข้าพักที่วัดไทยกุสินารา</a></li>
<li><strong>จดหมายฉบับที่ 7</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/558/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 เดินทางไปยังวิหารกับสถูปอันเป็นสถานที่ปรินิพพานของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า สู่ประตูรั้วสาลวโนทยานที่มีชื่อในท้องถิ่นว่า ‘มาถาทุนวะระทาโกฎ’ ซึ่งแปลว่า ‘ตำบลเจ้าชายสิ้นพระชนม์’ ถวายผ้าป่าที่วัดไทยกุสินารา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศเนปาล เพื่อไปนมัสการสถานที่ประสูติ</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/549/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 2 สวนลุมพินี และวิหารพระนางมหามายาเทวี (พุทธมารดา)</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/550/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 3 ประวัติที่พระบรมโพธิสัตว์ทรงประสูติจากพระครรภ์มารดาและเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะ</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/551/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย ร่วมทอดผ้าป่า ณ สังเวชนียสถานลุมพินี ก่อนจะเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองสาวัตถี</a></li>
<li><strong>จดหมายฉบับที่ 8</strong><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/552/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 1 ออกจากเนปาล ภูเขาหิมาลัย กลับเข้าสู่อินเดียอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าสู่สาวัตถี</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/553/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 2 เยี่ยมชมซากเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ผ่านวัดพุทธของศรีลังกา เยี่ยมชุมชนของชาวอินเดียที่เป็นชาวนา ผ่านโรงเรียนแขก ที่ซึ่งอบรมสั่งสอนให้มนุษย์มีวิชาความรู้ออกไปทำหน้าที่การงาน</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/554/" target="_blank" rel="noopener">ตอนที่ 3 ถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งทุกวันนี้เหลือซากเอาไว้นิดเดียวจนดูไม่ออกว่าอดีตเคยเป็นนครที่รุ่งเรืองมาก่อน...</a><br />- <a href="https://dhamma5minutes.com/community/postid/555/" target="_blank" rel="noopener">ตอนสุดท้าย สัมผัสรสของขนม ‘กุหลาบจามูน’ แล้วเดินทางถึงวัดไทยสาวัตถี ที่เป็นเสมือนวัดแรก เป็นธงผืนแรกที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือแผ่นดินพุทธภูมิโดยบารมีหลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐ</a></li>
</ul>
<div id="wpfa-2213" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1771253715.jpg" target="_blank" title="นมัสการสังเวชนียสถาน.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;นมัสการสังเวชนียสถาน.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 13 (ตอนอวสาน) *** by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-13-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 14:27:01 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 13 (ตอนอวสาน)
&nbsp;
นมัสเต...ขอรับ          วันนี้เราตื่นมาด้วยความรู้สึกสองอย่างซ้อนกันอยู่ในใจ...อันแรกคือความปิติยินดีที่จะได้ชมโบราณสถานในศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘อาจั...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #800000">จดหมายฉบับที่ 13</span> <span style="color: #008000">(ตอนอวสาน)</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นมัสเต...ขอรับ</strong><br /><br />          วันนี้เราตื่นมาด้วยความรู้สึกสองอย่างซ้อนกันอยู่ในใจ...อันแรกคือความปิติยินดีที่จะได้ชมโบราณสถานในศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘อาจันต้า’ อย่างที่สองคือ...ทุกคนรู้ว่า วันนี้ไม่ต่างกับ ‘วันสุดท้าย’ ที่จะได้เที่ยวในอินเดีย แม้ว่ายังเหลือพรุ่งนี้อีกวันแต่เมื่อดูในกำหนดการแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางมากกว่า<br /><br />          ‘...ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา...’ เป็นคำกล่าวที่ไม่มีใครกล้าว่า ‘ไม่จริง’ เพราะทุกอย่าง...เกิดขึ้น...จะตั้งอยู่ชั่วขณะท้ายสุดต้องจบลงเสมอเป็น<span style="color: #008000"><strong>กฎ ‘ไตรลักษณ์’ คือลักษณะสามประการที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง...อนัตตา</strong></span>นั่นเอง...<br /><br />          ฉะนั้น...วันนี้เสียงหัวเราะของชาวเราจึงดูเหมือนมีน้อยลง แต่ทุกคนก็ยังมีความสุขจากวันคืนที่ผ่านมาบนแผ่นดินพุทธภูมิอวลอยู่ในหัวใจกันทุกคน...<br /><br />          จากอาหารเช้าที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ อาจันต้า...ในช่วงเวลาโมงเช้า รถบัสใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็พาเรามาถึงถ้ำอาจันต้า...พุทธสถานอันยิ่งใหญ่<br /><br />         <strong> ถ้ำอาจันต้า</strong> ความจริงน่าจะเรียกว่า <strong>“หมู่ถ้ำอาจันต้า”</strong> มากกว่าเพราะเป็นถ้ำที่สร้างขึ้นจากแรงงานมนุษย์<span style="color: #000080">ถึงสามสิบถ้ำ...และเป็นถ้ำที่เป็นของศาสนาพุทธทั้งหมด ต่างกับ<span style="color: #ff0000"><strong>ถ้ำเอลโลร่า</strong></span>ที่มีการประกวดประชันกันระหว่างศาสนาเชน...ฮินดูและพุทธ</span><br /><br /><span style="color: #000080">         <span style="color: #ff0000"><strong> อาจันต้า</strong></span> ตั้งอยู่บนภูเขาเป็นรูปคล้าย ๆ เกือกม้า ตรงกลางเป็นช่องเขาแคบ ๆ มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านท่ามกลางทัศนียภาพของธรรมชาติสวยงามสงบสงัด เป็นการผสานธรรมชาติกับฝีมือมนุษย์ เข้าด้วยกันเรียกว่าสวยงามวิจิตรอย่างน่ามหัศจรรย์</span><br /><br />          อาจันต้าแผกจากถ้ำเอลโลร่าตรงที่<strong> เอลโลร่าอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ</strong> แต่อาจันต้าพวกเราต้องเดินขึ้นไปตามทางเดินที่ขุดแต่งโดยฝีมือมนุษย์สู่หมู่ถ้ำที่สูงกว่าแผ่นดินประเภทเดินจนขาแข้งอ่อนไปเหมือนกัน...ด้วยความสูงอย่างนั้นทำให้มีธุรกิจ ‘รับจ้าง’ แบกเสลี่ยงพาคนขึ้นผาของพวกอาบังเกิดขึ้นที่นี่...<br /><br />          ...แต่ชาวคณะของเราทุกคน ไม่มีใครใช้บริการที่ว่ากันเลย<br /><br />          ด้วยเหตุผล...เรามาทำบุญ...มาสร้างบารมีกันทุกคนจึงยอมเหนื่อยยอมทรมาน<br /><br />          สังขารเพื่อกุศล...มากกว่าความสะดวกสบาย<br /><br />          พักกันหลายขยักกว่าจะถึงถ้ำ เพราะในคณะมีผู้สูงอายุหลายท่านทั้งพระทั้งโยม โดยเฉพาะ<strong>หลวงปู่เมี้ยนวัดโพธิ์กบเจา อยุธยา</strong> อายุกาลของท่านตั้งแปดสิบกว่าเข้าไปแล้ว ขนาดมหาแหมวที่ดูยังหนุ่มยังแน่นอยู่ยังต้องหยุดยืนหอบซี่โครงบานไปเหมือนกัน...<br /><br />          หากแต่เมื่อขึ้นไปถึงหมู่ถ้ำอาจันต้า ความเหนื่อยทั้งหลายดูเหมือนจะสลายหายวับไปทันที เพราะ ‘คุ้ม’ กับการยอมเหนื่อยตะกายขึ้นเขาจริง ๆ ...กับความสวยวิจิตรของธรรมชาติประชันกับความงามในศิลปะที่มนุษย์ในสมัยแปดร้อยกว่าปีก่อนสร้างสรรค์ขึ้น...<br /><br />          <span style="color: #000080">ถ้ำแรก ๆ ที่เราเข้าไปชมเป็นถ้ำใหญ่ที่มีรูปสลักของเหล่าพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่...อีกทั้งยังมีภาพเขียนแบบ <strong>‘เฟรสโค’</strong> ที่งดงามตระการตาประดับประดาเต็มถ้ำไปหมด...แต่น่าเสียดายที่การถ่ายรูปมาฝากทำได้ยากมาก เพราะเจ้าหน้าที่ชาวอินเดียสั่งห้ามการถ่ายรูปด้วยแฟลชเพราะเกรงว่าไฟแฟลชจะทำลายภาพเขียนอันทรงคุณค่านั้นเร็วเกินไป</span><br /><br />          การไปอาจันต้าครั้งนี้...ทุกคนต้องนำไฟฉายติดตัวไปคนละกระบอก สำหรับส่องดูภาพเขียนอันเลื่องชื่อดังกล่าวด้วยตัวเอง...<br /><br />          “สวยจริง ๆ สวยเหลือเกิน...” อาเจ๊...คุณนายทมผู้ชมชอบงานศิลปะ...ประวัติศาสตร์เอ่ยปากพร่ำชมอยู่ไม่ขาดปาก...เพราะอาจันต้าเป็นความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมโบราณที่รุ่งเรืองอย่างมีระเบียบ...ทุก ๆ ถ้ำสร้างขึ้นอย่างมีระบบระเบียบแบบแผนอย่างใหญ่โตโอฬาร<br /><br />          แม้แต่ภาพเขียน ‘เฟรสโค’ บนผนังถ้ำบนเพดานยังวิจิตรตระการตาอย่างน่าอัศจรรย์ ภาพเขียนที่มีรายละเอียดของการแต่งกายที่งดงาม แค่ภาพสองภาพก็คุ้มค่าต่อการพาชมแล้ว อย่าว่ายังมีงานสถาปัตยกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือมนุษย์ขุดเจาะเข้าไปในภูเขาเป็นเมืองศาสนาที่มีรูปสลักมีลวดลายวิจิตรบรรจงแต่งไว้อย่างตระการตา...จนกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำ...<br /><br />          ไม่มีวัตถุโบราณใดในอินเดีย...หรือกระทั่งในโลก<br /><br />          สามารถรวบรวมเอาสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมการแกะสลักและวิจิตรศิลป์การเขียนภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์เหมือนที่นี่<br /><br />          <span style="color: #000080">ในบรรดาสามสิบถ้ำของอาจันต้ามีอยู่ห้าถ้ำที่สร้างขึ้นในรูปแบบศาสนสถานเป็นโบสถ์-วิหาร</span>ด้วยมีพระเจดีย์แกะสลักหินมีหลังคาเป็นรูปคานทรงโครงกระดูกที่ผู้สร้างคล้ายจะวางปริศนาธรรมไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้คิด...และพิจารณาเพื่อปัญญาธรรมสำหรับตน ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นวิหารที่อยู่อาศัยสำหรับพระสงฆ์กับผู้มาปฏิบัติธรรม<br /><br />          เราหลับตานึกถึงวันนั้นในอดีต...หลับตานึกถึงแรงศรัทธาของมนุษยชาติกับการสกัดหินเจาะเป็นถ้ำเข้าไปในภูเขา การแกะสลักเป็นเสาค้ำแกะลวดลายฝาผนังเพดานองค์พระเจดีย์ พระพุทธรูป..พระโพธิสัตว์และเหล่าเทวดาได้อย่างที่เห็นนั้น มิใช่ของง่าย<br /><br />          มหาแหมวถอนใจลึก... ‘เพราะเกิดอีกพันอีกหมื่นชาติ’ ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีศรัทธาอันแรงกล้าสำหรับงานอย่างนี้ได้หรือไม่?<br /><br />          ...และเป็นครั้งแรกที่เชื่ออย่างสนิทใจกับคำว่า ‘ศรัทธา’...<br /><br />        <strong>  ความศรัทธาของมนุษย์สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ประดับโลก ได้เสมอ!</strong><br /><br />          หลายชั่วโมงครับกับการเดินชมถ้ำอาจันต้าจนครบทั้งสามสิบถ้ำ...บนเส้นทางเล็ก ๆ ลัดเลาะไปตามภูเขาอย่างมิรู้จักคำว่าเบื่อหน่าย...<span style="color: #000080">ท้ายสุดจบลงด้วยการชุมนุมพร้อมหน้ากันของชาวคณะทั้งพระทั้งโยมในวิหารใหญ่ที่มีเจดีย์หินสลักอยู่ตรงกลาง</span><br /><br />          <span style="color: #000080">...เราสวดมนต์...และนั่งสมาธิกันตรงนั้น...</span><br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>ถวายเป็น ‘พุทธบูชา’ ...เพื่อมอบกุศลให้กับบรรพชนผู้มีความอุตสาหะ...วิริยะในการรังสรรค์งานอันวิจิตรอลังการเอาไว้ในพุทธศาสนาเหล่านั้น ด้วยความตั้งใจและอนุโมทนา</strong></span><br /><br />          อีกครั้งครับสำหรับการดิ่งเข้าสมาธิอย่างไม่เคยเป็นเหมือนนั่งอยู่ใต้ร่มเงาแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ...ที่พุทธคยา<br /><br />          ...บางอย่างไหลเลื่อนอยู่ในใจด้วยภาพกระจ่างจิต...<br /><br />          วันนี้ในวินาทีนั้นภูเตศวรได้พล็อตเรื่องขึ้นในความคิด...เรื่องนั้นคือ <span style="color: #ff0000"><strong>‘อติเทพ’</strong></span> <span style="color: #993300">อติคือ งามอย่างไม่มีที่ติ เทพคือเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ รวมความคือ เทพผู้ยิ่งใหญ่ที่งามอย่างไม่มีที่ตินั่นเอง...</span><br /><br />          ...ครับอีกไม่นานท่านทั้งหลายคงได้อ่านกัน...!<br /><br />          <span style="color: #0000ff"><strong>กลับออกจากถ้ำอาจันต้า...ด้วยความรู้สึก...เป็นสุขปนเศร้าอย่างประหลาด เราหันกลับไปมองหมู่ถ้ำเหล่านั้นอย่างอาลัยอาวรณ์คล้าย ๆ มีบางอย่างสะกิดเตือนในหัวใจ...</strong></span><br /><br />          ...อย่าลืมพวกเรานะ...<br /><br />          ‘แน่นอน...’ มหาแหมวให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง ‘เราจะเล่าเรื่องราวที่รู้ในใจผ่านตัวหนังสือ...เล่าเรื่องราวอดีตที่รับรู้ ให้ใครต่อใครได้อ่านกันในวันหนึ่งข้างหน้า’<br /><br />          จากถ้ำอาจันต้า...รถบัสแล่นเอื่อย ๆ กลับโรงแรมที่พักแม้ระยะทางจาก<span style="color: #008000"><strong>อาจันต้ากลับไปออรังกาบัด</strong></span>จะมีระยะทางแค่ร้อยกว่ากิโลเมตร แต่เพราะผู้คนที่มาเที่ยวชมความยิ่งใหญ่ของอาจันต้ามีมากมายบนถนนจึงหนาแน่นด้วยรถราจนมีอาการติดขัดเป็นระยะ ๆ<br /><br />          ...กับหลายวันที่ผ่านมา...ในลักษณะการเที่ยวแบบหมู่คณะทั้งพระทั้งโยมหลายชีวิต...อาจมีการจาบจ้วงล่วงเกินกันไปบ้างด้วยกาย วาจา ใจ ...ที่อาจเกิดขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจ...<br /><br />          เราทั้งหลายจึงถือโอกาสนั้นบนรถ...กล่าวคำขอขมาต่อพระสงฆ์ทุกรูป...มหาแหมวเป็นตัวแทนของฝ่ายโยม โดยมีหลวงปู่เมี้ยนเป็นตัวแทนฝ่ายสงฆ์<br /><br />          เรากล่าวคำขอขมาลาโทษก่อน...หากแต่ผิดคาดเพราะทางหลวงปู่ก็กล่าวคำขอขมาโยมเช่นกัน...ท่านให้เหตุผลว่า...พระก็มีโอกาส ‘เผลอ’ ได้เหมือนกันถ้าตอนไหนช่วงไหน ‘ขาดสติ’<br /><br />          ...คำว่า ‘อโหสิกรรม’ ต่อกันจึงเกิดขึ้นกับคนที่มีสติเสมอ...<span style="color: #993300"><strong>เพราะ ‘สติ’ จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง ‘ปัญญา’ ในการแก้ไขไม่ให้เกิด และก่อกรรมที่ไม่ดีต่อกันขึ้น</strong> </span>กลับถึงโรงแรม เหล่านักช็อปปิ้งทั้งหลายก็ยังนัวเนียอยู่กับร้านค้าแถว ๆ นั้น...ด้วยไม่จำเป็นต้องสำรองเงินเอาไว้ทำอะไรอีกแล้ว เพราะ<span style="color: #0000ff">พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับบอมเบย์เพื่อขึ้นเครื่องเที่ยวซีเอ็กซ์ เจ็ดศูนย์ห้า...มุ่งหน้าสู่ดอนเมือง</span>...ทุก ๆ คนเลยโละเงินรูปีที่เหลือให้กับร้านขายของที่ระลึกกันหมดกระเป๋า...<br /><br />          ค่ำวันนั้น...เรามีโอกาสได้รับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งอย่างมีความสุข...จากวันเวลาที่ผ่านมาสิบกว่าวันที่ได้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ...แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน แต่กับทุกข์สุขร่วมกันในหลายวัน ทำให้เราสนิทสนมกัน และเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้เราต้องจากกันก็อดไม่ได้ที่จะมีความอาลัยอาวรณ์...<br /><br />          ...การพบ...การพลัดพรากเป็นสมบัติของมนุษย์เสมอ...คุณนายทมเคยบอกเรา...<br /><br />          <span style="color: #000080">“มนุษย์นี่แปลก บางครั้งมีโอกาสพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวก็จะไม่เห็นกันอีกเลยตลอดชีวิต...” ก็เฉกเช่นมนุษย์ที่เราไม่อยากพบหน้า...แต่กลับต้องมาพบมาเจอกันอีกหลายต่อหลายครั้ง ทุกอย่างเกิดจากกรรมที่กำหนดทั้งสิ้น...</span><br /><br />          แต่อย่างไรก็ตามกับการพบ...และจำต้องจากกันอย่างอาวรณ์นั้น เราทั้งหลายซึ่งเป็นมนุษย์ต่างมีอยู่สิ่งเดียว สำหรับการปลอบประโลมใจ...สิ่งนั้นคือ <span style="color: #ff0000"><strong>“ความหวัง”</strong> </span>ความหวังที่จะได้หวนคืนมาพบเจอกันอีกสักครั้ง...หวังที่จะมีชีวิต หวังที่จะได้อะไรต่อมิอะไรที่ดี ๆ ในวันข้างหน้า<br /><br />          สำหรับมหาแหมว...พอใจกับความหวังในอดีต...หวังว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสมาไหว้พระ ได้มานมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่ และได้มาจาริกแสวงบุญตามรอยบาทพระบรมศาสดาที่พระองค์ทรงประทับไว้ในแดนดินถิ่นพุทธภูมิ ซึ่งวันนี้ความหวังทั้งหมดทั้งมวลได้บรรลุแล้ว...<br /><br />          คืนนั้น...บนที่นอนหนานุ่มอันเป็นคืนสุดท้ายของการเดินทางยาวไกลมาหลายวัน...เราหลับตาอยู่ในความมืด...ทบทวนความทรงจำที่ผ่านมา...<br /><br />          และยิ้มกับประโยคของใครบางคนที่จากลาไปแล้ว...<br /><br />          ประโยคของคนเป็นพ่อ...<br /><br />          <span style="color: #ff0000"><strong>“อยากมีความรู้ต้องอ่านหนังสือร้อยเล่ม...อยากเป็นปราชญ์ต้องอ่านหนังสือหมื่นเล่ม...”</strong></span><br /><br />          ท้ายสุดจบลงที่คำพูดของคุณนายทม...<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>“เดินทางออกจากบ้านจึงรู้จักโลก...และเห็นโลก...ไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะจึงรู้จักคน...”</strong></span><br /><br />          การเดินทางมานมัสการสังเวชนียสถานครั้งนี้...จึงรู้จัก ‘ความจริง’ ความจริงที่เคยนึก...สงสัย...<br /><br />          ...พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่?<br /><br />          วันนี้ได้คำตอบชัดเจนยิ่งในหัวใจตน...<br /><br />          พระบรมศาสดาเจ้า ‘มีจริง’ รู้แค่นี้ก็มีค่าเกินกว่าสิ่งใดอีกแล้ว...<br /><br />          ...เพราะถ้าพระตถาคตมีจริง ฤๅ เส้นทางสู่นิพพานจะเป็นเรื่องเท็จ?<br /><br />          เราปล่อยจิตให้กำซาบกับ สุข...อันเป็น ‘ปิติสุข’ จากการเดินทางมาแสวงบุญที่แผ่นดินมหัศจรรย์นี้...ก่อนกำหนดจิตถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น..<br /><br />          ...นโมตัสสะ ภะคะวะโต อาระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ...<br /><br />                         <span style="color: #000080"> โอม บังคมบัวบาท มณิพิสุทธิ์</span><br /><span style="color: #000080">                  แด่องค์สัมพุท-ธะมุนินทร์</span><br /><span style="color: #000080">                  กราบไตรปิฎก อมตสิ้น</span><br /><span style="color: #000080">                  คงชั่วฟ้าแหละดิน อนันตกาล</span><br />                  กราบพระอริยสงฆ์กิเลส ตัณหาปธาน<br />                  เทิดไว้เป็นมิ่งประธาน แด่จิต<br />                   โอม...พระรัตนตรัย จุ่งสถิต<br />                  ในกระแสวิญญาณศาสนิก...นิรันดร์เทอญ...<br /><br /><strong>          ด้วยคารวะอย่างเป็นที่สุด...ด้วยความขอบคุณที่สละเวลาอ่านจดหมายโดยตลอด</strong><br /><br /><strong>          มหาแหมว (ภูเตศวร) ขอรับท่าน</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-13-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-12-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 14:17:36 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนสุดท้าย)
          มาถึงตรงนี้...จนอีกแค่วันสองวันก็จะกลับบานเราอยู่แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่า อีตามหาแหมวเล่าแต่น้ำไม่มีเนื้อเลย...นึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนอาเจ๊คุณ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #008000">จดหมายฉบับที่ 12</span> <span style="color: #ff00ff">(ตอนสุดท้าย)</span></span></p>
<p><br />          มาถึงตรงนี้...จนอีกแค่วันสองวันก็จะกลับบานเราอยู่แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่า อีตามหาแหมวเล่าแต่น้ำไม่มีเนื้อเลย...นึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนอาเจ๊คุณนายทมของไอ้ลูกยอดแอบถามท่านวิทยากรมหาไพรัชเรื่อง<span style="color: #000080"><strong>วิถีการครองเรือนของคนอินเดีย</strong></span>..อย่างจริงจัง เพราะสังคมของชาวอินเดียเป็นสังคมที่มีความสลับซับซ้อนมากสังคมหนึ่งซึ่งดำรงมาหลายศตวรรษ...<br /><br />          ...เป็นสังคมโบราณจากอารยธรรมเก่าแก่ที่สั่งสมมานาน...และยังฝังแน่นอยู่ในกลุ่มชนจำนวนมาก...โดยเฉพาะพวกพราหมณ์กับฮินดู...<br /><br />          ฉะนั้นมากมายแห่งความรู้จึงพรั่งพรูออกจากปากท่านมหาไพรัช...สู่เรา...<br /><br />          <span style="color: #000080">ขั้นตอนของชีวิตในอุดมคติของฮินดูกำหนดไว้ 4 อาศรม... </span><br /><br /><span style="color: #000080">          <strong>1. พรหมจารี</strong> ได้แก่ชีวิตในวัยเด็ก</span><br /><span style="color: #000080">          <strong>2. คฤหัสถ์</strong> ได้แก่ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ ต้องมีเหย้ามีเรือนด้วยการวิวาห์</span><br /><span style="color: #000080">          <strong>3. วานปรัสถ์</strong> ได้แก่ชีวิตวัยสูงอายุ...</span><br /><span style="color: #000080">          <strong>4. สันยาสี</strong> ได้แก่วัยชรา ซึ่งต้องบำเพ็ญพรตและจาริกเพื่อสั่งสอนผู้อื่น</span><br /><br />          อาศรมทั้ง 4...มีความสำคัญในชีวิตของชาวฮินดูมาก แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีในการครองเรือนและเกี่ยวข้องกับสังคมมากที่สุดคือ <strong>อาศรมคฤหัสถ์</strong>...เพราะมีประเพณีหมั้นหมาย...เลือกคู่...และเข้าพิธีวิวาห์<br /><br />          ชาวฮินดูมีคตินิยมอยู่อย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกับคนจีนก็คือ การมีบุตรเป็นเพศชาย การมีลูกชายถือว่าเป็นโชคอย่างยิ่ง คำว่า “บุตร” (PUTRA) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ‘ผู้พ้นจากนรก หรือผู้ช่วยให้พ้นจากนรก’ ไม่รู้เพราะเหตุผลนี้หรือเปล่าที่ชาวฮินดูที่ไม่มีบุตรชายจึงเกิดความหวาดกลัวตกนรก...แต่ก็มีบางพวกที่ไม่กลัวเรื่องนี้...<br /><br />          <span style="color: #000080"><strong>ครอบครัวชาวฮินดูให้ความสำคัญกับลูกชายมากโดยเฉพาะคนหัวปี ถ้าได้ลูกชายเป็นคนหัวปีจะถือว่าสวรรค์ทรงโปรดเลยทีเดียว</strong></span> ถ้าครอบครัวไหนไม่มีบุตรก็ต้องพยายามกันอย่างเต็มที่ บางรายที่ภรรยาเป็นหมันหรือปั๊มเท่าไหร่ก็เป็นผู้หญิงออกมาดูโลก...<br />          <br />          ...สามี สามารถหาภรรยาใหม่ได้...โดยความเห็นชอบของภรรยาเดิม<br /><br />          จะมีที่ไม่นิยมหาภรรยาคนที่สองก็คือพวกวรรณะพราหมณ์แหละ ด้วยถือว่าเป็นการผิดบัญญัติแห่งพระเวท...<br /><br />          “อย่างดิฉันนี่ถ้าอยู่อินเดียก็ดีสิคะ...?” คุณนายหัวเราะร่วน... “ต้องถือว่าพ้นนรกสามชั้น…”<br /><br />          “ทำไมหรือโยม?” ท่านมหาไพรัชพาซื่อถาม...ซึ่งอาเจ๊รีบจีบปากจีบคอบอก...<br /><br />          “ก็โยมมีบุตรา...ตั้งสามหน่อ...”<br /><br />          “เหอะ...” เราแค่นเสียง... “เห็นบ่นอยู่ทุกวันว่าสงสัยไอ้สามตัวนั่นเป็นลิงกลับชาติมาเกิด ตัวเองบ่นจนปากจะถึงหูอยู่แล้ว...”<br /><br />          คนอินเดียร้อยทั้งร้อย โดยเฉพาะชาวฮินดูส่วนมากจะเชื่อถือโชคลางและดวงชะตาอย่างมาก ด้วยเหตุนี้การประกอบพิธีใด ๆ จึง<span style="color: #000080"><strong>ต้องอาศัย ‘ปุโรหิต’ (PUROHITA) หรือบ้านเราเรียก ‘โหร’</strong></span> น่ะแหละ...อย่าว่าแต่คนอินเดียเล้ย...คุณทมเองก็ใช่ย่อย...<br /><br />          ...ถึงขนาดมี ‘โหน’ ส่วนตัวกะเขาคนหนึ่ง...ชื่อคุณนาย ‘พรพิรุณ’<br /><br />          นักแต่งเพลงรุ่นเก๋าคอยให้การ ‘ปรึก’ อยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับเรื่องโชคชะตาราศี<br /><br />          “แม่นไหม?” มหาแหมวเคยถามคุณนายทมเรื่องขาซี้ช่วยทำนายทายทัก...<br /><br />          “ไม่รู้สิ...”<br /><br />          “อ้าวแล้วดูทำไม?” เราอดสงกาไม่ได้ แต่คำตอบของอาเจ๊ทำให้หายสงสัยได้ทันที...<br /><br />          “ก็ดูฟรีนี่หว่า...!”<br /><br />          ‘โหร’ ของคุณนายทมต่างกับ ‘โหร’ ของชาวฮินดูราวฟ้าดิน แม้การเลือกคู่...การหมั้นหมายกระทั่งการแต่งงาน...ถ้าท่านปุโรหิตตรวจดูแล้วเกิดสมพงษ์กันก็รอดตัวไป แต่ถ้าบอกดวงชะตาขัดแย้งกัน...<br /><br />          ...งานหมั้น งานแต่ง เป็นอันต้องล้มพับยกเลิกกันไปทันที...<br /><br />          อย่างนี้จึงถือว่าปุโรหิต...หรือโหร มีความสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของชาวฮินดูอย่างยิ่ง สำคัญขนาดถือได้ว่า...คำทำนายมิต่างจาก ‘คำประกาศิต’ เลยทีเดียวก็ว่าได้...<br /><br />          <span style="color: #003300"><strong>การเลือกคู่...ที่มีแบบแผนยึดมั่นปฏิบัติกันมาช้านานของชาวอินเดียมีอยู่ 5 ประการ...</strong></span><br /><br />          1. <span style="color: #000080">การหมั้นหมายตั้งแต่เยาว์วัย</span>...(PROMISE MARRIAGE) อันเกิดจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์รักใคร่กันเป็นพิเศษตกปากรับคำกันเอาไว้ บางรายสัญญากันตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องก็ยังมี...<br /><br />          2. <span style="color: #000080">การเลือกคู่ให้กับบุตรในวงศ์ตระกูลหรือถือวรรณะเดียวกัน</span> (INTERCASTE MARRIAGE) งานนี้ผู้ใหญ่จะเป็นฝ่ายเลือกจัดการกันเอง ถ้าเป็นบ้านเราเรียกว่า... ‘คลุมถุงชน’ นั่นแหละ<br /><br />          3.<span style="color: #000080"> การเลือกด้วยวิธีการเสาะหา</span>...(ARRANGEMENT MARRIAGE) ผู้ใหญ่ของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงเป็นผู้หมายตามองหาคู่ครองให้แก่บุตรตน เมื่อตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายก็จัดการพิธีหมั้นพิธีวิวาห์ขึ้น<br /><br />          4. <span style="color: #000080">เลือกแบบรักชอบพอกันเอง</span> (LOVE MARRIAGE) ฝ่ายชายหญิงมีความรักความสิเน่หากันเองแล้วบอกกล่าวกับผู้ใหญ่ (อย่างนี้ในหนังอินเดียมีให้เห็นบ่อย ๆ) ถ้าฝ่ายผู้ใหญ่เห็นด้วยก็ถือว่ามีพิธีวิวาห์ได้โดยราบรื่น แต่ถ้าผู้ใหญ่โนเค...ก็มักเกิดปัญหาซึ่งกรณีนี้มีอยู่บ่อยมาก (ดูได้จากหนังหรือภาพยนตร์อินเดียแหละ)<br /><br />          5. <span style="color: #000080">ยกบุตรให้เพราะความเสน่หา</span> (A GIFT) ผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง ที่มีฐานะดีเห็นอกเห็นใจฝ่ายชายเพราะคุณงามความดีและยกบุตรีให้ด้วยความพอใจพิเศษเรียกว่าของกำนัลอันมีค่านั่นแหละครับ<br /><br />เมื่อการเลือกคู่เกิดขึ้นจะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็เถอะ...ท้ายสุดก็ต้องพูดคุยกันถึงเรื่องสินสอดทองหมั้น...ซึ่งสังคมอินเดียนั้นแผกจากสังคมชาติอื่นก็ตรงที่ว่า...<br /><br />          .<span style="color: #993300">..ฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายหาค่าสินสอดมาให้ฝ่ายชาย...</span>(มิน่าล่ะ...คำว่าบุตรา...จึงแปลว่า ผู้ทำให้พ้นจากนรก) โดยฝ่ายชายจะเรียกค่าตัวด้วยสินสอดทองหมั้นได้ตามที่ตนต้องการ<br /><br />          ถ้าตกลงกันได้ก็ถึงงานแต่ง...แต่ถ้าฝ่ายหญิงไม่มีปัญญาหามา ตามที่ฝ่ายชายเรียกร้อง ทุกอย่างก็จบลง โดยฝ่ายหญิงต้องเสาะหา ชายคนอื่นต่อไป...<br /><br />          ว่ากันว่าค่านิยมชนิดนี้...เป็นค่านิยมในสังคมของอินเดียที่สร้างความขมขื่นปวดร้าวให้กับหญิงสาวชาวภารตะเป็นอย่างมาก ด้วยการไม่สามารถหาเงินค่าสินสอดทองหมั้นมาสนองความต้องการของฝ่ายชายได้นี้ถือเป็นการเสียหน้าอย่างรุนแรง มีสาวบางรายถึงกับฆ่าตัวตายไปก็มี...<br /><br />          และเคยมีกลุ่มสตรีอินเดียได้รวมตัวกันแสดงความรู้สึกด้วยการต่อต้านประเพณีนี้อยู่เสมอ แต่ก็มิอาจลบล้างประเพณีลงได้...ปัจจุบันฝ่ายชายยังมีสิทธิอันชอบธรรมในการเรียกร้องสินสอดจากฝ่ายหญิงตามที่ตนต้องการ และเชื่อว่ายังดำรงอยู่ในสังคมอินเดียอีกนานเท่านาน...<br /><br />          <span style="color: #993300">ฉะนั้น...พ่อแม่ชาวอินเดียคนไหนมีลูกสาวเยอะ ๆ จะมีความขมขื่นใจเป็นที่ยิ่ง...อีกทั้งยังมีฐานะยากจนด้วยแล้ว จะปวดร้าวทวีคูณยิ่งขึ้น...ขณะที่ตรงข้ามกับฝ่ายที่ผลิตลูกชายได้มากจะสบายไปหลายชาติ...เรียกว่ารอรับทรัพย์ลูกเดียว...</span><br /><br />          ...เฮ่อ...อย่างคุณนายทมมีลูกชายถึงสามหน่อนี่น่าย้ายไปอยู่อินเดีย จริง ๆ พับผ่า...<br /><br />          <span style="color: #0000ff">จบเรื่องสินสอดทองหมั้น...เมื่อตกลงกันได้แล้วก็ถึงพิธีวิวาห์กันล่ะ...งานแต่งของชาวฮินดูถือเป็นงานสำคัญที่สุดในชีวิต การจัดงานวิวาห์คงจะเหมือน ๆ กับชาติอื่น ๆ ก็ตรงที่ต้องจัดการกับบ้านช่องให้สะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะบ้านของเจ้าสาวที่ถือเป็นสถานประกอบพิธี ต้องตกแต่งประดับประดาด้วยธงทิว...โคมไฟดอกไม้ปักต้นกล้วย...ทางมะพร้าว ร้อยใบมะม่วงไว้ในบ้านอีกทั้งใช้ฝุ่นสีเขียนลวดลายไว้ตามฝาผนังเพื่อให้สวยงามสะดุดตาใครผ่านไปผ่านมาจะได้รู้ว่า...</span><br /><br />          ...บ้านฉันกำลังแต่งลูกสาวนะนายจ๋า!<br /><br />          ก็เคยบอกแล้วไงครับ...<span style="color: #000080"><strong>ถ้าจะดูฐานะของคนอินเดียดูได้จากเวลาปลูกบ้านกับงานแต่งงาน</strong></span>...ถ้าปลูกบ้านรวดเร็วเสร็จ...ถือว่ามีเงิน...<br /><br />          เมื่อได้ฤกษ์...ขบวนแห่เจ้าบ่าวที่ประกอบด้วยเจ้าบ่าวแต่งตัวเต็มยศนั่งอยู่บนม้าขาว โพกศีรษะด้วยผ้าดิ้นทองคาดด้วยสายมาลัยคลุมหน้า ติดตามด้วยญาติมิตร...ถ้าเป็นกลางคืนต้องมีโคมไฟ ถ้าเป็นกลางวันก็มีแค่วงดุริยางค์แห่แหนสู่บ้านเจ้าสาว<br /><br />          เมื่อมาถึงบิดามารดากับญาติสนิทของเจ้าสาวจะคอยต้อนรับและเชิญเจ้าบ่าวเข้านั่งในโรงพิธีตามที่พราหมณ์จัดเตรียมไว้ พอได้ฤกษ์พราหมณ์จะเชิญเจ้าสาวออกมานั่งคู่กับเจ้าบ่าวหรือนั่งตรงข้ามกองไฟพิธี โดยมีญาติมิตรของทั้งสองฝ่ายนั่งล้อมรอบ จากนั้นพราหมณ์จะเริ่มโหมไฟด้วยเครื่องบูชาต่อ <span style="color: #000080"><strong>‘อัคคีเทพ’</strong></span> พร้อมกับสวดมนต์จากคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยการกล่าวบูชามหาเทพต่าง ๆ ก่อนเข้า<span style="color: #000080">พิธีหลักของการแต่งงานโดยลำดับอย่างนี้ครับ...</span><br /><br /><span style="color: #000080">          ...1. คู่บ่าวสาวคล้องพวงมาลัยให้กัน...</span><br /><br /><span style="color: #000080">          2 พราหมณ์เป็นผู้เจิมหน้าให้คู่บ่าวสาว...แต่ตรงนี้บางรายผู้ชายคือเจ้าบ่าวจะเป็นคนเจิมให้ฝ่ายหญิงถือเป็นการยอมรับฝ่ายหญิงเป็นภรรยาตลอดไป...</span><br /><br /><span style="color: #000080">          3. พราหมณ์จะซักถามความยินยอมรับการเป็นสามีภรรยาจากทั้งสองฝ่ายตามประเพณี...</span><br /><br /><span style="color: #000080">          4. คู่บ่าวสาวจะต้องเดินรอบกองไฟพิธีเจ็ดรอบ ในขณะที่เดินต้องผูกข้อมือกันไว้หรือผูกชายผ้าของกันและกัน เพื่อแสดงการเป็นบุคคลเดียวกันต่อหน้าพระอัคคีเทพที่เป็นสักขีพยาน...</span><br /><br /><span style="color: #000080">          5.ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะรดน้ำบนฝ่ามือของคู่บ่าวสาว เป็นการอวยชัยให้พรโดยถือเป็นการประสาทพรจากพระแม่คงคา...</span><br /><br />          เมื่อประกอบพิธีเสร็จ...ก็จะถึงการเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อญาติมิตร...เรียกว่าสนุกครื้นเครงกันเป็นรายการสุดท้าย<br /><br />          อีกเรื่องที่สำคัญคือระหว่างประกอบพิธีหรือระหว่างวันงาน ชาวอินเดียจะถือเอกลักษณ์ของดนตรี<span style="color: #993300"><strong> ‘ปีเชห์ไน’</strong> </span>(SHENAI) ที่บ้านเราเรียกว่า<span style="color: #993300"><strong> ‘ปีไฉน’</strong></span> นั่นแหละเป็นสัญลักษณ์งานวิวาห์...แต่ต่างกับคนไทยครับ...<br /><br />          เพราะปี่ไฉนมักใช้ในงานศพผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูง ๆ กัน<br /><br />          แต่งกันเสร็จ...(อาแฮ้ม...) ก็ต้องมีการส่งตัวเข้าหอสิครับท่าน...บ้านไหนเมืองไหนยังไงไม่รู้...แต่ที่อินเดียบรรยากาศส่งตัวเข้าหอนี่ ‘โศกสลด’ ครับ แม้จะเป็นงานมงคลก็เถอะ ก่อนที่เจ้าบ่าวจะพาเจ้าสาวไปนั้น เจ้าสาวต้องล่ำลาพ่อแม่...ร่ำลาพี่น้องญาติสนิท ต่างโอบกอดกันด้วยอาการน้ำตานองหน้า เพราะทุกคนรู้ว่าเจ้าสาวจะต้องตกไปเป็นสมบัติของสามี และต้องไปปรนนิบัติญาติฝ่ายสามีจวบจนชีวิตจะหาไม่...<br /><br />          ...ก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องหาเงินค่าสินสอดมาให้ผู้ชายทำไม...ให้ลำบาก...หาเงินก็ยาก แล้วยังต้องจัดงานใหญ่โตเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ชาวบ้านเขาอีก<br /><br />          พอถึงบ้านเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะได้รับการต้อนรับจากพ่อแม่ฝ่ายชายกับเหล่าญาติกาทั้งหลาย ก่อนเข้าประตูบ้านผ่านธรณีประตู แม่ฝ่ายชายจะต้อนรับเธอด้วย<span style="color: #993300"><strong>ถาดอารตี</strong></span> (ARATI) เป็นถาดที่มีไฟจุดด้วยการบูร ยกขึ้นวนระหว่างใบหน้าเจ้าสาวสามรอบแล้วเอาผง ‘วิภูติ’ ที่เป็นผงแป้งสีขาว-แดง เจิมหน้าหรือโปรยไปที่ตัวเจ้าสาว จากนั้นจะนำเข้าบ้านมอบของขวัญประเภทเครื่องใช้ส่าหรีพวกเสื้อผ้าอาภรณ์หรือแก้วแหวนเงินทองให้ตามสมควรแก่ฐานะ<br /><br />          ครั้นได้ฤกษ์งามยามดี เจ้าบ่าวก็จะพาตัวเจ้าสาวเข้าสู่เรือนหอที่ประดับประดาเอาไว้อย่างงดงาม...ย่างเข้าเรือนหอปิดประตูลั่นดาลเรียบร้อย คนเป็นเจ้าสาวจะก้มลงเอามือแตะปลายเท้าสามีซึ่งถือเป็นการเคารพอย่างสูงสุด<br /><br />          ...และเจ้าบ่าวก็จะโอบกอดเจ้าสาวประคองขึ้นเตียง...<br /><br />          ...เหตุการณ์...ต่อจากนั้นขอสงวนสิทธิ์ไม่บรรยายครับผม...ขืนบรรยายมีหวังเจอข้อหา...สิ่งพิมพ์ลามกเด็ดขาด!<br /><br />          วิวาห์ของชาวภารตะยังมีวิธีแปลก ๆ พิสดารอยู่อีกแบบ...วิธีนั้นเรียกว่า... <span style="color: #993300"><strong>‘วิวาห์เกาวน์’</strong> </span>(GAUN MARRIAGE) คือพิธีแต่งงานของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ยังเป็นเด็กส่วนใหญ่จะอายุประมาณเจ็ดถึงสิบห้าปี...เมื่อแต่งกันแล้วต้องแยกบ้านกันอยู่ เรียกว่าบ้านใครบ้านมัน พอครบกำหนดการแต่งงานสามปี จึงส่งตัวเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าวเพื่อเป็นภรรยาต่อไป...การแต่งงานลักษณะนี้เรียกว่า...<br /><br />          ‘...วิวาห์ค้างปี...’<br /><br />          อีกกรณีคือ...หญิงชายที่ไม่อาจเข้าพิธีแต่งงานอย่างออกหน้าออกตาได้ด้วยปัญหาอะไรก็ตามแต่ หากการเป็นสามีภรรยาจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้พากันไปขอให้พระ (บูชารี) ในวัดฮินดูประกอบพิธีให้ต่อเบื้องพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า...มีการเดินรอบกองไฟ การเจิมหน้า เพื่อการเป็นสักขีพยานในการเป็นสามีภรรยากัน...พิธีอย่างนี้เรียกว่า ‘อนาถา’ หรือเกิดความจำเป็น การทำอย่างนี้ช่วยให้คู่บ่าวสาวได้สบายใจขึ้น...<br /><br />          ขอรับ...ไป ๆ มา ๆ จดหมายฉบับนี้ก็เลยว่าด้วยการแต่งงานแขกในที่สุด...เหลือการไปเยี่ยมชมถ้ำอาจันต้าในวันพรุ่งนี้อีกวัน ก่อนเดินทางกลับบอมเบย์ เพื่อนั่งเครื่องกลับบ้านเกิดเมืองนอนเสียที...ขืนช้ากว่านี้มหาแหมวเผลอ ๆ จะขุดบ่อล่อสาวแขกมาสู่ขอซะอีก...ด้วยอดใจไม่ไหวกับสินสอดทองหมั้น<br /><br />          เดี๋ยว...นังลำพู...ลูกสาวตัวอ้วนจะขาดพ่อ...<br /><br />          นึกไปนึกมาถือเป็น ‘วาด-ซะ-นา’ ของตัวเองเป็นอย่างสูงที่ไม่ได้เกิดเป็นคนอินเดีย...ก็โธ่มีลูกสาวอ้วนเป็นหมูตอนอย่างเนี๊ยะ...<br /><br />          ...ไอ้บังคงรีดค่าสินสอดมหาแหมวอ่วมอรทัยแน่ ๆ นะนายจ๋า<br /><br />        <strong>  ราตรีสวัสดิ์กันตรงนี้แหละขอรับ...</strong><br /><br /><strong>          จากมหาแหมว...ผู้โชคดี</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-12-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนที่ 2) by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-12-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2-by-%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 14:09:25 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนที่ 2)
          เสร็จจากการเยี่ยมชมถ้ำเอลโลร่าส่วนของฮินดูกับพุทธจบลงด้วยระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร กว่าเราจะแวะเข้าไปชมถ้ำของเชนบ้าง ก็ใกล้เย็นย่ำสนธยาแล้ว...โชคดีที่ถ้...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #008000">จดหมายฉบับที่ 12</span> <span style="color: #ff00ff">(ตอนที่ 2)</span></span></p>
<p>          เสร็จจากการเยี่ยมชมถ้ำเอลโลร่าส่วนของฮินดูกับพุทธจบลงด้วยระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร กว่าเราจะแวะเข้าไปชมถ้ำของเชนบ้าง ก็ใกล้เย็นย่ำสนธยาแล้ว...โชคดีที่ถ้ำของเชนเป็นถ้ำที่เล็กกว่าถ้ำของฮินดูกับพุทธมากและใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีเท่านั้น...<br /><br />         <span style="color: #000080"> ความอลังการของถ้ำหรือวิหารของศาสนาเชนต้องเรียกว่า ‘แพ้ขาด’ สองถ้ำแรกที่เราเห็นมา เป็นครั้งแรกครับที่เราได้เห็นรูปสลักพระศาสดาของเชนอย่างเต็มตา</span><br /><br />          ลักษณะรูปเคารพแสดงท่านิ่งยืนประทับคล้ายพระพุทธเจ้าทุกประการ<br /><br />          <span style="color: #000080">หากแต่สิ่งเดียวที่ผิดไปคือ...รูปเปลือยกายแสดงอวัยวะเพศให้เห็นอย่างชัดเจน...</span><br /><br /><span style="color: #000080">          หลายท่านอาจจินตนาการในใจว่า ‘อุจาดตา’ แต่ขอรับรองครับว่า แม้เราจะเห็นรูปลักษณะการเปลือยกายอย่างนี้ก็ตาม...</span><br /><br />          ...แต่ด้วยฝีมือช่างศิลป์...บวกกับเค้าลักษณะของรูปเคารพที่สงบนิ่งของศาสดาในศาสนาเชน...ไม่สร้างความรู้สึก ‘อุจาด’ ในใจเราแม้แต่น้อย...<br /><br />          ...เชื่อหรือไม่...? ท่านต้องไปดูด้วยสายตาตัวเองครับ!<br /><br />          จดหมายฉบับนี้ขออนุญาตเขียนสั้นหน่อย เพราะฝากรูปมาให้ได้เห็นกันเยอะ ๆ อย่างที่บอกล่ะครับว่า... ‘หนึ่งรูป’ ที่เห็นด้วยตาบางครั้งมีคุณค่ามากกว่าพันคำ...<br /><br />          เพราะจินตนาการจะอย่างไรก็ยากจะได้ข้อเท็จจริงจากการเห็น...<br /><br />          เมื่อเราเดินออกมาขึ้นรถ...สิ่งหนึ่งที่บังเกิดขึ้นในใจก็คือ... ‘ความเข้าใจ’ ระหว่างความเชื่อความศรัทธาของมนุษย์ที่แฝงอยู่ในงานศิลปะอย่างนั้น... และทำไม ศาสนสถาน...โบราณสถานทั้งหลายจึงมีประโยชน์ล้ำค่าที่จำต้องทุ่มทรัพย์สินจำนวนมาก         รักษาเอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นประจักษ์แก่สายตา...<br /><br />          วันนี้กล้ากล่าวเต็มปากเต็มคำ...ศาสนสถานและโบราณสถาน เหล่านั้นสามารถบ่งบอกถึงสิ่งซ่อนเร้นในหัวใจบรรพชน...<br /><br />          <span style="color: #993300"><strong>...ถ้ำพุทธ</strong></span>...สงบ...ร่มเย็น ไม่ซับซ้อน เปรียบกับธรรมแห่งพุทธองค์ที่มุ่งเน้นความว่าง...สงบสุขในจิตและเรียบง่ายกับการดำเนินชีวิต<br /><br />          <span style="color: #993300"><strong>ถ้ำฮินดู</strong></span>...<span style="color: #000080">โอฬารซับซ้อน น่าเกรงขาม คือภาพของเหล่าเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจที่ให้มนุษยชาติกราบไหว้ขอพร ขออำนาจคุ้มครองชีวิตตนให้เป็นสุขจากอำนาจมาร</span><br /><br />          <span style="color: #993300"><strong>ถ้ำเชน</strong></span>...ปลดเปลื้อง...สมถะ ตามแบบฉบับของมหาวีระผู้เป็นศาสดาที่ไม่ยอมแม้หาอาภรณ์ห่มกาย ในความหมายของการละวางโลก ละวางแม้ความอายที่มีอยู่ในตัวเอง<br /><br />          หากจะมีสิ่งเดียวที่เหมือนกันของผู้รังสรรค์ผลงานในอดีตไว้ก็คือ แรงงานที่เกิดขึ้นด้วย ‘แรงศรัทธา’ มิต่างกัน...<br /><br />         <span style="color: #000080"> แรงศรัทธาที่ ‘ค้ำชู’ คุณงามความดี... ‘ค้ำจุน’ อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ให้คงอยู่คู่โลกตราบนานเท่านาน...</span><br /><br />          ส่วน...ผลแห่งการประชันความยิ่งยงในอดีตกาลที่ต่างความเชื่อนั้น...ใครจะคิดอย่างไร...ตัดสินอย่างไร?<br /><br />          ...ขึ้นตรงกับ ‘ปัญญา’ ของใครของมันที่พิจารณารู้ด้วยตนเอง<br /><br />          <strong>และถ้ำเอลโลร่า ก็เป็นได้แค่สมุดบันทึกเล่มโตแห่งความเชื่อ ...ความศรัทธาของบรรพชน...เก็บเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้เอาไว้สอนตัวเองเท่านั้น!</strong><br /><br />          ชาวคณะออกจากถ้ำเอลโลร่ามาขึ้นรถเมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ จากถ้ำเอลโลร่าเข้าเมืองออรังกาบัดมีระยะทางประมาณ สามสิบกิโลเมตร ถ้าเป็นบ้านเราใช้เวลาจริง ๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่กับถนนอินเดียอย่างน้อยชั่วโมงกว่าหรือสองชั่วโมง...<br /><br />          เส้นทางจากเอลโลร่าเข้าออรังกาบัดสวยงามกว่าที่อื่น ๆ เท่าที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะแถบนั้นมีเนินเขาเยอะโดยเฉพาะเวลาใกล้ค่ำดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ฉากหลังจึงเป็นสีชมพูปนม่วงตัดกับภูเขาสูงน่ามอง...แม้เราจะผ่านการเข้านมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่มาแล้ว...ในเวลาเดินทางนอกจาก อยู่บนเครื่องบินหรือรถไฟ ถ้าเดินทางโดยรถบัส...<br /><br />          ...เราจะสวดมนต์กันทั้งเช้าและเย็น...ไม่เคยขาด...<br /><br />          ไม่เพียงแต่เท่านั้น...ถ้าวันไหนต้องนั่งรถหลาย ๆ ชั่วโมง และท่านมหาไพรัชเกิดเหนื่อยที่จะทำการบรรยายให้ความรู้...กับชาวคณะ<br /><br />          ...หลวงปู่เมี้ยนหรือไม่ก็หลวงพ่อหมื่นอุดมจะเทศนาธรรมโปรดชาวคณะ<br /><br />          ตรงนี้ไงครับ...มหาแหมวถึงบอกว่ามาอินเดียคราวนี้ ‘คุ้มเกินคุ้ม’ ได้ทั้งความรู้ทางโลกได้ทั้งทางธรรม...ได้ทำบุญได้ทำทั้งทาน ได้ทั้งธรรมปฏิบัติ...<br /><br />          ...บนเส้นทางยาวไกล ณ แดนดินถิ่นพุทธภูมิ...<br /><br />          ขนาดเจ้าแม่... ‘โรคไมเกรน’ ซึ่งมักทรมานทรกรรมอย่างคุณนายทมยังออกปาก...<br /><br />          “ปีหน้าแม่หนูอี๊ดจะมาใหม่...”<br /><br />          คงเพราะงวดนี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คุณนายยังไม่ถูก ‘โรคตะบวย’ ตามภาษาอีตุ๊เด่น เล่นงานซักจึ๋งนึงเลย...แต่กระนั้นคุณนายยังต้องมีข้อแม้...<br /><br />          “ต้องมาหน้าหนาว”<br /><br />          “แหงสิ...” เรารู้ทัน... “ขืนมาหน้าร้อนข้อยก็บ่มาด้วย...” อย่าว่าแต่เรารู้ขนาดนังลำพูตัวอ้วนมันยังรู้...<br /><br />          “ร้อนทีไรหม่ามี้เป็นไมเกรนทุกที...”<br /><br />          ใครบ้างไม่รู้ว่าอินเดียหน้าร้อนโหดขนาดไหน...ขืนมาคงต้องหามโลงมาเผื่อคุณนายแน่ ๆ ขนาดอยู่เมืองไทยเดือนเมษา...อาเจ๊เป็นไมเกรนเดือนละสามสิบวันแล้ว ถ้าเป็นอินเดียคงเป็นวันละสามเวลาหลังอาหาร<br /><br />          ...แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยวล่ะครับ?<br /><br />          พูดถึงเมืองออรังกาบัดหรือออรังคบาด ที่เรากำลังนั่งรถเข้าไปขณะนี้นั้นเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่สวยงามไม่เบา<br /><br />          <span style="color: #000080"><strong>เพราะคำว่าออรังกาบัดได้ถูกตั้งชื่อตามพระนามของจักรพรรดิโมกุลผู้เกรียงไกรที่ชื่อ ‘ออรังเซบ’ บ้านเรือนในเมืองออรังกาบัดยังเหลือเค้าของสถาปัตยกรรมอิสลามอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญที่เรียกว่า ‘บีบี-มักบารา’ ซึ่งมีผู้ยกย่องว่าเป็นทัชมาฮาลแห่งภาคใต้</strong></span><br /><br />          ที่อัคระมีอัคระฟอร์ทซึ่งเป็นป้อมปราการยิ่งใหญ่ลือชื่อ ที่ออรังกาบัดซึ่งห่างออกไปเพียงสิบห้ากิโลเมตร ก็มี<strong>ป้อมปราการเดาลัตตาบาดที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบสองขนาบด้วยหอคอยจันมีนา</strong> สูงถึงหกสิบสี่เมตร แต่น่าเสียดายเพราะเราทั้งหลายตัดสินใจไม่แวะ เพราะความเหนื่อยจากการเดินทางด้วยรถไฟจากบอมเบย์มาแต่เช้ามืด แถมยังต้องนั่งรถบัสต่อมาที่ถ้ำเอลโลร่าและเดินชมถ้ำจนขาลาก ทำให้เราปรารถนาหาที่อาบน้ำ...ในโรงแรมมากกว่าอย่างอื่น...<br /><br />          แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ...พอถึงโรงแรมกันเข้าจริงๆ ชาวคณะหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยมีคุณนายทมเป็นหัวหน้า ก็อีลุงตุงนังกันอยู่ที่ร้านขายผ้ากับร้านขายของที่ระลึกใต้ถุนโรงแรมแอมบาสเดอร์ อาจันต้า...<br /><br />          ...เหตุผลหรือครับ...สั้นนิดเดียว...<br /><br />          สินค้าของที่นี่... ‘ถูก’ กว่าทุกที่ที่ซื้อมาแล้วทั้งนั้น...<br /><br />          แอมบาสเดอร์ อาจันต้า โฮเต็ล ถือเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งของที่นี่...แต่ขอโทษครับสินค้าทุกชิ้นในร้านใต้ถุนโรงแรม...<br /><br />          ...ต่อราคาได้ตามใจชอบ...ขืนถามปุ๊บจ่ายเงินปั๊บแบบโรงแรมใหญ่บ้านเราล่ะก็ เป็นได้ แค้นใจตายทีหลังแน่...<br /><br />          เพราะถามราคา...คนขายบอกสี่พันรูปี...พอดึงกันไปต่อกันมา เจรจาต๊ะอ้วยกันที่สองพันห้า...<br /><br />          เฮ่อ! แขกเป็นอย่างนี้กันทั้งประเทศแหละครับ...ราคาคุยกับราคาขายห่างกันลิบลับ...<br /><br />          ฉะนี้...ใครไปอินเดียจะซื้อของ...อย่าใจร้อน<br /><br />          จะหาบเร่หรือร้านใหญ่ในโรงแรมครึ่งดาวหรือห้าดาวก็ต้องรู้จักต่อราคาให้ดี...ไม่งั้นต้องซื้อของถูกในราคาแพงแน่!<br /><br />          เหลือเวลาอีกแค่วันสองวันก็ต้องกลับบ้านแล้ว เหล่านารีพิฆาตอาบังทั้งหลายจึงเทกระเป๋าช็อบปิ้งกันมันหยด คนที่ซื้อจากเดลฮี...จากบอมเบย์เอาไว้จนล้นกระเป๋าแล้วก็บ่นด้วยความเสียดาย...<br /><br />          “รู้งี้เก็บเงินมาซื้อที่นี่ดีกว่า...”<br /><br />          แวบเข้าร้านผ้าไม่ถึงชั่วโมง เจ๊ทมของไอ้พวกทโมนทั้งสามหอบผ้าพาดไหล่ออกมาสองถุงใหญ่...ส่วนลุงเชียรกับมหาแหมวเข้าร้านขายของเก่า...<br /><br />          ...เทกระเป๋าซื้อ...พระพิฆเนศงาแกะมาคนละองค์...<br /><br />          ที่ซื้อเพราะงาแท้ ๆ แถมเก่าอีกตะหาก...ไม่นับงานแกะที่ต้องยอมรับว่าแกะได้งามจริง ๆ ตามสไตล์ศิลป์อินเดียแล้ว ยังถูกกว่าบ้านเรากว่าครึ่งค่อน...<br /><br />          ครับ...เพราะความรู้สึกที่ว่า... ‘ราคาถูก’ บวกกับนิสัยช่างซื้อของคนไทยเข้าอีก... ‘อาบัง’ เจ้าของร้าน...เลยนั่งลูบหนวดรับทรัพย์สบายบรื๋อสะดือโบ๋ไปเรียบร้อยโรงเรียนแขกไปหลายกะตังค์...<br /><br />          อย่าว่าแต่โยมเล้ย...ขนาดท่านอาจารย์ อิฏฏ์ วัดจุฬามณียังงัดปัจจัยซื้อสายประคำงาไปปลุกเสกแจกลูกศิษย์เป็นโหล ๆ<br /><br />          ...เรียกว่าทั้งพระทั้งโยม...ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ อีนี่เสร็จแขกทั้งคณะเลยนะนายจ๋า!</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-12-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2-by-%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนที่ 1) by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-12-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-by-%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:59:06 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนที่ 1)
          บอมเบย์ – ออรังกาบัด          เช่นเคยกับการตื่นเช้าที่โงหัวจากหมอนแล้วไม่เคยเห็นดวงตะวัน...อากาศที่นี่แม้จะหนาวน้อยกว่าด้านบน ๆ ของอินเดีย แต่ช่วงธันวา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #008000">จดหมายฉบับที่ 12</span><span style="color: #ff00ff"> (ตอนที่ 1)</span></span></p>
<p><span style="color: #ff0000"><strong>          บอมเบย์ – ออรังกาบัด</strong></span><br /><br />          เช่นเคยกับการตื่นเช้าที่โงหัวจากหมอนแล้วไม่เคยเห็นดวงตะวัน...อากาศที่นี่แม้จะหนาวน้อยกว่าด้านบน ๆ ของอินเดีย แต่ช่วงธันวาคมก็หนาวเอาเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงฟ้ายังไม่ทันสว่าง...<br /><br />          กับอีกครั้งสำหรับนั่ง ‘ร.ฟ.ข.’ ที่ต่างกับนั่ง ‘ร.ฟ.ท.’ คือ การรถไฟแห่งประเทศแขกที่ น็อทเดอะเซม การรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างแน่นอน...ที่ว่าไม่เหมือนนั้นพอจะแซมเปิ้ลให้ฟังสักสองสามข้อ...<br /><br />          หนึ่ง...ขนาดของรางและโบกี้ของอาบังอีนี่หย่ายกว่าของไทยนะนายจ๋า<br /><br />          สอง...รถไฟอาบังอีนี่สามารถยกเลิกเที่ยวโดยสารแต่ละขบวนได้อย่างหน้าตาเฉยว่า...ไม่มีคนขับ..<br /><br />          สาม...รถไฟอาบังบทจะมาไว ๆ กว่าชั่วโมงหรืออาจช้ากว่ากำหนดได้ตั้งครึ่งวัน ฉะนั้นที่คล้าย ๆ กับฉะนี้ก็คือควรหอบหมอนหอบเสื่อเตรียมไปนอนรอได้เลยคะร๊าบ!<br /><br />          สี่...(เห็นแม๊ะตั้งใจจะยกตัวอย่างสองสามข้อนี่ล่อมาถึงสี่แล้ว) นั่งรถไฟอาบังทำให้นึกสงสารพวกนั่งรถยนต์ เพราะเวลาผ่านแยกที่กั้นถนนจะทำงานก่อนรถไฟมาถึงยี่สิบนาที...จนรถไฟผ่านไปแล้วรถ อื่น ๆ ก็ต้องรออีกยี่สิบนาทีกว่าที่กั้นจะเปิด อีตรงนี้เราเคยประสบพบพานมาแล้ว ช่วงนั่งรถบัสไปตามถนนหลวง ข่าวว่ามีคนเคยถามเจ้าหน้าที่การรถไฟอินเดียเกี่ยวกับเรื่องนี้ คำตอบของพี่บังแกก็คือ...<br /><br />          ‘เกิดรถไฟถอยมาทับ...อีนี่ครายจะรับผิดชอบล่ะนายจ๋า...’<br /><br />          คนถามก็คงต้องส่ายหัวด็อกแด๊ก (ที่แปลว่ารู้แล้ว)<br /><br />          ‘เข้าใจแล้วคะร๊าบ...ขอบคุณคะร๊าบ’<br /><br />          ล่าและช้าไปอีก ‘จึ๋งนึง’ (สำนวนของไอ้สามทโมน จึ๋งนึงของมันหมายถึง...เล็กน้อย แต่จะให้กำหนดว่ากี่นาทีกี่ชั่วโมงคงยาก) ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลข้อที่ห้าสำหรับข้อแตกต่างระหว่างการรถไฟไทยกับรถไฟอินเดียได้อีกก็คือ<br /><br />          ...ถ้าเกิดรถไฟขบวนไหนทำเวลาให้ตรงไม่ได้ และเกิดมีรถไฟที่ทำเวลาได้ดีกว่าตามอยู่ข้างหลัง รถขบวนที่เสียเวลาต้องจอดรอให้ขบวนหลังแซงขึ้นหน้าไปก่อน...บางทีต้องรอให้แซงถึงสามขบวนติด ๆ ...หรือวิ่งไปหน่อยต้องจอดรอให้แซงทุกสถานีก็มี...อย่างนี้ไงครับ...ถึงว่าเวลารถไฟแขกมาช้า...ช้าทีครึ่งวัน...<br /><br />          ขึ้นรถไฟบ้านเราหรือเมืองอื่นเวลานั่งให้คอยดูอย่างเดียวคือหมากฝรั่ง...ที่คนมักง่ายเคี้ยวแล้วแหมะไว้ตามเบาะ ที่อินเดียก็ต้องระวังเหมือนกันครับ ระวังหมากเหมือนกัน แต่เป็น<span style="color: #993300">หมากเละ ๆ</span> ที่คนอินเดียเรียกว่า<span style="color: #ff00ff"><strong> ‘ปาน’</strong></span> นั่นแหละ ที่ต้องระวังไม่ใช่พวกอาบังแกแกล้งถุยถ่มเอาไว้บนเบาะหรอกครับ แต่เพราะพี่แกถุยออกทางหน้าต่างกันทุกทั่วตัวคนซึ่งก็ต้องมีบ้างที่กระเซ็น หรือหยดลงตามขอบตามเบาะนั่งเป็นธรรมดา...<br /><br />          ...เวลาคุณแหมะก้นงาม ๆ ลงไป...ก็นึกเอาเถอะว่าเป็นไง...?<br /><br />          เป็นผู้ชายยังพอทน...แต่ท่านสุภาพสตรี...มีหวังถูกนินทา ท่านก็รู้อยู่ว่าขึ้นชื่อว่า ‘หมาก’ จะชาติไหน...พี่ไทยหรือพี่บังก็ต้องมี ‘สีแดง’ ครือ ๆ กัน!<br /><br />          ไม่เพียงแต่ก่อนนั่งต้องระวังเบาะเท่านั้น...แต่เวลาเดินอยู่ข้าง ๆ รถไฟก็เหอะ ต้องระวังและคอยหลบวิถีกระสุนน้ำหมากที่เหล่าลูกหลานชาวภารตะถุยปริ๊ดออกมาทางหน้าต่างด้วย ไม่งั้นใบหน้างาม ๆ ของท่านอาจเป็นเป้าทดลองอาวุธร้ายโดยไม่รู้ตัว...<br /><br />          <span style="color: #993300">ขึ้นรถไฟแขกไปออรังกาบัด</span>เที่ยวนี้มีความประทับใจตั้งแต่แรกเริ่มก้าวขึ้นนั่งเลยเชียว...เรียกว่าถูกอาบัง ‘ต้มตุ๋น’ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างด้วยซ้ำ...<br /><br />          เพราะต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่ตีสี่ตีห้า...เราจึงต้องอาศัยชาร้อน-กาแฟร้อนดับหนาวกันบนรถไฟกันหลายถ้วย...โดยงานนี้คุณนายทมใจดีบอกกับท่านมหาให้เหมาจ่าย...แรก ๆ ก็ไม่รู้ถามเท่าไหร่...จ่ายเท่านั้น...<br /><br />          ...แต่พอตกสาย ๆ เรานึกอยากเบิ้ล ‘กะหล่ำใจ’ อีกซักถ้วย...เหลียวหาอาบังพ่อค้าหิ้วกาน้ำชาคนเก่าไม่เจอ ก็เลยกวักมือเรียกคนใหม่...<br /><br />          ผลหรือครับ...ราคาห่างกันถ้วยละสองรูปี...!<br /><br />          เมื่อเช้าสั่งสิบหกถ้วย...คูณด้วยสอง...แฮ่ะ ๆ ‘ตูโดนบวกไปแค่สามสิบสองรูเดือนเอ้ย...รูปีแค่นั่นเอง’<br /><br />          “มิน่า” อาเจ๊ทมงึมงำ... “เขาถึงว่าเจองูกะเจอแขกต้องตีกบาลแขกก่อน...”<br /><br />          สิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างขัดตากับการรถไฟอินตะละเดียมากที่สุดก็คือป้ายตัวหนังสือที่โชว์หราอยู่ในโบกี้เป็นภาษปะกิตชัดเจน...<br /><br />          …KEEP THE COACH CLEAN USE DUSTBIN PROVIDED IN THE COACH!<br /><br />          แต่แหม...พอหันลงไปมองเบื้องล่าง...มันขัดกับข้อความนั้นชนิด ‘ฟ้ากับบาดาล’ เลยครับท่าน...ท่านมหาหยั่งเราเลยไม่แน่ใจ...<br /><br />          ...ที่ติดป้ายเป็นภาษาอังกฤษน่ะ...บอกเราชาวต่างชาติ หรือคนอินเดีย?<br /><br />          ระยะทางจากบอมเบย์ ถึงออรังกาบัดไม่ไกลอย่างที่คิด แม้จะเสียเวลาด้วยการจอดให้รถไฟขบวนอื่นขึ้นหน้าไปก่อนบ้าง แต่เราก็ถึงจุดหมายก่อนพระฉันเพล...ถึงออรังกาบัดมีรถบัสคันใหม่และไกด์คนใหม่รออยู่เพราะคุณจันดาน ไกด์ชาวอินเดียผู้มีแต่รอยยิ้มกับความใจเย็นล่ำลากับชาวคณะตั้งแต่อยู่เดลฮี...<br /><br />          จากสถานีรถไฟออรังกาบัด เจ๊แดงหัวหน้าทัวร์ตัดสินใจให้ชาวคณะขึ้นรถบัสมุ่งตรงไปที่ถ้ำเอลโลร่าเลย...โดยตั้งใจฝากท้องที่นั่น...ในภัตตาหารเพลกับมื้อกลางวัน<br /><br />          ถึง<span style="color: #993300"><strong>ถ้ำเอลโลร่า</strong></span>ตามกำหนด...โดยผ่านเส้นทางที่สวยงามด้วยธรรมชาติอันเป็นทุ่งกว้างและเนินเขาหินหลาย ๆ แห่ง...ตลอดรายทางพบคนท้องถิ่นที่แต่งตัวแผกไปจากคนอินเดียในเมืองอื่น ๆ ที่ผ่านมา สอบถามเจ๊แดงถึงรู้ว่า...<span style="color: #993300">คนพื้นเมืองแถวนี้เรียกว่าชาว ‘มหาราช’</span> ฉะนั้นเครื่องทรงองค์เอว จึงดูสวยงามแปลกตา...<br /><br />          อินเดียเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่...ใหญ่กว่าประเทศไทย ถึงหกเท่า มีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยปะปนกัน...<br /><br />          ฉะนั้นคนอินเดียที่เราเห็นในแต่ละส่วนของประเทศจึงมีข้อแตกต่างกันมาก...<br /><br />          ประชาชนชาวอินเดียแถบกัลกัตตา...นาลันทา...พุทธคยา...ตัวดำปี๋ร่างกายเล็กทุกคน...ส่วนแถบเดลลี...ตัวขาวสูงใหญ่...(เข้าใจว่าเป็นพวกเชื้อชาติอารยันเดิม) ส่วนบริเวณติดกับเนปาลมีเค้าของชาวเอเชียแบบมองโกเลียอยู่บ้าง...<br /><br />          ...และทางตอนใต้...ก็เป็นพวกมหาราชอย่างที่เห็น...<br /><br />          ก่อนถึงทางขึ้นเอลโลร่า มีร้านอาหารกับร้านขายของที่ระลึกอยู่ด้านหน้า อาจเพราะตั้งแต่เช้ามืดบางรายได้ชาร้อนบำรุงร่างกายเพียงถ้วยเดียว แม้เจ๊แดงจะเตรียมอาหารเช้าให้รับประทานบนรถไฟแล้วก็ตาม...ทำให้ก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารแขกที่รสชาติแปลก ๆ ได้อย่างเอร็ดอร่อย...<br /><br />        <span style="color: #993300">  ถ้ำเอลโลร่า...เป็นสถาปัตยกรรมโบราณชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่ง โดยฝีมือมนุษย์...แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของชนชาติอารยันของอินเดีย...</span><br /><br />          <span style="color: #000080">ถ้ำเอลโลร่ามีศาสนสถานที่ขุดเจาะสลักด้วยมือมนุษย์จากเครื่องไม้เครื่องมือแบบโบราณประเภทสิ่ว...สกัด เครื่องแกะสลักหินประเภทต้องใช้ความอุตสาหวิริยะอย่างยิ่งในการรังสรรค์ผลงาน...</span><br /><br />          ท่านทั้งหลายก็ลองหลับตานึกดูเถอะครับ การขุดเจาะเข้าไปในภูเขาด้วยเครื่องมืออย่างนั้นจนได้...โบสถ์ วิหาร...งานสลักอลังการแบบที่เห็นต้องใช้แรงกายแรงใจสักแค่ไหน...<br /><br />          ...และแรงกายแรงใจอย่างนั้นจะเกิดได้ก็จาก ‘ศรัทธา’ ที่แรงกล้าเท่านั้น...<br /><br />          เรายืนแหงนมองผลงานของมนุษย์ในอดีตด้วยความตื่นใจ...มาอินเดียครั้งนี้พบเห็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติที่เกิดจากแรงบันดาลใจหลายหลากประการ...<br /><br />          <span style="color: #000080">ทัชมาฮาล...คือความยิ่งใหญ่ จากความรักแห่งมนุษย์</span><br /><br />        <span style="color: #993300">  ป้อมอัคระฟอร์ท...คือความยิ่งใหญ่เกิดจากอำนาจและความหวาดกลัว</span><br /><br />          และ...<span style="color: #800080">เอลโลร่า...คือความยิ่งใหญ่ตระการตาจากแรงศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระศาสดาและเหล่าเทพเจ้าของมนุษย์...</span><br /><br />          ถ้ำเอลโลร่าทั้งหมดมิได้เป็นศาสนาสถานของศาสนาหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่งโดยเฉพาะ หาก<span style="color: #800080">ถ้ำเอลโลร่าถูกสร้างขึ้นทั้งหมดสามสิบสี่ถ้ำ เป็นถ้ำในศาสนาพุทธสิบสองถ้ำ</span> <span style="color: #0000ff">นอกนั้นเป็นของศาสนาฮินดูกับศาสนาหรือลัทธิเชน...</span><br /><br />          หากเราก้าวขึ้นจากทางเดินจะเห็นถ้ำของฮินดูอยู่ตรงกลาง...และที่ติดต่อกันออกไปด้านขวาคือ ถ้ำของศาสนาพุทธ แต่ถ้าจะไปถ้ำของศาสนาเชนต้องเดินไปทางปีกซ้ายที่ไกลออกไปเป็นกิโลเมตรถึงจะพบเห็น...<br /><br />          ตามข้อสันนิษฐาน สิ่งก่อสร้างทั้งหมดเกิดขึ้นหลังพุทธกาลหลายร้อยปี...โดยฮินดูเป็นผู้สร้างขึ้นก่อน...ตามมาด้วยชาวพุทธและท้ายสุดคือเชน...<br /><br />          ต้องยอมรับครับว่า...รากเหง้าแห่งศรัทธาของศาสนาทั้งสามนั้นเป็นสิ่งเก่าแก่ที่เชื่อมโยงกันมาแทบจะพร้อมกัน โดยฮินดูเกิดก่อนพุทธกับเชนไล่เลี่ยกัน...เพราะการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่มีตัวตนในนามของพระผู้เป็นเจ้านั้นมีมานานแสนนาน จนกระทั่งพระพุทธองค์ ของเราทรงบรรลุธรรมและประกาศศาสนาด้วยการเผยแผ่พระธรรม เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ส่วน<span style="color: #333399">ศาสนาเชน ที่มีพระมหาวีระเป็นศาสดาก็ถือว่าเป็นผู้ประกาศศาสนาที่มีอายุไล่เลี่ยกับศาสนาพุทธของเรา...แผกกันเพียงหลักธรรมที่เรียกว่าสุดโต่งถึงขนาด...<strong> ‘นุ่งลมห่มฟ้า’</strong> เป็นชีเปลือยกันเลยทีเดียว</span><br /><br />          ถ้ำเอลโลร่าของฮินดูให้ความรู้สึกอลังการ...น่าเกรงขาม ลวดลายจำหลักซับซ้อนกอปรกับรูปสลักเทพเจ้าที่บางองค์มีพระกรมากมาย ทรงพาหนะดุร้าย ทำให้บรรยากาศเกิดกลิ่นอายอันน่ายำเยงเกรงกลัว ขณะที่ถ้ำของพุทธสะอาด...สงบ...สวยเรียบ ๆ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับ อำนาจและแรงบันดาลใจอันเกิดจากแรงศรัทธา...เกิดจากแก่นธรรมที่ต่างกัน...<br /><br />          <span style="color: #993300">...เทพเจ้า...คือ...อำนาจคือผู้ทรงศักดิ์ที่สามารถให้คุณโทษกับมนุษย์นานัปการ...ด้วยฤทธิ์เดชเดชามหาศาล...</span><br /><br />         <span style="color: #000080"> พระพุทธเจ้า...พระองค์เป็นผู้ทรงเมตตา...เป็นผู้เลิศด้วยพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ...อำนาจเดียวที่มีคืออำนาจเหนือหมู่มารที่อยู่ในจิตใจคืออาสวกิเลส มุ่งตรงสู่นิพพานอันเป็นแดนบรมสุข...</span><br /><br />          ซึ่งสิ่งที่แฝงเร้นเป็นพลังที่ซ่อนอยู่ในความศรัทธา จึงแฝงอยู่ในผลงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด...<br /><br />         <span style="color: #000080"> ถ้ำเอลโลร่า...ในส่วนของฮินดูเปรียบเช่นวิหาร...เป็นวิมานของเทพเจ้าให้ฮินดูชนเขากราบไหว้ขอพรจากพระเจ้า โดยมีรูปสลักเทพเจ้าทุก ๆ พระองค์เรียงอยู่เต็มไปหมด</span>...หากจุดที่สำคัญก็คือ ตรงวิหารอันเป็นจุดศูนย์กลางเป็นที่สถิตของ ‘ศิวลึงค์’ ขนาดใหญ่...เป็นสัญลักษณ์สูงสุดที่หมายถึงพระศิวะบรมเทพในศาสนาฮินดู ให้ผู้ศรัทธาได้นมัสการแต่อย่างเดียว...<br /><br />          ส่วนถ้ำของพุทธ...เป็นศาสนาสถานที่ขุดเจาะเข้าไปในถ้ำที่ไม่ซับซ้อนนัก การเจาะเป็นรูปอาคารเป็นแบบหน้ากระดานแบ่งเป็นห้อง ๆ ที่ใหญ่ ๆ จะเป็นคล้าย ๆ วิหารหรือโบสถ์สำหรับปฏิบัติศาสนพิธีมีอยู่จำนวนหลาย ๆ ห้อง นอกจากนั้นจะมีห้องเล็ก ๆ กระจายกันออกไป ห้องเหล่านั้นเป็นที่พำนักสำหรับสงฆ์ผู้มาปฏิบัติธรรม...มิต่างจากวัดของเราในปัจจุบัน<br /><br />          โบราณสถานพุทธ...กับฮินดู ที่เอลโลร่า ‘แผกกัน’ ตรงนี้ครับท่าน!</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-12-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-by-%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 11 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:53:48 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 11 (ตอนสุดท้าย)
          ตบท้ายที่บอมเบย์ด้วยการเดินช็อปปิ้งบนถนนในเมือง...ถนนที่เราเดินช็อปปิ้งเป็นศูนย์รวมสินค้านานาชนิด...มีตั้งแต่ร้านขายของประเภทไฮคลาส กระจกจัดดิสเพลย์ร...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #008000">จดหมายฉบับที่ 11</span> <span style="color: #ff0000">(ตอนสุดท้าย)</span></span></p>
<p>          ตบท้ายที่บอมเบย์ด้วยการเดินช็อปปิ้งบนถนนในเมือง...ถนนที่เราเดินช็อปปิ้งเป็นศูนย์รวมสินค้านานาชนิด...มีตั้งแต่ร้านขายของประเภทไฮคลาส กระจกจัดดิสเพลย์ร้านสวยเหมือนเดินในยุโรป...จนกระทั่งของแบกะดิน...<br /><br />          ทุกคนตามฟอร์มไทยแลนด์ที่เวลามาทัวร์ต้องควักเงินกันคนละหนุบละหนับซื้อของไปฝากพรรคพวกหรือญาติมิตรที่ไม่ได้มาเที่ยวด้วยกันครั้งนี้กันเป็นหอบ ๆ...เพราะข้าวของที่นี่ถูกครับไม่แพงอย่างที่คิด แต่มีข้อแม้...<br /><br />          ...ซื้อแบกะดิน กับต้องหน้าด้านต่อราคาให้เยอะ ๆ<br /><br />          สูตรสำคัญเวลาซื้อของจากอาบังทั้งหลาย คุณนายแดงทัวร์ลีดเดอร์ ‘ทะหนะ’อย่างนี้ครับ...<br /><br />          ถ้าพ่อค้า...(ส่วนใหญ่คนขายของจะเป็นผู้ชาย) แขกบอกราคามาสองร้อยรูปี...ต้อง<br /><br />          ต้องหารด้วยสอง...จะเหลือร้อยรูปี...เอาร้อยรูปีลบด้วยสิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็จะเหลือแปดสิบห้ารูปี...นั่นแหละราคาซื้อ...<br /><br />          แต่ถ้าชอบมาก...และสูตรนั้นใช้แล้วยังไงอาบังก็ไม่ใจอ่อน ก็พอจะอะลุ้มอล่วยในราคาลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ได้...กับอีกอย่างคือไม้ตาย...<br /><br />          ...เดินหันหลังให้เลย...(ทำเป็นไม่สน) อาบังถ้าไม่ขาดทุนจริง ๆ ก็จะเรียกให้มาจ่ายทรัพย์ตามระเบียบที่ต่อรอง...<br /><br />          “เวลาซื้อของอย่าแสดงท่าทีว่าชอบหรืออยากได้มาก ๆ...” เจ๊แดงอบรมลูกทัวร์กันสด ๆ บนรถก่อนปล่อยให้เดินช็อปปิ้ง...เหตุผลของเจ๊ก็คือ... “พวกนี้ฉลาดถ้าเห็นเราอยากได้มากจะโก่งราคา...”<br /><br />          “จริงของไอ้แดงแกงฟักมัน...” คุณนายเจ๊ทมชูถุงผ้าส่าหรีมาแต่ไกล... “มันบอกสี่พันรูปี...ฉันต่อได้แค่พันสอง...”<br /><br />          แต่อาการยิ้มร่าของคุณนายมีได้ไม่ถึงนาที...เพราะอีกรายดึงผ้าส่าหรีเนื้อเดียวลายเดียวกับของคุณนายเด๊ะออกจากถุงมาโชว์เหมือนกัน...<br /><br />          “...หนูซื้อแค่แปดร้อย...”<br /><br />          “หา...” คุณนายทมตาเหลือก... “มันบอกแกเท่าไหร่อีหนู?”<br /><br />          “สองพันฝ่า...” คำตอบชัด...<br /><br />          “ไอ้บังห้าร้อย...” มารดาไอ้พวกสามหนังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน... “เสือกหลอกตู!”<br /><br />          ครับเป็นบทเรียนราคาแพงหลายรูปี...นั่นเพราะเหล่าอาบังตั้งราคาสินค้าตามจังหวัดน้ำใจที่มากกว่าอำเภอใจเป็นไหน ๆ<br /><br />          “สงสัยมันคงนึกว่าเจ๊เป็นมหารานีมั๊ง?” มหาแหมวหัวเราะเยาะ “มันตั้งราคาตามหน้าเสื่อคนซื้อน่ะ...ดีนะที่ไม่รู้ว่าเจ๊เป็นนักเขียนใหญ่ ไม่งั้นคงโดนหนักกว่านี้...”<br /><br />          “มิน่า...?” คุณนายได้แต่ถอนใจ<br /><br />          “ทำไม?” เราถาม...ขณะแม่หนูอี๊ดของพวกสามตัวขบกรามตอบ...<br /><br />          “เจองูกับเจอแขก...ต้องตีกบาลแขกก่อนนะสิวะ!”<br /><br />          พูดถึงเรื่องซื้อของโดยปกติมารดาของไอ้ยอดตัวโย่ง เวลาอยู่เมืองไทย ‘ตูชี้...เอ็งจ่าย’ เป็นนิสัย...เพราะคุณนายไปไหนไม่เคยถือกระเป๋าตังค์...เดินศูนย์การค้าไม่เคยดูป้ายราคา อยากได้อะไร ชอบอะไรเดินจิ้มลูกเดียว...ขนาดคนขายยังไม่แน่ใจ...<br /><br />          “...แพงนะคะ...” ก็เล่นจิ้มเล่นชี้ทีละตัว ๆ ไม่ได้มองว่ามันรวม ๆ แล้วเท่าไหร่ จนไอ้ยอดต้องบอกกับคนขายเบา ๆ...<br /><br />          <span style="color: #000080">“เขาชี้อะไรคุณก็ใส่ถุงให้เขาเถอะครับ...” มันพูดอย่างนั้นได้ก็เพราะทุกครั้งที่อาเจ๊จิ้มมันก็จดราคาไว้ในใจ พร้อมกับคำนวณไปด้วยว่า ‘เงิน’ ที่มีในกระเป๋าพอหรือเปล่า...ถ้าทำท่าเกินโควต้ามันถึงจะสะกิด...</span><br /><br />          “พอแล้วคุณนาย...เกินงบ...”<br /><br />          ถ้าเกิดอยากได้จนตัวสั่น...อาเจ๊จะพูดเบา ๆ กะมันเหมือนกัน...<br /><br />          “ก็ไปกด..เอทีเอ็มสิลู๊ก!”<br /><br />          แปลกแต่จริง...ทำงานมาจนแก่ป่านนี้ คุณนายทมใช้บัตรเครดิตไม่เป็น...กดเป็นแต่เอทีเอ็มลูกเดียว...(สั่งลูกกด) แต่ไม่เคยจำรหัสเอ.ที.เอ็ม ของตัวได้เลย คุณนายได้บัตรเครดิตเป็นการ์ดทองของธนาคารกรุงเทพครั้งแรกก็ตอนไปญี่ปุ่น...ตั้งแต่ปีก่อนนู้น...<br /><br />          ...แต่จนบัดนี้ยังไม่เคยรูดสักแกร๊ก...<br /><br />          แถมยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แบงก์ทุกปี...ป่านนี้ถ้าเป็นบัตรทำจากเหล็กสนิมคงกินกร่อนหมดทั้งใบแล้ว...<br /><br />          พูดถึงคุณนายทมแล้วอดนินทาต่อไม่ได้ เวลาบทคุณท่านจะน๊าบเนี๊ยบเฉียบคมขึ้นมาก็หาใดเหมือนไม่...แต่บทจะง่ายก็ง่ายซะคาดไม่ถึง...วันดีคืนดีนุ่งกางเกงขาสั้นไปเที่ยวเกิดอยากจะ ‘เจี๊ยะ’ อาหารฝรั่งเศสขึ้นมาสั่งไอ้ยอดเลี้ยวรถขวับเข้าโรงแรมห้าดาวก้าวฉับ ๆ เข้าห้องอาหารฝรั่งเศสโดยฉับพลัน...ผลก็คือ...บ๋อยเขาไล่ออกจากร้าน...<br /><br />          ...ข้อหาแต่งกายไม่สุภาพ...<br /><br />          ไอ้ยอดถึงกับหน้าแดงเป็นแสงแสน<br /><br />          “มีเงินอยู่หมื่นกว่ากินได้ไหม?”<br /><br />          ร้อนถึงผู้จัดการร้านต้องออกมาดู เห็นหน้าคุณนายอี๊ดถึงกับสะดุ้ง...เพราะจำหน้ากลม ๆ ของทมยันตีได้...<br /><br />          “เชิญครับท่าน...”<br /><br />          แต่ท่าน ‘ทม’ ของอีตาผู้จัดการคงหมดมู๊ดที่จะเจี๊ยะแล้วก็เลยบอกศาลา...<br /><br />          “ขอบใจจ้ะ...ฉันไม่กินแล้วจ้ะ...”<br /><br />          มีอีกคราวไปงานเลี้ยงที่โรงแรมโอเรียลเต็ล...ที่ต้องถือกระเป๋าหนังไอ้เข้ติดตัวไปด้วย แต่เพราะร้อยวันพันปี อาเจ๊ไปไหนไม่เคยถือกระเป๋าจนชิน...หอบไปหิ้วมา ‘หายจ้อย’ เพราะไม่รู้เผลอไปวางที่ไหน...<br /><br />          ...ไอ้เข้ราคาหมื่นฝ่า...อันตรธานเข้ากลีบเมฆ...<br /><br />          ไม่ได้โทษตัวเองหรอกนะจะบอกให้...<br /><br />          “เทวดาท่านไม่อยากให้ใช้กระเป๋าหนังสัตว์...” ว่าเข้านั่น...อยากจะรู้ว่าถ้าเป็นมหาแหมวหรือไอ้ยอดถือจะโดนเทศนากี่กัณฑ์ก็ไม่รู้...<br /><br />          <span style="color: #000080">เดินช็อปปิ้งที่บอมเบย์นอกจากจะหอบส่าหรีมาหลายชุดแล้ว คุณนายยังหอบเอาผ้าพันคอกับผ้าพาดไหล่มาอีกเป็นหอบ ๆ... เป็นที่รู้กันว่าคุณนายทมกับผ้าพาดไหล่นี่เป็นของคู่กัน...ไปที่ไหนเจอะเป็นซื้อ...ซื้อจนล้นตู้ล้นเตียง...</span><br /><br />          ...เรียกว่าถ้าตายไม่ต้องใช้แก๊สใช้ไฟฟืนหรอก...เอาแค่ผ้าที่สะสมมาเผา...ก็เหลือแต่กระดูกแล้ว...ขนาดอีแก้วปากแย้ยังแอบนินทา...<br /><br />          “เวลาตายแก้วเอาผ้าไปขายแขกพาหุรัดอย่างเดียวก็รวยแล้ว!”<br /><br />          “ของเล่น...ของผู้หญิง...” คุณนายมักพูดอย่างนี้เสมอ...ก็เหมือนสมัยก่อนแหละ สะสมพลอยเป็นของเล่น...เล่นไปเล่นมาได้ตั้งสองพันกว่าเม็ด...<br /><br />          ...เพิ่งจะถูกกองบังคับคดีสั่งแบ่งไปเมื่อไม่กี่วันนี่เองจ้ะ...(เล่นดีนัก)<br /><br />          เจ้าตัวได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ ก็ถูกแบ่งไปตั้งครึ่งลูกหลานพลอยอดไปด้วย!<br /><br />          เดินช็อปปิ้งจนเหนื่อยสำหรับพวกผู้หญิง แต่เรายืนรอจนเมื่อยทั้งขาและลูกกะตา เพราะที่บอมเบย์พวกสาวอินเดียสวยกว่าทุก ๆ ที่ที่เคยเห็น<br /><br />          ...ส่วนใหญ่จะเป็นพวก ‘แขกขาว’ ตัวใหญ่แบบที่เห็นในหนัง...<br /><br />          <span style="color: #000080">คนในบอมเบย์แต่งตัวสวยทันสมัย อาจเป็นเพราะเป็นเมืองใหญ่ที่นักแสดงกับนักธุรกิจอาศัยกันมาก...ขอทานที่เมืองนี้น้อยกว่าทุกเมืองที่ผ่านมา ทำให้น่าเดินเที่ยวกว่าที่เมืองอื่น...</span><br /><br />          และเป็นครั้งแรกที่มหาแหมวกล้าเข้าไปในร้านขายขนม ซื้อขนมแขกมานั่งกินรอพวกเดินซื้อของอย่างสบายใจ เพราะร้านค้ากับข้าวของที่นี่มีระดับ...<br /><br />          เรียกว่า จัดร้านสวย...และสะอาดจนเราหมดความระแวงว่ากินแล้วจะจู๊ด ๆ อย่างที่ลุงเชียรเจอมาแล้ว...<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>ขนมแขกที่เห็นจะมีนมกับเนยและถั่วเป็นตัวหลักในการผสมเสมอ...อร่อยครับ แต่รสนิยมแบบพวกเรากินแค่ไม่กี่ชิ้นก็มีอาการเลี่ยนแล้ว...ซื้อมาแค่หนึ่งถุงแบ่งกันให้ช่วยกินกันทั้งคณะ...</strong></span><br /><br />          ...เรียกว่าไม่เปลืองจ้ะ!<br /><br />          กว่าจะกลับขึ้นรถเข้าเช็กอินโรงแรมก็เล่นเอามืด อาหารค่ำวันนี้เป็นกรณีพิเศษเพราะอาเจ๊แดงหัวหน้าทัวร์เอาใจชาวคณะที่อดไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ตามโปรแกรมด้วยการสั่งอาหารจีนมาให้ทาน...ทุกคนเลยเอร็ดอร่อยกับรสชาติอาหารจีนที่เป็นมื้อที่สองในอินเดียกันถ้วนหน้า...<br /><br />          เสร็จจากมื้อค่ำทุกคนเข้าห้องพักหมด แต่คุณนายทมกับลุงเชียรผู้เป็นพี่ชายยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่ร้านหนังสือใต้ถุนโรงแรม...เพราะหนังสือดี ๆ ที่นี่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ...<br /><br />          ...มิหนำซ้ำยังเป็นภาษาอังกฤษที่สามารถเอามาใช้งานได้อีกด้วย...<br /><br />          เป็นอันว่ามารดาของไอ้พวกสามหนังหมดเงินกับหนังสือที่นี่หลายร้อยดอลล่าร์ เพราะทางร้านเขาไม่เกี่ยงเงินสกุลอเมริกา...<br /><br />          “ตูรับเละอีกแล้วงานนี้...” มหาแหมวครางในอก...เพราะคราวที่ไปญี่ปุ่นครั้งนั้นต้องรับภาระหอบหนังสือเป็นกล่อง...ก็รู้ทั้งรู้ว่าหนังสือน่ะมันหนักขนาดไหน...มาอินเดียนึกว่าจะสบาย...<br /><br />          ...แต่ต้องเจอเข้าอีกกล่องใหญ่ ๆ ...<br /><br />          ใครรับหน้าที่เล่า...ถ้าไม่ใช่...มหาแหมวแต่เพียงผู้เดียว!<br /><br />          จบจากร้านขายหนังสืออาเจ๊แยกไปนอน...ส่วนมหาแหมวแวะเข้าคอฟฟี่ช็อปดวดกาแฟดับอารมณ์ชมสาวแขกไปตามเพลง หลังจากส่งกุญแจห้องให้ลุงเชียรไปพักผ่อนล่วงหน้า...แต่ท้ายที่สุดก็นั่งได้แค่แป๊บเดียว เพราะต้องรีบขึ้นไปนอนด้วยพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดอีกวัน...<br /><br />          <span style="color: #000080">...ด้วยต้องถ่างตาไปขึ้นรถไฟแขกไปออรังกาบัดตั้งแต่ตีห้า...</span><br /><br />คงเป็นอีกวันที่ตื่นเต้นล่วงหน้า ด้วยรู้ว่าที่นั่นเราจะได้เที่ยวชม <span style="color: #993300"><strong>‘ถ้าเอลโลร่า’</strong></span> ถ้ำ<span style="color: #993300">ที่มี<strong>จำนวนถ้ำถึงสามสิบสี่ถ้ำ</strong></span> ซึ่งเป็นผลงานศิลปะของมนุษย์ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามติดอันดับโลกได้อย่างสบาย ๆ ...เรียกว่ายิ่งใหญ่ มหัศจรรย์จนยากบรรยายได้เชียว         แหละ<br /><br /><strong>          ราตรีสวัสดิ์จ้ะ</strong><br /><br /><strong>          จากมหาแหมว (ของคุณไงครับ)</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 11 (ตอนที่ 1) by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-by-%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:45:33 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 11 (ตอนที่ 1)
          นมัสเตตอนเช้ามืดครับ...          ประเดิมฤกษ์เช้าที่เดลฮีด้วยฤกษ์ ‘พระยาน้อยพ่ายอาบัง’ เนื่องจากเครื่องบินเที่ยวเดลฮี-ออรังกาบัดถูกยกเลิก พอข่าวล่ามา (เ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #008000">จดหมายฉบับที่ 11</span> <span style="color: #ff0000">(ตอนที่ 1)</span></span></p>
<p><br />          <strong>นมัสเตตอนเช้ามืดครับ...</strong><br /><br />          ประเดิมฤกษ์เช้าที่เดลฮีด้วยฤกษ์ <strong>‘พระยาน้อยพ่ายอาบัง’</strong> เนื่องจากเครื่องบินเที่ยวเดลฮี-ออรังกาบัดถูกยกเลิก พอข่าวล่ามา (เลว) เร็วถึงหูคุณนายแดงหัวหน้า (ถั่ว) ทัวร์ก็รีบแก้ปัญหาด้วยอาการหน้ามุ่ย...แต่มืด<br /><br />          จากเดลฮีไปออรังกาบัด ก็เลยเป็นเดลฮีไปบอมเบย์แทน...<br /><br />          เป็นเซี้ยะหยั่งงี้ทุกทีแหละท่านผู้ชม เที่ยวรถไฟไปด้วยเครื่องบินแขกไม่มีคำว่าแปลกถ้าตกรถตกเครื่อง ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องตีตั๋ววันนี้เดินทางปีหน้าน่ะ...<br /><br />          สาละวนปนฉะเกอยู่หลายเพลากว่าจะเช็กขึ้นเครื่อง ‘แอร์อินเดีย’ ได้ต้องนั่งเหงือกแห้งที่สนามบินอยู่หลายชั่วโมง...<br /><br />          บ้านเราเวลาขึ้นเครื่องบินยังแจกน้ำแจกท่าแจกอาหารว่างให้เคี้ยวมั่ง...แต่แอร์อินเดียแจก ‘ทอฟฟี่’ คนละสองสามเม็ด ถ้าอมอย่างละเมียดละไมสามเม็ดละลายก็ถึงจุดหมายปลายทางพอดี...<br /><br />          ก็ถือว่า สุขุมลุ่มลึกไปอีกแบบฮ่ะ...<br /><br />          เป็นธรรมดากับการเปลี่ยนแปลงกำหนดการอย่างกะทันหัน ทำให้ฉุกละหุกพอสมควร มหาแหมวถึงบอกไงครับ ถ้าคิดจะทัวร์อินเดียกันสักครั้งก็ต้องเลือกและแน่ใจว่า...<br /><br />          ...คนพาทัวร์มีประสบการณ์พอไหม...?<br /><br />          ถ้าไม่มีพอ...ทัวร์อาจล่มได้โดยง่าย...นะนายจ๋า!<br /><br />          “ตูอุตส่าห์ตื่นตะตีสี่ตีห้า...” ไอ้หนูของคุณนายไข่อุบอิบ...ก็น่าให้บ่นแหละครับ แหกหูแหกตาตื่นตั้งแต่เช้ามืดกว่าจะได้ขึ้นเครื่องสายโด่งเกือบเที่ยง...แต่คนที่นิ่งที่สุดในคณะคือคุณนายทม...เพราะรายนี้เข้าออกแอร์พอร์ตมาตั้งแต่เด็กจนแก่...<br /><br />          เรื่องเครื่องบิน ‘ดีเลย์’ เป็นวัน ๆ เจอมาซะแยะ...<br /><br />          เผลอ ๆ ภาวนาให้ดีเลย์ซะอย่างนั้น...เหตุผลคือ ‘จะได้มีเวลาปั่นต้นฉบับที่สนามบิน’ ก่อนเมล์ด่วนกลับไทยสบายใจเฉิบ...<br /><br />          ลุ้นระทึกอยู่บนอากาศกับเครื่องบินอาบังอยู่ชั่วโมงกว่า ด้วยอุปาทานเดียวคือ...ความไม่มั่นใจอะไรสักเรื่องเกี่ยวกับอินเดีย...พอล้อแตะรันเวย์ได้อย่างปลอดภัยเชื่อว่าทุกคนหายใจโล่งอก...ขนาดตัวเรายังต้องเปล่งเสียงในอก...<br /><br />          สาธุ...รอดตายแล้วตู!<br /><br />          ด้วยเหตุแห่งความล่าช้าในการยกเลิกเที่ยวบินอย่างกะทันหันของสายการบินแอร์อินเดีย แถมยังถูกดองให้อยู่สนามบินเมืองเดลลีด้วยการ ‘ดีเลย์’ อีกเป็นชั่วโมง ๆ ทำให้กำหนดการต้องแปรเปลี่ยนหมด การมาถึงบอมเบย์ในตอนบ่ายทำให้รายการหลายรายการถูกตัดออกจากโปรแกรมที่กำหนด...อย่างน่าเสียดาย<br /><br />          สิ่งเดียวที่ทำได้กับการมาถึงบอมเบย์ในวันนี้ก็คือการนั่งรถบัสแล่นผ่านถนนหนทางต่าง ๆ โดยรอบเพื่อให้ทุกคนได้เห็นสภาพอันเจริญของบอมเบย์กับอ่าวสร้อยพระศอพระราชินี และตบท้ายด้วยการเดินช็อปปิ้งแทน...<br /><br />          พูดถึง<strong><span style="color: #ff0000">บอมเบย์</span></strong>แล้วถือว่าเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญมาก ๆ และมีประวัติอันยาวนาน ใน<span style="color: #333399">ปัจจุบันบอมเบย์เป็นศูนย์กลางการค้า</span>...อุตสาหกรรมที่สำคัญยิ่งของอินเดียไม่ว่า นักแสดง...นักออกแบบ สำนักพิมพ์ตลอดจนเจ้าของโรงงานต่าง ๆ จะชุมนุมกันที่นี่เกือบทั้งหมด<br /><br />         <span style="color: #0000ff"> ในอดีตชาวอินเดียเรียกเมืองนี้ว่า<strong> มุมไบ</strong></span> ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าฝ่ายอิตถีเพศพระองค์หนึ่งในลัทธิหรือศาสนาฮินดู บอมเบย์เคยเป็นส่วนหนึ่งของสินสอดที่พระนางแคเธอรีนแห่งบรากันชามอบให้เมื่ออภิเษกสมรสกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่สองของอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นพระเจ้าชาร์ลส์ก็ทรงนึกไม่ถึงว่าบอมเบย์จะมีความสำคัญอะไร จึงให้บริษัท บริติช อิสต์อินเดียเช่าในราคาสิบปอนด์ต่อปี...<br /><br />          ...เฮ้อ! ถูกพอ ๆ กับเช่าคอนโดผุ ๆ สมัยนี้ต่อเดือนเท่านั้นแหละโยม...<br /><br />          เพราะบอมเบย์เป็นเมืองท่าสำคัญ เป็นที่ขนถ่ายสินค้าทางเรือได้เป็นอย่างดี ก็เลยทำให้บอมเบย์เจริญรุดหน้าโดยเร็ววัน เรียกว่าเจริญจนขณะนี้<span style="color: #0000ff"><strong>ถ</strong><strong>นนเลียบชายทะเลที่มีชื่อว่า ‘มารีนไดรว์’</strong> </span>เมื่อมองลงมาจากที่สูงในเวลากลางคืนจะเห็นแสงไฟระยิบระยับเป็นเส้นโค้งประหนึ่งสร้อยพระศอแห่งมหาราชินีเลยทีเดียว<br /><br />          ตึกรามบ้านช่องในบอมเบย์ปัจจุบันมีตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นมากมายจนแทบจะกลายเป็นความเหลือเชื่อ ถ้าเปรียบเทียบกับหลาย ๆ เมืองที่เราผ่านมา...แผกกันจนรู้สึกคล้ายอยู่คนละประเทศด้วยซ้ำ...นอกจากตึกระฟ้าที่ทันสมัยแล้ว บอมเบย์ยังมีตึกสมัยโบราณที่เพียบพร้อมไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกโบราณในยุคที่อังกฤษยังปกครองอยู่อีกมากมาย<br /><br />          ...เรียกว่าแค่นั่งรถชมบ้านเมืองอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว...<br /><br />          ความจริงตามกำหนดการที่แจ้งไว้ในโบว์ชัวร์ นอกจากการ<span style="color: #000080"><strong>ชมอ่าวสร้อยพระศอของพระราชินี</strong></span>แล้ว ยังมีรายการไป<span style="color: #000080"><strong>ชมประตูอินเดีย</strong></span>อันยิ่งใหญ่ตระการตาซึ่ง<span style="color: #000080"><strong>สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกเมื่อคราวพระเจ้าจอร์จกับพระนางแมรี่เสด็จเยือนอินเดียเมื่อปี ค.ศ.1911</strong></span> ยังมีรายการเยี่ยมชม ‘HANGING GARDEN’ หรือที่เรียกว่า<span style="color: #000080"><strong>สวนแขวนและสวนสาธารณะกมลา เนรูห์</strong></span> ที่เป็นสวนสร้างทับบนอ่างเก็บน้ำบนเนินเขามาลาบาร์ ที่เก็บน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการใช้บริโภคกันทั้งบอมเบย์และแถบชานเมืองใกล้เคียงทั้งหมด ท่านก็ลองนึกเอาเถอะครับไอ้อ่างเก็บน้ำที่ว่านี้มันใหญ่ขนาดไหน...<br /><br />          แต่อะไรก็ไม่น่าเสียดายเท่ากับการอดไปเยี่ยมชม ‘พิพิธภัณฑ์ของท่านมหาตมะคานธี’ ซึ่งเป็นบ้านที่ครั้งหนึ่งท่านรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เคยอาศัยอยู่ที่นั่น และใช้ทำงานทางด้านการเมืองมาโดยตลอด ปัจจุบันทางรัฐบาลอินเดียได้พยายามรักษาสภาพเดิมเอาไว้ ว่ากันว่าถ้าใครเข้าไปชมก็จะเห็นภาพชีวประวัติของท่านมหาตมะคานธีตั้งแต่เป็นหนุ่มในช่วงแรกของการทำงานจนกระทั่งสิ้นใจ และที่น่าประทับใจมากที่สุด ก็คือห้องที่ใช้ทอผ้าสำหรับใช้เองเพื่อเป็นแบบอย่างให้ชาวอินเดียทั้งหมดต่อต้านการใช้ของจากต่างชาติด้วย...<br /><br />          ครับแค่สองสามที่แค่นี้ก็ทำให้เรากลืนน้ำลายด้วยความเสียดาย แต่ว่าบอมเบย์ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย อย่างเช่น <span style="color: #000080">สถานีรถไฟวิคตอเรียเทอร์มีนัล พิพิธภัณฑ์ ปริ้นส์ ออฟ เวลส์ กับถ้ำ ‘กันเหริ’ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ในพุทธศักราช 723</span> หรือถ้านั่งเรือไปอีกแค่สามสิบนาทีก็จะถึงเกาะที่มีถ้ำสวยงาม ภายในมีรูปสลักพระตรีมูรติอันงดงามของศาสนาฮินดูที่นั่น<span style="color: #0000ff"><strong> ภาพสลักตรีมูรติ</strong></span>อันหมายถึงเทพเจ้าสูงสุดทั้งสามพระองค์ที่แยกกันไม่ออกของฮินดูก็คือ...<span style="color: #0000ff"><strong>พระศิวะ...วิษณุและพระพรหมา</strong></span>นั่นเอง...<br /><br />          เราใช้เวลาสั้น ๆ กับการนั่งชมเมืองบอมเบย์ และจบลงด้วยการนั่งผ่านถนนเลียบอ่าวสร้อยพระศอของพระราชินีอันเลื่องชื่อ...ต้องยอมรับจริง ๆ ครับว่าอ่าวสร้อยพระศอฯ ดังกล่าวสวยงามจริง ๆ...เป็นครั้งแรกที่เห็นความสะอาดสะอ้านของถนนหนทางในอินเดีย<br /><br />          ...เป็นครั้งแรกที่รู้สึกคล้ายหลุดออกจากความเป็นเมืองอินเดียโดยสิ้นเชิง...</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-by-%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 10 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-10-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:38:50 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 10 (ตอนสุดท้าย)
          ทัชมาฮาล...อนุสาวรีย์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ตระการตาในวันนี้ที่ทุกคนพบเห็น แท้จริงคือสิ่งทดแทนความรักอมตะที่สึกกร่อนลงด้วยน้ำมือของมนุษย์จนเหลือเพียงไ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #0000ff">จดหมายฉบับที่ 10</span> <span style="color: #800080">(ตอนสุดท้าย)</span></span></p>
<p><br />          ทัชมาฮาล...อนุสาวรีย์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ตระการตาในวันนี้ที่ทุกคนพบเห็น แท้จริงคือสิ่งทดแทนความรักอมตะที่สึกกร่อนลงด้วยน้ำมือของมนุษย์จนเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น<br /><br />          น่าแปลก...เพราะมนุษย์นั้นเป็น ‘ผู้สร้าง’ ที่ดีเยี่ยม... ทว่ามนุษย์อีกนั่นแหละเป็นผู้ ‘ทำลาย’ ที่ยิ่งใหญ่ทรงอานุภาพและภัยจากน้ำมือของมนุษย์สามารถทำลายทัชมาฮาล ร้ายแรงยิ่งกว่าการผันผ่านแห่งกาลเวลาที่ทำลายอนุสาวรีย์ที่ทรงคุณค่าร้อยเท่าทวีคูณ...<br /><br />          <span style="color: #0000ff">ประมาณต้นศตวรรษที่ 185 เมื่อปี พ.ศ.2450 นักโจรกรรมจากเมืองภารตปุระ ทำการโจรกรรมประตูที่ประดับประดาด้วยเงินบริสุทธิ์ เหล่าอัญมณีอันมีค่า อีกทั้งแผ่นทองคำที่ประดับในห้องเก็บพระบรมศพ กับเพชรนิลจินดาอื่น ๆ ถูกปล้นสะดมไปนับจำนวนมิได้...</span><br /><br />          นับเป็นการสูญเสียสมบัติโลกครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกเอาไว้อย่างน่าร้าวรานใจ!<br /><br />          เท่านั้นยังไม่พอ <span style="color: #993300">ทัชมาฮาลยังทรุดหนักลงด้วย ฮัสเซ็น อาลี ข่านชายัต เข้าขโมยสร้อยพระศอไข่มุกมูลค่ามหาศาลหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล</span><br /><br />          มิหนำซ้ำเมื่ออังกฤษเจ้าของประเทศที่ในอดีตเคยเป็นนักล่าอาณานิคมจนได้ฉายาว่า ประเทศที่ตะวันไม่เคยตกดิน เข้าครอบครองอินเดียได้<br /><br />          ทัชมาฮาล...ก็หนีไม่พ้นเงาเงื้อมแห่งการทำลายล้างอีกระลอกใหญ่...<br /><br />          ลอร์ด วิลเลียม เบนติค ข้าหลวงใหญ่อังกฤษผู้ครองแคว้นเบงกอลและเป็นผู้สำเร็จราชการได้ทำลายรื้อถอนทรัพย์สินมีค่าทุกประการลำเลียงกลับเกาะอังกฤษเป็นการใหญ่<br /><br />          แม้ทัชมาฮาลจะได้รับการสูญเสียมากมายอย่างไรก็ตามภายหลังชาวอินเดียพื้นเมือง ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านเอาชีวิตเข้าขัดขวาง ลอร์ด วิลเลียม เบนติค อย่างสุดฤทธิ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งมรดกแห่งชาติจนสำเร็จ...ทว่าถึงอย่างไร ทัชมาฮาลก็ทรุดโทรมลงกว่าที่เป็นอย่างน่าสลดใจ จากความวิจิตรงดงามตระการตาก็ชำรุดลงจนสูญสิ้นไปหมด...<br /><br />          <span style="color: #993300">จากน้ำมือมนุษย์และกาลเวลาได้ทำลายอนุสาวรีย์ทัชมาฮาลมาจนถึงยุคของ ลอร์ด เคอร์ซอน ผู้สำเร็จราชการเมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมา เมื่อท่านผู้นี้ได้ผ่านมาพบเห็นสภาพชำรุดทรุดโทรมของทัชมาฮาล ตลอดจนทั้งบริเวณอุทยานโดยรอบที่รกรุงรังด้วยเถาวัลย์ไม้เลื้อยปราศจากการดูแลเอาใจใส่...จึงบังเกิดความสลดสังเวชจนดำริที่จะบูรณะขึ้นอีกครั้ง</span><br /><br />          งานปฏิสังขรณ์ทัชมาฮาลเริ่มด้วยการระดมฝีมือช่างศิลปะมาซ่อมแซมลวดลายประดับประดาที่หักหาย เสริมหินอ่อนที่ถูกคนงัดเอาไป และอื่น ๆ อีกสารพัด นอกจากนี้ลอร์ดเคอร์ซอนยังติดต่อสั่งทำโคมแขวนจากไคโรทำด้วยทองบรอนซ์ ลวดลายสลักฝังเงินและทองคำวิจิตรงดงามแบบอียิปต์โบราณ เมื่อได้มาแล้วก็แขวนไว้เหนือที่บรรจุพระอัฐิของพระนางมุมตัส มะฮัล จากวันนั้นไฟได้ถูกจุดขึ้น ไฟที่คล้ายสัญญาณใหม่ของทัชมาฮาล อนุสาวรีย์แห่งความรักได้เริงโรจน์ขึ้นอีกคราตราบเท่าทุกวันนี้...ทัชมาฮาล อนุสาวรีย์แห่งความเปรื่องปราชญ์ปรีชาของมนุษย์<br /><br />          ทัชมาฮาล อนุสาวรีย์แห่งความรักนิรันดร์<br /><br />          คณะของเราก้าวออกมาบริเวณอนุสาวรีย์แห่งความรักของ ชาห์ จะฮาล กับพระนางมุมตัส มะฮัล เมื่อดวงอาทิตย์สลายหมอกยามเช้าสิ้นไปและลอยสูงพอสมควร จากความโอ่อ่าวิจิตรตระการตา ความสว่างใสพิสุทธิ์สะอาดแห่งความรัก ก้าวสู่ความโหดหินทมิฬชาติของมนุษย์ที่ป้อมปราการสีแดงประหนึ่งโลหิตมนุษย์...<br /><br />          นั่นคือป้อม Agra Fort...!<br /><br />          <span style="color: #993300">อัคระฟอร์ท เป็นป้อมปราการใหญ่ ประกอบด้วยปราการสูงหนาแน่นห่างจากอนุสาวรีย์ทัชมาฮาลขนาดมองเห็นกันได้ ถ้าเปรียบทัชมาฮาลเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักของมนุษยชาติ...อัคระฟอร์ทก็คืออนุสรณ์แห่งความโหดร้ายแห่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงของมนุษย์เฉกเดียวกัน...</span><br /><br />          ความรัก...มิเพียงสามารถทำให้มนุษย์มีพลังสร้างสรรค์อะไรต่อมิอะไรประดับไว้ในโลกได้เท่านั้น แต่ความหวาดหวั่นต่อโพยภัยก็ทำให้มนุษย์ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างสิ่งก่อสร้างอันโอฬารตระการตาขึ้นได้เหมือนกัน...<br /><br />          <span style="color: #0000ff">อัคระฟอร์ทเป็นสิ่งชี้บอกถึงความแข็งแกร่งของราชวงศ์มุคัล หรือโมกุลในยุคที่มุสลิมรุ่งเรืองในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม อีกทั้งการแผ่แสนยานุภาพตั้งแต่กษัตริย์ บาบาร์ ผู้สืบเชื้อสายของติบูร์หรือทาเบอร์เล (TIMUR, TAMERLANE)</span><span style="color: #008080"><strong> จอมจักรพรรดิได้ยาตราทัพบุกเข้ามาในอินเดียในคริสตศักราช 1526 สามารถพิชิตสุลต่าน อิบราฮิม โลดี แห่งเดลีพ่ายแพ้ จักรพรรดิ บาบาร์ จึงสถาปนาราชวงศ์โมกุลขึ้น และสามารถปกครองอินเดียอยู่นานถึง 250 ปี...</strong></span><br /><br />          ถึงตรงนี้จะขอเล่าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์โมกุลให้ฟังคร่าว ๆ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจและรู้ถึงความเป็นมาของราชวงศ์โมกุลพอสังเขป...<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>หลังจากจอมจักรพรรดิบาบาร์สิ้นพระชนม์ ฮุมายูนโอรสของจักรพรรดิบาบาร์ถูกเหล่าขุนนางก่อการกบฏ และถูกเนรเทศไปอยู่เปอร์เชียเป็นเวลานานถึง 15 ปี จึงสามารถกลับมาเดลีได้อีกในค.ศ.1555</strong></span><br /><br />          <span style="color: #333399">การที่ฮุมายูนถูกเนรเทศไปเปอร์เชียถึงสิบห้าปี ก็เป็นความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ในกาลต่อมาของอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะนับแต่กาลนั้นมา ราชวงศ์โมกุลจึงเป็นตัวแทนของการประสานวัฒนธรรมอิหร่านหรือเปอร์เชียกับอินเดียจนเป็นอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ อารยะธรรมอันยิ่งใหญ่ดังที่เห็นอยู่ในสถาปัตยกรรมต่าง ๆ อย่างทัชมาฮาล...ป้อมอัคระฟอร์ทในทุกวันนี้...</span><br /><br />          อักบาร์ หรือ อัคบาร์มหาราช ผู้เป็นโอรสแห่ง ฮุมายูนได้เริ่มการปกครองอินเดียภายใต้ร่มเงาแห่งโมกุล ด้วยการรวมอินเดียภาคเหนือทั้งหมดเข้าไว้อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลเดียวจากเมืองหลวง พระองค์ทรงวางกฎเกณฑ์อย่างรัดกุมต่อการเก็บภาษีอากร และสำคัญที่สุดคือการให้สิทธิฐานะประชากรชาวฮินดูเท่าเทียมกับมุสลิม...โดยชาวฮินดูไม่ต้องเสียภาษีรัชชูปการอีกต่อไป อีกทั้งยังสามารถเข้ารับราชการในตำแหน่งสูง ๆ ของจักรพรรดิได้ทั้งด้านทหารด้านพลเรือนอีกด้วย<br /><br />          <span style="color: #333399">ว่ากันว่าในยุคของ อัคบาร์ มหาราช ถือเป็นยุคใหม่และเป็นยุครุ่งเรืองทั้งด้านอุตสาหกรรมศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นที่สุด</span><br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>หลังจาก อัคบาร์ มหาราชสิ้นพระชนม์ พระเจ้าจะฮางกีร์ (SHAH JEHAN) ผู้สร้างทัชมาฮาลสืบราชบัลลังก์ต่อมาโดยลำดับ...โดยทั้งสองพระองค์ได้ปฏิบัติตามนโยบายที่จักรพรรดิอัคบาร์ทรงวางไว้เป็นหลัก...</strong></span><br /><br />          หากที่สุดด้วย ‘ความรัก’ ของชาห์ จะฮาล ซึ่งมีต่อพระมเหสีสุดสวาทที่ลาลับจากไป ปีแล้วปีเล่าที่พระองค์เฝ้ามองดูการก่อสร้างอนุสรณ์ทัชมาฮาลด้วยความทุกข์ระทมใจจากความแข็งแกร่ง ความเข้มแข็งของจักรพรรดิผู้พิชิต จึงเหลือเพียงความหดหู่ ความอ่อนแอ...ชาห์ จะฮาล ละทิ้งพระราชกิจทั้งปวงปล่อยให้ชีวิตอยู่กับความอ้างว้างเดียวดาย ด้วยสายตาที่เหม่อมองสุสานของสตรีในดวงใจอย่างมิคลาดสายตา<br /><br />          สายน้ำในแม่น้ำ ยมนา หรือ ยมุนา ยังคงรี่ไหลไม่จบสิ้น ประหนึ่งหยาดน้ำตาแห่งความโศกศัลย์ของ ชาห์ จะฮาล ที่ไหลหลั่งมิรู้เหือดแห้ง ดั่งกวีบทหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ...แผ่นดินถิ่นมหัศจรรย์ ของ... ‘อรุณ เจตตีย์’ กล่าวไว้ว่า...<br /><br />               หยดหนึ่ง      จากน้ำตา          มีค่านัก<br />          รักหนึ่ง             จากดวงใจ           หาใดเหมือน<br />          ครั้งหนึ่ง           ในชีวิต              ตามติดเตือน<br />          รักไม่เลือน        คงสถิต             นิจนิรันดร์<br />               <span style="color: #008080">ณ... นคร      คงสถิต            ข้ามีสุข</span><br /><span style="color: #008080">          แต่เกิดทุกข์        ซ้อนใจ            ให้โศกศัลย์</span><br /><span style="color: #008080">          ต้องสูญเสีย         ชายา             โอ้มะฮัล</span><br /><span style="color: #008080">          สิ้นจอมขวัญ        จอมบดินทร์      เหมือนสิ้นใจ...</span><br /><br />          ด้วยการปล่อยชีวิต...ละทิ้งราชกรณียกิจและมัวเมาฝักใฝ่กับการก่อสร้างอนุสาวรีย์ทัชมาฮาล อีกทั้งยังดำริที่จะทรงก่อสร้างทัชมาฮาลหินอ่อนสีดำตรงข้ามกับทัชมาฮาลสีขาว โดยมีแม่น้ำยมุนากั้นกลาง ซึ่งจะต้องทุ่มเทพระราชทรัพย์ลงไปอีกมากมายมหาศาล ด้วยประการนี้จึงทำให้เจ้าชายออรังเซบผู้เป็นราชโอรสมิอาจทานทนต่อไปได้...<br /><br />          ...ทรงก่อการกบฏ...ยึดอำนาจ!<br /><br />        <span style="color: #0000ff">  ด้วยการจับ ชาห์ จะฮาล พระราชบิดาคุมขังไว้ และสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งนครอัคระด้วยเหตุผลที่ว่า...พระเจ้าชาห์ จะฮาล ทรงสิ้นสมรรถภาพที่จะเป็นกษัตริย์สืบต่อไป...</span><br /><br />          ชาห์ จะฮาล มิได้ทัดทานการยึดอำนาจใด ๆ ของออรังเซบ ราชโอรส ด้วยมิได้ใส่ใจต่ออะไรเท่ากับการรำพันถึงพระนางผู้เป็นจอมใจด้วยน้ำพระเนตรที่นองพระพักตร์ตลอดกาล พระองค์เพียงขอร้องออรังเซบว่าพระองค์มิได้ทรงปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากการถูกจองจำหรือพันธนาการอยู่ใกล้กับสุสานของมเหสีสุดที่รักเพื่อพระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นอนุสรณ์รักแห่งพระองค์จวบจนวินาทีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ<br /><br />          ที่สุดยุพราชออรังเซบก็ทรงยินยอมตามคำขอของพระราชบิดา โดยคุมขังชาห์ จะฮาลเอาไว้ ณ...ห้องหินอ่อนที่สามารถมองเห็นทัชมาฮาลเบื้องหน้ากระจ่างตา ภายในป้อมสีแดงแห่ง AGRA FORT อันมิต่างจากปราการเหล็กพร้อมกับ<span style="color: #ff0000">พระราชธิดาพระนาม ‘นารา’</span> ที่เฝ้าดูแลพระองค์จนถึงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ<br /><br />          จนวันหนึ่งในยามราตรีกาลที่เงียบสงัด...พระวรกายซูบผอมของชาห์ จะฮาล อยู่ในอ้อมแขนของพระราชธิดา นารา ที่เสนอองค์ปรนนิบัติพระราชบิดา ณ ห้องคุมขังแห่งนั้น<br /><br />          ... “ทัชมาฮาล...” สุรเสียงผ่านโอษฐ์แผ่วเบา น้ำพระเนตรรายรินลงก่อนผินพักตร์ไปทอดพระเนตรมองอนุสรณ์ทัชมาฮาลที่ขาวกระจ่างท่ามกลางรัตติกาลเป็นวาระสุดท้ายแล้วดวงเนตรค่อย ๆ หลับลงตลอดกาล<br /><br />          ดวงวิญญาณที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยน้ำตาแห่งความอาดูรสูญเสียที่ผันผ่านยาวนานกว่ายี่สิบปีก็หลุดลอยจากเรือนร่างด้วยอาการสงบ...<br /><br />          ...ทิ้งไว้เพียงอนุสรณ์ เตือนความทรงจำมนุษย์ตลอดชั่วกาลนาน...<br /><br />          เราแหงนมองกำแพงป้อมปราการสีแดงที่สูงทะมึนด้วยความรู้สึกสังเวชใจก่อนก้าวผ่านสะพานหินตรงประตูป้อมเข้าไป<br /><br />          <span style="color: #993300"><strong>...ประตูแห่งอำนาจ ที่ต้องรักษาไว้ด้วยความหวาดหวั่น</strong></span><br /><br /><span style="color: #993300"><strong>          ประตูที่มีไว้สำหรับป้องกันภัยของผู้ทรงอำนาจในยุคนั้น!</strong></span><br /><br />          วูบนั้นทำให้มหาแหมวนึกถึงประโยคหนึ่งที่คุณนายทมจารจดลงบนแผ่นกระดาษในนวนิยายเรื่อง ‘มงกุฎที่ไร้บัลลังก์’ เป็นประโยคที่ศัลยากล่าวกับเจ้าชายองค์น้อยที่ว่า...<br /><br />          .<span style="color: #008000"><strong>..ผู้ปกครองควรนั่งอยู่ในหัวใจของประชาราษฎร์ มากกว่านั่งอยู่บนศีรษะคน!</strong></span><br /><br />          เพราะอำนาจที่ได้จากความรักของประชาชนแม้ไม่ต้องอาศัยปราการหินผาห้อมล้อม ก็ยืนนานกว่าอำนาจที่ได้จากการกดขี่ข่มเหงอย่างโหดร้าย...<br /><br />          อีกหนึ่งแห่งแรงทอดถอนใจ...ป้อมอัคระ ฟอร์ทถึงวันนี้ก็ยังสง่างามเหลือเค้าแห่งความทระนงองอาจแห่งอำนาจมนุษย์ ภายนอกเข้มแข็งบึกบึน หากภายในวิจิตรตระการตาด้วยลวดลายสลักเสลาจากฝีมือช่างในยุคนั้น... ความงดงามที่ได้จากหยาดเหงื่อหยดโลหิตมนุษย์จำนวนมหาศาลภายใต้อำนาจจักรพรรดิราช...ทรงสั่งบัญชา...เข้าทำนอง...<br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>...กำแพงสูงเท่าใด...ศพมนุษย์ย่อมถูกทับถมลงสู่ปฐพีมากเท่านั้น!</strong></span><br /><br />          ภายในกำแพงสูงและหนาแน่นกว้างขวางรายเรียงด้วยหมู่อาคารสลับซับซ้อน เรามิอาจใช้เวลาสั้น ๆ เพียงชั่วโมงสองชั่วโมงเที่ยวชมให้หมดสิ้นได้<br /><br />          ถ้าจะเปรียบเทียบความงามของอัคระฟอร์ทกับทัชมาฮาลแล้ว..<span style="color: #008000"><strong>.ทัชมาฮาลคือความงามสลักเสลา ...อ่อนโยน...เยือกเย็นและสงบสุข... หากอัคระฟอร์ทคือความงามที่วังเวงน่ากลัว เป็นความงามที่แข็งกร้าวเหี้ยมโหด...</strong></span><br /><br />          มิต่างจากความงามแห่งพยัคฆราชกับหงส์ในความรู้สึกของเรา...<br /><br />          ‘ไม่มีสิ่งใดยืนยงเป็นอมตะนิรันดร์’ เป็นคำกล่าวที่เป็นสัจจะวันนี้แม้ป้อมปราการสูงทะมึนของ AGRA FORT ยังคงยืนตระหง่านเคียงคู่กับ TAJ MAHAL ที่แผ่นดินแห่งนี้ หากผู้สร้างและอำนาจอันยิ่งยงของราชวงศ์โมกุลได้เสื่อมสลายลงโดยสิ้น...<br /><br />        <span style="color: #000080">  ไม่มี...ชาห์ จะฮาล... ไม่มีออรังเซบหรือแม้กระทั่งอำนาจใด ๆ เหลืออยู่อีกต่อไป นอกจากภาพเปรียบเทียบของโบราณสถานเอาไว้ให้มวลหมู่มนุษย์ได้มองและพิจารณาถึง ‘ความจริง’ อันเกิดจาก...สุข...ทุกข์ ที่มีผลมาจากความรัก...โลภ โกรธ และหลงซึ่งยังฝังแน่นอยู่ในวิญญาณเผ่าพันธุ์มนุษย์นับเนื่องแต่อดีตกาลตราบจนปัจจุบัน...</span><br /><br />          ...ประหนึ่งแผ่นน้ำในมหาสมุทรที่มิมีวันเหือดหายเป็นนิรันดร์!<br /><br />          คนอื่น ๆ แยกย้ายกันไปชมสถานที่ต่าง ๆ ในป้อมตามอัธยาศัย แต่มหาแหมวกับคุณนายเจ๊ทมของไอ้พวกสามหนังลัดเลาะผ่านปราสาทราชวังไปยังห้องเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยประตูหน้าต่างทรงโค้งอยู่ด้านหนึ่งของอัคระฟอร์ท...ที่หลังคาเป็นรูปโดมแปดเหลี่ยมทำด้วยหินอ่อนทั้งหลัง<br /><br />          ...ห้องที่ว่าคือห้องคุมขังของ ชาห์ จะฮาล!<br /><br />          ห้องแปดเหลี่ยมดังกล่าวสามารถมองเห็น อนุสาวรีย์ทัชมาฮาลลอยเด่นอยู่ท่ามกลางไอหมอก จนเหมือนล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์...<br /><br />          เราหันไปมองคุณนายทมหลังจากถ่ายรูปเอาไว้ได้เยอะพอสมควร เห็นคุณนายยืนหลับตานิ่งตรงกลางห้อง ถ้าจะให้เดาก็คงกำลังกำหนดจิตแผ่เมตตาให้ ชาห์ จะฮาล อยู่เป็นแน่แท้<br /><br />          ...จิตมนุษย์เป็นพลังงาน เชื่อมต่อได้ทุกกาลสมัย<br /><br />          และถ้าวิญญาณชาห์ จะฮาล ยังอยู่ที่นั่นคงสามารถรับได้ถึงกระแสบุญที่คุณนายทมแผ่ให้กระมัง?<br /><br />          คณะแสวงบุญก้าวออกจากป้อมอัคระฟอร์ท เมื่อดวงอาทิตย์ตรงศีรษะ เราทิ้งความยิ่งใหญ่จากแรงงานมนุษย์ผู้เป็นทาสแห่งความ รัก โลภ...โกรธ หลงไว้เบื้องหลัง เพื่อกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่นั่นก่อนก้าวขึ้นรถบัส... มุ่งตรงสู่ เดลฮี เมืองหลวงใหม่ของอินเดีย ด้วยระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร...<br /><br />          ตามหมายกำหนดการเดินทางใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่เราล่าช้าไปเล็กน้อยแค่ครึ่งชั่วโมง...ถึงเดลฮีก็เข้าทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารจีน...ซึ่งเป็นอาหารจีนมื้อแรกของเที่ยวนี้...<br /><br />          ...ทุกคนเลยเปรมอุรากันไป...ยกเว้นพระสงฆ์ที่ต้องถือศีลข้อวิกาลโภชนา เวรมณี...<br /><br />          เสร็จจากมื้อค่ำ...คุณนายแดงทัวร์ลีดเดอร์ พาลูกทัวร์ทั้งหมดตะลุยช็อปปิ้งกันที่ถนนจานพาธ อันเลื่องชื่อของนครเดลฮี ต้องยอมรับครับว่า ‘จานพาธ’ เป็นศูนย์รวมสินค้านานาชนิดที่ราคาถูกจริง ๆ ราคาถูกจนลูกทัวร์ต่างหอบหิ้วข้าวของกันพะรุงพะรังกันถ้วนหน้า...<br /><br />          ...เรียกว่า กระเป๋าเบากันไปตาม ๆ กัน!<br /><br />          เที่ยวช็อปปิ้งกันจนเหนื่อยอ่อนหลายชั่วโมง ค่อยทยอยขึ้นรถเข้าพักที่โรงแรมพาร์ค...ด้วยเวลาที่เราเข้าพักตรงกับวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด จึงมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศมันส์ ๆ ของวัยรุ่นอินเดีย... ด้วยทางโรงแรมเขาจัดปาร์ตี้ ขายบัตรให้ลูกหลานภารตะเข้าไป ‘ดิ้น’ กันอย่างสุดเหวี่ยง...<br /><br />          <span style="color: #333399">แต่ท่านมหา...ที่เคยซ่าส์มาแล้วในอดีตดูแล้วส่ายหน้า...เพราะแสงสีเสียงที่ว่า ‘สุดยอด’ ของมหานครเดลฮีในปัจจุบันยังล้าหลังบ้านเราอย่างสุดกู่...บ้านเราไปไกลถึงขนาดใช้แสงเลเซอร์ปิ๊งปั๊งแล้ว แต่ที่นี่ยังใช้สปอร์ตไลท์ปะกระดาษสีเขียวสีแดงส่องกันวูบวาบ ส่วนประดานักเต้นทั้งหลายก็แต่งตัวเชยแหลก บางรายมาทั้งชุดส่าหรีก็มี...</span><br /><br />          ...เฮ่อ! ลองหลับตานึกเอาเถอะครับ...<br /><br />          นุ่งส่าหรีเต้นดิสโก้ ก็ไม่ต่างกับบ้านเรานุ่งผ้าถุงเต้นดิสโก้เท่าไหร่ร๊อก!<br /><br />          ว่าแล้วท่านมหาก็มุดเข้าโปงผ้าห่มหลับตาอุดหูไม่ให้ปาร์ตี้กลางแจ้งเข้าทำลายโสตประสาท เพื่อนอนเอาแรงไว้เดินทางสู่ออรังกาบัดในวันพรุ่งนี้...<br /><br />          ...เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่...ขึ้นเครื่องบินแขกอีกหนจ้ะ!<br /><br /><strong>          ก็เลยต้องราตรีสวัสดิ์นะสิขอรับ</strong><br /><br /><strong>          จาก...มหาแหมวคนหน้าเดิม</strong></p>
<div id="wpfa-2171" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1771249130-AGRA_FORT.jpg" target="_blank" title="AGRA_FORT.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;AGRA_FORT.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-10-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 10 (ตอนที่ 1) by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-10-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-by-%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:26:58 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 10 (ตอนที่ 1)
          ลัคเนาว์-อัคระ          นมัสเตครับท่านผู้อ่าน          เช้าวันนี้เป็นวันที่ทุกคนรู้สึกแจ่มใสเป็นพิเศษ ด้วยเมื่อคืนอิ่มอร่อยนอนสะดวกในโรงแรมคล๊าก แต่พอร...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #0000ff">จดหมายฉบับที่ 10</span> <span style="color: #800080">(ตอนที่ 1)</span></span></p>
<p><br />          <strong>ลัคเนาว์-อัคระ</strong><br /><br /><strong>          นมัสเตครับท่านผู้อ่าน</strong><br /><br />          เช้าวันนี้เป็นวันที่ทุกคนรู้สึกแจ่มใสเป็นพิเศษ ด้วยเมื่อคืนอิ่มอร่อยนอนสะดวกในโรงแรมคล๊าก แต่พอรู้ตัวว่าต้องเดินทางจากลัคเนาว์ไปอีกสองร้อยกว่ากิโลเมตรแขก ทุกคนหน้าเหี่ยวไปตาม ๆ กัน เพราะต้องใช้เวลารอนแรมกลางถนนกว่าแปดชั่วโมง..<br /><br />          “นี่ถ้าอยู่เมืองไทยอีแม้วเหยียบแค่สองชั่วโมง...” เจ๊ทมบอกกับลุงเชียรผู้เป็นพี่ชาย... “ขนาดกรุงเทพฯ – สุโขทัยมันยังทำเวลาแค่สี่ชั่วโมง...”<br /><br />          “นั้นมันเมื่อก่อน...” เราหัวเราะกับอดีต ‘เท้าปีศาจ’ ที่ชอบความเร็วบนท้องถนนของตัวเอง “ก็ไหนว่าวันนี้จะได้เข้าดูทัชมาฮาลไง?” คุณนายของไอ้พวกทโมนสามตัวอุบอิบ<br /><br />          “ใครบอก...?” ลุงเชียรลูกชายของคุณยายไข่หันมาถาม<br /><br />          “อีแม้ว...!” อาเจ๊คุณนายทมนั่งยันเพราะอยู่บนเบาะท้ายรถ<br /><br />          “ดูหมายกำหนดการผิดไปน่ะ...” เราอุบอิบ เพราะอ่านรายการแบบลวก ๆ จนจำผิดไป... “ต้องเป็นพรุ่งนี้แล้วล่ะน้า...”<br /><br />          อาหารกลางวันสำหรับวันนี้ทั้งพระทั้งโยมต้อง ‘ยอง ๆ เหลา’ กันข้างทางเหมือนเดิม ถ้าต้องใช้เวลาเดินทางจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่งเกือบทั้งวัน...<br /><br />          ...แต่ทุกคนก็ไม่ปริปากบ่น...เพราะอินเดียไม่เหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นที่จะมีร้านอาหารดาษดื่นกลางทาง...<br /><br />          <span style="color: #000080">“ถึงมีก็ไม่กล้าเสี่ยง...” คือความรู้สึกของพวกเรา...ไม่ต้องเอาอะไรแค่ ไอ้หนูวัยหกสิบสองของคุณยายไข่ลองขนมแขกริมสถานีรถไฟเมื่อวันก่อนแค่ชิ้นสองชิ้น ยังต้อง ‘จู๊ด’ จนหน้าเหลืองเป็นจีวรพระมาแล้ว</span><br /><br />          ...ขืนเจี๊ยะข้าวแขกทั้งจาน อีนี่จาเป็นยังงายคิดเอาเองเถอะนะ นายจ๋า!<br /><br />          ถึงจะต้องนั่งบนรถนาน ๆ เกือบสิบชั่วโมง แต่เราก็ไม่รู้สึกเบื่อ เพราะตลอดเส้นทางมีท่านมหาไพรัช ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอินเดียคอยบรรยายให้ความรู้ด้วยลีลาฮาเฮ แบบ ‘แขกยิ้ม’ จนหุบไม่ลง<br /><br />          ...เข้าทำนองพูดถึงแขก นินทาแขกเป็นเรื่องของพี่ไทยซำเหมอ...<br /><br />          พูดถึงแขกเลยนึกขึ้นได้ว่า...คุณชัยชนะ โพธิวาระ เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือ ‘แหวกส่าหรี’ ถึงของใช้ชนิดหนึ่งในบ้านผู้มีอันจะกินของชาวอินเดีย...<br /><br />          ...ของสิ่งนั้นคือ <span style="color: #ff0000"><strong>‘ชิงช้า’</strong></span><br /><br />          ว่ากันว่า<span style="color: #993300">ชิงช้าเป็นของใช้ประดับในบ้านที่สามารถวัดค่ารสนิยมหรือฐานะได้ว่า บ้านไหนเจ๋งกว่ากัน...ชิงช้าแขกก็เหมือน ๆ บ้านอื่นเมืองอื่นน่ะแหละ อาจจะมีการประดับประดาให้สวยงามแตกต่างกันไปบ้างก็แค่ลวดลายหรือรูปทรงที่เพี้ยนกันไปบ้าง ซึ่งตรงนั้นมิได้ถือว่าสำคัญอะไรสักเท่าไหร่...</span><br /><br />          ‘...เอ๊ะ...แล้วมันสำคัญไอ้ตรงไหน?’ หลายท่านคงนึกสงสัย ‘ถ้าไม่วัดกันที่รูปทรงว่าของใครสวย จะเอาอะไรมาวัด?’<br /><br />          ใจเย็นขอรับ...โดยธรรมดาชิงช้ามีเอาไว้สำหรับนั่งพักผ่อนอิริยาบถ เรียกว่ามีกะตังค์มากทำงานน้อย คือ เศรษฐีผู้มีความสุข การที่เพื่อนบ้านจะรู้ว่าตนกำลังพักผ่อนอยู่บนชิงช้าได้ก็ต้องรู้จากเสียงที่ดังขึ้นขณะที่ชิงช้าแกว่งไกวจริงไหมครับ...<br /><br />          .<span style="color: #0000ff">..เขาวัดความป๊อปปูล่ากันที่เสียงของชิงช้าครับผม</span>...ด้วยเหตุนี้เหล่าอาบังทั้งหลายจึงมีคตินิยมว่า...<span style="color: #0000ff">บ้านไหนเสียงชิงช้าเพราะที่สุดถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่น่าอิจฉาริษยาอย่างมาก</span>...ประการนี้ทำให้อินเดียมีอาชีพพิเศษอยู่อาชีพหนึ่ง อาชีพนั้นคือช่างสำหรับ<span style="color: #ff0000"> ‘แต่งเสียงชิงช้า’...</span><br /><br />          สมัยที่คุณชัยชนะ เป็นนักศึกษาอยู่ที่เมืองอินตะละเดีย เคยได้ยินพวกพ้องร่ำลือกันว่าบ้านคหบดีใกล้ ๆ กันนั้นมีชิงช้าที่เสียงไพเราะเพราะพริ้งที่สุด เรียกว่าอันดับหนึ่งของอินเดียเลยก็ว่าได้...ใครที่อยากรู้ว่าเพราะขนาดไหน ก็ต้องไปด้อม ๆ มอง ๆ คอยตะแคงหูฟังกันตามริมรั้ว...<br /><br />          เรื่องความอยากรู้...ก็ไม่มีใครเกินคนไทย ฉะนั้นคุณชัยชนะก็เลยต้องทดลองไปฟังเสียงชิงช้าแขกกันบ้างเพื่อประดับความรู้...<br /><br />        <span style="color: #000080">  ชิงช้าบ้านอื่น ๆ ที่เสียงดัง ‘เอี๊ยดอ๊าด...อ๊อดแอ๊ด...’ อะไรทำนองนั้นเป็นเรื่องปกติจิ๊บจ๊อย...ถือเป็นเสียง พื้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็มีกันได้</span><br /><br />          และเมื่อคุณชัยชนะได้ไปตะแคงหูฟังเสียงชิงช้าที่ถือว่าไพเราะเพราะพริ้งเป็นที่สุดแล้ว เจ้าตัวก็ถึงบางอ้อ...เพราะชิงช้าตัวที่มีชื่อเสียงก้องเมืองอาบัง...ดังเป็นเสียงอย่างนี้ครับ...<br /><br />          ...ฮีแฮ่ก...ฮีแฮ่ก...<br /><br />          อารมณ์ขัน...อารมณ์คันของคุณชัยชนะนี่ไม่เบาจริงจริ๊ง!<br /><br />          จากลัคเนาว์ไปถึงอัคระทำไปทำมาจากหมายกำหนดการประมาณแปดชั่วโมงเลยเถิดไปเป็นสิบกว่าชั่วโมง เรียกว่าออกเดินทางตั้งแต่เช้าแต่มาถึงโรงแรมที่พักตอนสองทุ่มกว่า ๆ ...<br /><br />          ...เป็นมื้อค่ำที่ต้องกิ่วท้องรอจนถึงสามทุ่มเชียวแหละ...<br /><br />          จบเรื่องอาหารทุกคนต่างเข้าห้องพักกันเงียบกริบ เพราะเหนื่อยกับการเดินทางมาตลอดทั้งวัน ขนาดมหาแหมวเองยังหัวถึงหมอนก็มืดสนิท ศิษย์เส่ยไปเลยล่ะ...</p>
<p><br /><br />          <strong>เช้าวันที่สิบเอ็ดของการเดินทาง</strong><br /><br />          วันนี้คุณแดงปล่อยให้เราตื่นสายกว่าปกติ ทุกวันจะตื่นกันตั้งแต่ตีห้าเป็นอย่างน้อย แต่วันนี้กว่าจะยุรยาตรออกจากห้องพักเข้าประจำโต๊ะอาหารก็เจ็ดโมงเช้าพอดี...<br /><br />          อากาศที่<span style="color: #ff0000">อัคระ</span>ค่อนข้างสบายไม่หนาวจัดอย่างที่ กุสินาราหรือลุมพินี...เวลาเช้าของที่นี่มีหมอกคลุมบาง ๆ จึงทำให้อนุสาวรีย์แห่งความรัก<span style="color: #993300"><strong> ‘ทัชมาฮาล’</strong> </span>ยามที่เราเดินลงจากรถคล้ายลอยฟ่องอยู่ท่ามกลางสายหมอก...เดียวดาย...<br /><br />          <span style="color: #000080">ชาวคณะก้าวผ่านประตูทางเข้าด้านหน้าของอนุสาวรีย์หินอ่อนสีขาวชื่อก้องโลกที่เป็นศิลปะแบบมูริชหรือมุสลิมที่สูงตะหง่านเข้าไป ทุกคนจะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋า คงเพราะกลัวพกพาวัสดุที่มีอันตรายเข้าไปทำลายสมบัติโลกชิ้นนี้ก็ได้...</span><br /><br />          ทัชมาฮาล เป็นอนุสาวรีย์ เป็นสุสานรักอันเลื่องชื่อลือชา เป็นที่รู้จักกันมานานของมนุษย์ทั่วโลก...เป็นตำนานรักอันยิ่งใหญ่จากจักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่ห้าแห่งราชบัลลังก์เดลี กับพระนาง มุมตัส มะฮัล พระมเหสีสุดที่รักของพระองค์<br /><br />          มีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งขณะที่จักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล กับพระมเหสีของพระองค์ได้เสด็จสู่ภาคเหนือของอินเดียใกล้เทือกเขาหิมาลัย และเมื่อผ่านเข้าใกล้ ชาห์ จะฮาล ได้ตรัสกับพระนางมุมตัส มะฮัลว่า...<br /><br />          “เห็นหิมาลัยนั่นไหม...น้องว่างามประหนึ่งวิมานในพิภพหรือไม่?”<br /><br />          “งามมากเพคะ...หิมะขาวลออตา จนไม่อยากละสายตาไปเลย” พระนางกล่าวกับพระสวามี ซึ่งจักรพรรดิชาห์ จะฮาล เอื้อนโอษฐ์หวานละมุน...<br /><br />          “หิมะขาวสะอาดบริสุทธิ์ มิต่างจากความรักของพี่ที่มีต่อน้องเลย...”<br /><br />          “พิสูจน์ได้ยังไงเพคะ...?”<br /><br />          “น้องจะให้พี่พิสูจน์อย่างไรล่ะ?” ชาห์ จะฮาล ย้อนถามด้วยรอยแย้มสรวล... “จะให้ตะโกนบอกโลกหรือ...หรือจะให้สัญญาด้วยสิ่งใดพี่ย่อมทำเพื่อน้องได้เสมอ...”<br /><br />          พระนางมุมตัส มะฮัล...จึงขอสัญญาด้วยประโยคสำคัญประโยคอันก่อเกิดแรงบันดาลใจให้ ชาห์ จะฮาล สร้าง ‘ทัชมาฮาล’ ขึ้นในกาลต่อมา หลังการลาจากโลกของมเหสีอันเป็นที่รัก...<br /><br />          <span style="color: #993300">.... “ขอให้เสด็จพี่จงพิสูจน์ความรักของเราให้ปรากฏ เมื่อชีวิตหม่อมฉันหาไม่แล้ว จงสร้างอนุสรณ์ให้งดงามหาใดเทียม มีความขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแห่งยอดเขาหิมาลัย สามารถเห็นได้ทั้งในยามทิวา...ราตรีกาล เหมือนดวงใจของเราสองคนมองเห็นกันนิรันดรฉันนั้น แม้กาลเวลาก็มิอาจทำลายลงได้...และสถิตอยู่คู่ฟ้าดิน...”</span><br /><br />          จักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล ทรงกล่าวตอบอย่างมั่นพระทัยในรักแท้ที่พระองค์มีให้กับสตรีอันเป็นที่รัก...<br /><br />          ... “พี่สัญญา...”<br /><br />          ด้วยคำว่า... ‘สัญญาคือสัญญา’ (แบบเดียวกับพ่อโก ในคู่กรรมคู่เวรของคุณนายทมหรือเปล่าไม่รู้) อนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่จึงอุบัติขึ้น<br /><br />          <span style="color: #ff0000"><strong>...ทัชมาฮาล...สุสานผู้เป็นจอมใจจักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล แห่งราชวงศ์โมกุลของอินเดีย</strong></span><br /><br />          ทัชมาฮาล ประกอบด้วยตัวอาคารสร้างจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์เหนือเนินดินกว้าง แม้แต่ทางเดินก็ปูด้วยหินอ่อนโดยตลอด อยู่ท่ามกลางอุทยานติดกับแม่น้ำยมุนา...<br /><br />        <span style="color: #008080"><strong>  ด้านหน้าของอนุสาวรีย์เป็นสระน้ำขนาดยาว มีน้ำพุเป็นแนวแถวตรงกลางสระ กระหนาบด้วยต้นไซปรัสปลูกเป็นแนวได้ระดับงดงามยิ่ง...</strong></span><br /><br />          เมื่อผ่านเข้าไปจนสามารถมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนผนังอนุสาวรีย์ เราจึงเห็นว่าลวดลายอันละเอียดงดงามเหล่านั้น บ้างเป็นลายสลักลงบนหินอ่อน บ้างเป็นลายขดดอกไม้ประดับด้วยพวกเพชรนิลหินสีมีค่าต่าง ๆ ซึ่งประวัติกล่าวเอาไว้ว่า...<br /><br />         <span style="color: #008080"><strong> มรกตสีน้ำเงินมาจากทิเบต...หินมุกบุษราคัมจากแบกแดด พวกนิลกับหินสีมาจากอาระเบีย</strong></span><br /><br />          แม้จะรู้ว่า ทัชมาฮาล เป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามยิ่งใหญ่ตระการตาที่เกิดจากน้ำมือน้ำแรงของมนุษย์ แต่ก็ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์ออกแบบก่อสร้าง บ้างก็ว่าผู้ออกแบบเป็นชาวอิตาลี บ้างก็ว่าเป็นชาวเปอร์เชีย<br /><br />          ...แต่ก็ยังสรุปอะไรให้แน่นอนไม่ได้! หากทั้งหมดกับแนวความเชื่อที่คนอินเดียยอมรับมากที่สุดก็เห็นจะเป็น<span style="color: #ff0000"><strong> ‘อีซา’</strong></span> นักออกแบบก่อสร้างชาวเปอร์เชียและอาเหม็ดลูกมือของเขา คือผู้ควบคุมดำเนินการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีช่างประดิษฐ์ช่างฝีมือจากที่ต่าง ๆ มาร่วมสร้างอีกมาก...<span style="color: #000080">เช่นช่างปูนมาจากอัฟกานิสถาน ช่างทำรูปโดมมาจากตุรกี ช่างทำหอคอยและมณฑปมาจากอุสเบค ส่วนนักแกะสลักประติมากรรมจากเอเชียกลาง ช่างเขียนอักขระจากเมโสโปเตเมีย ฯลฯ...</span><br /><br />          กล่าวกันว่า<span style="color: #ff0000"><strong>ทัชมาฮาลต้องใช้แรงงานช่าง ศิลปินต่าง ๆ รวมเป็นจำนวนกว่าสองหมื่นคน รวมระยะเวลาก่อสร้างกว่าสิบเจ็ดปีจึงแล้วเสร็จ...</strong></span><br /><br />          ผลที่ได้รับจากหยาดเหงื่อแรงงานของคนนับหมื่นที่รังสรรค์ขึ้นมาก็คือ ผลงานมหัศจรรย์สะท้านโลก เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมการก่อสร้างงามเลิศยากจะหาอนุสาวรีย์อื่นใดในโลกมาเทียบได้ สิ่งหนึ่งเมื่อเข้าไปใกล้ ๆ แล้วจึงมองเห็นก็คือ <span style="color: #800080"><strong>ทัชมาฮาล เป็นอาคารก่อสร้างที่ไม่มีหน้าต่าง แต่ทำเป็นฉากหินอ่อน กรุลายโปร่งสองชั้น อาศัยแสงสว่างผ่านลายเข้าไปภายในห้องที่มีการตบแต่งประดับประดา ด้วยลวดลายสลักฝังเพชรพลอยหินสีมีค่าระยิบระยับไปหมด...</strong></span><br /><br />          ...คล้ายวิมานบนสรวงสวรรค์ ก็มิปาน!<br /><br />         <span style="color: #0000ff"> กึ่งกลางยอดโดมสีขาว...ตรงโถงกั้นฉากหินอ่อนคือที่บรรจุพระศพของพระนางมุมตัส มะฮัล...และภายหลังได้นำพระศพของจักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล มาบรรจุเคียงคู่เอาไว้</span><br /><br />          วันนี้จักรพรรดิชาห์ จะฮาล กษัตริย์เชื้อสายมุสลิมแห่งราชวงศ์โมกุลซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าจาฮันกีร์ และทรงเป็นพระราชนัดดาแห่งจักรพรรดิอัคบาร์ มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย กับพระนางมุมตัส มะฮัลผู้ให้กำเนิดบุตรและธิดาให้กับชาห์ จะฮาล ถึงสิบสี่องค์ในชั่วเวลาแห่งการอภิเษกสมรสยี่สิบปีของทั้งสองพระองค์<br /><br />          วันนี้ทั้งจักรพรรดิ และมหิษีแห่งพระองค์ยังคงประทับบรรทมหลับอยู่เคียงคู่กันตลอดไป ขณะที่มหานที ยมุนาที่ยังคงไหลเอื่อยอย่างไม่มีวันสิ้นสุดก็ยังคงเฝ้าดูและเฝ้ามองผลงานประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่เกิดจากความรักที่ลึกซึ้งจากการลงทุนพิสูจน์คุณค่าเหล่านั้นด้วยความลำบากลำเค็ญแสนเข็ญของมนุษย์ผู้ต้องตรากตรำทำงานติดต่อกันยาวนานเกือบยี่สิบปี...<br /><br />          ...ชาห์ จะฮาล...สร้างประวัติศาสตร์แห่งความรักของมนุษย์เอาไว้ได้ยิ่งใหญ่ด้วย อนุสาวรีย์ทัชมาฮาล...<br /><br />          ...หากที่สุด...ทัชมาฮาล ก็เหมือนบาปเวรที่ทำให้ ชาห์ จะฮาล ‘ร่วง’ จากบัลลังก์...และสิ้นชีวิตอย่างเดียวดายในกาลต่อมา...<br />    <br />              ชาห์ จะฮาล      ขอประกาศ     ให้โลกรู้<br />          เพื่อเชิดชู       รักของข้า     มหาศาล<br />          ข้าขอสร้าง     ยอดปราสาท     ทัชมาฮาล<br />          ไว้คู่กัน           ริมฝั่ง             ยมุนา...<br /><span style="color: #000080">              ตราบที่น้ำ     ตามกระแส     ไม่แปรผัน</span><br /><span style="color: #000080">          ทัชมาฮาล       ยังมิล้ม         จมสลาย</span><br /><span style="color: #000080">          รักของเรา        ยังดำรง         คงมิคลาย</span><br /><span style="color: #000080">          แม้เราวาย      รักเราอยู่             คู่ฟ้าดิน</span>...<br /><br />          ความงดงามของอนุสาวรีย์ทัชมาฮาล งดงามเพียงไหนดูได้จากคำพรรณนาของ รพินทรนาถ ฐากูร จินตกวีเอกของอินเดีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลด้านวรรณกรรมได้กล่าวไว้ว่า<br /><br />          <span style="color: #ff0000"><strong>‘...ทัชมาฮาล...เป็นเสมือนหยดน้ำตาของความรักบนปรางกาล...’</strong></span><br /><br />          นักโบราณคดีชาวอังกฤษท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึงเสน่ห์มนต์ขลัง และความงามของทัชมาฮาล...ที่มองเห็นยอดโดมสูงตระหง่านเหนือยอดโดมขนาดเล็กกับหอคอยสูงที่รายล้อมรอบเป็นสีขาว ประหนึ่งหิมะบนยอดเขาหิมาลัย นั้นว่า...<br /><br />         <span style="color: #ff0000"> “...เหมือนปุยเมฆสีขาวได้รูปทรงสวย ลอยล่องอยู่กลางนภากาศ...”</span><br /><br />          แต่มหาตมะคานธีผู้มีชีวิตสมถะ...เป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งยงแห่งอินเดียกลับกล่าวว่า...<br /><br />          ‘หาความหมายใด ๆ มิได้...นอกจากจะเป็นเครื่องหมายการบังคับใช้แรงงานโดยเฉพาะ’<br /><br />          ทว่า...ประธานาธิบดี ไอเซนฮาวน์ แห่งสหรัฐ ได้อุทานออกมาเมื่อครั้งได้มาเยือนทัชมาฮาลในยามรุ่งอรุโณทัยเมื่อปี 1959...ด้วยอาการตะลึงงัน...<br /><br />          ‘ไม่คิดว่าทัชมาฮาลจะงดงามถึงเพียงนี้...’<br /><br />          ครับ...ก็แล้วแต่ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล ที่จะมองทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งนี้ด้วยความรู้สึกเยี่ยงไร...แต่มหาแหมวเชื่อว่า...<br /><br />          <strong>...ถ้าคุณเคยรัก...ผู้ชาย...หรือผู้หญิงสักคนอย่างสุดหัวใจ...</strong><br /><br /><strong>          <span style="color: #800080">คุณก็ต้องมีความปรารถนาให้ ‘เขา’ หรือ ‘เธอ’ รักคุณอย่างที่ ชาห์ จะฮาล รักพระนาง มุมตัส มะฮัล อย่างแน่นอน</span></strong><br /><br /><strong>          ผมเชื่ออย่างนั้น!</strong></p>
<div id="wpfa-2164" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1771248418.jpg" target="_blank" title="ทัชมาฮาล.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;ทัชมาฮาล.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-10-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-by-%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จดหมายฉบับที่ 9 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-9-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:19:21 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[จดหมายฉบับที่ 9 (ตอนสุดท้าย)
&nbsp;
          หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐได้เล่าให้ฟัง ขณะที่ชาวคณะมาพร้อมหน้าแล้ว โดยท่านย้อนความหลังไปในพุทธกาลที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร เมืองส...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt"><span style="color: #008000">จดหมายฉบับที่ 9</span> <span style="color: #800080">(ตอนสุดท้าย)</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>          หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐได้เล่าให้ฟัง ขณะที่ชาวคณะมาพร้อมหน้าแล้ว โดยท่านย้อนความหลังไปในพุทธกาลที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถีซึ่งเป็นยุคที่พระภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกาจำนวนมากได้สำเร็จมรรคผล จึงทำให้เกิดลาภสักการะมากมายกับพุทธศาสนาพร้อม ๆ กับนักบวชนอกศาสนาที่เรียกว่า ‘เดียรถีย์’ พลันเสื่อมลาภ...หมดอำนาจลงด้วย ผู้คนมีความเคารพนับถือน้อยลง<br /><br />          พวกเดียรถีย์พากันริษยาคิดกำจัดพระพุทธเจ้าให้พ้นทางโดยว่าจ้างนางจิญจมาณวิกา ได้กล่าวโทษใส่ร้ายพระองค์<br /><br />          <span style="color: #0000ff">วันหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ นางจิญจมาณวิกาได้เอาท่อนไม้ห่อผ้าพันท้องเข้ามาในลักษณาการหญิงตั้งครรภ์แก่ เข้ามายืนต่อเบื้องพระพักตร์ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มาฟังธรรมเทศนาพร้อมกับกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า...</span><br /><br />          “ท่านมานั่งแสดงธรรมอยู่ทำไม บัดนี้เด็กในครรภ์ของข้าพเจ้าซึ่งเกิดกับท่านใกล้คลอดอยู่แล้ว ถึงท่านจะไม่ดูแลด้วยตัวเอง ก็ควรจะให้พระเจ้าโกศลหรือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ช่วยข้าพเจ้าเลี้ยงดูลูกถึงจะถูก”<br /><br />          พระพุทธองค์ทรงหยุดแสดงธรรม และกล่าวกับนางว่า...<br /><br />          “ดูก่อนน้องหญิง เรื่องนี้เจ้ากับเราสองคนเท่านั้นที่รู้กันว่าจริงหรือไม่จริงตามคำขอของนาง...”<br /><br />          นางจิญจมาณวิกาจึงกล่าวว่า... “จริงทีเดียว เพราะการที่ข้าพเจ้ามีครรภ์ขึ้นนี้ มีแต่ท่านกับข้าพเจ้าเท่านั้นที่รู้กัน...”<br /><br />          ในขณะนั้น <span style="color: #ff0000"><strong>พระองค์ได้ทรงเนรมิตให้บังเกิดเป็นลูกหนู</strong></span> (บางตำรากล่าวว่าพระอินทร์เป็นผู้แปลงเป็นหนู) <span style="color: #000080">เข้าไปกัดเชือกที่ผูกท่อนไม้ที่ท้องของนางจิญจมาณวิกา จนท่อนไม้นั้นขาดตกลงมาถูกหลังเท้าของนางได้รับความเจ็บปวด และบังเกิดลมแรงจนพัดเลิกเอาเสื้อผ้าของนางปลิวขึ้น</span> จนปรากฏแก่คนทั้งหลายว่า นางมิได้ตั้งครรภ์จริงโดยกล่าวตู่...ใส่ร้ายพระพุทธองค์เท่านั้น...<br /><br />          เมื่อเห็นเช่นนั้นคนทั้งหลายจึงพากันลุกฮือขึ้น ไล่ทุบตีนางจิญจมาณวิกาก็วิ่งหนีออกจากพระวิหารไปทันที และเมื่อพ้นประตูวัดเชตวันมหาวิหารไม่ไกล นางก็ถูกธรณีสูบจนจมหายไปด้วยผลกรรมที่ตนใส่ความกล่าวร้ายต่อสมเด็จพระบรมศาสดา...<br /><br />          ออกจากสถานที่ธรณีสูบนางจิญจมาณวิกา หลวงพ่อฤๅษีพาเราเดินลัดเลาะผ่านไร่สวนกลับวัดไทยสาวัตถี...เพราะจากจุดนั้นห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตร...<br /><br />          คุณนายทมเดินรั้งท้ายเพราะมัวแต่ยืนหลับตาแผ่บุญกุศลให้ ทั้ง<span style="color: #993300"><strong>นางจิญจมาณวิกา</strong></span>และพระเทวทัต...เป็นที่รู้กันสำหรับทุกคนที่ใกล้ชิด...เพราะมารดาไอ้พวกสามหนังมักจะสอนเอาไว้เสมอ...<br /><br />          “เวลาแผ่บุญแผ่กุศล...อย่าลืมพระเทวทัต...!”<br /><br />          “อยู่ตั้งอเวจี...จะรับไหวรื้อ?” เราส่ายหน้าเพราะรู้ว่า...การแผ่และการรับกุศลอยู่ที่ผู้ให้กับผู้รับ ถ้าผู้รับอยู่ในภูมิที่มีทุกขเวทนาสูง จิตเขาจะไม่ยอมรับ เพราะจิตมัวแต่ทุกข์ทัณฑ์ทรมานจนไม่รับรู้อะไร<br /><br />          “พอท่านพ้นโทษออกมาก็จะเห็นบุญกุศลของแม่หนูอี๊ดกองรออยู่ก็ได้...” อาเจ๊คุณนายทมให้เหตุผล... “วันข้างหน้าท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเชียวนะ...”<br /><br />          “สงสัยจะติดสินบน...” อีตุ๊เด่นตั้งข้อสังเกต... “เพื่อเอาไว้กันเหนียว จับพลัดจับผลูไปเจอกันชาติหน้าจะได้อาศัย...”<br /><br />          “ท่านน่าสงสารออก...” อาเจ๊ของมันให้เหตุผล... “อุตส่าห์ได้ฌานชั้นสูงแต่เพราะหลงผิดนิดเดียวต้องตกกะรก...”<br /><br />          คุณนายทมสอนลูกชายทั้งสามเสมอ... <span style="color: #ff0000"><strong>‘ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม...’</strong> </span>เป็นคติเก่าที่เคยได้ยินมานาน...หากสามารถนำเอามาใช้ได้ทุกกาลสมัย...เพราะต้นไม้ยามล้มยากจะลุกขึ้นได้อีกต่อไป ทว่ากับมนุษย์...ถ้าเขาไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคนานาประการ และมีความตั้งมั่น...<br /><br />          ...วันหนึ่งเขาจะมีสิทธิ์ลุกขึ้นยืนได้อีก...<br /><br />          คงเป็นเช่นเดียวกับ<span style="color: #993300">พระเทวทัต ความจริงท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ถ้าไม่มีคงไม่สามารถแสดงฤทธิ์ให้พระอชาตศัตรูกุมารยินยอมถวายตัวเป็นลูกศิษย์แน่ แต่เพราะมีมิจฉาทิฐิทำให้หลงผิดก่ออนันตริยกรรม จนต้องไปเสวยทุกข์ในอเวจีนรก</span> แม้ว่าในวินาทีสุดท้ายจะสำนึกได้ถึงบาปกรรมก็ตาม...<br /><br />          แต่ผลแห่งความสำนึกผิดด้วยการยกมือวันทาเปล่งไตรสรณคมน์ด้วยความเคารพมั่นในกาลนั้น...ท่านจึงได้รับพุทธทำนายว่า...<br /><br />          ...วันหนึ่ง ในกาลข้างหน้าพระเทวทัตจะได้เป็นปัจเจกพุทธเจ้า!<br /><br />          ขากลับเราเดินผ่านโรงเรียนอินเดียที่อยู่แถวนั้น...โรงเรียนที่นี่มีสภาพดีกว่าที่เราเคยเห็นมาครั้งรถแล่นผ่านจาก ลุมพินี มาสาวัตถี...แต่สภาพของโรงเรียนก็ยังแย่กว่าบ้านเราแยะ เวลาเดินผ่าน พวกนักเรียนแขกร้องทักทายเราเสียงขรมไปหมด...หากเราไม่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสเพราะเหลือเวลาน้อย เราต้องรีบกลับวัดไทยสาวัตถี ด้วยยังมีผ้าป่าสามัคคีกองเล็ก ๆ รอทอดอยู่...<br /><br />          มีโอกาสพักเหนื่อยไม่กี่นาทีก็ต้องเข้าไปในวิหารพร้อมหน้ากัน หลวงพ่อฤๅษีท่านรออยู่แล้วเพื่อรับผ้าป่าที่ชาวคณะรวบรวมปัจจัยถวาย<br /><br />          ...เป็นผ้าป่าฯ กองที่สี่...และเป็นกองสุดท้ายในการแสวงบุญครั้งนี้ของพวกเรา...<br /><br />          <span style="color: #333399">หลังทอดผ้าป่าฯ ที่ได้ปัจจัยสมทบบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะวัดไทยสาวัตถีประมาณสามหมื่นบาท หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐได้เมตตาแจกวัตถุมงคลให้กับชาวคณะกันถ้วนหน้า...ก่อนที่พวกเราจะกราบลาท่านกันตรงนั้น ด้วยเวลาที่กำหนดเอาไว้สำหรับการเดินทางล่วงเลยมาหลายนาทีแล้ว...</span><br /><br />          ชาวคณะขึ้นรถในช่วงเวลาบ่ายคล้อย โดยมีระยะทางที่ต้องมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางอยู่เกือบสองร้อยกิโลเมตร แต่กับถนนของอินเดียต้องใช้เวลาเดินทางกว่าห้าชั่วโมง<br /><br />          รถแล่นออกจากวัดไทยสาวัตถีไปไม่ถึงสิบห้านาที ก็จอดลงอีกครั้ง เสียงของท่านมหาไพรัชผ่านไมโครโฟนบอกกับทุกคนให้ลงจากรถ...<br /><br />          ...ด้วยถึงสถานที่สำคัญอีกแห่ง<br /><br />          <span style="color: #800000"><strong>สถานที่นั้นคือที่ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์กำราบพวกเดียรถีย์...</strong></span><br /><br />          สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ในปัจจุบันเหลือเพียงเนินดินสูงติดกับทางหลวง...แม้จะมองไม่เห็นความน่าแปลกประหลาดอันใดในสายตาก็ตาม หากชาวคณะทั้งหลายก็พากันเดินลัดเลาะไต่ขึ้นจนถึงยอดเนินทั้งหมด...<br /><br />          ...อะไรที่เกี่ยวข้องกับ พระตถาคตเจ้า<br /><br />          เรามิเคยรั้งรอสำหรับการเข้าใกล้ชิด...แม้มิอาจมองเห็น ขอเพียงได้หลับตานึกก็เพียงพอแล้ว...<br /><br />          ได้น้อมจิตรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ณ จุดที่พระองค์เคยประทับก็อิ่มใจจนมิรู้ลืม...<br /><br />          ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า สมัยที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหารนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของความศรัทธาและลาภสักการะของศาสนาพุทธ จนเหล่าเดียรถีย์นักบวชนอกศาสนาเกิดความริษยาอาฆาตวางแผนอุบายนานัปการ เพื่อทำลายพระพุทธองค์ หากไม่เคยประสบผลสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว...<span style="color: #008000"><strong>การแสดงยมกปาฏิหาริย์ ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงฤทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าครั้งนี้...เพื่อการกำราบพวกนอกศาสนาเป็นครั้งแรกที่ปรากฏต่อสายตาผู้คนมากมาย...</strong></span><br /><br />       <span style="color: #0000ff">   ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงสำแดงฤทธิ์เหาะขึ้นไปบนนภากาศ...แยกกายออกเป็นหลาย ๆ ร่างด้วย...มโนมยิทธิ...บ้างประทับนั่ง ประทับยืน บ้างเดินจงกรมอยู่บนอากาศเป็นที่ตกตะลึงของเหล่าเดียรถีย์ทั้งปวง จนอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน...</span><br /><br />          <span style="color: #993300">แม้พระองค์แลเหล่าพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายในพุทธศาสนา จะสามารถแสดงฤทธิ์ให้ประจักษ์แก่สายตามนุษย์ทั้งหลายได้ หากพระพุทธเจ้าของเราไม่ทรงสนับสนุนให้เหล่าสาวกของพระองค์กระทำ...เพราะถือว่า</span><br /><br /><span style="color: #993300">          <strong>...การแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์...ไม่ใช่หนทางประเสริฐ...</strong></span><br /><br />          <span style="color: #0000ff">ทิพยอำนาจ เป็นเพียงผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรมสมาธิจนเกิดฌานเท่านั้น</span>...ในคำภีร์กล่าวถึงวิธีสร้างอำนาจจิต หรือที่เรียกว่า ‘ทิพยอำนาจ’ เอาไว้หลายหลากประการ โดยเฉพาะการเพ่งกสิณ อาทิ เตโชกสิณ...อาโปกสิณ วาโยกสิณ ฯลฯ เป็นต้น... (หาอ่านได้จากหนังสือทิพยอำนาจ ที่รจนาโดย พระอริยคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส)<br /><br />          <span style="color: #ff0000">ฤทธิ์อำนาจที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์สูงสุดนั้นก็คือ...</span><br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>...อาเทศนาปาฏิหาริย์...หรืออนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์...ที่ใช้เทศนาสั่งสอน...อธิบายธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย...</strong></span><br /><br />        <span style="color: #0000ff">  เพราะ ‘ธรรมะ’ เป็นเครื่องนำพาสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง...เป็นที่พึ่งอันเกษมโดยแท้!</span><br /><br />          หลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธรนำชาวคณะสวดมนต์ ณ ที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน...<br /><br />          ...คำสาธยาย พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ กังวานก้องไปในทุกอณูแห่งบรรยากาศ ณ สถานแห่งนั้น...<br /><br />          ...เชษฐบุรุษ มหาบุรุษ ผู้มีชัยชำนะเหนือกิเลสมารทั้งผอง...<br /><br />          พระตถาคตเจ้า ผู้ประกาศบริสุทธิธรรมแก่โลก...<br /><br />          พระบรมศาสดาเจ้าผู้ให้กำเนิด สังฆสาวก เพื่อนำพาเหล่าเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์...<br /><br />          บทสวดมนต์ของชาวคณะทั้งภิกษุและฆราวาส ประหนึ่งการประกาศชัยแห่งพระชินศรีที่มีต่อเหล่าเดียรถีย์ครั้งพุทธกาล...<br /><br />         <span style="color: #000080"> กับความคิดที่กรายเข้าสู่ใจของเรา... ‘ไม่เสียแรงที่ได้มีโอกาสเกิดมาอาศัยร่มเงาของพระพุทธศาสนา...ไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์จริง ๆ’</span><br /><br /><span style="color: #000080">          บนเส้นทางสู่ลัคเนาว์ เมืองหลวงของแคว้นอุตตรประเทศ ทุกคนบนรถบัส แม้จะเหนื่อยกับการเดินทางอันยาวนานหลายชั่วโมง แต่ความสุขความอิ่มใจยังคงปรากฏอยู่บนสีหน้าด้วยรอยยิ้ม...</span><br /><br />          อินเดียในวันพรุ่งนี้...ยังมีเสน่ห์ให้เราไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไปเยี่ยมชม ค้นหามนต์ขลังนั้นต่อไป...ยังเหลือเวลาอีกห้าหกวันในการเดินทางของเรา...แม้สังเวชนียสถานทั้งสี่จะถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง...เป็นอดีตของเราแล้วในวันนี้...<br /><br />          ...แต่ทุกคนก็ยังหวังว่า...<br /><br />          ...ถ้ายังไม่สิ้นลมหายใจ...และยังมีโอกาส...จะกลับมากราบพระบาทองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกสักครั้ง...<br /><br />          พรุ่งนี้เราจะมีโอกาสได้เข้าชม...อนุสาวรีย์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า <span style="color: #008000"><strong>ทัชมาฮาล</strong></span>...หรือ...<span style="color: #008000"><strong>ตาชมาฮัล</strong></span>...ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก...ได้เห็นป้อมปราการอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ที่มีนามว่า ‘อัคระฟอร์ท’ ที่มีตำนานเล่าขานกันมาเหมือนจินตนิยายที่ประพันธ์โดยนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก...<br /><br />          ฉะนั้นมิเพียง ความอิ่มสุขจากบุญกิริยาที่กระทำมาแล้วในหลายวันผ่านมาเท่านั้น แต่เรายังรู้สึกได้ถึง ความดาลใจจากสิ่งมหัศจรรย์พันลึกมากมายของอินเดียที่กำลังรอคอยเราอยู่ข้างหน้า...<br /><br />          ...ใช่...พรุ่งนี้เราจะเข้าชมทัชมาฮาล...ป้อมอัคระฟอร์ท...อนุสรณ์แห่งความรักและอนุสรณ์แห่งความเกลียดชัง...ที่เกิดจากรัก...โลภ โกรธ หลง ของมนุษย์...อะไร...แบบไหน...อย่างไร?<br /><br />         <strong> แล้วจะเล่าให้ฟัง!</strong><br /><br /><strong>          ยังคิดถึงเหมือนเดิมจ้ะ</strong><br /><strong>          จาก...มหาแหมว (หน้าเดิม)</strong></p>
<div id="wpfa-2162" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1771247961.jpg" target="_blank" title="วัดเชตวันมหาวิหาร.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;วัดเชตวันมหาวิหาร.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/">นมัสการภันเต</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-9-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		