<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									ปกิณกะธรรมะ - dhamma5minutes.com ฟอรัม				            </title>
            <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/</link>
            <description>dhamma5minutes.com กระดานสนทนา</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 19:02:00 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ร่างทรงเทพเจ้ามีจริงหรือ? by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 15:08:24 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ร่างทรงเทพเจ้ามีจริงหรือ?
          ความจริงคอลัมน์ ‘ธรรมะ 5 นาที’ ออกจะไม่ค่อยสอดคล้องหัวข้อที่จั่วไว้วันนี้เท่าใดนัก หากเพราะท่านผู้อ่านมากมายสอบถามกันเข้ามาให้วุ่นวายไปหมด หลังจากกระทาชา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #008080">ร่างทรงเทพเจ้ามีจริงหรือ?</span></p>
<p>         <strong> ความจริงคอลัมน์ ‘ธรรมะ 5 นาที’ ออกจะไม่ค่อยสอดคล้องหัวข้อที่จั่วไว้วันนี้เท่าใดนัก หากเพราะท่านผู้อ่านมากมายสอบถามกันเข้ามาให้วุ่นวายไปหมด หลังจากกระทาชายนายคนที่อ้างว่าเคยเป็นร่างทรง ‘จี้กง’ มาออกรายการดัง</strong><br /><br />          กล่าวหาว่า การทรงเจ้าทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง!<br /><br />          และสารภาพว่า ‘ตน’ เป็นร่างทรงลวงโลกมานานนับสิบ ๆ ปี...<br /><br />         <span style="color: #000080"> พูดถึงการทรงเจ้า ตามประวัติมีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณมานานแล้ว โดยเฉพาะ ‘ชาวจีน’ ที่นับถือพุทธศาสนาฝ่ายมหายานหรือชาวเวียดนามจะค่อนข้างสนิทแน่นกับเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายมาโดยตลอด</span><br /><br />          เพราะความเชื่อระหว่าง มหายานกับฝ่ายเถรวาทมีข้อแผกเพี้ยนกันไปบ้าง ทั้ง ๆ ที่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือ ‘นิพพาน’ เช่นเดียวกัน<span style="color: #0000ff"> พุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในแผ่นดินจีน...ธิเบต...เวียดนาม เชื่อในเรื่องวิญญาณ และถือเหล่าโพธิสัตว์</span> รวมทั้งเทพเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งมาช้านาน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเชื่อว่า...<br /><br />        <span style="color: #993300">  เหล่าพระโพธิสัตว์ และเหล่าเทพเจ้าที่ยังไม่บรรลุธรรมชั้นสูงขั้นตัดอาสวกิเลสสู่แดนนิพพาน ท่านเหล่านั้นทรงมีความเมตตาต่อสัตว์โลก และคอยช่วยเหลือมวลมนุษย์อยู่เสมอ...</span><br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>ความเชื่อของชาวจีนเกี่ยวกับเรื่อง ‘พระโพธิสัตว์’ เรื่อง ‘เซียน’ ที่คอยช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับสัตว์โลก ที่เห็นมากที่สุดก็คือ</strong></span><br /><br />          พระอวโลกิเตศวรกวนอิม...หรือที่เรียกว่า ‘เจ้าแม่กวนอิม’ นั่นเอง<br /><br />          ส่วนจำพวกเซียนก็เห็นจะเป็นหล่า ‘โป๊ยเซียน’ ที่เคยอ่านพบในตำนานเป็นส่วนใหญ่...<br /><br />         <strong> ‘เทพเจ้า...มีจริงหรือไม่ ?’</strong> คำถามนี้ตอบได้ทันทีคือ <strong>‘มี’</strong> เพราะพุทธศาสนาสอนให้เราเชื่อเรื่อง ‘จิต-วิญญาณ’ สอนให้เราเชื่อในเรื่องผลกรรม มีภพชาติ มีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสามโลกธาตุ ถ้าจิตยังไม่พ้นอาสวกิเลสตรงเข้านิพพาน<br /><br />          ในพระกรรมฐาน 40 กองที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ในหมวดอนุสติ 10 มีธรรมบทหนึ่งกล่าวไว้ชัดเจนคือ<span style="color: #ff00ff"><strong> ‘เทวตานุสติ’</strong></span> <span style="color: #0000ff">คือการนำเอาหลักเทวธรรมมาอบรมจิตใจ เอาการรำลึกคุณของเทวดาเป็นอารมณ์สำหรับทำสมาธิ จึงกล่าวได้ว่าเหล่าปวงเทพเจ้าและเทวดานั้นมีจริงแน่...</span><br /><br />        <strong>  อย่าว่าแต่ครูบาอาจารย์หรือพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิจิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสายพระป่ากรรมฐาน หรือพระมหานิกายองค์ไหนกล่าวปฏิเสธว่า...เทวดาไม่มีจริง</strong><br /><br /><strong>          ข้อยืนยันสุดท้ายที่เห็นชัดและง่ายที่สุดเกี่ยวกับเรื่องเทวดามีจริงหรือไม่ก็คือ...ถ้าใครเคยทำบุญบ้านด้วยการเลี้ยงพระ ก่อนสวดพระปริตรคาถาเพื่อเป็นสิริมงคลทุกครั้ง พระสงฆ์จะทำการชุมนุมเทวดา ด้วยบทสัคเคฯ ก่อนเสมอ...แถมให้อีกข้อก็ยังได้ เวลาพระสงฆ์ท่านออกเที่ยวธุดงค์กลางป่ากลางเขา...ท่านต้องสวด<span style="color: #0000ff">บทพระกรณียเมตตสุตตัง</span> บอกกล่าวกับเจ้าป่าเจ้าเขา เหล่าเทพเจ้าและดวงวิญญาณทั้งหลายอยู่เนือง ๆ</strong><br /><br />          คราวนี้มาถึงประเด็นสำคัญกับคำถามที่ว่า <span style="color: #ff0000">‘ร่างทรงเทพเจ้ามีจริงหรือ?’</span><br /><br />          คำตอบคือ <span style="color: #ff0000"><strong>‘มีทั้งจริงและเท็จ’</strong></span><br /><br />          หลายท่านอาจขมวดคิ้ว...เพราะไม่เข้าใจว่า จริงคือจริงอย่างไร...เท็จคือเท็จแบบไหน? ก็ขอตอบว่า<strong> ร่างทรงที่มีเทพเจ้าผ่านร่างจริง ๆ เขามี</strong><br /><br /><strong>          แต่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นเรื่องหลอกลวง!</strong><br /><br />          พูดถึงเรื่องนี้ผู้เขียนเสียดายที่ใน พอ.ศอ.นี้ ปรมาจารย์วิชา ‘เทวศาสตร์’ อย่างองสรภาณมธุรส หรือ <span style="color: #ff0000"><strong>‘หลวงพ่อบ๋าวเอิง’ แห่งวัดญวนสะพานขาว</strong> </span>ท่านไม่อยู่เสียแล้ว ไม่งั้นอีตากระทาชายนายคนที่ออกรายการเจาะใจวันนั้นคงได้รับบทเรียนราคาแพงแน่...<br /><br />          หลายท่านคงไม่เคยได้ยินชื่อหลวงพ่อบ๋าวเอิงมาก่อน แต่ถ้าเป็นชาวญวนชาวจีนย่านสะพานขาวหรือแม้แต่เยาวราช เมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อนล่วง รู้จักท่านทั้งสิ้น เนื่องจาก<span style="color: #008080"><strong>ท่านเป็นพระสงฆ์สังกัดอานัมนิกายที่โด่งดังในเรื่องการติดต่อวิญญาณ ทั้งภูตผีปีศาจและเหล่าเทพเจ้าทั้งปวง</strong></span><br /><br />          <span style="color: #333399">การติดต่อวิญญาณของหลวงพ่อบ๋าวเอิงในสมัยนั้นกระทำโดยเปิดเผย และท้าพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณะชนหลายต่อหลายครั้ง และที่สร้างความฮือฮามากที่สุดก็คือ</span><br /><br />          การเชิญวิญญาณ ท่านชีวกโกมารภัจจ์ กุมาร บิดาแห่งวงการแพทย์แผนโบราณมาปรากฏรูปในเล็บหัวแม่มือของหลวงพ่อ และท่านได้ให้จิตรกรวาดเอาไว้ จนปรากฏรูปภาพท่านชีวกโกมารภัจจ์แพร่หลายในทุกวันนี้<br /><br />          ถึงตรงนี้หลายท่านอาจสงสัย.. <span style="color: #800080"><strong>‘หลวงพ่อบ๋าวเอิงเล่นกลหรือเปล่า?’</strong></span> หรือบางคำถามอาจมีมา... ‘ท่านเก่งจริงรึ?’<br /><br />          คำตอบก็คือ...<span style="color: #008000"><strong>ท่านเป็นผู้ขึ้นไปบูรณะพระธาตุดอยตุงในปี พ.ศ. 2499 และหลังจากท่านละสังขารไปไม่นาน สรีระของท่านกลายเป็นหินไม่เน่าไม่เปื่อย ครับ ปาฏิหาริย์นี้รอท่านไปพิสูจน์ได้ทุกวัน ที่วัดสมตาณัมบริหาร หรือวัดญวนสะพานขาว</strong></span> ได้ทุกเวลา<br /><br />          อย่าว่าแต่ท่านยังเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อโอภาสีแห่งอาศรมบางมดอีกด้วย ฉะนั้นอย่าได้สงสัยว่าท่านเก่งจริงหรือไม่?<br /><br />          <strong>ในสมัยเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน วัดญวนสะพานขาวเป็นคล้าย ๆ กับศูนย์รวมแห่งร่างทรง เพราะแต่ละปีจะมีเทศกาลชุมนุมเจ้ากัน แต่ก็อยู่ในการควบคุมดูแลของหลวงพ่อบ๋าวเอิงอย่างใกล้ชิด</strong> ไม่เหมือนสมัยนี้ ตำหนักทรงเจ้ามีกันให้เกลื่อนเมืองไปหมด...<br /><br />         <span style="color: #ff0000"> และแน่นอนสิ่งใดมีแท้ ของเทียมก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา</span> อย่างน้อยกระทาชายคนที่อ้างว่าเป็นร่างทรงจี้กงก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจเราได้ละ...<br /><br />          คนอะไรเก่งชะมัดยาด หลอกชาวบ้านมาได้ตั้ง 20 ปี ก็คงงั้นมั้งจึงคิดว่าคนอื่นเป็นเหมือนตนทั้งหมด!<br /><br />        <strong>  มาถึงตรงนี้คงจะต้องสรุปส่งท้ายว่า...</strong><span style="color: #ff0000"><strong>สิ่งใดในโลกก็ตาม</strong>ย่อมมีของคู่กันเสมอ...ดีคู่กับเลว.</span>.<span style="color: #0000ff">.จริงคู่กับเท็จ แต่ถ้าผู้ใดมีปัญญาก็จะสามารถแยกแยะได้ไม่ยาก สำคัญคืออย่างมงายกับมัน ให้เอาสติเข้าไปจับไปพิสูจน์จึงจะเกิดปัญญา</span><br /><br />       <strong>   เทพเจ้าเหล่าเทวดามีจริงหรือไม่...จะสำคัญอะไร? ถ้าเราทั้งหลายไม่ยอมปฏิบัติตนให้เป็นอย่างท่าน</strong><br /><br /><strong>          เทพเจ้าเหล่าเทวดามีความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ จะสำคัญแค่ไหน เพราะพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ยังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่า...</strong><br /><br />          ฉะนั้น อย่าใส่ใจเลยครับ...กับคำพูดของคน ๆ เดียว ของอย่างนี้จริงเท็จอยู่ที่ตัวผู้รู้ เป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน<br /><br />          เข้าทำนอง อย่างที่ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิตท่านกล่าวไว้<span style="color: #800080"><strong> ‘ของจริงมักนิ่งใบ้...ของพูดได้ไม่จริง’</strong></span><br /><br />          <strong>เทวดาท่านยังต้องกราบไหว้พระรัตนตรัย...เรานับถือท่านก็ต้องทำตามอย่างท่าน...</strong><br /><br /><strong>          เข้าให้ถึงไตรสรณคมน์เถิด</strong><br /><br /><strong>          ทุกข์ทั้งหลาย ก็จะมลายไปเองแหละครับท่าน</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ชีสกวน ปนมัตถ์ ถวายพระ by ice</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b9%8c-%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0-by-ice/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 14:37:03 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[หลังจากที่ลงรูปโรงทานที่พวกเราไปกวนชีสถวายพระเป็นปนมัตถ์ วันนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ชูศรี ว่ามีคนอยากได้สูตรชีสกวนก็เลยถือโอกาสมาเผยแพร่วิธีทำไว้ที่นี่ค่ะ
&nbsp;ชีสกวน.jpg]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff00ff">หลังจากที่ลงรูปโรงทานที่พวกเราไปกวนชีสถวายพระเป็นปนมัตถ์ วันนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ชูศรี ว่ามีคนอยากได้สูตรชีสกวน</span><br /><br /><span style="color: #ff00ff">ก็เลยถือโอกาสมาเผยแพร่วิธีทำไว้ที่นี่ค่ะ</span></p>
<div id="wpfa-2114" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770907023.jpg" target="_blank" title="ชีสกวน.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;ชีสกวน.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b9%8c-%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0-by-ice/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>วิสาขบูชา ธรรมยาตราบันทึก by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 14:19:18 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[วิสาขบูชา ธรรมยาตราบันทึก
          กลับจากงานบุญวิสาขบูชาได้ไม่กี่วัน พี่น้อย (คุณพนิดา ชอบวณิชชา)หัวเรือใหญ่ขวัญเรือน ในฐานะหัวหน้าศีลวดีครั้งนี้ ได้ส่งเอกสารใส่ซองมาให้ เป็นต้นฉบับบันทึก...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000">วิสาขบูชา ธรรมยาตราบันทึก</span></p>
<p><br /><br />          <strong>กลับจากงานบุญวิสาขบูชาได้ไม่กี่วัน พี่น้อย (คุณพนิดา ชอบวณิชชา)หัวเรือใหญ่ขวัญเรือน</strong> ในฐานะหัวหน้าศีลวดีครั้งนี้ ได้ส่งเอกสารใส่ซองมาให้ เป็นต้นฉบับบันทึกการเดินทางของสมาชิกท่านหนึ่ง ใช้นามแฝงว่า <span style="color: #800080"><strong>‘สัปปายะ’</strong> </span>อ่านแล้วเห็นแววการเป็นนักเขียนฝีมือดี อีกทั้งสามารถสรุปความได้สารประโยชน์ จนรู้สึกเสียดายถ้าปล่อยผ่านเลย จึงขออนุญาตนำลงตีพิมพ์ในคอลัมน์เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคน<br /><br />          อย่างน้อยก็เป็นครั้งแรกที่ท่านทั้งหลายจะได้อ่านและซึมซับความรู้สึกจริง ๆ จากการเดินทางแสวงบุญของผู้ร่วมทางมากกว่าเจ้าของคอลัมน์เขียนเอง อันจะเป็นการได้อรรถรสใหม่ ๆไปอีกแบบ<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>ภูเตศวร</strong></span></p>
<div id="wpfa-2098" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770905958.jpg" target="_blank" title="งานบุญวิสาขบูชา.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;งานบุญวิสาขบูชา.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ปกิณกะธรรม by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-by-%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 14:13:06 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ปกิณกะธรรม
           มีหลายคนเคยพูดไว้...ภูเตศวรพูด (เขียน) แต่เรื่องการทำบุญกุศล การปฏิบัติธรรมและอานิสงส์แห่งบุญกุศลอันจะนำไปสู่การเสวยสุขในภพภูมิข้างหน้า           “แล้วไงครับ?” ผู้เขีย...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000">ปกิณกะธรรม</span></p>
<p>           <strong>มีหลายคนเคยพูดไว้...ภูเตศวรพูด (เขียน) แต่เรื่องการทำบุญกุศล</strong> การปฏิบัติธรรมและอานิสงส์แห่งบุญกุศลอันจะนำไปสู่การเสวยสุขในภพภูมิข้างหน้า<br /><br />           “แล้วไงครับ?” ผู้เขียนหะแรกก็ยังงุนงงสงสัยว่าคู่สนทนาจะมาไม้ไหนกัน<br /><br />           “ไม่เคยพูดถึงผลกรรมที่ทำให้ตกนรกในแต่ละขุมเลยว่ามีอะไรบ้าง?” แถมท้ายยังพูดน่าฟัง...<br /><br />           “อย่างน้อยคนอ่านจะได้รู้และกลัวบาปบ้าง หรือไม่ก็จะได้เลี่ยงทำกรรมหนัก ๆ บาปหนัก ๆ ไว้บ้างก็ดี”<br /><br />           เพราะความคิดของผู้ใหญ่ที่เดินทางร่วมงานบุญมาหลายครั้งท่านนี้แหละครับ ทำให้ภูเตศวรต้องมาศึกษา <span style="color: #ff0000"><strong>‘นรกศาสตร์’</strong></span> อีกครา หลังลืมเลือนไปแล้ว ด้วยนานเหลือเกินที่ผ่านตาจากตำรับตำรา หรือเคยตกนรกมาบ้างแล้วก็คงไม่อยากจดจำมาถึงชาตินี้หรอกน่า...จริงไหมครับ<br /><br />           ก่อนพูดถึง ‘ยมโลก’ กับ ‘นรกโลก’ ก็ต้องพูดถึงภูมิมนุษย์ที่เรากำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ก่อน<span style="color: #800080"><strong> มนุษยภูมิ มีความหมายเป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูงหรือประเสริฐในความกล้าหาญ ประกอบกรรมต่าง ๆ ทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม</strong></span> ในพระคัมภีร์แบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-by-%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>บทสรุปงานไหว้ครู และเสวนาเทวศาสตร์ by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 14:03:47 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[บทสรุปงานไหว้ครู และเสวนาเทวศาสตร์
          น่าเสียดายที่บทความชิ้นนี้ลงตีพิมพ์ล่าช้าไปเล็กน้อย เหตุเพราะวันงานพิธีไหว้ครูจัดในวันที่ ๑๗-๑๘ มีนาคม ขณะที่ต้นฉบับธรรมะ ๕ นาที ต้องส่งอย่างช้า...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">บทสรุปงานไหว้ครู และเสวนาเทวศาสตร์</span></p>
<p><br />          <strong>น่าเสียดายที่บทความชิ้นนี้ลงตีพิมพ์ล่าช้าไปเล็กน้อย เหตุเพราะวันงานพิธีไหว้ครูจัดในวันที่ ๑๗-๑๘ มีนาคม ขณะที่ต้นฉบับธรรมะ ๕ นาที ต้องส่งอย่างช้าสุดในวันที่ ๑๕ ของเดือนเดียวกัน และที่รู้สึกเสียดายมากกว่านั้นก็คือ หลาย ๆ ท่านที่จองที่นั่งมาล่าช้าช่วงใกล้ ๆ วันจัดงาน ซึ่งได้คำตอบจากเจ้าหน้าที่ของเราว่า ‘ที่นั่งเต็ม’ ทว่าความจริงยังสามารถรองรับได้อีกประมาณเกือบร้อยท่าน</strong><br /><br />          ...เหตุเพราะ:การคำนวณเนื้อที่หอประชุมผิดพลาดเล็กน้อย...<br /><br />          ดังที่เคยเรียนท่านทั้งหลายมาแล้ว ทุกครั้งทุกครา ภูเตศวร-ทมยันตี จัดงานไหว้ครูในหมู่ลูกศิษย์อย่างเงียบ ๆ ยกเว้นงานบวงสรวงในพิธีเททองหล่อพระประธาน ที่จัดแบบเปิดให้ทุกคนเข้าร่วมดังที่เคยเห็นอยู่บ่อยครั้ง<br /><br />          นั่นคือเหตุทำให้หลายท่านตั้งคำถาม...“งานไหว้ครูจะไปร่วมด้วยได้ไหม ?”<br /><br />          มากหลายครั้งหลายคราเข้า ประจวบกับเวลาที่เหลือในชีวิตน้อยนัก โดยเฉพาะความมากวัยของคุณหญิงวิมลท่าน ซึ่งต่อไปคงยากจะจัดงานพิธีใหญ่ ๆ ได้อีกอย่างที่ใครต่อใครรู้ จัดงานเยี่ยงนี้ลำบากทั้งแรงกายแรงใจและแรงทรัพย์<br /><br />          “ของานนี้เป็นงานสุดท้าย!” ผู้เขียนบอกกับทมยันตี “อยากทำอะไรก็ทำ...เหนื่อยก็เหนื่อยเสียทีเดียว”<br /><br />          <span style="color: #333399">นั่นคือเหตุผลที่งานไหว้ครูของเราถูกผนวกเข้ากับงานเสวนาเทวศาสตร์อย่างที่ผ่านมา...จบงานนี้...บอกได้คำเดียวแทบล้มป่วย เพราะต้องเตรียมงานมานานแรมเดือน ตั้งแต่หาสถานที่ที่สามารถบรรจุคนได้หลายร้อยคน โชคดีที่หอประชุมมหิศร สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ว่างในวันเวลาที่เราต้องการพอดี แม้ค่าเช่าสถานที่จะแพงแสนแพง สถานที่ตั้งศาลและโต๊ะสังเวยกลางแจ้งค่อนข้างถูกบีบจนยากแก่การตั้งตุงชัยให้งดงามดังใจผู้จัด แต่ก็ต้องทำใจและพยายามเต็มที่</span><br /><br />          เราสองคนนั่งคำนวณงบประมาณคร่าว ๆ ค่าเช่าสถานที่ ค่าอุปกรณ์จัดงานจิปาถะ กับค่าอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคนกว่าครึ่งพัน ตกราว ๆ ห้าแสนบาท ส่วนหนึ่งคือรายจ่ายทีมงานดนตรีไทยและนาฏศิลป์จำนวนหกชุดที่จะมารำถวายบายศรีกับถวายหน้าศาลในพิธีบวงสรวงช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม ทั้งหมดล้วนต้องเป็นมือครูระดับฝีมือเท่านั้น<br /><br />          <span style="color: #333399">แรกเริ่มกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่ห้าร้อยคน โดยให้ผู้เข้าร่วมงานสงเคราะห์ทุนคนละสี่ร้อยบาท รวมแล้วจะมีทุนสำรองประมาณสองแสนบาท</span> ที่เหลืออีกสามแสนบาทเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหามาจ่ายเอง หลังจากตกลงปลงใจก็ตั้งจิตอธิษฐานกับครูบาอาจารย์ตั้งจิตแน่วแน่ในการจัดงานพิธีครั้งนี้ ไม่นานวันจากนั้นผู้เขียนได้พบ <strong>คุณสมชาย พรรัตนเจริญ</strong> นายกสมาคมการค้าปลีกไทยโดยบังเอิญ ซึ่งคุณสมชายได้แสดงเจตจำนง<br /><br />          “พวกผมขอรับเป็นเจ้าภาพอาหารและเครื่องดื่มในงานทั้งหมด” คำว่าพวกผมก็คือญาติมิตรสหายของคุณสมชายหลายท่านช่วยควักกระเป๋าทำบุญร่วมกัน ยิ่งกว่านั้น บริษัทดีทแฮล์ม จำกัด กับ บริษัท เนสท์เล่ จำกัด ยังเอื้อเฟื้อเครื่องดื่มสำเร็จรูปโอวัลติน-กาแฟ มาเลี้ยงในงานอีกมากมาย<br /><br />          <strong>ขอกราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ!</strong><br /><br />          ไม่เพียงเท่านั้น ลูกศิษย์-ลูกหาใกล้ชิดหลายคนรวบรวมเงินสมทบมาให้อีกเกือบแสนบาท รวมกับขายของที่ระลึกในงานอีกบางส่วน และทุนที่คุณหญิงท่านจ่ายไปแล้วประมาณแสนสามหมื่นไม่ยอมชักทุนกลับ<br /><br />          <strong>หลังงานนี้เราจึงเหลือเงินสำหรับสร้างกำแพงรั้ววัดป่าชนะสงคราม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ประมาณ ‘สามแสนบาท’</strong><br /><br />          วันนี้งานไหว้ครู-เสวนาเทวศาสตร์ จบลงแล้วอย่างเรียบร้อยพอสมควร มีบางคนชม บางรายอยากให้จัดทุกปี...หนักกว่านั้นขอครึ่งปีครั้ง แค่ฟังผู้เขียนก็หน้ามืดจะเป็นลม หลายคนอาจผิดหวังเพราะไม่เหมือนงานไหว้ครูบูชาเทพที่เคยพบเห็น โดยเฉพาะเทวดาผ่านร่างทรงลงสำแดงเดชให้ตื่นหูตื่นตากัน<br /><br />          ก็บอกแต่แรกแล้วไงครับ...<span style="color: #333399">งานนี้เราทำถวายเทวดาและครูบาอาจารย์ ทำให้ถูกแบบถูกแผน งดงามตามแบบฉบับโบราณ ตั้งแต่บายศรี...พิธี หรือแม้กระทั่งเพลงตระหน้าพาทย์ใหญ่ที่ยากจะหาฟังหาชมจากที่ไหน ๆ แน่นอน</span><br /><br />          หรือบางคนบ่น...“ไม่ได้เวียนบาย” หนักกว่านั้นค่อนแคะ “เวียนบายศรีให้เฉพาะลูกศิษย์ เจิมก็เหมือนกันไม่ให้แขกที่มาได้เจิมบายศรี”<br /><br />          จบงานจนถึงวันนี้ยังนึกไม่ออกว่า เทียนแว่นบายศรีที่ยาวคืบเศษ ๆ จะให้คนในงานจริง ๆ กว่าหกร้อยคนเวียนครบได้อย่างไร?<span style="color: #333399"> นั่นคือเหตุผลที่เจ้าพิธีจำเป็นต้องมีพราหมณ์ผู้ช่วยคอยตามกำกับเมื่อเห็นเทียนแว่นบายศรีลดขนาดลง ต้องตัดเข้าด้านในให้ครบสามรอบได้พอดี</span> เรื่องเจิมบายศรีก็เช่นกัน ขนาดเจ้าพิธีหนึ่ง สองบวกแขกอาวุโสอีกหนึ่ง พิธียังใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง ถ้าช่วยกันเจิมทั้งหอประชุม คงถึงเช้าพอดี<br /><br />          ถึงตรงนี้จึงอยากเรียนว่า ในงานพิธีอย่างนี้เจ้าพิธีจะเน้นเรื่องความถูกต้องตามหลักการมากกว่าตามใจทุกคนที่มาร่วมงาน และรู้ว่าคนได้จับแว่นบายศรีนั้นก็มิได้หมายความว่าจะได้รับสิริมงคลมากกว่าคนอื่น ๆ ในพิธี <span style="color: #ff0000"><strong>ความจริงคือในเขตมณฑลพิธีที่รายล้อมบายศรี</strong></span> <span style="color: #008000"><strong>ทุกคนจะได้รับการอวยพรอวยชัยเท่ากัน แต่ที่ได้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับภาวะจิตใจของแต่ละบุคคลว่า</strong> </span><span style="color: #993300"><strong>บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์มากน้อยกว่ากันต่างหาก ใครโมทนากับการประกอบกรรมดีของผู้อื่นย่อมรับผลดีมากกว่าความไม่บริสุทธิ์ในอคติเป็นธรรมดา</strong></span><br /><br />          อย่างไรก็ตาม ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่มาร่วมงานพิธีในครั้งนี้ <span style="color: #0000ff"><strong>จำนวนปัจจัย ๓๐๐,๐๐๐ บาท (สามแสนบาท) ที่เหลือจากงานพิธีไหว้ครูคราวนี้จะถูกนำไปถวายสร้างรั้ว-กำแพงที่วัดป่าชนะสงครามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า </strong>ขอผลานิสงส์ผลบุญนี้จงย้อนกลับไปสนองคุณท่านทั้งหลายให้พบแต่ความสุขความเจริญในชีวิต-จิตวิญญาณ ตลอดกาลนานเทอญ</span><br /><br />          หนึ่งรูปแทนพันคำคือความจริง ฉะนั้นขออนุญาตประมวลภาพวันไหว้ครู-เสวนาเทวศาสตร์ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ สำหรับผู้พลาดโอกาสได้ร่วมงาน ได้ชมกันถ้วนหน้า<br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>โอมศานติ</strong></span></p>
<div id="wpfa-2080" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770905027.jpg" target="_blank" title="งานไหว้ครู.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;งานไหว้ครู.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>อจินไตย ๔ by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2-%e0%b9%94-by-%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 13:56:44 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อจินไตย ๔
          ขอเริ่มคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ วันนี้ ด้วยคำถามจากคุณสาคร เหรียญจินดา          “...อยากให้อธิบายคำว่า ‘อจินไตย’ ที่เคยได้ยินบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาพูดถึงเรื่องที่อธิบายไม่ได้...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #008000">อจินไตย ๔</span></p>
<p><br /><br /><strong>          ขอเริ่มคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ วันนี้ ด้วยคำถามจากคุณสาคร เหรียญจินดา</strong><br /><br /><strong>          “...อยากให้อธิบายคำว่า ‘อจินไตย’ ที่เคยได้ยินบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาพูดถึงเรื่องที่อธิบายไม่ได้ มักจะพูดว่าเป็นเรื่องอจินไตยอยู่เสมอ ๆ”</strong><br /><br />          อจินไตย...แปลกันตรง ๆ ตัวเลยก็<span style="color: #008000"><strong>คือ ‘เรื่องไม่ควรเอามาคิด’</strong></span> ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสกับสาวก ว่าดังนี้ครับ<br /><br />          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความบ้า ได้รับความลำบากเปล่า<br /><br />          <span style="color: #ff0000"><strong>๑. พุทธวิสัย</strong></span>แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า<br /><br />         <span style="color: #008080"><strong> ๒. ฌานวิสัย</strong></span>แห่งผู้ได้ฌานเป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า<br /><br />          <span style="color: #ff0000"><strong>๓. วิบากแห่งกรรม</strong></span>เป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า<br /><br />         <span style="color: #008080"><strong> ๔. โลกจินตา</strong></span> (ความคิดเรื่องโลก) เป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า<br /><br />          ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี่แล อจินไตย ๔ ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า<br /><br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>‘พุทธวิสัย’</strong> </span><strong><span style="color: #0000ff">นั้นหมายถึง</span><span style="color: #ff00ff"> ‘ปวัตติ’</span></strong> <span style="color: #0000ff"><strong>ความเป็นไปและอานุภาพของพระพุทธเจ้า</strong> </span>เช่น พระพุทธเจ้าทรงมีสัพพัญญุตญาน อานุภาพของสัพพัญญุตญานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นไม่พึงควรหาเหตุผลว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะคิดอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจ จะกลายเป็นบ้าเสียสติไปเปล่า ๆ<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>‘ฌานวิสัย’</strong> </span><strong>ท่านหมายถึง วิสัยแห่งผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ และอภิญญาด้วย (ฌานวิสโยติ อภิญญาฌานวิสโย)</strong> <span style="color: #800080"><strong>หมายความว่า ผู้ที่ได้ฌานชั้นสูงนั้นสามารถแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้</strong></span> เช่น หายตัวได้ เหาะได้ เดินบนน้ำได้ ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ หูทิพย์ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ควรคิด เพราะไม่มีทางหาเหตุผลได้ นอกจากการปฏิบัติให้ได้ ‘ฌาน’ ด้วยตัวเองจึงจะรู้ได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน<br /><br />         <span style="color: #0000ff"><strong> ‘วิบากของกรรม’ เป็นผลของกรรมที่มาจากการกระทำความดีความชั่วต่าง ๆ และทำในกรรมดีกรรมชั่วจึงสนองต่อคนหรือสัตว์โลก ช้าเร็ว หนักเบา ไม่เท่ากัน</strong> </span>เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ควรนำมาคิด เพราะยากต่อการเข้าใจ และจะทำให้ลำบากเปล่า<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>‘โลกจินตา’ ความคิดเรื่องโลก</strong></span> ยกตัวอย่างเช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขา มหาสมุทร ต้นไม้ สัตว์ทั้งหลาย<span style="color: #800080"> ใครหนอเป็นคนสร้างหรือกระทำให้มันเกิดขึ้น เรื่องทำนองนี้เรียกว่าโลกจินตา</span> เป็นอจินไตยคือเรื่องไม่ควรคิด ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรกับตน<br /><br /><br />          ครับ...โดยสรุปก็คือ<span style="color: #000080"> คำว่า<strong> ‘อจินไตย’</strong> น่าจะกล่าวกับบุคคลธรรมดา ๆ สามัญที่จะเอาความคิดเหตุผลโดยปกติเข้าไปทำความเข้าใจกับความยากลำบากเกี่ยวกับเรื่องอธิบายยากทั้ง ๔ ตามที่กล่าวมา แต่ถ้าผู้สามารถฝึกตนเข้าสู่ภาวะเหนือธรรมชาติ คือการบำเพ็ญจิตเข้าสู่พุทธภาวะได้ก็จะเข้าใจ ‘พุทธวิสัย’ คือวิสัยแห่งพระพุทธเจ้าได้ และผู้สามารถก้าวถึงอำนาจ ‘ฌานสมาบัติ’ ก็ย่อมเข้าใจได้เองว่าอำนาจเหนือธรรมชาตินั้นทำได้ด้วยเหตุใด</span><br /><br />          บางอย่างนั้นผู้ทรงภูมิจิตท่านรู้ท่านเข้าใจ ทว่าการอธิบายด้วยภาษาพูดย่อมมีข้อจำกัด ท่านจึงบัญญัติคำว่า ‘อจินไตย’ ขึ้นมากล่าวแสดง เพื่อเราท่านจะได้ไม่เสียเวลามาขบคิดหาเหตุผลให้เป็นบ้าเสียสติกันไปเปล่า ๆ ท่านก็แนะเราอยู่แล้วครับว่า<br /><br />          <span style="color: #993300"><strong>อยากเข้าสู่พุทธะ คือผู้รู้ ก็ต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในไตรสิกขา คือ ศีล...สมาธิ และปัญญา</strong></span><br /><strong>          </strong><br /><strong>          ถ้าได้และเจนจบ</strong><br /><br /><strong>          อจินไตยก็จะเป็นของสามารถรู้ได้ด้วยตนเองทันที</strong><br /><br /><br />          <strong>คอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ฉบับที่ผ่านมาได้เขียนถึงเรื่อง<span style="color: #ff00ff"> ‘สัพพัญญู’</span> หรือ สัพพัญญุตภาวะ ทำให้มีคำถามตามมาว่า ทำไมพระอรหันต์ หรือพระสาวกที่สามารถบรรลุธรรมสูงสุดก้าวสู่นิพพาน จึงไม่มีสัพพัญญุตภาวะเหมือนพระพุทธเจ้า</strong> ผู้เขียนจึงขออนุญาตขยายความต่อเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นดังนี้ครับ<br /><br />          <span style="color: #333399">ผู้ที่เข้าถึงนิโรธสมาบัติ คือการดับไม่เหลือเชื้อแห่งกิเลสได้ชื่อว่าเข้า <strong>‘สู่พุทธภาวะ’</strong> หรือ <strong>‘สัพพัญญุตภาวะ’</strong> ซึ่งสามารถจะรู้อะไรได้ทุกอย่าง รู้ได้ทันที รู้โดยไม่ต้องเรียนรู้มาก่อน เพียงตั้งใจว่าจะรู้อะไร ความรู้นั้นจะปรากฏขึ้นทันที</span><br /><br />          ความสามารถนี้พระพุทธเจ้าทรงมีและมีอย่างชนิดที่สมบูรณ์กว่าพระอรหันต์ใด ๆ ทั้งหมดด้วย เพราะเหตุ ๒ ประการคือ<br /><br />          <span style="color: #000080">๑. พระจิตของพระองค์ทรงเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ในฐานะที่ทรงเข้านิโรธสมาบัติได้ ซึ่งคุณสมบัตินี้ย่อมมีแก่พระอรหันต์ทุกองค์ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ แต่พระอรหันต์ทุกองค์มีความสามารถในอันที่จะรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากันนั้นก็เพราะเหตุจากข้อที่ ๒ คือ</span><br /><br />          <span style="color: #800080">๒. เพราะบารมีสะสมมาไม่เท่ากัน โดยเฉพาะพระพุทธเจ้านั้นทรงบำเพ็ญบารมีมาเพื่อเป็นศาสดาของโลก บำเพ็ญมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ ๑๐ ชาติสุดท้าย ทั้งปวงคือปัญญาบารมีที่สะสมมาในอดีตไม่เท่ากัน เหมือนคนที่ได้สมาธิเท่ากัน แต่พื้นความรู้ที่มีอยู่ในสันดานไม่เท่ากัน ความสามารถในอันที่จะรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองก็ลดหลั่นกันไปเป็นธรรมดา ดูได้จากประวัติของพระสาวกแต่ละองค์ก็มีความรู้ความชำนาญกันไปคนละทางไม่เท่ากัน</span> ตัวอย่างเช่น พระโมคคัลลาน์ ท่านเก่งทางฤทธิ์ พระสารีบุตรเก่งทางปัญญา พระอนุรุทธเก่งทางนั่งทางใน พระสิวลีท่านเก่งทางลาภสักการะ ฯลฯ<br /><br /><br /><br />          <strong>และเพราะประการทั้งปวง ครูบาอาจารย์ท่านจึงกล่าวเตือนเราเสมอ ๆ ว่า พยายามสะสมบารมีเสียแต่วันนี้<span style="color: #008000"> อาศัยศีล ทาน และภาวนาเป็นเครื่องสะสมปัญญาบารมี และอย่าได้ประมาทกับเวลาที่ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน</span></strong><br /><br />          ดังคำกล่าวของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่ว่า<br /><br />          <span style="color: #0000ff">‘...ทุกอย่างที่ทำในปัจจุบัน จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นอุปนิสัยไปในวันข้างหน้า’</span><br /><br />          สิ่งใดที่ทำในวันนี้ ดีหรือชั่ว จะปรากฏแก่ตนในอนาคตดังที่<span style="color: #ff0000"><strong>ว่า...เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่อยู่อาศัย</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          เราจะทำกรรมอันใดไว้</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          เราจะได้รับผลกรรมนั้นสืบไป</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2-%e0%b9%94-by-%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>พระคำข้าวของหลวงพ่อฤษีลิงดำ by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%b5/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 13:51:14 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[พระคำข้าวของหลวงพ่อฤษีลิงดำ
          ก่อนวันขึ้นปีใหม่ผู้เขียนได้รับข่าวดีจากคุณผชาญ วชิรประดิษฐพร ข่าวดีอะไร ข่าวดียังไง ท่านทั้งหลายอ่านจดหมายจากคุณผชาญ เอาเองเถอะครับ          ศาลแพ่งธน...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #993300">พระคำข้าวของหลวงพ่อฤษีลิงดำ</span></p>
<p><br /><strong>          ก่อนวันขึ้นปีใหม่ผู้เขียนได้รับข่าวดีจากคุณผชาญ วชิรประดิษฐพร ข่าวดีอะไร ข่าวดียังไง ท่านทั้งหลายอ่านจดหมายจากคุณผชาญ เอาเองเถอะครับ</strong><br /><br /><strong>          ศาลแพ่งธนบุรี</strong><br /><strong>          ถนนเอกชัย เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐</strong><br /><br /><strong>          ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๐</strong><br /><br />          <strong>เรื่อง</strong> ขอบริจาคพระเครื่องเพื่อนำไปหารายได้ทำบุญในพระพุทธศาสนา<br />          <strong>เรียน</strong> คุณภูเตศวร<br /><br />          ด้วยกระผมได้ติดตามอ่านคอลัมน์ ‘ธรรมะห้านาที’ ของท่านทางนิตยสารขวัญเรือนเป็นประจำ มีความศรัทธาในตัวท่าน เคยส่งเงินไปร่วมทำบุญกับท่านพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร หลายครั้งตามที่ท่านบอกข่าว และประสงค์ที่จะร่วมสร้างบุญสร้างกุศลกับท่านต่อไป <span style="color: #333399">ซึ่งขณะนี้ผมมีวัตถุมงคล คือ<strong>พระคำข้าวของท่านหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤษีลิงดำ) วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี อยู่จำนวนหนึ่งประมาณ ๑๔๐ องค์</strong></span> ปัจจุบันทราบว่าที่วัดท่าซุงให้เช่าบูชาในราคาองค์ละ ๑,๖๐๐ บาท วัตถุมงคลดังกล่าว ผมได้เช่ามาจากวัดท่าซุงเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๕๓๕ ในราคาองค์ละ ๑๐ บาท โดยตั้งใจว่า จะนำไปแจกในงานมงคลสมรสของผม คือวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖ แต่ปรากฏว่า หลังจากเช่ามาได้ไม่นานนัก หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้มรณภาพลง ซึ่งกระผมทราบข่าวว่า ก่อนที่หลวงพ่อจะมรณภาพ ได้สั่งไว้ว่าหลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว เกรงว่ารายได้ที่จะเข้ามาบำรุงวัดจะลดลง จึงให้ขึ้นราคาวัตถุมงคลของท่าน ต่อมาราคาเช่าบูชาพระคำข้าวจึงเป็น ๑,๖๐๐ บาทดังกล่าว<br /><br />          อย่างไรก็ดีแม้พระคำข้าวจะมีราคาเช่าบูชาสูงขึ้น ผมก็ยังคงตั้งใจ ที่จะแจกในวันแต่งงานต่อไป แต่ปรากฏว่าเมื่อใกล้ถึงวันแต่งงาน มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่งที่ผมนับถือ มาบอกว่าให้เก็บพระคำข้าวดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อต่อไปจะได้นำมาให้บุคคลที่เคารพในองค์หลวงพ่อได้เช่าทำบุญ แล้วผมจะได้นำเงินนั้น ไปทำบุญอีกต่อหนึ่ง ผมเห็นว่าเป็นความคิดที่ดี จึงระงับการแจกพระคำข้าวในวันแต่งงานของผมไว้ก่อน <span style="color: #008080">แต่ได้ไปเช่าพระเครื่องหลวงพ่อพระครูญาณวิลาศ (หลวงพ่อแดง) วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี องค์ละ ๑๐ บาทเช่นกัน มาแจกแทน</span><br /><br />          ต่อมาผมได้นำพระคำข้าวที่เก็บไว้ไปมอบให้วัดและบุคคลอื่น ๆ บางส่วน เพื่อนำไปให้คนเช่าบูชาหารายได้ทำบุญในพระพุทธศาสนา<span style="color: #000080"> ยังคงเหลืออีกเพียงจำนวน ๑๔๐ องค์ ซึ่งบัดนี้ผมคิดว่าจะมอบให้คุณภูเตศวร เพื่อนำไปให้บุคคลที่มีความนับถือและศรัทธาในองค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ได้เช่าบูชา หารายได้นำเงินไปทำบุญในพระพุทธศาสนาต่อไป</span> <strong>ส่วนราคาที่จะให้บูชานั้น สุดแล้วแต่คุณภูเตศวรจะเห็นสมควร ทั้งนี้กระผมไม่ขอสิ่งตอบแทนใด ๆ เพียงแต่ขอให้คุณภูเตศวรได้แจ้งให้ผมทราบด้วยว่า นำเงินไปทำบุญในสิ่งใด ที่ใดบ้าง เพื่อที่ผมจะได้โมทนาในส่วนบุญกุศลนั้น ๆ ด้วย</strong><br /><br /><strong>          ขอแสดงความนับถือ</strong><br /><br /><strong>          นายผชาญ วชิรประดิษฐพร</strong><br /><br /></p>
<hr />
<p><br />          <strong>อ่านจดหมายของคุณผชาญแล้วเป็นปลื้ม สิ่งที่คุณผชาญกระทำอยู่ขณะนี้</strong> <span style="color: #000080">เรียกว่า <span style="color: #ff0000"><strong>‘ทาน’</strong></span> ทานที่มีให้กับพระศาสนา เป็นมหาทานที่จะยังประโยชน์แด่พระสงฆ์และศาสนสมบัติ เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนยาวนานต่อไป</span><br /><br />          คุณผชาญ เพียงแต่ต้องการให้ผู้เขียนแจ้งว่า รายได้ส่วนนี้จะนำไปทำบุญสิ่งใด...ที่ใดบ้างนั้น คงต้องขอเรียนตรงนี้เลยครับว่า...<br />          งานที่รับปากครูบาอาจารย์สองเรื่อง คือ ชำระหนี้ธรณีสงฆ์ของวัดป่าหนองแซง กับงานสร้างพระเจดีย์ของหลวงปู่บุญจันทร์ยังไม่แล้วเสร็จ...<br />          เอาเป็นว่ารายได้ส่วนนี้ขอแบ่งเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันดีไหมครับ?<br />          และถ้ามีโอกาสขึ้นไปพบหลวงปู่-หลวงพ่อ จะขอใบอนุโมทนาส่งกลับไปให้นะครับ...คุณผชาญ<br /><br /><br />          <strong>เป็นอันว่าท่านผู้อ่านได้ทราบรายละเอียดความเป็นมาของข่าวดีที่ว่าแล้วนะครับ</strong> ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็เป็นนักเลงพระเครื่อง ชอบสะสมวัตถุมงคลต่าง ๆ มาหลายปี คงต้องอธิบายเรื่องราวของ<span style="color: #ff0000"><strong>พระหางหมากและพระคำข้าว</strong></span> ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี สักนิด<br /><br />          <span style="color: #000080">หลวงพ่อพระเดชพระคุณ ฤษีลิงดำ ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา</span> ผู้โด่งดัง เจ้าของพระเครื่องเนื้อดินทรงประทับสัตว์ที่ชาวนักเลงพระเครื่องต่างใฝ่ฝันและแสวงหากันอย่างยิ่ง...<br /><br />          ด้วยเชื่อกันว่า...พระเครื่องของท่านหากใช้ร่วมกับพระคาถาพระปัจเจกโพธิ์ด้วยแล้ว จะมีพลานุภาพด้วยมหาลาภเป็นอย่างยิ่ง<br /><br />          ว่ากันว่า...หลวงพ่อปาน ผู้เป็นอาจารย์ได้ประสิทธิประสาทวิชาอาคมทั้งหลายให้กับฤษีลิงดำผู้เป็นศิษย์จนหมดไส้หมดพุง ประกอบกับบารมีธรรมของหลวงพ่อฤษีนับวันนับทวีมากขึ้นด้วย <span style="color: #ff0000"><strong>วิชา ‘มโนมยิทธิ’</strong> </span>ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมืองดังที่เราท่านได้เห็นกันมา<br /><br />          เมื่อมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้น แน่นอนครับย่อมมีผู้ศรัทธาต้องการวัตถุมงคลของท่านเอาไว้อาราธนาบูชาติดตัวเป็นมงคลแก่ชีวิตและป้องกันภัย <strong>วัตถุมงคลของหลวงพ่อได้สร้างออกมาหลายชนิด ทั้งเหรียญปั๊มและประเภทอื่นมากมาย หากที่โด่งดังเป็นที่กล่าวขวัญกันมากคือ...<span style="color: #ff0000"> ‘พระหางหมาก’</span> กับ <span style="color: #ff0000">‘พระคำข้าว’</span> เพราะทำได้ยากมาก</strong><br /><br />          เท่าที่รู้มา <span style="color: #000080">การกำหนดสูตรสร้างพระเครื่องในแนวนี้มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ผู้สถาปนาพระสมเด็จวัดระฆังนั้น ท่านได้กระทำมาก่อน คือเมื่อฉันหมากหรือฉันข้าวแล้ว พบว่าข้าวหรือหมากคำไหนอร่อยก็คายเก็บเอาไว้นำมาปลุกเสกให้ครบไตรมาส เพื่อนำมาผสมกับพระเครื่องหรือวัตถุมงคลในคราวต่อไป</span><br /><br />         <span style="color: #800080"> วิธีการดังกล่าวเป็นเรื่องยาก เพราะผู้กระทำต้องมีสติโดยสมบูรณ์ที่จะรู้ว่า ‘ข้าว’ คำไหนอร่อย...</span><span style="color: #0000ff">และเมื่ออร่อยแล้วต้องละวางความอร่อยนั้นเป็นการให้ทานต่อความอยากในรสอร่อย</span><span style="color: #993300"> ลักษณาการเช่นนี้ทำได้ยากในปุถุชน เพราะเราท่านเวลารับประทานแล้วเกิดอร่อยเป็นต้องขาดสติเคี้ยวกลืนจนหมดแน่ ๆ</span><br /><br />          <strong>...นี่แหละครับที่ว่ายาก...</strong><br /><br />          แต่สำหรับพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิจิตท่านสามารถกำหนดและกระทำได้ไม่ยาก<br /><br />          และเพราะความอร่อยในคำข้าวนี้...บวกกับอำนาจแห่งการใช้สติระงับตัวอยากของผู้สร้าง จึงเป็นอุปเท่ห์สำคัญทำให้พระเครื่องทรงพลานุภาพในด้านเมตตามหานิยมอย่างยิ่งยวด<br /><br />          <strong>ในกระบวนวัตถุมงคลทั้งปวงไม่มีชิ้นใดจะเป็นที่แสวงหาของมนุษย์เท่ากับชิ้นที่มากด้วยอำนาจแห่ง <span style="color: #ff0000">‘เมตตามหานิยม’</span> เพราะนั่น<span style="color: #800080">หมายถึงการไร้ศัตรูภัยพาลทำร้าย ประกอบกิจการค้าขายรุ่งเรือง</span> สองอย่างสองประการนี้ก็พอเพียงแล้วครับท่าน</strong><br /><br /><strong>          สมเด็จวัดระฆังของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ก็เป็นที่แสวงหาของชาวโลกด้วยประการดังกล่าว</strong><br /><br />          <span style="color: #000080">สำหรับอำนาจจิตและภูมิธรรมของหลวงพ่อพระราชพรหมยานนั้นผู้เขียนคงไม่ต้องกล่าวถึงให้มาก เพราะปฏิปทาทางธรรมของท่านเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อชาวไทยและชาวโลกมาช้านานแล้ว...</span><br /><br /><span style="color: #000080">          ว่าท่านเป็นสุปฏิปันโน...เป็นอริยสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพียงไหน?</span><br /><br /><span style="color: #000080">          แม้แต่<span style="color: #800080"><strong> ‘เกสา’</strong> </span>ของท่านซึ่งมีผู้เก็บรักษาไว้ยังกลายเป็น</span><span style="color: #008080"><strong> ‘พระธาตุ’</strong> </span>ไปได้ ดังปรากฏเป็นข่าวฮือฮามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน...<br /><br /><br /><br />          <strong>ท้ายที่สุดขอขอบคุณ คุณผชาญ วชิรประดิษฐพร ที่กรุณามอบพระผงคำข้าว</strong> จำนวน ๑๔๐ องค์ มาร่วมทำบุญ ณ ที่นี้ และขอขอบคุณท่านที่ร่วมบริจาคทรัพย์เช่า-บูชามาล่วงหน้า ณ ที่นี้ด้วย<br /><br />          เงินของท่านทุกบาท ทุกสตางค์ จะนำไปทำกุศลเพื่อก่อเกิดประโยชน์ต่อพระศาสนาต่อไป<br /><br />          <strong>บุญจากมหาทานอย่างนี้ จะมีผลมากครับ โดยเฉพาะบุญจากการสร้างพระเจดีย์ และซื้อที่ดินถวายวัด</strong><br /><br /><strong>          พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ</strong><br /><br /><strong>          ภูเตศวร</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%b5/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ความลังเลสงสัยคืออุปสรรคของการปฏิบัติธรรมและนำทุกข์มาให้ by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a3/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 13:44:46 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ความลังเลสงสัยคือ
อุปสรรคของการปฏิบัติธรรมและนำทุกข์มาให้
          วันนี้จั่วหัวข้อซะยาวเหยียดก็เพราะตัวผู้เขียนได้รับจดหมายที่จำต้องเอามาตอบ จากท่านผู้อ่าน ๒ ฉบับ ทั้ง ๆ ที่เคยย้ำแล้วว่า...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">ความลังเลสงสัยคือ</span></div>
<div style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #008000">อุปสรรคของการปฏิบัติธรรมและนำทุกข์มาให้</span></div>
<p><br /><br />          <strong>วันนี้จั่วหัวข้อซะยาวเหยียดก็เพราะตัวผู้เขียนได้รับจดหมายที่จำต้องเอามาตอบ จากท่านผู้อ่าน ๒ ฉบับ ทั้ง ๆ ที่เคยย้ำแล้วว่า ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ไม่ใช่คอลัมน์ตอบจดหมาย แต่ก็จำต้องอนุโลมกันในบางครั้ง ถ้าคำถามนั้นจักเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านท่านอื่นเพียงพอ...</strong><br /><br />          ขอเริ่มที่จดหมายของ <strong>‘คุณอัษณา’</strong> เลยนะครับ!<br /><br />          <strong>สวัสดีค่ะ คุณภูเตศวร</strong><br /><br />          ดิฉันอยู่จังหวัดปทุมธานี ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ มากนัก แต่ที่บ้านรับขวัญเรือนประจำ อ่านธรรมะ ๕ นาทีเสมอ<br /><br />          ดิฉันเป็นคนเรียนมาน้อย สามีจบแค่ชั้น ป.๗ แม่ของดิฉันยิ่งน้อยกว่า เพราะท่านไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลย แม่ดิฉันอยู่กรุงเทพฯ ดิฉันจะไปหาท่านประมาณเดือนละ ๑-๒ ครั้ง แต่ถ้าเดือนไหนมีวันพิเศษ เช่น วันเกิดพ่อ วันเกิดแม่ วันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ อะไรทำนองนี้ ส่วนมากแม่จะมาหาดิฉัน<br /><br />          ช่วงปลายเดือนมิถุนายน แม่ไม่เคยมาหาดิฉัน เพราะท่านไม่ค่อยมีเงิน เมื่อท่านมาดิฉันจะต้องให้เงินท่านทุกครั้ง แต่ก็ไม่มากนัก เพราะดิฉันไม่ค่อยมี ที่ไม่มีเพราะไม่ได้ทำงานที่ได้เงินเอง นอกจากเอาที่สามี โชคดีที่ดิฉันได้สามีที่รักครอบครัว ไม่เคยดุ ไม่เคยว่า ได้เงินเดือนมาก็ให้หมด ดิฉันทำแต่งานบ้าน ทำอาหาร ว่างก็อ่านหนังสือ ดูแลลูกบ้าง แต่ก็น้อยลงเพราะเขาเรียนอยู่ชั้น ป.๒ แล้ว เป็นลูกสาวคนเดียว<br /><br />         <span style="color: #333399"> เมื่อดิฉันได้อ่านธรรมะ ๕ นาทีของคุณฉบับที่ ๕๑๙ เรื่องการฝึกจิตแบบที่คุณแนะนำ ดิฉันจึงลองทำบ้าง ตอนกลางคืนสวดมนต์เสร็จก็กำหนดลมหายใจเข้า-ออก และตั้งจิตคิดถึงแม่</span> ดิฉันเริ่มออกจากบ้าน และก็ดูเส้นทางเหมือนที่นั่งรถไปบ้านแม่จนไปถึงบ้านและได้เรียกแม่<br /><br />          อีก ๑ อาทิตย์ต่อมา แม่ได้มาหาดิฉัน ดิฉันถามว่าได้ยินดิฉันเรียกไหม ท่านขนลุก ร้องไห้ ท่านบอกว่าได้ยินชัดมาก เปิดไฟมาดูแต่ไม่เห็นใคร ท่านไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง คิดว่าดิฉันคงต้องเป็นอะไรสักอย่างในทางที่ไม่ดี อยากจะมาหาแต่ก็มาไม่ได้ พยายามทำใจแข็ง และคิดว่าถ้าดิฉันเป็นอะไรไป สามีของดิฉันคงมาบอกท่านแล้ว เมื่อท่านพูดจบ ดิฉันจึงเล่าให้ท่านฟัง<br /><br />          <strong>พี่ชายของดิฉันว่าอย่าทำอีก เพราะเราไม่มีครู ประเดี๋ยวจะเป็นบ้าได้ ดิฉันเลยกลัว...ไม่กล้าทำอีก</strong></p>
<p><strong>          คุณภูเตศวรมีความเห็นยังไงคะ?</strong></p>
<p style="text-align: center"><strong>อัษณา</strong></p>
<p><br /><br /><br />          <strong>ตอบ</strong> ผมขออนุญาตตัดทอนบางข้อความออก เพราะเป็นเรื่องของการถามที่อยู่ของท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร เพื่อส่งเงินไปร่วมทำบุญ เพราะผมได้เขียนลงไปแล้วในฉบับก่อน ๆ กับคำอวยพรให้ผู้เขียน...<br /><br />          สิ่งที่ทำให้ผมต้องยกจดหมายฉบับนี้มาตอบ ก็<span style="color: #333399">เพื่อต้องการยืนยันผลแห่งความจริงเกี่ยวกับการฝึก มโนมยิทธิแบบง่าย ๆ ของเซียนสู เชยพรหมธีระ ที่แนะนำมาว่า ‘ได้ผลจริง’</span><br /><br />          กับอีกประการหนึ่งเพื่อต้องการแย้งคำกล่าวของพี่ชายคุณอัษณาที่ห้ามไม่ให้กระทำต่อไป เป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง<br /><br />          เหตุที่กล้ากล่าวเช่นนั้นเพราะ <span style="color: #993300"><strong>สิ่งใดอันเป็นสัมมาทิฐิ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นโทษ</strong></span>...กับเหตุผลที่ว่า ‘อย่าทำอีก เพราะเราไม่มีครู’ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะผมเคยอธิบายไว้แล้วว่า<span style="color: #993300"><strong> ‘คุรุ’ หรือ ‘ครู’ ของชาวพุทธโดยแท้ คือ ‘พระพุทธเจ้า’ ถ้าใครก็ตามยกพระรัตนตรัยไว้เป็นสรณะและประกาศตนเป็นพุทธมามกะแล้ว เราก็เปรียบได้เหมือนเป็นลูกของพระพุทธเจ้า เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์</strong></span><br /><br />          ความจริงตัวคุณอัษณาเป็นคนที่มีวาสนาทางปฏิบัติธรรมมากทีเดียว จึงสามารถฝึกจิตให้มีกำลังได้เร็วตามที่เล่ามา...<br /><br />          สิ่งที่ผมแนะนำในฉบับ ๕๑๙ นั้น เป็น<span style="color: #333399">แค่การพิสูจน์ถึงอำนาจของจิตว่ามีจริงเท่านั้น เป็นคำยืนยันว่า <strong>‘โทรจิต’</strong> เป็นเรื่องฝึกกันได้ และไม่ใช่เรื่องโกหก...</span><br /><br />          สำหรับคุณอัษณานั้นผมอยากขอร้องให้ทำสมาธิต่อเถอะครับ ไม่ต้องยึดวิธีที่ผมแนะนำแบบนั้นอย่างจริงจังหรอก <span style="color: #800080"><strong>คุณเปลี่ยนมาทำสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออกแบบ พุท-โธ ก็ได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นการทำสมาธิที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องสงสัยและรู้กันในชื่อว่า ‘อานาปานสติ’ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแนะนำไว้ใน คัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้ว</strong></span><br /><br />          อย่าวิจิกิจฉาหรือลังเลสงสัยในสัจจะความจริงนี้เลยครับ ทำต่อไปแล้วคุณจะรู้เอง เห็นเอง และเชื่อในพระพุทธเจ้าด้วยตัวคุณเอง<br /><br /></p>
<hr />
<p><br /><br />          <strong>ต่อไปเป็นจดหมายฉบับที่ ๒ ของคุณจันทรวรรณ บางขุนเทียน กรุงเทพฯ</strong> ซึ่งเป็นจดหมายที่เขียนมายาวมาก จึงต้องตัดทอนคัดลอกใหม่เพื่อความเหมาะสม...<br /><br />          <strong>สวัสดีค่ะ คุณภูเตศวร</strong><br /><br />          ดิฉันไม่เคยเขียนจดหมายแบบนี้มาก่อน เขียนค่อนข้างยาวมาก ขยำทิ้งไปหลายแผ่นแล้ว อาจเป็นเพราะจิตใจกำลังสับสนก็ได้<br /><br />          ดิฉันแต่งงานและมีบุตร ๑ คน ปัจจุบันอายุ ๒๖ ปี ครอบครัวมีความสุขพอสมควร ดิฉันกำลังคิดอยากมีลูกอีกคน แต่กำลังคิดมาก จึงอยากจะขอให้คุณภูเตศวรช่วยอธิบาย หรือจะช่วยบอกวิธีแก้ไขให้ดิฉันด้วย<br /><br />          ดิฉันเป็นคนชอบดูดวงมาก ชอบดูกราฟชีวิตซึ่งแถมมาจากหนังสือขวัญเรือน ดิฉันศึกษาจนดูเป็น มีคนมาให้ดูหลายคน กราฟจะบอกเป็นปีต่อปี จนถึงตาย เป็นการดูไม่ค่อยละเอียดนักแต่ก็แม่น คำนวณจากวันปีเกิดของแต่ละคน ๑๒ ปีเป็น ๑ รอบ จะมีแยกเป็นวาสนา ทรัพย์ มิตร ญาติ บุตร ศัตรู คู่ครอง โรคภัย ชื่อเสียง อาชีพ โชคลาภ และพินาศ<br /><br />          ช่องโรคภัยเลขของดิฉันแค่ ๑ ถือต่ำสุดเลย หมายถึงจะมีเคราะห์ในปีนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรที่จะเกิดขึ้นมา ส่วนเลขอื่น ๆ ดิฉันก็ปานกลาง ที่น่ากลัวและทำให้ดิฉันคิดมากก็จะมีแต่ช่องโรคภัย กับพินาศ ในดวงชะตาของทุกคนต้องมี บางคนมีโรคภัยเป็นเลขสูงกว่า ๑ ก็ไม่มีอะไรสามารถแก้ไขได้ แต่ของดิฉันในตำราบอกว่าแก้ไขยากมาก แล้วแต่เวรกรรม ซึ่งเมื่อมาย้อนดูแล้ว ตอนดิฉันอายุ ๒๐ ปี ดิฉันก็เคยมีปัญหาที่หนักมาก ๆ ซึ่งก็ตรงกับช่องโรคภัย แต่มันก็ผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้<br /><br />          <strong>ตอนนี้ดิฉันมักเป็นโรคประสาท กลัวเรื่องที่มันยังไม่เกิดขึ้น อีก ๖ ปีข้างหน้า ว่าดิฉันจะเป็นอย่างไร จะผ่านเคราะห์กรรมไปได้ไหม</strong><br /><br /><br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>ตอบ</strong></span> สิ่งที่คุณเป็นอยู่ในขณะนี้คือ ลักษณะของคนที่เรียกว่า<span style="color: #ff0000"><strong> ‘วิตกจริต’</strong></span> เรื่องของการดูหมอจะเป็นเพราะแม่นยำหรือบังเอิญก็ตาม ไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนัก เพราะทุกอย่างเกิดแต่ ‘กรรม’ ของแต่ละคน คุณจะดูหมอหรือไม่ดูมันก็ขึ้นอยู่กับกรรมอยู่ดี เข้าทำนองรู้ก็เป็น ไม่รู้ก็เป็น แล้วจะรู้ไปทำไมถ้าทำให้เกิดทุกข์<span style="color: #008080"><strong> วิธีแก้ก็คือหมั่นทำสมาธิ ยกจิตตนเข้าพิจารณาสิ่งอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กับการพยายามถือศีลให้บริสุทธิ์มากเท่าที่จะมากได้</strong></span><br /><br /><strong>          คนมีศีลกับสมาธิไม่เคยกลัวอะไรครับ</strong><br /><br /></p>
<hr />
<p><br />          เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องมาจากกราฟชีวิตนี่เหมือนกัน ดิฉันได้ตั้งท้องลูกคนที่ ๒ โดยไม่ตั้งใจ คือไม่คิดว่าจะมีในตอนนั้น พอท้องดิฉันได้ลองคำนวณวันที่ลูกจะเกิดโดยประมาณเอา ปรากฏกราฟไม่ค่อยดี คือปานกลางเหมือนดิฉัน ดิฉันก็เลยคิดมาก ยังไม่อยากให้เกิด คิดจะทำแท้ง โดยพูดถามคนที่เคยทำ เขาก็แนะนำแต่ดิฉันไม่กล้า และแฟนก็ต่อว่า ว่าคงเป็นลูกผู้หญิงอีกแน่นอน (บุตรคนแรกเป็นผู้หญิง ครอบครัวสามีอยากได้หลานชายมาก) แม่สามีก็บอกว่า อย่าให้เป็นผู้หญิงออกมาอีกนะ<br /><br />          <span style="color: #000080">ดิฉันเครียดมาก ดิฉันไม่แคร์เรื่องเพศ แต่ดิฉันแคร์เรื่องชีวิตของลูก อยากให้วาสนาเขาดี อยากให้เขารวยมาก ๆ ซึ่งในกราฟอยู่ในระดับธรรมดา</span><br /><br />          ดิฉันนอนร้องไห้บ่อย ๆ ไม่อยากมีลูกคนนี้จนดิฉันแท้งออกมาเองภายในเดือนแรก ดิฉันก็แปลกใจว่าแท้งได้อย่างไร แต่ก็รู้สึกสบายใจที่เรื่องผ่านไปเสียได้ แฟนก็ไม่เสียใจเลย ไม่ทราบว่าดิฉันทำผิด ทำบาปหรือเปล่า ที่ใจไม่รักลูกที่จะเกิดมา<br /><br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>ตอบ</strong></span> ความทุกข์ของคุณเป็นผลพวงของความ <span style="color: #800080"><strong>‘อยากได้ อยากมี อยากเป็น’</strong></span> ของตนที่ต้องการลูกฉลาด โดยเชื่อเพียงวิธีดูแบบกราฟชีวิต ความเชื่อโดยปราศจากเหตุผล ขาดการไตร่ตรองทางปัญญา ย่อมก่อทุกข์ให้คุณแน่นอนและผมไม่อยากเชื่อว่า จะมีใครใช้การดูกราฟชีวิต ที่เป็นแค่หลักสมมุติฐานมากำหนดกรรมของมนุษย์ได้<span style="color: #800080"><strong> คุณถามว่าทำผิดไหมกับการคิดทำแท้ง ผิดครับ ผิดในข้อมโนกรรม คือกรรมอันเกิดจากความคิดในใจ</strong></span><br /><br /><br /></p>
<hr />
<p><br />          เรื่องที่ ๓ ก็เข้าทำนองเดียวกับเรื่องที่ ๒ ดิฉันกำลังอยากจะมีลูกโดยการเลือกวันเดือนปีเกิดให้ลูก โดยให้หมอช่วย ซึ่งสมัยนี้ก็<span style="color: #333399">คล้าย ๆ ให้พระดูฤกษ์ให้ว่าจะผ่าท้องกี่โมง วันไหนดี ดิฉันก็อยากจะทำแบบนั้นบ้าง โดยการดูกราฟด้วยตัวเอง (ขณะนี้ยังไม่ท้อง) ไม่ทราบว่าจะเป็นบาปไหม</span> คนเราเลือกวันเกิดให้กันได้ ถ้าผิด และบาป ดิฉันจะไม่ทำ ปล่อยเป็นธรรมชาติ<br /><br />          บางทีดิฉันก็ชอบคิดว่าโลกมนุษย์นี้แสนจะโหดร้าย คนที่เกิดคือคนที่อยู่ใช้กรรม คนที่ตายคือคนที่สบายแล้ว และเวลาทำบุญได้อธิษฐานว่า ‘ไม่ขอเกิดมาเป็นคนอีก’ อันหลังนี้แม่ดิฉันเป็นคนสอน ดิฉันคิดว่าคนที่เขาไม่มีลูกเขาคงเป็นคนมีบุญมาก การที่เราทำให้คนเกิดขึ้นมา เลี้ยงดูสั่งสอนเขาอย่างดี แต่เมื่อเขามีทุกข์ใจ เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุกับร่างกายของตัวเอง<br /><br />          เหล่านี้เป็นกรรมที่แก้ได้จริงหรือ<br /><br /><br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>ตอบ</strong></span> <strong><span style="color: #800080">นั่นคือความคิดของคุณที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่น เพียงเชื่อในสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เชื่อเรื่องฤกษ์ดวง</span> <span style="color: #008000">แต่สอนให้เชื่อเรื่องกรรม ‘ใครทำสิ่งใดไว้ ผลของการกระทำจะติดตัวไปทุกชาติภพเหมือนเงา...’</span></strong><br /><br />          การทำบุญกับการอธิษฐานแค่นั้น ไม่ทำให้คุณหยุดการเวียนว่ายได้หรอกครับ การหยุดเวียนภพชาติต้องเดินไปตาม ศีล ทาน ภาวนา จนเกิดปัญญาในการตัดอาสวกิเลสออกจากจิตได้เสียก่อน จึงสิ้นความเกิดความตายได้<br /><br />          การไม่มีลูกเป็นคนมีบุญนั่นเป็นความคิดของคุณเอง ผมเคยได้ยินคนแก่เฒ่าที่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล บ่นว่าตัวเองเป็นคนไม่มีบุญออกบ่อย<br /><br />          <strong>สิ่งที่คุณคิดเป็นความฟุ้งซ่านมากกว่า ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรต่อภาวะจิตใจแม้แต่น้อย <span style="color: #ff0000">พยายามทำจิตให้ว่างมองทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาโลก จะสุขกว่าเป็นไหน ๆ</span></strong><br /><br /><br /></p>
<hr />
<ul>
<li><br />          <strong>เรื่องสุดท้าย ดิฉันใส่บาตรพระปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น คือวันเกิด</strong> วันปีใหม่ วันสงกรานต์ นอกนั้นแทบไม่เคยใส่ ทุกวันนี้ไม่กินเนื้อวัว ไม่กินปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล ปลาหมอ เพราะดิฉันมักซื้อปล่อยตามแม่น้ำ เรียกว่าดิฉันปล่อยปลาบ่อยกว่าใส่บาตร <span style="color: #333399">ความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่ใส่บาตรตอนเป็นคน ตอนตายจะแตะต้องอาหารไม่ได้ กินอะไรไม่ได้ ทุกข์ทรมาน</span><br /><br />          <strong>คุณภูเตศวรว่าจริงหรือไม่ เรื่องนรก สวรรค์?</strong><br />          ดิฉันอยากตายแล้วสูญสลายไปเลย เป็นไปได้ว่ามีวิญญาณเพราะพลังงานของคนจะค่อย ๆ ดับ ค่อย ๆ หมด จึงเกิดเป็นวิญญาณเมื่อตายใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็จะสูญหายไปเลย ทฤษฎีนี้ดิฉันได้รู้มาและเชื่อแบบนี้<br />          คุณภูเตศวรคิดอย่างไรคะ?<br /><br /><br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>ตอบ</strong></span> การใส่บาตรกับการปล่อยปลาเป็นการทำบุญทั้งคู่ แต่จะเปรียบเทียบกันในประโยชน์ของบุญไม่ได้ เหมือนกับการรับประทานอาหาร คุณเลือกกินแต่ไขมันได้ไหม คุณต้องกินผัก กินสารอาหารอย่างอื่นด้วย<strong><span style="color: #0000ff"> การปล่อยปลา คือการทำบุญด้วยการให้ชีวิต</span> <span style="color: #008080">การใส่บาตรเป็นการต่อชีวิตพระสงฆ์เพื่อปฏิบัติธรรม เป็นการต่ออายุพระศาสนา คุณประโยชน์ต่างกันครับ</span></strong><br /><br />          <strong>ส่วนเรื่องตายแล้วสูญเป็นความเชื่อที่ผิด เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรมของศาสนาพุทธอย่างยิ่ง</strong> เอาแต่กฎทางฟิสิกส์กล่าวว่า สสารคือพลังงาน พลังงานคือสสาร สองประการนี้จะไม่สูญสลายไปจากจักรวาลนี้...นอกจากแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะของมัน<br /><br />          <span style="color: #ff0000">จิตของมนุษย์เป็นพลังงาน เมื่อเป็นพลังงานย่อมไม่มีทางสูญสลาย การเปลี่ยนแปรไปตามสภาวะ ก็คือเป็นไปตาม <strong>‘กรรม’</strong> ของตน</span> <span style="color: #0000ff"><strong>คนเชื่อว่าตายแล้วสูญอันตรายครับ</strong></span> อันตรายต่อวิญญาณของตน เพราะคนตายแล้วสูญไม่เชื่อเรื่องกรรม และไม่จำเป็นต้องเชื่อ เมื่อไม่เชื่อก็มีโอกาสสร้างกรรมมากขึ้น มีโอกาสตกสู่อบายภูมิกว่าใคร<br /><br /><br />          <strong>คำถามของคุณจันทรวรรณยังมีอีกสองสามข้อ โดยสรุปคือการเริ่มไม่ศรัทธาในพระสงฆ์</strong>ที่มีข้อวัตรไม่งดงาม กับการถูกบังคับให้ไหว้เจ้า ท้ายสุดคือการขอความเห็นเรื่องแม่ชีมาเดินขอปัจจัยตามบ้าน เพื่อเป็นการไม่เยิ่นเย้อ ขอตอบโดยรวมไปเลยดังนี้...<br /><br />          <span style="color: #008080"><strong>การทำบุญเป็นเรื่องของจิตใจ</strong></span> ถ้าเราเห็นว่าพระหรือชีก็ตามไม่น่าศรัทธา ก็อย่าทำ เก็บทรัพย์เอาไว้ทำบุญกับพระสงฆ์ที่เราศรัทธาดีกว่า ผมเชื่อว่าพระกว่าสองแสนรูปในพระศาสนาก็คงไม่แย่เสียทั้งหมดหรอกครับ เหมือนคุณจะหว่านข้าวแหละ คุณก็มีสิทธิ์หานาที่ดีสำหรับปลูกข้าวใช่ไหม<br /><br />         <span style="color: #800080"><strong> การไหว้เจ้าเป็นประเพณีของคนจีน</strong></span> ในเมื่อคุณเป็นสะใภ้ก็ไม่ควรดันทุรังคัดค้าน ควรปฏิบัติตามประเพณีไป ส่วนความไม่รักไม่ชอบถือว่าบาปไหมนั้น ไม่บาปหรอกครับ จะบาปก็ตรงไปดื้อดึงจนครอบครัวแตกร้าวอย่างไร้เหตุผลมากกว่า แต่ผมเชื่อว่าคุณคงไม่ทำถึงขนาดนั้นแน่!<br /><br /><br /><br />          ครับ...ธรรมะ ๕ นาที ฉบับนี้คงไม่สามารถรักษาเวลาตามคอลัมน์ไว้ได้ แต่เพราะอยากจะนำความคิดแปลก ๆ ถามแปลก ๆ มาเสนอบ้างก็เลยต้องจำยอม<br /><br />          <strong>สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านทั้งหลายก็คือ <span style="color: #993300">อย่าลังเลในธรรมะของพระพุทธเจ้าเลยครับ เพราะความลังเลสงสัยจะทำให้คุณล่าช้าต่อการก้าวสู่มรรคผลอันประเสริฐ หรือไม่ก็ก้าวพลาดถลำลึกสู่อบายภูมิมากขึ้นไปอีก...</span></strong><br /><br /><strong>          เชื่อผมเถอะครับ!</strong></li>
</ul>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a3/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การฝึกมโนมยิทธิแบบง่าย ๆ by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 13:34:19 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การฝึกมโนมยิทธิแบบง่าย ๆ
          ก่อนเข้าหัวข้อที่จั่วไว้ในวันนี้ ขอตอบปัญหาข้อข้องใจของท่านผู้อ่าน สำหรับคำถามที่มีประโยชน์สำหรับท่านอื่น ๆ ด้วย          ความจริงแต่ละท่านถามปัญหามายืดยา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000">การฝึกมโนมยิทธิแบบง่าย ๆ</span></p>
<p><br />          <strong>ก่อนเข้าหัวข้อที่จั่วไว้ในวันนี้ ขอตอบปัญหาข้อข้องใจของท่านผู้อ่าน สำหรับคำถามที่มีประโยชน์สำหรับท่านอื่น ๆ ด้วย</strong><br /><br /><strong>          ความจริงแต่ละท่านถามปัญหามายืดยาว แต่ผู้เขียนขออนุญาตตัดทอนเอาเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ และน่าจะเป็นประโยชน์ รวมทั้งสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเท่านั้น เพื่อไม่เป็นการเยิ่นเย้อจนเกินไป</strong><br /><br />          ปัญหาข้อแรกในวันนี้คือ... <span style="color: #0000ff"><strong>‘เมื่อเวลามีผู้ที่รู้จักหรือญาติเสียชีวิต และเราไปรดน้ำศพ มีบางคนบอกว่า รดน้ำเพื่อขออโหสิกรรมต่อกัน ถามว่าจริงหรือไม่ ได้ผลมากน้อยแค่ไหน?’</strong></span><br /><br />          คำตอบคือ... <span style="color: #993300">ศาสนาพุทธของเราเน้นหลักสำคัญที่ <strong>‘จิต’</strong></span> ฉะนั้นพิธีกรรมต่าง ๆ บางประการเป็นการวิวัฒนาการมาจากความเชื่อและวัฒนธรรมจารีตประเพณี อย่างเช่นการไปรดน้ำศพก็เหมือนกัน เป็นค่านิยมของสังคมตามอย่างประเพณีสืบต่อกันมา ผมเชื่อว่า <strong>พิธีรดน้ำศพเป็นการให้เกียรติแก่คนตาย เป็นเครื่องวัดว่ามีผู้คนรักใคร่เขาเพียงใด ในขณะที่เขาลาโลกไปแล้วมากกว่าอย่างอื่น</strong><br /><br />         <strong><span style="color: #800080"> ประโยชน์ของการไปรดน้ำศพจริง ๆ แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าประโยชน์ที่มีล้วนบังเกิดกับผู้ยังมีชีวิต และไปร่วมพิธีเสียมากกว่า</span></strong>...อาจมีคำถามซ้อนขึ้นมาว่า มากกว่าตรงไหน? มากกว่าตรงที่ว่า ถ้าคุณเคยมีมโนกรรม กายกรรม วจีกรรมต่อผู้ตายมาก่อน คุณก็จะสบายใจขึ้นว่าเราได้ขออโหสิกรรมต่อกันแล้ว หรือผู้ตายเคยก่อกรรมไว้กับคุณ คุณก็สบายใจที่ได้ให้อโหสิกรรมกับเขาเช่นกัน<br /><br />          ตรงนี้จึงเป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่า... ‘ได้ผลมากน้อยแค่ไหน’ ผลมากหรือน้อยอยู่ที่ความสบายใจของตัวคุณเอง ดังที่ได้บอกแล้วว่าหลักของพุทธศาสนาเน้นที่ <span style="color: #ff00ff"><strong>‘จิตใจ’</strong> </span>เป็นสำคัญ<br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>ประโยชน์อันสำคัญยิ่งของการไปรดน้ำศพ ทว่าผู้ไปร่วมพิธีมักมองข้ามก็คือ... <span style="color: #ff00ff">‘สัจจะ’</span> สัจจะที่ว่าก็คือศพของผู้ตายสามารถบอก <span style="color: #ff00ff">‘ความจริงของโลก’</span> กับคุณ</strong></span> <span style="color: #000080">ศพผู้ตายกำลังแสดงธรรมะให้คุณได้ประจักษ์ต่อสายตาของคุณอยู่ตรงหน้า</span>...แต่ประโยชน์นั้นจะมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองว่า สามารถเก็บเกี่ยวไปได้แค่ไหน? ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับคุณจะรู้จักพิจารณาสภาวธรรมนั้นหรือไม่?<br /><br />          ในหมวดอนุสติ ๑๐ มี... <strong>‘มรณานุสติ’</strong> รวมอยู่ด้วยข้อหนึ่ง และผู้เขียนเคยกล่าวมาถึงแล้ว ดังนั้นจึงไม่อยากขยายความต่อให้ยืดยาวเกินความจำเป็น เพียงอยากฝาก<strong>ข้อคิดเมื่อคุณจะไปรดน้ำศพ</strong>ใครที่ไหนสักสองสามข้อคือ...<br /><br />          ๑. มีคนไหนในโลก สามารถหลีกมรณภัยได้บ้าง ตัวเราหลีกได้หรือไม่?<br /><br />          <span style="color: #000080">๒. เวลาที่คุณรดน้ำลงบนมือศพนั้น ในมือของผู้ตายสามารถนำสมบัติใด ๆ ในโลกติดตัวไปได้บ้าง...เพราะแม้แต่น้ำที่คุณรดลงบนมือนั้น ในไม่ช้าก็แห้งหายไป</span><br /><br />          ๓. เราควรเตรียมตัวรับมรณภัยที่ถือเป็นมรดกสำหรับมนุษย์ทุกคนอย่างไร และเริ่มกระทำแล้วหรือยัง?<br /><br />          ครับ...เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้ประโยชน์แท้จริงจากการไปรดน้ำศพแล้ว เพราะการรู้จักพิจารณาสภาวธรรมเช่นนั้น ทำให้คุณ<span style="color: #000080">ได้คิดได้ตรึกตรองข้อธรรมใน</span><span style="color: #ff00ff"><strong> ‘มรณานุสติ’</strong> </span><span style="color: #000080">เพื่อเป็นสติปัญญาไว้สอนตน มิให้หลงยึดในอำนาจของกิเลส-ตัณหา-อัตตา ตัวกูของกู ซึ่งก่อให้เกิดความโลภหลง อันเป็นภัยต่อจิตวิญญาณต่อไป</span><br /><br />          แค่นี้ก็สามารถถือว่าคุณได้รับประโยชน์มหาศาลจากการไปรดน้ำศพแล้ว<br /><br />          ปัญหาข้อที่สอง... <strong>‘อยู่ต่างประเทศไม่มีวัด ไม่มีพระสงฆ์แต่อยากรับศีล หรือต่อศีลกับพระ จะทำยังไง พอแนะนำได้ไหม?’</strong><br /><br />          คำตอบคือ...<span style="color: #ff00ff"><strong> ‘ศีล’</strong></span> หมายถึง<span style="color: #ff0000"><strong> ‘ปกติ’</strong> </span>พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติความเป็นปกติของมนุษย์ออกเป็นหลายระดับ อย่างเช่นผู้อยู่ในเพศสมณะหรือสมมติสงฆ์นั้น ความเป็นปกติอยู่ในศีล ๒๒๗ ข้อ สามเณร ๑๐ ข้อ อุบาสกและอุบาสิกา ๘ ข้อ...<br /><br />          ส่วนฆราวาสโดยทั่วไปนั้น ศีล ๕ ข้อ หรือเบญจศีล ถือเป็นความปกติ...ฉะนั้นความปกติเป็นสิ่งที่คนอย่างเรา ๆ พึงยึดถือปฏิบัติอยู่แล้ว โดยเฉพาะชาวพุทธทั้งหลายต่างรู้และเข้าใจมาตั้งแต่ต้น...การขอรับศีลจากพระสงฆ์เป็นแบบแผนปฏิบัติโดยจารีตประเพณี สงฆ์มีหน้าที่คอยย้ำเตือนคฤหัสถ์มิให้ลืมศีล หรือความปกติของตน แต่ไม่ใช่ว่า ถ้าไม่มาขอรับจากสงฆ์แล้วจะทิ้งความเป็นปกตินั้นได้ที่ไหนละครับ<br /><br />         <span style="color: #993300"> ศีล จะบังเกิดต่อเมื่อเรายึดถือปฏิบัติ</span><br /><br /><span style="color: #993300">          เพราะฉะนั้น ต่อให้ไม่รับกับพระสงฆ์ ถ้าคุณได้กระทำแล้วย่อมมีค่าเท่ากัน...</span><br /><br />          <span style="color: #000080"><strong>วิธีต่อศีลก็ง่ายนิดเดียว...ตั้งจิตอธิษฐาน ถือสัจจะปฏิบัติศีลด้วยตัวเองไงครับ</strong></span><br /><br />          เอาละครับ...ฉบับนี้ขออนุญาตตอบปัญหาจากท่านผู้อ่านเพียงสองข้อเท่านั้น เพราะหน้ากระดาษออกจะจำกัด คราวนี้เราเข้าเรื่อง<span style="color: #008000"><strong> ‘การฝึกมโนมยิทธิแบบง่าย ๆ’</strong> </span>กันเลยดีกว่า...<br /><br />          <span style="color: #008000"><strong>การสร้างมโนมยิทธิ คือการสร้างใจ สร้างความคิดให้มีอำนาจมีฤทธิ์...</strong></span>(ในความเห็นของตัวผู้เขียนเอง) การสร้างฤทธิ์ทางใจนี้ เป็นวิชชาหนึ่งในหลักปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ เป็นแนวทางสัมมาทิฐิที่พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าปฏิบัติแล้วได้ผลจริง...มีคุณประโยชน์จริง<br /><br />          การสร้างมโนมยิทธิที่มีชื่อเสียงมากในประเทศไทยนั้น ต้องยกให้<strong> ‘ท่านหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง’</strong> ที่มรณภาพไปแล้ว ว่าท่านเป็นผู้นำวิธีปฏิบัติจิตมาแนะนำสั่งสอนศิษยานุศิษย์จนเลื่องลือระบือไกลอย่างยิ่ง และผู้เขียนก็ให้ความเคารพนับถือท่านอย่างมากเช่นกัน<br /><br />          <span style="color: #333399">แต่วิธีสร้างมโนมยิทธิที่ผู้เขียนนำมากล่าวในวันนี้นั้น เป็นประสบการณ์จากท่านอาจารย์เซียนสู เชยพรหมธีระ ซึ่งทั้งคุณทมยันตีและภูเตศวร ถือเป็นอาจารย์ รวมทั้งยกย่องท่านเป็นเสมือนบิดาของตนโดยเรียกท่านว่า ‘อาเตีย’ ทุกคำ</span> โดยไม่เกี่ยวข้องกับมโนมยิทธิของหลวงพ่อวัดท่าซุงแม้แต่น้อย ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เดี๋ยวจะเป็นข้อถกเถียงกันว่าผู้เขียนไปยกเมฆเอามาจากไหนแน่...<br /><br />          อาเตียเซียนสู เคยถามทมยันตีว่า “อาอี๊ด ลื้ออยากมีฤทธิ์ทางใจไหม?”<br /><br />          ซึ่งในครั้งนั้น ทมยันตีได้ตอบว่า “อยากสิอาเตีย...”<br /><br />          ด้วยเหตุผลนั้นเซียนสูจึงแนะ<span style="color: #993300"><strong>วิธีสร้างฤทธิ์ทางใจแบบง่าย ๆ</strong></span> ให้กับนักเขียนชื่อดังอย่างนี้ครับ...<br /><br />          “อาอี๊ด<span style="color: #000080">ใช้วิธีทำสมาธิธรรมดา ๆ อย่างที่เคยทำทุกวันไปก่อนนะ ถ้าเกิดเบื่อเมื่อไหร่ให้นึกถึงเตีย แล้วอาอี๊ดก็นึกต่อว่าอาอี๊ดจะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาพบเตีย ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เดินออกจากที่นั่ง เดินออกประตูห้องลงบันได เดินออกประตูรั้วผ่านซอยหน้าบ้าน ออกถนนใหญ่ เวลาเดินให้กำหนดรู้ จำให้ได้ว่า ถนนหนทาง ประตูที่เคยเห็นเป็นยังไง</span> อยู่ตรงไหน...อาอี๊ดเดินผ่านบางนา บางพลี บางบ่อ บางปะกง เข้าชลบุรีเดินเข้าประตูบ้านของเตีย ขึ้นบันไดแล้วก็เคาะประตูห้อง...” เซียนสูอธิบายให้ทมยันตีฟังช้า ๆ...<br /><br />          “เวลาทำ ต้องใจไม่วอกแวกไปถึงเรื่องอื่น...และต้องทำติดต่อกันบ่อย ๆ ทุกวัน”<br /><br />          “เราไปหาคนอื่นได้ไหม?” ทมยันตีถามอาเตียบ้าง<br /><br />          “ได้...ถ้าเกิดเบื่อก็เปลี่ยนได้ แต่ต้องทำทุกวัน...”<br /><br />          “แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า เมื่อไหร่เราทำสำเร็จ?” คนเป็นทั้งลูกศิษย์และลูกสาวถาม<br /><br />          “วันหนึ่งคนที่อาอี๊ดกำหนดจิตไปหา จะเป็นคนบอกอาอี๊ดเอง” อาเตียเซียนสูยืนยัน<br /><br />          <span style="color: #000080">“หมายความว่า คนที่เรากำหนดจิตไปหาจะเห็นตัวเราหรือคะ?” ทมยันตีในวันนั้นทำท่าประหลาดใจ</span><br /><span style="color: #000080">          </span><br /><span style="color: #000080">          “ใช่...ถ้าทำสำเร็จ คนที่เราไปหาจะเห็นตัวเรา” ผู้เป็นอาจารย์หัวเราะ... “ให้ทำตอนกลางคืนจะทำให้คนเห็นคลื่นจิตง่ายกว่า...”</span><br /><br />          ทั้งหมดคือคำสนทนาในอดีตของอาเตียกับทมยันตีที่ผู้เขียนถอดออกมาเป็นประโยคโต้ตอบ เพราะไม่อยากแทรกความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไป อันจะทำให้ข้อเท็จจริงผิดเพี้ยนไป และท่านผู้อ่านจะได้พิจารณาด้วยเหตุผลและสติปัญญาของท่านเองทั้งหมด<br /><br />          แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมสักเล็กน้อย...สิ่งที่ต้องแสดงความคิดเห็นก็คือ<br /><br />         <span style="color: #800080"> ‘หลักการ’ ของอาเตียเซียนสูก็คือ อุบายการทำสมาธิอย่างหนึ่ง โดยปกติคนทำสมาธิต้องกำหนดจิตของตัวเองให้สงบนิ่งในอารมณ์เดียวโดยการใช้คำบริกรรม หรือกำหนดลมหายใจ เป็นอุบายให้จิตรวมตัวเป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านไปตามความนึกคิด</span><br /><br />          วิธีการของเซียนสูที่ใช้แนะนำทมยันตีต่างก็อยู่ในหลักการอันนั้น เพราะขณะที่กำหนดจิตให้เดินทางไปที่ไหน พบใคร ก็ต้องใช้ ‘สติ’ ควบคุมไปโดยตลอด ไม่ใช้จิตแส่ส่ายไปที่อื่น คิดเรื่องอื่น นอกจากเส้นทางที่มุ่งตรงสู่เป้าหมายเท่านั้น แต่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสมาธิคุณกล้าแข็งแค่ไหนมากกว่า...<br /><br />          “อาอี๊ดมันเป็นคนขี้เบื่อ...มันชอบอะไรแปลก ๆ สนุก ๆ...”<br /><br />          คือคำกล่าวของอาเตียที่แสดงให้เห็นว่าท่านรู้จริตของทมยันตี จึงพลิกแพลงวิธีปฏิบัติให้บ้างเป็นครั้งคราว เพื่อความไม่จำเจน่าเบื่อกับการนั่งบริกรรมแต่อย่างเดียว<br /><br />          ผู้เขียนเห็นว่า<strong> เรื่องแบบนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านใครบ้างก็ได้ ถ้าเกิดใครบางคนมีจริตอย่างคุณทมยันตีบ้างจะได้ลองเอาไปใช้ดู เผื่อจะได้ผลเร็วขึ้น...</strong><br /><br /><strong>          ผมเชื่อว่า อาเตีย...กับทมยันตีคงไม่สงวนลิขสิทธิ์หรอกครับ</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ความหมายแห่งพุทธศิลป์ by ปกิณกะธรรมะ</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b9%8c-by/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 13:27:52 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ความหมายแห่งพุทธศิลป์
          วันนี้ขอคุยกับท่านผู้อ่านด้วยเรื่องเบา ๆ สักวัน หัวข้อนี้อาจจะมีความหมายที่มิได้ตรงกับหัวคอลัมน์เท่าใดนัก แต่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ท่านสามารถนำเอาไปใช้กั...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #0000ff">ความหมายแห่งพุทธศิลป์</span></p>
<p><br />          <strong>วันนี้ขอคุยกับท่านผู้อ่านด้วยเรื่องเบา ๆ สักวัน หัวข้อนี้อาจจะมีความหมายที่มิได้ตรงกับหัวคอลัมน์เท่าใดนัก แต่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ท่านสามารถนำเอาไปใช้กับชีวิตประจำวันของท่านได้ เข้าทำนอง <span style="color: #ff00ff">‘รู้ไว้ใช่ว่า...ใส่บ่าแบกหาม’</span> จริงไหมขอรับ...?</strong><br /><br />          โดยปกติ ชาวพุทธทุกคนมักจะกราบไหว้พระพุทธรูปอันเป็นรูปสมมติแห่งองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ในทุกครั้งที่มีโอกาสเช่นเวลาไปตามวัดตามวา หรือห้องพระของตน แต่เคยมีสักครั้งหรือไม่ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า <span style="color: #993300"><strong>ทำไมพุทธลักษณะแห่งองค์พระปฏิมากรจึงแปลกแยกกันออกไปมากลักษณะมากพิมพ์ และแต่ละพิมพ์มีความหมายต่างกันอย่างไร?</strong></span><br /><br />          <span style="color: #008080"><strong>ความหมายแห่งพระพุทธปฏิมากร</strong></span><br /><br />          โดยส่วนใหญ่พระพุทธรูปที่เรามักจะพบเห็นกันชินตาอยู่เนือง ๆ นั้นมักจะเป็นปาง <span style="color: #008000"><strong>‘สะดุ้งมาร’</strong></span> หรือที่เรียกว่า <span style="color: #0000ff"><strong>‘มารวิชัย’</strong></span> กับ<span style="color: #ff00ff"><strong>ปางสมาธิ</strong></span> มากกว่าพิมพ์อื่น ๆ เพราะถือว่าเป็นพุทธลักษณะที่งดงามได้สัดส่วนมากกว่าทุก ๆ พิมพ์<br /><br />          มาถึงตรงนี้ผมอยากจะจำแนกพิมพ์ต่าง ๆ ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบพอสังเขปว่าพุทธศิลป์ ที่พอจะพบเห็นได้ไม่ยากนั้นมีอะไรบ้าง<br /><br />                  ๑. พิมพ์มารวิชัย<br />                  ๒. พิมพ์สมาธิ<br />                  <span style="color: #0000ff">๓. พิมพ์อุ้มบาตร</span><br />                  <span style="color: #0000ff">๔. พิมพ์ลีลา</span><br />                  ๕. พิมพ์นาคปรก<br />                  ๖. พิมพ์ป่าเลย์ไลยก์<br />                  <span style="color: #0000ff">๗. พิมพ์ห้ามสมุทร</span><br />                  <span style="color: #0000ff">๘. พิมพ์ห้ามญาติ</span><br />                  ๙. พิมพ์ถวายเนตร<br />                  ๑๐.พิมพ์ปางรำพึง<br />                  <span style="color: #0000ff">๑๑.ไสยาสน์ ฯลฯ</span><br /><br />          จะเห็นได้ว่าพุทธศิลป์แห่งรูปสมมติของพระบรมศาสดานั้นมีมากมายก่ายกอง หากจะแจกและทำทานและที่มาของแต่ละพิมพ์ให้ครบ คงต้องใช้หน้ากระดาษหลายสิบหน้า แต่ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึงความเชื่อของคนโบราณ ในการบูชาพระพุทธรูปมาเล่าให้ฟัง<br /><br />          เพื่อให้เห็นว่าคนโบราณนั้นฉลาดและเข้าใจคิดเพียงใด<br /><br />          เพื่อคุณผู้อ่านจะได้นำไปใช้พิจารณาเลือกหารูปสมมติแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ามาบูชาได้ตามความหมายนั้น ๆ ได้<br /><br />         <strong> พระพิมพ์ ‘มารวิชัย’</strong> คนโบราณเชื่อว่าถ้าบูชาแล้วจะทำให้พ้นจากการผจญของมาร<br />          <span style="color: #008000"><strong>พระพิมพ์ ‘สมาธิ’</strong></span> มีผลทำให้ผู้บูชามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมและมีความสุขในธรรมะของพระพุทธองค์<br />          <strong>พระพิมพ์ ‘นาคปรก’</strong> หรือปรกโพธิ์ ให้ความร่มเย็นเป็นสุข<br />          <span style="color: #008000"><strong>พระพิมพ์ ‘อุ้มบาตร’</strong></span> ให้ความอุดมสมบูรณ์ในลาภ ไม่อดอยากเหมือนพระที่มีบาตรเพียงใบเดียว แต่สามารถเลี้ยงชีพได้โดยไม่ทุกข์ร้อนใจ<br />          <strong>พระพิมพ์ ‘ลีลา’</strong> หมายถึงความก้าวหน้าของชีวิต ไม่ว่าเรื่องงานหรือครอบครัว<br />          <span style="color: #008000"><strong>พระพิมพ์ ‘ห้ามสมุทร’</strong></span> การป้องกันภัยพิบัติ ฯลฯ<br /><br />          ทั้งหมดที่กล่าวมาพอเป็นสังเขปเพียงเพื่อเป็นแนวทางการคิดของคนโบราณที่กล่าวขานกันมา ซึ่งก็มิได้แตกต่างกับคนในปัจจุบันมากนัก มิหนำซ้ำยังมีข้อแยกแยะปลีกย่อยมากขึ้นไปอีก<br /><br />          บางรายถึงกับใช้ศิลปะของแต่ละยุค แต่ละสมัยเป็นมงคลนามสำหรับชีวิตอีกด้วย เช่น...<br /><br />          <strong>พระบูชาสมัยอู่ทอง</strong>...ถือว่าใครบูชาจะร่ำรวยเหมือนมีอู่ทองอยู่ในบ้าน<br />          <span style="color: #008000"><strong>พระบูชาสมัยสุโขทัย</strong></span>...ถือว่าใครได้บูชาจะมีความสุขตามชื่อของยุคสมัยนั้น<br /><br />          เห็นไหมครับ...เพียงแต่ยุคสมัยของพระพุทธรูป คนไทยเราจึงรู้จักนำเอามงคลนามเหล่านั้นมาเป็นอุปเท่ห์การใช้เพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับตน<br /><br />          <strong>พูดถึงตรงนี้ก็เลยนึกขึ้นได้ว่ามีพระบูชายุคหลัง ๆ กับพระเครื่องที่เริ่ม</strong>มีผู้เสาะหากันมากขึ้น หลังจากที่มีนักการเมืองบางคนเปิดเผยว่าได้นำมาใช้อาราธนาเวลาหาเสียง จนตอนนี้ราคาค่างวดพุ่งขึ้นจนสูงลิบ เนื่องจากผู้มีเอาไว้ครอบครองต่างหวงแหนกันมาก พระบูชาและพระเครื่องชุดนั้นคือ<br /><br />          <span style="color: #0000ff"><strong>พระไพรีพินาศของวัดบวรนิเวศวิหาร</strong></span><br /><br />          ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพียงแต่ต้องการให้ท่านผู้อ่านได้เก็บไว้ประดับความรู้เท่านั้นแหละครับ...<br /><br />          แต่ถ้าโดยส่วนตัวของภูเตศวรแล้ว <span style="color: #ff0000"><strong>มีพระดี...คนก็ต้องดีด้วย ถึงจะได้ผล ถ้าพระดีคนมีไว้เลวเสียเอง...</strong></span><br /><br /><span style="color: #ff0000"><strong>          พระก็ไม่คุ้มครองหรอกครับ!</strong></span><br /><br />          ก็ขนาดคนแขวนสมเด็จวัดระฆังองค์เป็นล้าน ๆ ยังอกพรุนเพราะลูกปืนกันมามากต่อมาก<br /><br />          แต่บางรายแขวนเหรียญหลวงปู่แหวนที่ท่านแจกฟรี ราคาค่างวดไม่มี ถูกยิงไม่เข้า มีให้เห็นมาเมื่อไม่นานวันมานี้แล้ว<br /><br />          ครับ! ก็สรุปมันตรงนี้แหละ...ก่อนจะยืดยาวเกินไป<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>‘ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมเสมอ!..’</strong></span><br /><br />          <strong>เอวังด้วยประการฉะนี้แล</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/">ปกิณกะธรรมะ</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b9%8c-by/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		