<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									ฤามีทางอื่นไป - dhamma5minutes.com ฟอรัม				            </title>
            <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/</link>
            <description>dhamma5minutes.com กระดานสนทนา</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 22:12:52 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๑๓ ส่งอาจารย์ by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%93-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Mar 2026 08:00:44 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๑๓ ส่งอาจารย์
&nbsp;
     เขียนเล่าอะไรมาก็หลายตอน หลังๆมีวาระจรเข้ามาค่อนข้างสำคัญ ก็เลยต้องแทรกไปตามกาลอันสมควรในแต่ละคราว ครั้งนี้ก็เช่นกัน ถ้าเล่าได้ตามกำหนดที่คิดไว้ไม่สะดุด ตอ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #333399">ตอนที่ ๑๓ ส่งอาจารย์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     เขียนเล่าอะไรมาก็หลายตอน หลังๆมีวาระจรเข้ามาค่อนข้างสำคัญ ก็เลยต้องแทรกไปตามกาลอันสมควรในแต่ละคราว ครั้งนี้ก็เช่นกัน ถ้าเล่าได้ตามกำหนดที่คิดไว้ไม่สะดุด ตอนนี้ก็น่าจะเป็นตอนสรุปของเรื่อง แต่ต้องนำเรื่องการส่งอาจารย์มาเล่าแทรกอีกครั้งไว้คราวนี้ เพราะถ้าไม่เขียนถึงก็คงค้างคาใจแม่ล่มไม่สิ้นสุด แม้เรื่องตัวเองยังเล่าไม่ครบถ้วน แต่บุคคลสำคัญของเรื่องจริงๆ กำลังเดินเข้าสู่เพศบรรพชิตจบสิ้นทางโลกเสียก่อน จึงขอเขียนอีกสักตอน หวังว่าคงทันก่อนที่เราจะอยู่กันคนละฝั่งฟากชีวิต<br /><br />     รู้ทั้งรู้ แต่อนิจจัง ทุกขัง ก็ไม่วายสร้างความอาลัยรักเมื่อสิ่งนั้นกำลังบังเกิดกับแม่ล่ม ลูกหลาน ญาติมิตร ครอบครัวธรรมะ ๕ นาทีและศิษย์อยู่ตรงหน้า แม้เราจะประจักษ์แก่ใจอยู่ตลอดเวลาว่า “ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นทุกข์” แต่การพลัดพรากครั้งนี้สอนเราจนถึงขั้นกราบ ยอมรับเต็มหัวใจว่าพุทธวัจนะนี้เป็นสัจจะเที่ยงแท้นิรันดร์กาล<br /><br />     ภูเตศวรทุ่มเททุกอย่างทั้งชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา ทิ้งบ้าน ทิ้งความสะดวกสบาย ทิ้งความสุขที่ควรมีตามประสาพ่อกับลูกสาว ด้วยสัจจะเพียงสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจให้เข้มแข็งตลอดยี่สิบกว่าปี ยืนหยัดทำงานถวายพ่อแม่ครูอาจารย์อันเคารพรักยิ่งให้ท่านเบาใจ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติเทวกิจถวายเทพยดาเจ้าทั้งหลายให้ทรงเบาพระทัยว่า คนของพระองค์ได้หล่อหลอมหัวใจของตัวเอง เป็นดวงเดียวแนบแน่น รอการเดินทางกลับบ้านตามที่ทรงฝากไว้กับผู้เป็น ”โอษฐ์แห่งเทวะ” เสร็จสิ้นลงแล้วทุกประการ<br /><br />    <span style="color: #3366ff"> ความเหน็ดเหนื่อยทางกายนั้น มีน้ำมิตรของญาติธรรมทุกคน ที่รายรอบตัวสามารถดับให้ภูเตศวรได้เสมอ แต่ท่ามกลางโลกธรรมแปดที่ถาโถมเข้ากระแทก จนสะเทือน ระลอกแล้วระลอกเล่า ความเหนื่อยล้าที่ทำให้ทดท้อนั้นก็ไม่อาจทำให้จิตใจอันเด็ดเดี่ยวของภูเตศวร ถอยความตั้งใจในปณิธานของตนแม้ก้าวเดียว</span> อีกทั้งสัจจาธิษฐานของมวลศิษย์ดุจกำแพงเหล็กอันแข็งแกร่ง พร้อมที่จะสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ในสมรภูมิกิเลสมารกับอาจารย์ของตนเสมอมานั้น คือบทพิสูจน์ว่า วันนี้หากภูเตศวรอยู่ ณ หนแห่งใดในบทบาทของพุทธสาวกย่อมไม่เดียวดาย มีหัวใจและความห่วงใยอีกนับร้อยคอยส่งกำลังใจผ่านการปฏิบัติภาวนา และทำหน้าที่ของตนสุดความสามารถ ตามคำตักเตือนของผู้เป็นอาจารย์ อย่างไม่ลืมเลือน</p>
<div id="wpfa-2792" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773648044-_1.jpg" target="_blank" title="ประกอบส่งอาจารย์_1.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;ประกอบส่งอาจารย์_1.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%93-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๑๒ อุทาหรณ์..หลักภาวนาน่าจดจาร by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a0/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Mar 2026 07:48:30 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๑๒ อุทาหรณ์..หลักภาวนาน่าจดจาร
&nbsp;
     ก่อนเล่าตอนต่อไป ขอแทรกเรื่องที่ค้างคาใจของท่านผู้อ่านสักนิดก่อนนะคะ หลังจากพรรณนาถึงพระเมตตาของมหาฤาษีและมหาวิษณุฯไป มีญาติธรรมที่ไม่ได้เ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">ตอนที่ ๑๒ อุทาหรณ์..หลักภาวนาน่าจดจาร</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     ก่อนเล่าตอนต่อไป ขอแทรกเรื่องที่ค้างคาใจของท่านผู้อ่านสักนิดก่อนนะคะ หลังจากพรรณนาถึงพระเมตตาของมหาฤาษีและมหาวิษณุฯไป มีญาติธรรมที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยทักท้วงมาว่า อยากให้เล่าเกร็ดความรู้ต่างๆให้อ่านอีกบ้าง ส่วนบางท่านที่แม้จะอยู่และฟังพร้อมกัน ก็อยากเก็บรายละเอียดบางแง่มุมที่น่าบันทึกไว้ จึงขอร้องให้แม่ล่มขยายความอีกครั้ง<br /><br />     แม่ล่มเลยหวนคิดถึงข้อสรุปจากชีวิตการเป็นครูว่า แม้จะเตรียมตัว เตรียมเนื้อหามาดีอย่างไร แต่การรับความรู้ของเด็กๆก็ไม่เท่ากัน เนื่องจากส่วนหนึ่งมาจาก พื้นความรู้มีไม่เท่ากัน ดังนั้นอย่ายึดแม่ล่มเป็นบรรทัดฐานทั้งหมด ท่านอื่นอาจรู้และรับได้มากกว่า เพียงแต่ไม่มีโอกาสถ่ายทอดเท่านั้นเอง และบางทีแม่ล่มอาจเก็บได้ไม่ครบทุกเรื่อง แต่ขยายความได้ลึกก็เป็นได้ เพราะการฟังธรรมะที่ทรงสอนของแม่ล่มนั้น ส่วนหนึ่ง<span style="color: #3366ff">ได้มาจากความคุ้นเคยมานานพอสมควร อีกทั้งทรงกระหนาบแม่ล่มมาทุกระยะ ตรงไหนที่ไขว้เขวก็ทรงจัดระเบียบความคิดให้ด้วยพระทัยที่อดทนอย่างยิ่งกับศิษย์หัวขี้เลื่อยคนนี้ อีกส่วนคงได้จากประสบการณ์การจับใจความ ทำให้สามารถเก็บเนื้อหาสำคัญได้พอควร เป็นอันยุติว่าคงต้องเล่าเพิ่มเติมบ้างเท่าที่จำได้ ทั้งนี้ท่านใดที่รับธรรมได้มากกว่านี้ โปรดแบ่งปันเพื่อเติมเต็มให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็จักเป็นพระคุณ</span><br /><br />     เย็นวันสุดท้ายของการพักที่อุทยานรามคำแหง(เขาหลวง) เราเตรียมทำกับข้าวสำหรับมื้อเย็นตามรายการที่หมอไอซ์มีน้ำใจจัดเตรียมให้ทั้งวัตถุดิบ เครื่องปรุง เครื่องมือและอุปกรณ์ครบถ้วน เหลือแต่กระบวนการทำให้สุกเท่านั้น ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีปัญหาสำหรับเชฟแถวหน้าอย่างน้องเพ็ญพิชยา คุณต่อ(คุณแม่น้องแนน) และคุณหลุยส์ของเรา<br /><br />     แต่บรรดาเชฟทั้งหลายกลับไม่สามารถปรุงอะไรตามใจได้ เพราะถ่านอัดแท่งที่เตรียมมาไม่ยอมเป็นใจเสียเลย ทั้งที่ลูกเสือกลุ่มพิเศษเฉพาะกิจอันมี ภูเตศวร คุณหลุยส์ คุณเอกราชและคุณวี นำความรู้การเข้าค่ายลูกเสือมาช่วยกันก่อไฟตั้งแต่บ่ายจนมืดค่ำ ในที่สุดต้องนำมาเผาบนเตาแก๊สแทน<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> “ความรู้ลูกเสือสำรอง สามัญ รุ่นใหญ่ และวิสามัญ แม้กระทั่งระดับผู้กำกับลูกเสือ ยังสู้เตาแก๊สไม่ได้”</span> <br /><br />     ภูเตศวรขันตัวเองกับคณะลูกเสือของตัว พลางปาดเหงื่อ แต่เจ้ากรรม แม้จะติดแต่ก็ทำอาหารได้ไม่ทันใจคณะที่รอรับประทาน เพราะร้อนไม่พอ ซ้ำยังทำท่าจะดับได้ตลอดเวลา ในที่สุดเชฟเพ็ญเลยเล่นบทสำรวม คือนำทุกอย่างมารวนในหม้อบนเตาแก๊สแทน เพราะได้รับการโอดครวญจากคุณเอกราช จนเรากลั้นหัวเราะไม่อยู่<br /><br />     “มื้อนี้เป็นรายการหมูครึ่งบกครึ่งน้ำหรือเปล่าครับ ถึงนุ่มนอกเหนียวในได้ใจขนาดนี้”<br /><br />     “ก็หมูที่คุณกำลังอร่อย ครึ่งหนึ่งอยู่บนที่ย่าง อีกครึ่งจุ่มในน้ำซุปนี่นา เลยสุกนอกดิบในอย่างที่คุณสัมผัสอยู่นั่นแหละค่ะ” แม่ล่มเฉลย<br /><br />    <span style="color: #3366ff"> “อุ้ย! ..แล้วผักกูดเนี่ยยี่ห้อเกี่ยวตับหรือเปล่าคร้าบ”</span><br /><br /><span style="color: #3366ff">     พูดพลางชูยอดผักกูดยาวประมาณคืบกว่าให้มวลชนช่วยกันทัศนา คราวนี้น้องอัญ ผู้รับผิดชอบบริหารจัดการผักกูดขำตัวเองกลิ้งไปมา</span><br /><br /><span style="color: #3366ff">     “หนูโดนมาแล้ว กลืนไปตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในคอ อีกครึ่งยังอยู่ในปาก ชักคะเย่อกันน่าดู” เชฟเพ็ญรับรองอีกเสียง</span><br /><br />    <span style="color: #ff0000"> เรื่องราวทั้งหมดเป็นฉากหลังที่เล่าเพื่อประกอบวิธีที่มหาวิษณุฯทรง ทอดพระเนตรธรรมชาติของสรรพสิ่งในโลก ในแง่มุมที่น่าทึ่ง สมควรน้อมนำมาใช้เป็นหลักในการมองอะไรรอบตัวอย่างชาญฉลาดให้เกิดปัญญาเยี่ยงพระองค์ท่าน</span><br /><br />     เช้าวันเดินทางกลับ มหาวิษณุฯได้เสด็จประทานธรรมะตามที่เล่าไปแล้วนั้น แม่ล่มแปลกใจมากที่ทรงประกาศพระนามของพระองค์ถึงสองครั้งสองครา พลางกวาดสายพระเนตรจับจ้องตาเราทีละคน ชนิดที่แม่ล่มถึงกับก้มหน้าหลบทีเดียว<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> “ถ้าทำจิตใจให้พ้นอยู่เหนือโลกได้ ก็ไม่มีอะไรสามารถทำให้ใจเราลุกไหม้เป็นทุกข์เดือดร้อน จากเพลิงกิเลส ตัณหาได้เช่นกัน เฉกเช่นถ่านที่หมดเชื้อ หรือเชื้อเบาบางเหลือน้อย ก็จะจุดติดยาก ถึงติดก็ดับง่ายหรือไม่ติดเลย อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้”</span><br /><br />     การพยายามช่วยกันทำทุกวิถีทางให้ถ่านติด แม่ล่มก็มองแบบคนมีสติปัญญาน้อยคือ จำตราสินค้าแล้วบอกตัวเองว่าคราวหน้าจะไม่ซื้อมาใช้อีก แล้วก็ชื่นชมเหมือนทุกคนว่า แม้ไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองก็ได้ เพราะสมาชิกมีจำนวนมาก แต่ภูเตศวรกับศิษย์ชายก็ช่วยกันคนละมือคนละไม้ อย่างสุดความสามารถ จนได้ถ่านมาทำอาหาร มองได้เท่านี้จริงๆค่ะ<br /><br />     <span style="color: #ff0000">ในทางกลับกันความละเอียดของจิตในภูมิของอรูปพรหมหรือแดนสุทธาวาส มหาวิษณุฯทรงมีสายพระเนตรต่างไปจากปุถุชนได้ชัดเจน โดยทรงพินิจพิจารณาได้ลึกซึ้งอย่างคิดไม่ถึง ถ้าข้อสังเกตนี้เป็นประโยชน์ต่อท่าน ขอกราบถวายอานิสงส์ทั้งหมดแด่มหาวิษณุเจ้าจากใจของแม่ล่ม</span></p>
<div id="wpfa-2789" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773647310.jpg" target="_blank" title="มหาวิษณุเจ้า.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;มหาวิษณุเจ้า.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a0/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ธารธรรมคำสอน by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Mar 2026 07:34:06 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ธารธรรมคำสอน
&nbsp;
     “”ไม่ส่งต้นฉบับ ฤามีทางอื่นไป แล้วเหรอเจ๊ ?”     เจอหน้ากันเช้าวันที่ ๑๓ เมษายน ๕๖ ที่ผ่านมา ก่อนขึ้นรถเดินทางไปเทพอุทยานสอยดาว โรงเจหมื่นประทาน จ.จันทบุรี ภูเตศวร...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000">ธารธรรมคำสอน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     “”ไม่ส่งต้นฉบับ <strong>ฤามีทางอื่นไป</strong> แล้วเหรอเจ๊ ?”<br /><br />     เจอหน้ากันเช้าวันที่ ๑๓ เมษายน ๕๖ ที่ผ่านมา ก่อนขึ้นรถเดินทางไปเทพอุทยานสอยดาว โรงเจหมื่นประทาน จ.จันทบุรี ภูเตศวรก็ถามไถ่ด้วยประโยคข้างต้น<br /><br />     “ยังส่งอยู่ แต่ขอให้แข็งแรงกว่านี้ก่อนจ้า”<br />     <br />     “ไหนพี่บอกว่าเขียนไว้แล้ว ถ้าไม่สะดวก พี่เอาต้นฉบับมาหนูจะช่วยพิมพ์ให้” คุณชูศรีอาสา ตามด้วยน้องอี๊ด ทัศพร<br /><br />     “หนูพิมพ์ให้อีกคนก็ได้ค่ะ ยังคิดเลยว่าพี่ลงตอนใหม่แล้วแต่หนูพลาดยังไม่ได้อ่าน แอบเปิดดูในเว็บอ่านตอนเก่าอยู่หลายรอบเลย”<br /><br />   <span style="color: #0000ff">  ที่ขอช่วยพิมพ์กันเพราะน้องๆทราบว่าแม่ล่มมีปัญหาวุ้นในตาดำเสื่อม เห็นแสงฟ้าแลบเป็นระยะประกอบการร่ายรำของฝูงแมลงหวี่ผ่านตาไปมา นั่นไม่เป็นอุปสรรคค่ะ หนักตรงปวดหลังมากกว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “ขอบคุณค่า ที่บอกว่าเขียนไว้แล้วคือโครงเรื่องคร่าวๆ กับชื่อตอนเท่านั้นเอง ไม่มีรายละเอียดอะไร เวลาจะเล่าก็พิมพ์ไปเรื่อยๆ บางทีนึกอะไรขึ้นมาก็แทรกไปตามสถานการณ์ เลยให้ใครช่วยไม่ได้จริงๆ”</span><br /><br />     “นานเป็นเดือนแล้วนะพี่” คุณชูศรีย้ำ<br /><br />     “กลับจากสอยดาวจะรีบทำให้จ้า” แม่ล่มหมายถึงกลับจากโรงเจ ของอาอี๊ ที่อำเภอสอยดาว ซึ่งชาวคณะส่วนใหญ่กำลังรอพลพรรครักษ์ธรรม กว่าห้าสิบชีวิตอยู่ตรงจุดนัดพบ พร้อมหน้าเมื่อไหร่ ล้อก็พร้อมหมุนเมื่อนั้น<br /><br />     <span style="color: #0000ff">ก่อนหน้านี้มีเสียงเตือนจากน้องวีณะชา ณ. เชียงใหม่เหมือนกัน ทำเอารู้สึกผิดที่เงียบหายไปโดยไม่บอกกล่าว มีคนในครอบครัวที่ทราบว่าแม่ล่มต้องเวียนพบแพทย์เป็นระยะ อาการไม่หนักหนามากมาย แต่มีปัญหาตรงแพ้ยาที่ใช้รักษา กว่าจะปรับตัวปรับยาให้เข้ากันพออาศัยกันได้ตามอัตภาพ ก็เหนื่อยทั้งแพทย์และคนไข้</span><br /><br />     เรื่องจริงมีอยู่ว่า กลับจากวันมาฆบูชาและงานผูกพัทธสีมาที่วัดป่าชนะสงครามครั้งนั้น อาการภูมิแพ้ก็กำเริบ อาจเป็นเพราะฝุ่นละอองมาก อากาศร้อน นอนน้อย มาเกือบสัปดาห์ขณะเตรียมงานจนถึงวันกลับ ทำให้เหนื่อย เพลีย และหมดแรง วันๆดื่มได้แต่น้ำ กับข้าวต้มเปล่าโรยเกลือพอกล้อมแกล้มประทังหิว เลยนั่งพิมพ์หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้<br /><br />     <span style="color: #800080">วันนี้ฟื้นตัวพอสมควร เลยขอเป็นตอนพิเศษ เนื่องในโอกาสพิเศษสองวาระที่แม่ล่มกับชาวคณะได้ไปร่วมงาน และได้สดับข้อคิดทางธรรมที่ครูบาอาจารย์กับเทพพรหมทั้งหลายเมตตามอบให้ แม่ล่มรู้สึกเสียดายหากสิ่งเหล่านี้จะลบเลือนไปตามกาลเวลา จึงขออนุญาต จากญาติมิตรทางธรรมบันทึกไว้ให้อ่าน เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าอาจมีประโยชน์สำหรับท่านที่สนใจ</span><br /><br />     <span style="color: #ff0000">เมื่อวันที่ ๑๖ – ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ชาวคณะธรรมะ ๕ นาที กับญาติธรรมกลุ่มใหญ่ เดินทางไป อ.สวรรคโลก จ, สุโขทัย เพื่อร่วมพิธีไหว้ครูบูชาเทพพรหมฝ่ายหมอยาพื้นบ้าน ของ อ.เด่น คุณพ่อน้องปูน แม่บายศรีคนเก่งของเรา</span><br /><br />     แม่ล่มค่อนข้างแน่ใจว่างานนี้ มหาฤาษีท่านคงมีพระเมตตาเสด็จโปรดเจ้าภาพ อาจได้สดับรับฟังธรรมะจากพระโอษฐ์พอให้ลูกหลานคลายความระลึกถึง จึงตั้งจิตขอให้เดินทางไปกับหมู่คณะอย่างราบรื่น อย่าไปเจ็บไข้ให้เป็นภาระเพื่อนพ้องน้องพี่ในระหว่างทางทั้งไปและกลับ<br /><br />     หลังผ่านพิธีครอบเศียรแล้ว เราได้กราบพระบาทมหาฤาษีจริงๆ ความปีติยินดีมีมากล้น ท่วมท้นหัวอกจนมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้<br /><br />     <span style="color: #ff0000">“จะนั่งมองข้าอีกนานมั้ย จะได้บอกเจ้าภาพเก็บค่าดูคนละร้อย”</span><br /><br />     ทรงสัพยอก เพราะทรงเห็นเราได้แต่จับจ้องมองท่านอย่างมีความสุข ต่างก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ยิ้มกันไปยิ้มกันมาอยู่พักใหญ่ บรรยากาศจึงกลับมาอบอุ่น อิ่มธรรมอีกครั้ง เมื่อทรงเริ่มประทานข้อคิด เตือนใจ ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาธรรมยิ่ง รายละเอียดต่างๆ คุณชูศรีได้นำจากทวิตของภูเตศวรมาลงไว้ในเฟสบุ๊คแล้ว แต่แม่ล่มคิดว่ามีญาติธรรมส่วนใหญ่ที่อาจพลาดการติดตาม จึงขอคัดมาลงพอควรแก่ธรรมนะคะ<br /><br />     ทรงเริ่มปรารภเรื่อง<span style="color: #ff0000"> “การวางอุเบกขา”</span> เป็นสิ่งแรก ตามด้วยสิ่งที่ทรงต้องการให้ลูกหลานควรปฏิบัติตัวว่า<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> “เทวดาน่ะ รักและเมตตาลูกหลานทุกคน แต่ถ้าลูกหลานทำเลว ทำชั่วไม่เชื่อฟัง เทวดาก็อุเบกขา เทวดาที่อยู่สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งอุเบกขามากเท่านั้น”</span><br /><br />     “ข้าสอนลูกหลานให้มีสติ รู้จักคำว่าพอ รู้จักวาง รู้ว่าอะไรเป็นอนิจจัง อนัตตา ส่วนใครจะทำได้ ไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวกะข้า ถือเป็นกรรมของมัน”<br /><br />    <span style="color: #008000"> “เวลาบุญเก่ากำลังส่งเสริมก็อย่าไปเหิมเกริม อย่าประมาท ใครจะไปรู้ว่าผลกรรมชั่วมันรองับกบาลเอ็งอยู่วันนี้พรุ่งนี้ หรือไม่ก็อึดใจนี้ล่ะ”</span><br /><br />     “ไอ้คุณธรรมความดี มันมีอยู่ในใจมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว มีสติก็รู้ดีรู้ชั่ว แต่ที่ไม่เห็นดีชั่วก็เพราะแพ้ตัวกิเลสตัณหามาปรุงแต่งมากกว่า”<br /><br />     <span style="color: #ff0000">“ยศศักดิ์อำนาจ ถ้าอยู่กับคนดีมีธรรมะโลกมันก็เจริญ แต่ถ้าไปตกอยู่กับคนมืดบอด อย่าว่าแต่โลกเลย ตัวเจ้าของยังบรรลัยเพราะไอ้ตัวนี้แหละ</span><br /><br />     มนุษย์นี้มันก็แปลก ถ้าไอ้แค่ทรัพย์สมบัติของสมมติหยาบๆ ยังหวงยังแหน ยังปลดยังวางไม่ได้ จะแค่นสอนคนให้วางโลกทำฉิบหายอะไร<br /><br />    <span style="color: #008000"> ความสุขนะรึ หาง่ายจะตาย แค่หลับตาลง ทำใจให้สงบ เอ็งก็พบหน้ามันแล้ว ก็เพราะไอ้ความไม่รู้สติ คอยมองหาแต่ความสุขภายนอกตัว มันเลยหลอกเอาหลอกเอาสิวะ</span><br /><br />     พระท่านก็บอกแล้ว นัตถิ สันติ ปะรัง สุขขัง สุขใดเหนือความสงบไม่มี เป็นชาวพุทธฉิบหายอะไร ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ทิ้งใจไปเอาของอนิจจังมาปรนเปรอจิต<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> เป็นทุกข์วิ่งหามาทั้งชีวิต แล้วก็มาทิ้งไว้ ทำเพื่อกายที่อยู่กะเอ็งไม่นาน ทีไอ้จิตไอ้ใจที่ตามไปทุกภพทุกชาติไม่เคยเหลียวแล ไม่บ้า จะเรียกอะไร</span><br /><br />     แทนที่จะเอาความดีเอาบุญกุศลพาตัวเองรอด ดันเอากิเลสตัณหามาลากมาถ่วง ถามจริงๆเถอะวะ วันๆเอ็งบอกตัวเองเรื่องปลดวางกี่หน เรื่องสนองกิเลสตัณหากี่หน<br /><br />    <span style="color: #008000"> พวกเอ็งมันคอยบ่นแต่ทุกข์ แต่ไม่เคยวิ่งหนีทุกข์ มีแต่ตามก้นมันต้อยๆ ข้าถึงว่าจะอธิษฐานมาทำฉิบหายอะไร ตั้งสติหาปัญญา วางมายาโลกก่อนตายเหอะว้า...</span><br /><br />     ตามโลก ตามกิเลสตัณหา ไม่จบหรอก ก็มันของมายาทั้งนั้น ทำตามธรรมะที่พระท่านบอกสอนน่ะ มีวันจบแน่ๆ ไม่พ้นทุกข์ก็ขอให้ถึงบ้าน อย่าให้หลงทางล่ะ”<br /><br />     ท่านสอนเรื่อง “หลักการเจริญสติ” ว่า<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> “มนุษย์แปลว่า ผู้มีใจสว่าง สว่างด้วยปัญญาไง ถ้ามีสตินะ พบเห็นอะไรผ่านเข้ามา ถ้าพิจารณาอย่างมีสติ จะเห็นเป็นปัญญาสอนใจทั้งนั้น ปัญหาคือตัวไม่มีสติ</span><br /><br />     มีใครไม่รู้ประวัติพระพุทธเจ้าบ้าง รู้ทั้งสิ้น... แต่ไม่น้อมมาสอนตน ท่านทิ้งสมบัติโลก แต่พวกเอ็งตะกายหา แล้วแหกปากบอกตัวเอง บอกคนอื่นว่าอยากนิพพาน<br /><br />     <span style="color: #008000">อย่าว่าแต่ทิ้งโลก แค่ไม่มีอย่างที่คนอื่นเขามีหน่อยนึง ก็ทุกข์จนใจจิตดิ้นพราดๆแล้ว อยู่กับความอยากได้ อยากมีไม่รู้เว้นรู้วาง หน็อย.. อยากไปพระนิพพาน</span><br /><br />     กะอีแค่สละสมบัติ ทำบุญทำกุศลยังยาก กะอีแค่แผ่เมตตาไม่ต้องเสียทรัพย์ซื้อหายังตระหนี่ถี่เหนียว จะมาแค่นอะไรเรื่องวางโลก ขืนรอพวกเอ็ง เหงือกแห้งสิ<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> พอพูดอย่างนี้ พวกเอ็งก็แอบเถียง ก็ยังต้องกินต้องใช้ พูดง่ายแต่ทำยากนะปู่ เออ... ถ้าง่ายจะมานั่งทุกข์อยู่ตรงนี้ทำฉิบหายอะไร งั้นเอ็งรอตายค่อยทำสิ</span><br /><br />     ไม่หวังให้ถึงกับวางได้หรอก แค่ละกับลด ข้าก็หมดปัญญาสอนแล้ว สังขารข้ามันถึงต้องจูงพวกเอ็งเข้าวัดทำบุญ ฝากให้พระท่านสอนก่อนหนีบวชไงล่ะ” <br /><br />     เรื่อง “กรรม กรรมลิขิต การตั้งสัจจาธิษฐาน” มหาฤาษีทรงอธิบายว่า<br /><br />    <span style="color: #008000"> “ไม่มีอะไรในชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญหรอก เป็นเรื่องของกรรมลิขิตทั้งนั้น มาจากกรรมดีและชั่วของตัวเอง และสัจจาธิษฐานทั้งสิ้นแหละ</span><br /><br />     ที่เทวดาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ก็เหมือนกัน มันก็ต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่อยู่ๆก็มาเสือกเรื่องของพวกเอ็งได้ที่ไหน เทวดาก็มีกรรมของเทวดา<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> เรื่องตั้งสัจจะนี่สำคัญ จะตั้งก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ให้เป็นเรื่องดีมีศีลธรรม เป็นการทำบารมีเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเพาะบ่มกิเลสตัณหา</span><br /><br />     เวลาอยู่ข้างบนก็กระเหี้ยนกระหืออยากสร้างบารมี พอลงมาเจอกิเลสตัณหาก็ลืมหมด พอเจอทุกข์ก็ร้องไห้กระจองอแง ถุยๆๆ แล้วจะลงมาฉิบหายอะไรล่ะ<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> ทีนี้ก็เดือดร้อนเทวดาละซิ ขืนไม่ช่วยก็ม้วยมรณ์ถอนไม่ขึ้น แทนที่มันจะสร้างบารมี เลยกลายจะไปสร้างบาปตกนรกแทน ข้าถึงอยู่ร้อนนอนทุกข์นี่ไง”</span><br /><br />     เรื่อง “หลงโลก” ทรงให้แง่คิดมากมาย แม้เป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ แต่จะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นกับตัวเองเป็นสำคัญ<br /><br />     “เรื่องหลงโลกมันจะมีอะไร นอกจากตัณหาราคะ ยิ่งไอ้กามราคะนี่มีใครสอนพวกเอ็ง เก่งเองทั้งนั้น โตขึ้นหน่อยก็สั่นระริกแล้ว อย่างสตินี่สอนให้ตายก็เหลว.....เรื่องของเรื่องมันไม่มีอะไรร้อก ก็แค่เรื่องกิเลส หลอกใจให้หลง ปลงไม่ได้แหละว้า ขนาดข้ายังไม่พ้นทุกข์เลย ได้แต่บ่นกะอุเบกขาๆ ไปวันๆ”<br /><br />    <span style="color: #008000"> “มนุษย์อย่างพวกเอ็งน่ะ ลงท้ายตายเพราะกิเลสมันลากจูงให้หลงยศหลงศักดิ์ หลงคำยกย่องว่าเลิศคน ..... ฤาษีที่ยังกราบพระอย่างข้า มีหรือจะกล้าสอนอะไรต่อ ก็ต้องนิ่งเงียบไปเท่านั้นสิ</span><br />     <br />     ไอ้สังขารข้ามันก็บอกกับพวกเอ็งอยู่ปาวๆ หน้าที่มันคือนำคนเข้าวัดสร้างบารมี ส่วนเรื่องการสั่งสอนให้บำเพ็ญสู่ความพ้นทุกข์ เป็นหน้าที่ของสงฆ์ท่านโดยตรง หมดหน้าที่สังขารก็ไปบวช เหลือพวกเอ็งละนะ จะตัดจะวางโลกหรือให้โลกวาง ก็อยู่ที่ตัวเอ็งล่ะใครกลับไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวกะข้ากะสังขารแล้ว”<br /><br />     เรื่อง “การกระทำยัญญพิธี” ที่ถูกต้อง ในทัศนะของมหาฤาษี ต้องเป็นเช่นนี้ค่ะ<br /><br />     “มันก็ไอ้ของสมมติ ถ้าทำใหญ่ทำโตเพื่อโอ้อวดว่ากูเก่งกูเลิศกว่าใคร ยิ่งบัลลัยหนัก ทำเพื่ออวดกิเลสตัณหา มันจะดีอย่างไร เอาแต่ถูกควรก็พอแล้ว<br /><br />     <span style="color: #008000">บวงสรวงขอพร บอกกล่าวเทวดา เรื่องบุญเรื่องกุศลในพระศาสนา ให้ท่านช่วยโมทนา ช่วยหนุนส่งน่ะมันควร แต่ไอ้ทำอวดคน ข่มคนอย่าคิดว่าเทวดาจะโปรด เทวดาชั้นสูงท่านสอนแม้กระทั่งไม่ให้ยึดท่าน ประสาอะไรกะเรื่องบวงสรวงทำถวายท่าน ท่านก็โมทนา ท่านไม่มาว่งมาเหวยอะไรหรอกมีแต่พวกตีนศาลสิกิน</span><br /><br />     ยัญญพิธีดี อยู่ที่เจตนาดี เพื่อหนุนส่งการทำดี เจ้าภาพกับผู้กระทำพิธีมีใจบริสุทธิ์ในการจัด นั่นแหละดีจริง ......”<br /><br />     ทรงสอนเรื่อง”การปล่อยวาง การพ้นทุกข์ และหาการพ้นทุกข์”<br /><br />     “ทุกวันนี้มีแต่คนพูดถึงเรื่องการปล่อยวาง เพราะรู้ทุกคน แต่รู้แบบสัญญาคือ ความจำ หมายรู้ว่านั่นคือหนทางพ้นทุกข์ พูดน่ะมันง่าย แต่ทำสิมันยาก<br /><br />     เรื่องพ้นทุกข์ไม่ใช่เรื่องคิดฝัน นั่งฝันเอาที่ไหน พูดกะเขียนจะไปยากอะไร จำเขามาก็ทำได้ ทุกวันนี้พระอรหันต์ คือหันมองชาวบ้านเลยเกลื่อนเมือง<br /><br />     ข้าถึงบอกว่า ข้าไม่เคยหวังจะให้ลูกหลานปลดวางได้ซะทีเดียว เอาแต่ละ กะลดได้บ้างข้าก็ดีใจแล้ว ขอให้มีบุญกุศลหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ แค่ถึงบ้านก็ยังดี<br /><br />     ทำกุศลทำความดีไว้ ตายไปมันก็ไม่ตกนรก ไม่ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ไม่ไปสองภูมินี้ก็มีโอกาสพบพระศาสนา พบพระสงฆ์ หนทางพ้นทุกข์ก็ยังเปิดกว้างรอเอ็งอยู่<br /><br />     <span style="color: #008000">การจะพ้นทุกข์ได้ มันต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ ความพากเพียรแบบไม่ย่อท้อ การทำความเพียรก็ต้องเรียกว่า ตายเป็นตาย เอาตายมาแลกนั่นแหละถึงจะเห็นผลจริง</span><br /><br />     ก็เพราะว่ายาก พอทำยากก็ไม่เห็นผล ไม่เห็นผลก็ท้อแท้แล้วก็ทิ้ง สังขารข้าเคยบวชเรียนมามันรู้ มันถึงไม่ค่อยพูดเรื่องพ้นทุกข์ที่ทำยากมานานแล้ว<br /><br />     มันรู้แต่ว่า ถ้าจะรบกับกิเลส มันต้องวางภาระทางโลกก่อน ค่อยไปสู้กับมันในเครื่องแบบนักบวช ให้มันเต็มกำลังจิตกำลังใจ ให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปทีเดียวเลย<br /><br />     ข้าถึงบอกไง พวกเอ็งเอามันตรงศีลห้าก่อนเถอะว้า ฝึกให้มีเมตตากะมุทิตา ไม่อิจฉาริษยา นั่งนินทาใครก็เลิศคนแล้ว แค่นี้ยังทำไม่ได้ เอ็งจะหวังนิพพานอะไร?”<br /><br />     ทรงทิ้งท้ายสอนเราในเรื่อง”ความริษยา อาฆาต และทิฐิมานะ” ได้น่าฟังมาก สะเทือนใจคนฟังเหลือหลาย<br /><br />     <span style="color: #ff0000">“ธรรมะจะตั้งประดับอยู่ในใจคนที่มีสติเท่านั้น เพราะคนมีสติ ถึงจะรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร เพื่ออะไร ถูกหรือผิด ไม่ใช่ทำตามอารมณ์ของกิเลสตัณหา</span><br /><br />     ตัวอารมณ์นี่แหละสำคัญ เป็นทุกขเวทนาที่เผาใจสัตว์โลกอยู่ไม่เว้นไม่วาง โดยเฉพาะตัวริษยา ตัวอาฆาตพยาบาทอยากทำร้าย ทำลายคนอื่น มันยิ่งกว่าไฟนรก<br /><br />    <span style="color: #008000"> คนที่โดนไฟพยาบาทเผาหัวใจ ไม่ใช่จะทุกข์แต่ในเวลามีชีวิตนี้เท่านั้น... ตายไปยังต้องไปรับทุกข์ในนรกอีก ... พวกเอ็งว่ามันน่าสมเพชเวทนาขนาดไหนลองคิดดู</span><br /><br />     ของที่เขาส่งมาให้ ถ้าเราไม่รับก็ตกคืนเจ้าของ พระท่านถึงสอนให้อย่าไปโกรธตอบ ทั้งยังต้องแผ่เมตตาให้เขาเสียอีก ตรงนี้สำคัญเพราะใจเราจะเยือกเย็น.......<br /><br />     <span style="color: #ff0000">..ความเยือกเย็นใจ จะดับกระแสร้อนแห่งความพยาบาทไม่ให้กระทบได้”</span><br /><br />     “คนฉลาดหาความสุขกายเย็นใจเข้าตัว มีแต่คนโง่เท่านั้นที่หาทุกข์ใส่ตัว นั่นแหละถึงมีคนยอมเหนื่อยยากลำบากกายใจ ทำเพื่อให้เขาชื่นเขาชมแค่นั้นก็พอใจ<br /><br />     <span style="color: #ff00ff">ทิฐิ</span>มานะถ้าเอามาใช้สู้กิเลสก็ได้พออาศัย แต่เอามาเพื่อทำร้าย ทำลายตัวเอง เพื่อเอาชนะคนอื่นนี่เขาเรียกว่าโง่เง่า เอาชีวิตจิตใจไปแลกกะของไร้ค่า<br /><br />     เริ่มต้นเกิดมามันก็ทุกข์เรื่องกิน หมดเรื่องกินก็มาเรื่องกาม พอมีกินมีกามลงท้ายก็เรื่องเกียรติ คนมันจะยอมตายกะไอ้สามอย่างนี้แหละ” <br /><br />     เราทุกคนกราบพระบาทมหาฤาษีด้วยความสำนึกในพระกรุณาเป็นที่สุดพร้อมกันอีกครั้ง ก่อนส่งเสด็จกลับในเวลาบ่ายจัด</p>
<div id="wpfa-2786" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773646446.jpg" target="_blank" title="พิธีไหว้ครูอาจารย์เด่น.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;พิธีไหว้ครูอาจารย์เด่น.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๑๐ พระปรีชาญาณ (๒) by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93-%e0%b9%92-by-%e0%b9%81/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Mar 2026 06:24:11 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๑๐ พระปรีชาญาณ (๒)
&nbsp;
     ธรรมะ ข้อคิดเตือนใจที่มหาเดวะ มหาฤาษี และมหาวิษณุทรงอบรมสั่งสอนคนใกล้ชิดภูเตศวร ตามโอกาสที่ทรงเห็นเหมาะสมนั้นล้ำค่าเหลือแสน แม่ล่มนั้นนับว่าโชคดีอย่าง...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #3366ff">ตอนที่ ๑๐ พระปรีชาญาณ (๒)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     ธรรมะ ข้อคิดเตือนใจที่มหาเดวะ มหาฤาษี และมหาวิษณุทรงอบรมสั่งสอนคนใกล้ชิดภูเตศวร ตามโอกาสที่ทรงเห็นเหมาะสมนั้นล้ำค่าเหลือแสน แม่ล่มนั้นนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ได้สดับรับฟังธรรมะโดยตรงจากทุกพระองค์ ในยามต้องต่อสู้กับ”เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น” จนผ่านพ้นช่วงนั้นมาได้<br /><br />     <span style="color: #0000ff">แม้วันนี้มิได้เสด็จให้กราบพระบาทดังเช่นก่อน หากเกิดปัญหาใดๆก็ตาม ยังรำลึกนึกถึงพร้อมน้อมนำทุกถ้อยรับสั่งที่ทรงเคยอบรมสั่งสอนมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจนลุล่วงไปด้วยดีก็นับครั้งไม่ถ้วน ที่ประมาทเลินเล่อ เผลอสติ เพราะความต่ำต้อยด้อยปัญญา ผลของการไม่ระมัดระวังกาย วาจา ใจนั้น ก็ย้อนกลับมาทำลายจิตใจให้ซวนเซเกือบเสียหลักก็มีมิใช่น้อย</span><br /><br />     พระมหากรุณาธิคุณอันมหาศาลนี้ ขอจารจดไว้ในหัวใจแม่ล่มตราบสิ้นชาติขาดภพเลยทีเดียว<br /><br />     หากธรรมะสิ่งละอัน พันละน้อยที่จะเล่าต่อไปนี้ มีประโยชน์บ้าง ขอกราบถวายอานิสงส์อันน้อยนิดไว้แทบเบื้องพระยุคลบาททุกพระองค์หมดหัวใจ<br /><br />    <span style="color: #0000ff"> มหาศิวะเจ้าหรือมหาเดวะที่เราเรียกขาน จะเสด็จเฉพาะงานสำคัญหรือพระราชพิธีเท่านั้น และจะทรงสอนตรงไปตรงมาออกจากจิตล้วนๆ แม้ได้เฝ้าไม่กี่ครั้ง แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ ยามใดที่แม่ล่มมีทุกข์ จนตรอกอยู่กับความหดหู่ และจิตใจเศร้าหมอง ทรงมีพระเมตตาเสด็จสั่งสอนให้ได้คิดเฉพาะตัว ครั้งหนึ่งแม่ล่มมีเรื่องเสียใจ วิ่งร้องไห้ออกจากบ้านไปตามถนนเหมือนคนขาดสติ ทรงสอนและตั้งคำถามว่า</span><br /><br />     “โง่มาก..ที่ทำเช่นนั้น การวิ่งออกไปอย่างขาดสติด้วยอารมณ์โกรธ หากพลาดพลั้งถูกรถชนตาย แล้วผลจะเป็นอย่างไร”<br /><br />     “คงเป็นสัมภเวสี อยู่กลางถนนเพคะ”<br /><br />     “<span style="color: #ff0000">ได้เป็นแน่ๆไม่ใช่คง..จำไว้</span>..การเป็นคนของเทวดาและเป็นลูกพระพุทธเจ้านั้น ต้องเชื่อเรื่องกรรม ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกันทั้งสิ้น ตั้งสติแล้วพิจารณาให้ดี” ทรงสำทับ<br /><br />     <span style="color: #ff0000">มหาวิษณุทรงรอบรู้วิทยาศาสตร์ชั้นสูงเป็นพิเศษ ทรงรับสั่งให้เรามองท่านเป็นพลังงานอย่ามองแบบเป็นรูปร่าง ทรงให้ธรรมะมากครั้งกว่ามหาเดวะ เพราะเสด็จค่อนข้างบ่อยในช่วงแรก</span><br /><br />     มีหลายครั้งที่ลูกศิษย์ปรับทุกข์ อยากถูกหวย อยากรวย อยากเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งทรงสอนว่า<br /><br />     “ชีวิตในโลกนี้สั้นนัก จงอย่าประมาท ถ้าเทวดา เทพ พรหมทั้งหลาย สามารถบันดาลความสุขสบาย ความสำเร็จ สมหวัง ร่ำรวยเงินทอง ยศศักดิ์ ต่างๆให้ลูกหลานได้ ทุกพระองค์ก็พร้อมที่จะอวยให้ พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า<br /><br />     กัมมัสโกมหิ เรามีกรรมเป็นของของตน<br /><br /><span style="color: #0000ff">     กัมมะทายาทา มีกรรมเป็นผู้ให้ผล</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     กัมมะโยนิ มีกรรมเป็นแดนเกิด</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     กัมมะพันธุ มีกรรมเป็นผู้ติดตาม</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     กัมมะปฏิสะระณา มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย</span><br /><br />     ใครเลยจะล่วงกฎแห่งกรรมได้ ถ้ามิใช่พระอรหันต์”<br /><br />     บางครั้งพระสุระเสียงของมหาวิษณุที่กำลังให้ธรรมะข้อคิดต่างๆ ราวกับล่องลอยมาจากปลายฟ้าอันไกลโพ้น ก็กระทบจิตแม่ล่มที่นั่งพิงเสาบ้าน ข้างบัลลังก์ หน้าตาซีดเซียว ผ่ายผอมด้วยโรคร้ายกำเริบ ให้หันกลับมามองผู้คนมากหน้าหลายตาที่บ่ายหน้ามาหาที่พึ่ง ซึ่งกำลังพนมมือฟังอย่างพินิจพิเคราะห์<br /><br />     ทรงมีพระประสงค์เน้นย้ำว่า<span style="color: #ff0000">ทุกคน อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น แม้แต่เทพพรหมสูงส่งอย่างไรก็ไม่เว้น</span><br /><br />     นี่คือตัวอย่างที่บางครั้งทรงสอนคนอื่น แต่ก็กระทบใจแม่ล่มให้เลิกฟูมฟาย หยุดโทษนี่โทษนั่นแล้วกลับมาอยู่กับความเป็นจริงของปัจจุบันตรงหน้าว่าทุกอย่างที่ได้รับคือวิบากของกรรมที่เคยทำไว้ ดีกว่าจมอยู่กับอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว อย่างที่เคยเล่าไว้ว่าประโยคที่รับสั่งบ่อยมากเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ<br /><br />     ”รู้แล้วได้อะไร ไม่รู้แล้วได้อะไร”<br /><br />     มหาฤาษีจะเสด็จแทนพระองค์มหาวิษณุในระยะหลังมากขึ้น แม่ล่มและคนใกล้ภูเตศวรเคยใช้เครื่องบันทึกพระสุระเสียงทุกพระองค์ แต่สิ่งที่ได้คือไม่มีข้อความใดๆปรากฏให้ได้ยินเลย จนครั้งสุดท้ายที่มหาฤาษีเสด็จที่บ้านของน้องนุช ลูกสาวแม่ชีสุภาเมื่อวันที่เธอทำบุญบ้าน (วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ) แม่ล่มขอพระวโรกาสบันทึกธรรมะที่ทรงแสดงให้ลูกหลานชาวธรรมะ ๕ นาทีไว้เป็นที่ระลึก จึงได้ข้อความมาเป็นบางส่วน ซึ่งจะขอนำมาเขียนไว้ตอนท้ายนะคะ<br /><br />     มหาฤาษีทรงใช้ภาษาง่ายๆแบบบ้านๆ ทรงเจ้าสำบัดสำนวน บางคำทรงสร้างขึ้นจากรูปลักษณ์ภายนอก<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> “ทำไมปู่เรียกรถยนต์ว่าไอ้ตู้ เรียกมอเตอร์ไซค์ว่าไอ้ตั่งล่ะเจ้าคะ”</span><br /><br />     แม่ล่มยังงงกับคำที่ทรงบัญญัติใช้ ฟังคำทรงเฉลยแล้วเห็นภาพ หายสงสัยเป็นปลิดทิ้ง<br /><br />     “ก็มันเหมือนตู้ แล้วก็เหมือนตั่งหรือม้านั่งที่ติดเครื่องวิ่งได้ทั้งคู่ไงล่ะ”<br /><br />     “ฟังดูเป็นภาษาโบราณมากเลยนะเจ้าคะ”<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> “ก็ข้าเป็นคนโบราณ เป็นฤาษีโคนต้นไม้นี่นา”</span><br /><br />     มหาฤาษีทรงถ่อมพระองค์เช่นนี้เสมอ ทำให้เห็นว่าอย่าว่าแต่มนุษย์ผู้บำเพ็ญจิตหลุดพ้นแล้วเลย แม้แต่เทพพรหมทั้งหลายยังแสดงให้ประจักษ์แก่ใจว่ายิ่งมีภูมิจิตภูมิธรรมสูงส่งเพียงใด ความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความรัก เมตตาและอ่อนโยนต่อเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายยิ่งมากเสมอกัน<br /><br />     เรื่องที่ทรงสอน มีตั้งแต่ธรรมะระดับพื้นๆ ฟังง่าย ไม่มีความรู้ก็เข้าใจ นานวันเข้าก็ขยับขึ้นเป็นธรรมะระดับโลกุตระธรรม<br /><br />     อย่างแรก <span style="color: #ff0000">ทรงสอนเรื่องอนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น รู้ว่าอยากได้อะไร รักอะไร หวงแหนสิ่งใด รอไปเถอะ จนกว่าเลิกหวัง เลิกรอ สิ่งนั้นจะกลับมาเป็นของเราแบบไม่คาดฝัน</span> บางครั้งได้มาแล้วชื่นชมไม่ทันไร ทรงหยิบยื่นให้คนอื่นไปต่อหน้าต่อตาเสียอย่างนั้น เรื่องนี้คุณรัตน์ซาบซึ้งดีที่สุด<br /><br />     เราทราบว่าทรงเสวยหมาก ทุกคนจึงจ้องชานหมากอยากเก็บไว้บูชาเป็นที่ระลึก ใครขอท่านก็ประทานให้ง่ายดาย แต่เราลองขอบ้างท่านจะไม่ประทานให้แม้แต่สักครั้งเดียว รวมถึงคุณรัตน์ด้วย<br /><br />     “วันหนึ่งท่านยื่นชานหมากให้อย่างไม่คาดคิดมาก่อน ทั้งๆที่อยากได้มานาน หนูดีใจมากเก็บงำอย่างดีเลยเพราะกลัวหาย แต่ได้ชื่นชมอยู่ไม่เท่าไหร่ อยู่ๆท่านก็บอก..ไอ้หมี ข้ายืมชานหมากเอ็งให้ไอ้คนนี้ก่อนนะ..หนูงี้เสียใจแทบน้ำตาร่วงรู้สึกเสียดายที่สุด”<br /><br />     นานพอควรทีเดียว คุณรัตน์จึงได้ชานหมากใหม่ทดแทนคำเดิม ทุกวันนี้ชานหมากคำนั้นคุณรัตน์บูชาติดตัวตลอดเวลา เจอะเจอก็ขอเธอชื่นชมได้ค่ะ<br /><br />     ส่วนแม่ล่มนั้น รอชานหมากนานและได้รับการประทานเหมือนคุณรัตน์ แต่แตกต่างในรายละเอียดโดยสิ้นเชิง<br /><br />     “เอ้า..แบมือมา” แม่ล่มไม่คิดว่าเป็นตัวเองที่ทรงเรียก จึงนิ่งเงียบ<br /><br />     “ปู่เรียกให้รับชานหมากค่ะ”<br /><br />     เสียงคุณรัตน์เรียกจึงได้สติ คลานเข่าเข้าไปรับอย่างปลื้มปิติ ทรงคายชานหมากใส่อุ้งพระหัตถ์ กำไว้หลวมๆ แล้ววางลงกลางฝ่ามือแม่ล่ม พร้อมกับกดนิ้วให้แม่ล่มกำมือให้แน่น ขณะนั้นรู้สึกประหลาดใจที่ชานหมากเคลื่อนไหวเบาๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมไม่ตกใจแล้วสะบัดมือทิ้งตามสัญชาตญาณ กลับทำเพียงคลายมือออกช้าๆ ยื่นไปข้างหน้าเพื่อให้คนอื่นช่วยกันดูว่าเกิดอะไรขึ้นในมือตัวเอง<br /><br />     ท่ามกลางเนื้อของชานหมากที่ยังไม่แหลกดี สีเขียวของพลู สีแดงของหมากกับปูน มีวัตถุเล็กประมาณนิ้วหัวแม่มือ สีนวลปนอยู่ จึงจับขึ้นมาดู <span style="color: #ff0000">สิ่งนั้นเป็นพระปิดทวารค่ะ แกะจากงาช้างขนาดองค์กำลังเหมาะที่จะนิมนต์ขึ้นคอบูชา</span> แม่ล่มน้ำตาไหล ซาบซึ้งใจเป็นที่สุด<br /><br />     <span style="color: #0000ff">แต่แม่ล่มได้คล้องคอเพียงครั้งเดียว ก็มีคนงัดบ้านหยิบฉวยท่านไปพร้อมสร้อยที่แขวนและเงินอีกจำนวนหนึ่ง รสชาติความรู้สึกสูญเสียของรักแล้วเป็นทุกข์เริ่มกัดกร่อนใจนับจากนาทีนั้นเป็นต้นมา และหนักหนาขึ้นเป็นลำดับ</span><br /><br />     การอัญเชิญพระอรหันต์ธาตุโดยเฉพาะพระธาตุพระสารีบุตรอัครสาวกผู้ล้ำเลิศทางปัญญา ของมหาวิษณุเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของพวกเรามาก ทรงโบกพระหัตถ์วาดไปกลางอากาศ เมื่อแบออกจะปรากฏ<span style="color: #ff0000">พระธาตุสัณฐานกลมบ้าง รีบ้าง ตรงตามตำราที่บอกว่ามีสัณฐานเหมือนไข่จิ้งจก ผิวสัมผัสเรียบเนียน มีวรรณะสีขาวงาช้างบ้าง สีนวลบ้าง สีชมพูบ้างอยู่กลางฝ่าพระหัตถ์</span> ทรงประทานให้คนนั้น คนนี้ผ่านหน้าแม่ล่มกับคุณรัตน์เกือบทุกวัน แต่ไม่มีพระธาตุองค์ไหนเป็นของเราทั้งสองเลย ตอนนั้นรู้สึกน้อยใจเหลือเกิน ครุ่นคิดแต่ว่าเราคงวาสนาน้อยไร้บุญบารมีจึงไม่มีโอกาสได้รับจากท่าน จนวันที่เราเฉยๆไม่ยินดียินร้าย ไม่เฝ้าจดจ้องว่าเมื่อไหร่จะเป็นของเราเสียทีนั่นแหละ จะทรงประทานให้ทันที<br /><br />     ทั้งกรณีชานหมากที่กลายเป็นพระ และการที่มหาวิษณุทรงอัญเชิญพระสาวกธาตุ ตลอดจนพระบรมสารีริกธาตุในโอกาสต่อๆมานั้น แม่ล่มเคยกราบบังคมทูลถามว่าทรงทำได้อย่างไร มหาฤาษีรับสั่งเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาว่า<br /><br />     <span style="color: #ff0000">“ทุกอย่างประกอบขึ้นจากธาตุ ก็แค่อธิษฐานจิตนำธาตุดิน น้ำ ลม ไฟมาผสมผสานในสัดส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น เรื่องการอัญเชิญพระธาตุก็เช่นกัน เอ็งก็รู้นี่ว่า สสารหรือพลังงานไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสถานะเท่านั้นเอง”</span><br /><br />     อำนาจจิตของท่านช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย!<br /><br />     “ผลของความดี บางครั้งต้องใช้เวลาพอสมควร หัดรู้จักอดทนและรอให้เป็นเสียบ้าง อะไรที่ได้มาง่ายๆมักไม่มีค่า ลาภ ยศถ้ามาในจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจพาเราเสียจิตวิญญาณไปก็ได้”<br /><br />     คำเตือนสตินี้ ทรงให้แม่ล่มเต็มๆ โทษฐานที่โอดครวญเรื่องขั้นเงินเดือน ฟังครั้งแรกก็ฮึดฮัดขัดเคือง ไม่เห็นด้วยย้ำคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ได้รับความยุติธรรม ทรงให้ความเห็นว่า<br /><br />     “ความยุติธรรมของมนุษย์อยู่ที่ความพอใจของคนที่มีอำนาจเหนือเรา เขาก็ว่าเขายุติธรรมแล้วสำหรับคนของเขา แต่ไม่ถูกใจเอ็งจึงไม่ยุติธรรมสำหรับเอ็งไง”<br /><br />     เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ ๗ ปี แม่ล่มเหนื่อยที่จะคิด เบื่อต่อการคาดหวัง และไม่สนุกที่จะลุ้นผลการประกาศรายชื่ออีกแล้ว ซ้ำยังปลงตกว่า คิดไปก็แค่นั้น ยังไงก็ไม่ได้อยู่แล้วจะคิดให้เสียเวลาทำไม<br /><br />     ต้นเดือนตุลาคมของปีที่ ๘ ที่เคยลุ้นระทึกว่าเราจะติดโผไหมหนอ แม่ล่มกลับลืมสนิท ปีก่อนฝึกนักเรียนให้เล่นโขนร่วมกับโรงเรียนในกลุ่มจำนวนหลายร้อยคน เพื่อแสดงในโอกาสฉลองกรุงเทพรัตนโกสินทร์ฯครบรอบ ๒๐๐ ปี ทุ่มเทเวลาฝึกซ้อมเด็กในช่วงเย็นทุกวันไม่เว้นวันหยุด คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานได้ความดีความชอบหมด ยกเว้นแม่ล่มกับพี่สนิทอีกคนที่เก่งเรื่องโขนละครซึ่งเป็นต้นคิดการแสดง ปีนั้นจึงไม่มีอะไรให้เสียเวลาวาดหวัง<br /><br />     แต่..ผลลัพธ์คือ แม่ล่มได้รับการพิจารณาความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ หลังจากปีนั้นไป มีการปรับโครงสร้างระบบราชการใหม่ ปรับฐานเงินเดือนให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ เงินเดือนแม่ล่มจึงพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว และเมื่อผลของการประกาศผลงานวิจัยทางวิชาการตกลงมาว่าผ่าน แม่ล่มจึงมีเงินประจำตำแหน่ง มีค่าวิชาเพิ่มทำให้มีรายได้มากพอที่จะส่งบ้านหลังใหม่ได้ทันที<br /><br />     แม่ล่มเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ..ต้องวางเท่านั้นจึงว่างพอที่จะรับได้..สาธุ..<br /><br />    <span style="color: #0000ff"> เราสองคนพี่น้องถูกสลายอัตตาทุกวิถีทาง เราดิ้นรน ต่อสู้และต่อต้านด้วยความโกรธเคืองในเบื้องต้น แต่เมื่อทรงทำให้เข้าใจถ่องแท้ว่า ตราบใดที่เรายังยึดมั่น มีมานะแรงกล้าเราก็คงวนเวียนมืดบอด</span> เป็นอเวไนยสัตว์ที่อบรมสั่งสอนไม่ได้ตลอดไปในท่ามกลาง และสุดท้ายเราได้คิดว่าโอกาสมาถึงแล้วทำไมไม่เปิดใจให้กว้าง ใครจะมองเราอย่างไร ใครจะเข้าใจอย่างไร ใครจะตัดสินเราอย่างไรไม่สำคัญ เพราะเรารู้ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอย่างน้อยบุพการีก็ปลูกฝัง อบรมสั่งสอนให้เราเชื่อมั่นในคุณงามความดี พ่อแม่ครูบาอาจารย์อันเป็นที่พึ่งที่เคารพทุกรูปก็รับรองพร้อมบอกที่มาที่ไปให้รับรู้ตามที่เคยเล่าไปแล้ว ในขณะที่การศึกษาธรรมะทำให้เชื่อในกรรมและผลของกรรมว่ามีจริง สำคัญที่สุดคือพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าเทพพรหมมีจริงอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราพี่น้องคิดตก มหาฤาษีจึงรับสั่งถามแม่ล่มว่า<br /><br />     “ถามจริงๆเหอะไอ้ล่ม ถ้าสังขารข้า(ภูเตศวร)กะเอ็งไม่ทุกข์สาหัสเจียนตาย พวกเอ็งจะหันหน้าเข้าวัด ปฏิบัติธรรมอย่างทุกวันนี้หรือเปล่า” <br /><br />     “สังขารปู่ก็คงยังกินนอนกับโต๊ะสนุ้ก ตีหัวหมา ด่าพ่อล่อแม่ชาวบ้านไปตามเพลง ส่วนหนูนะเหรอน่าจะลากปืนไปยิงไอ้คนที่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ แล้วกลับบ้านมาตีกบาลผัวด้วยไม้หน้าสาม ป่านนี้ลูกเต้าไม่มีใครสอน หมดอนาคตเพราะแม่ติดคุกไม่ว่างดูแลสิเจ้าคะ”<br /><br />     แม่ล่มตอบแบบไม่ลังเล เลยได้รับคำชมจากมหาฤาษี<br /><br />     “เออ..เอ็งฉลาดขึ้น หลังจากโง่มานาน”<br /><br />     ลูกศิษย์หลายท่านที่แวะเวียนมาหา บางคนถูกกำหนดให้รับขันธ์ ความโลภไม่เคยเข้าใครออกใคร รวมทั้งแม่ล่มด้วย จึงรอคอยด้วยความหวังว่า เมื่อไหร่หนอโอกาสนั้นจะมาถึงเสียที ถึงตอนนี้คิดแล้ว สุดจะละอายใจ<br /><br />     “ไอ้ล่มเอ้ย..<span style="color: #ff0000">เทวดาอดตาหลับขับตานอน มานั่งสอนเรื่องการละอุปาทานปากเปียกปากแฉะให้เอ็งฟัง แล้วยังยึดอุปาทานไว้ทำไมอีก ขันธ์น่ะเขาเอาไว้สำหรับวางอุปาทานให้คนรับ เมื่อไหร่ที่มองเห็นขันธ์ก็จะระลึกได้ว่าเป็นสิ่งที่เทวดาประสิทธิ์ให้ จึงต้องพยายามประพฤติตนเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม ในเมื่อเอ็งรู้จักสวดมนต์ไหว้พระ ถือศีลปฏิบัติภาวนา เข้าใจในความไม่เที่ยงของกฎไตรลักษณ์อยู่แล้ว เอ็งจะรับขันธ์ไปทำไมอีก”</span> <br /><br />     เฮ้อ..แม่ล่มปวดใจแทนท่าน ที่มีลูกหลานโง่เง่าเบาปัญญาเยี่ยงนี้ สมควรแล้วที่ถูกชยันโตเสียยืดยาว<br /><br />     การสอนธรรมะบางครั้งก็เป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไปทรงค่อยๆสอดแทรกจนคนฟังซึมซับไปไม่รู้ตัว แต่บางครั้งก็หนักหน่วง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปมจนตามไม่ทัน<br /><br />     “ไอ้ล่ม เอ็งไม่คิดบ้างหรือว่าเขาอาจจะตายวันนี้ พรุ่งนี้ หรือไม่ก็ใน ๓วัน ๗วัน แล้วถ้าเอ็งตายไปในสภาพจิตขุ่นเคืองอย่างนี้จะคุ้มมั้ย”<br /><br />     เมื่อแม่ล่มฮึดฮัดขัดเคืองเพื่อนร่วมงานที่เอารัดเอาเปรียบ พูดมากปากเสีย มีแต่เรื่องไม่สร้างสรรค์ เลยคิดตายประชดป่าช้าด้วยการลาออกจากงาน มหาฤาษีเลยรับสั่งถามขึ้นมาอย่างนั้น ที่จริงทรงชี้ให้เห็นว่าไม่มีอะไรเที่ยง คนที่เราโกรธแทบจะฆ่าให้ตายนั้น เขาก็มีความไม่แน่นอนเป็นที่ตั้งเหมือนเรา อาจจบชีวิตได้ทุกเวลา แต่ความมืดบอดและมีจิตเป็นอกุศลแม่ล่มกลับไม่คิดเช่นนั้น รีบยุติการยื่นใบลา แล้วตั้งตาคอยด้วยใจจดใจจ่อว่าเมื่อไรจะได้ข่าวร้ายของเขาเสียที คอยแล้วคอยเล่าคอยจนเบื่อ เมื่ออารมณ์วู่วามที่มีอยู่ค่อยหายไป กลับได้คิดว่าถ้าตอนนั้นโกรธเขา ไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้วชิงลาออกโดยที่ยังไม่มีงานอื่นรองรับ ใครลำบากถ้าไม่ใช่เราเอง เมื่อเห็นแม่ล่มเริ่มได้คิดแล้ว ทรงสอนว่า<br /><br />     <span style="color: #ff0000">“ความเคียดแค้นชิงชังทำให้คนจ้องทำลาย และทำร้ายกันอย่างหน้ามืดตามัว ลืมคิดไปว่าชีวิตนั้นแสนสั้น ยังเอาไฟพยาบาทมาสุมหัวใจให้รุ่มร้อนขึ้นไปอีก</span> เอ็งไม่ให้ราคาค่างวดกับเขาเสียอย่าง เอ็งก็อยู่ได้อย่างสบาย”<br /><br />     ทรงเมตตาสอนแม้แต่การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นว่า ต้องรู้จักให้มากกว่าตั้งตาเอาแต่รับ ไม่จำเป็นต้องเป็นวัตถุสิ่งของ มีโอกาสก็ให้ไปเถิด ทั้งน้ำใจ น้ำคำ ทรงอุปมาว่า<br /><br />     “เราต้องหัดเปิดหน้าต่างไว้ทั้งสองด้าน เพื่อให้ลมมีทางระบายเข้าและออกบ้าง ปิดประตูหน้าต่างเสียหมดทุกบาน ลมที่ไหนจะเข้าบ้านได้ มิตรจิตไป มิตรใจตอบ เป็นหลักธรรมชาติง่ายๆ”<br /><br />     “แต่ถ้าเขาอยากได้ตลอดเวลา จะเอาที่ไหนให้ล่ะเจ้าคะ”<br /><br />     “ก็ให้เท่าที่ให้ได้ซี เราต้องเมตตาตัวเองก่อน เรามีโอกาสเป็นคนให้ดีกว่าเป็นคนรับตรงที่อย่างน้อยเราก็มีให้ การสละออกทำยากแต่ก็เป็นการลดความตระหนี่ไปในตัว”<br /><br />     ยามกังวลกับภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนบ้าน มหาฤาษีรับสั่งว่า<br /><br />     “ทำไมไม่คิดว่าเอ็งโชคดีมากมายที่ได้อยู่บ้านหลายล้านตั้งหลายปี นอกจากพักอาศัย เป็นที่หลับนอนแล้ว ยังขี้รดตดใส่ ทั้งหนักทั้งเบาอีกด้วย ถึงถูกยึดก็คุ้มแล้ว แต่เอาเถอะ ข้ารับปากว่าเอ็งจะใช้เขาหมดก่อนกำหนดแน่นอน”<br /><br />     ถ้อยรับสั่งนี้ประโลมใจให้กลับมาทบทวนว่า ทุกข์หรือสุขก็อยู่ที่กระบวนความคิดนี่เอง แม่ล่มใช้เวลาเพียง ๗ ปี ก็เป็นอิสระจากหนี้สินตามที่รับสั่งจริงๆนับว่าทรงเป็นต้นแบบของการคิดบวกองค์จริง ถ้าพูดแบบภาษาวัยรุ่นสมัยนี้ต้องนับได้ว่าทรงเป็น “ไอด้อล” บุคคลต้นแบบของแม่ล่มมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<div id="wpfa-2785" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773642251.jpg" target="_blank" title="มหาเตวะ-มหาวิษณุ-มหาฤาษี.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;มหาเตวะ-มหาวิษณุ-มหาฤาษี.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93-%e0%b9%92-by-%e0%b9%81/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๙ พระปรีชาญาณ ( ๑ ) by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93-%e0%b9%91-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Mar 2026 04:18:08 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๙ พระปรีชาญาณ ( ๑ )
&nbsp;
     เรื่องการเอ่ยพระนามเหล่าเทพเทวาที่พิทักษ์ลูกหลานคนแวดวงภายในครอบครัว ทำให้คุณรัตน์มีเรื่องสงสัยจึงเอ่ยปากทูลถามมหาฤาษี     “ปู่จ๋า องค์แม่ของหนูท่านป...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">ตอนที่ ๙ พระปรีชาญาณ ( ๑ )</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     เรื่องการเอ่ยพระนามเหล่าเทพเทวาที่พิทักษ์ลูกหลานคนแวดวงภายในครอบครัว ทำให้คุณรัตน์มีเรื่องสงสัยจึงเอ่ยปากทูลถามมหาฤาษี<br /><br />     “ปู่จ๋า องค์แม่ของหนูท่านปางไหนหรือคะ”<br /><br />     “ปางตายไงลูก” ทรงตอบดื้อๆอย่างนี้ซะงั้น<br /><br />     “อุ๊ย..ไม่ใช่ยังงั้นค่า ลูกหมายถึงพระญาณท่านน่ะค่ะ”<br /><br />     “ก็ยานเท้งเต้งไงล่ะไอ้หมี”<br /><br />     คราวนี้มีเสียงหัวเราะครืนเป็นตัวประกอบ ส่วนคุณรัตน์ได้แต่ค้อนลมค้อนแล้ง การที่ทรงมีกระแสรับสั่งตอบเช่นนั้น แสดงว่าทรงเข้าใจความหมายและคำตอบที่คุณรัตน์ต้องการ แต่ทรงตอบไปอีกทาง ภายหลังเมื่อปลอดผู้คน คุณพระพี่เลี้ยงก็ได้รับคำตอบไปแล้วเรียบร้อย<br /><br />    <span style="color: #0000ff"> นอกจาก คุณรัตน์ แม่ล่มที่มีฉายาเฉพาะแล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ทรงเรียกตามพฤติกรรม หรืออัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของผู้นั้น เช่น ไอ้ตัวผู้ของเอ็งกับไอ้ตัวเล็กของเอ็ง หมายถึงลูกชายกับลูกสาวแม่ล่ม ทรงเรียกหมอไอซ์ว่า ไอ้ตัวเล็กของข้า ส่วนไอ้โป๊งเหน่งนั้นคือน้องชายคนเล็กของภูเตศวร</span><br /><br />     คงต้องเล่าที่มาที่ไปของชื่อโป๊งเหน่งให้อ่านพอคลายเครียด แต่เจ้าตัวต้นเรื่องจะเครียดหนักขึ้นหรือไม่ ก็แล้วแต่เขา เป็นเรื่องตัวใครตัวมันแม่ล่มไม่รับผิดชอบ ใครที่ได้อ่านแล้วขอความกรุณาช่วยกันเหยียบให้กระจายเลยนะคะ แต่เตือนก่อนว่าเรื่องที่จะเล่า เป็นสีสันของแต่ละวันที่ช่วยให้ความเคร่งเครียด วุ่นวาย สับสน ลดความเสียดทานลง ได้ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง อาจดูเหมือนไร้สาระ หากพินิจให้ดีย่อมมีอะไรให้ศึกษามิใช่น้อย<br /><br />     <span style="color: #0000ff">เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มหาฤาษีทรงพระปรีชาญาณด้านเจโตปริยญาณอย่างยิ่ง ทรงบอกตำแหน่งแห่งที่ของ ไฝ ฝ้า กระ ปาน ในที่ลับตาคนของคุณได้แม่นยำไม่มีผิดเพี้ยนแม้องศาเดียว ใครมาดี ต้องการฟังธรรมะท่านก็สอนด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง ทรงให้กำลังใจคนท้อแท้สิ้นหวังด้วยคำเปรียบเทียบลึกซึ้งกินใจ ทรงใช้ภาษาเข้าใจง่ายๆ ถ้าจะทรงติก็เพื่อก่อมิได้ทำร้ายจิตใจใคร แต่หากใครต้องการมาลองดีกับท่าน จะรู้ฤทธิ์พิษสงนี้เข้ากระดูกชนิดที่เรียกว่า “หงายเงิบ” ตกกระไดไม่รู้เท่าไหร่ราย โดยเฉพาะไฝในที่ลับ</span><br /><br />     “เจ้าชู้นักไม่ใช่เร้อ คลำไม่เจอหาง เป็นไม่เลือกเลยนะเอ็ง”<br /><br />     นี่คือประโยคแรกที่คนมาลองดีแล้วคิดหมิ่นในใจได้รับ ตามด้วยประโยคสอง<br /><br />     “มีไฝเม็ดเบ้อเร่อตรงของลับด้วย”<br /><br />     เจ้าตัวคงคิดอะไรต่อในใจ เลยเจอประโยคสามตามมาติดๆ<br /><br />     “รู้สิ รู้ว่าไฝเม็ดนั้นอยู่ตรงปลาย...”<br /><br />     “พอแล้ว..คร้าบ!เชื่อแล้ว..คร้าบ!หลวงปู่”<br /><br />     เจ้าของความลับเหงื่อตก รีบละล่ำละลักขอหย่าศึก พร้อมยอมรับว่าต้องการมาจับผิด แต่ถูกดักจับความคิดเสียอยู่หมัด<br /><br />     <span style="color: #0000ff">ทรงให้เหตุผลที่ต้องใช้เจโตปริยญาณบ้างในบางครั้ง ก็เพราะไม่อยากให้เจ้าของความคิดที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ต้องติดมโนกรรมไปโดยไม่รู้ตัวและที่สำคัญสุดคือไม่ต้องการให้ใครดูหมิ่นถิ่นแคลนผู้เป็นโอษฐ์แห่งเทวะทั้งที่ไม่รู้พระประสงค์อันแท้จริงของพระองค์นั่นเอง</span><br /><br />     ถ้าใครมีไฝอยู่ในตำแหน่งไม่ดี มีผลกระทบกับการดำรงชีวิตครอบครัว เช่น ทำให้คู่ครองเจ็บป่วย อายุสั้น อย่างที่โบราณเรียกว่า หญิงกินผัว ชายกินเมียนั้น ทรงมีวิธีแก้ไขด้วยการตัดไฝเจ้าปัญหานั้นให้<br /><br />     <span style="color: #0000ff">ใหม่ๆคนที่ได้รับคำสั่งให้เตรียมตัว เตรียมของและนัดหมายวันตัดไฝ มักคิดหนักประหนึ่งว่าเข้าสถานพยาบาลรับการผ่าตัดใหญ่ คิดไกลขนาดเห็นมีดหมอในมโนนึก หากมีอยู่ตรงตำแหน่งกล่องดวงใจก็ถึงกับถอยกรูด ส่ายหน้าเดียะ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ขอเข้าพิธีเด็ดขาด ปะเหมาะเคราะห์ร้ายทรงตัดแฉลบออกนอกรันเวย์แล้วลูกช้างจะเหลืออะไร</span><br /><br />     “ข้าตัดนิดเดียวเอง ใช้เวลาไม่นาน ตัดแล้วก็กลับบ้านได้น่า ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น อยากตัดข้าก็ทำให้ ไม่อยากก็ไม่เป็นไร” <br /><br />     ทรงขันเจ้าของไฝที่มีปัญหาแต่ซ่อนนัยสำคัญเอาไว้ให้คิดเองว่า ระหว่างความกลัวตัดไฝกับการทำเพี่อครอบครัวให้เป็นสุข ควรเลือกทำอะไรก่อน<br /><br />     <span style="color: #800080">พอถึงเวลาทรงให้คนต้นเรื่องนั่งหันหลังให้หน้าต่าง สั่งเจ้าของไฝหยิบเหรียญสตางค์แดงโบราณที่มีรูตรงกลางกรีดเหรียญเบาๆผ่านตำแหน่งที่มีไฝจากบนลงล่างด้วยตัวเอง แล้วขว้างเหรียญข้ามหัวออกหน้าต่างไป (ทิ้งแล้วห้ามเก็บมาใช้อีก)นี่คือวิธีหนึ่งที่ทรงใช้</span> ต่อมา<span style="color: #0000ff">ทรงให้คุณรัตน์หรือแม่ล่มแนะนำวิธีให้ไปทำเองที่บ้าน บางคนบางกรณีทรงใช้ด้ายสายสิญจน์พันตัวเจ้าของไฝ อีกปลายพันด้ามจับกระจกส่องหน้าบานเล็กๆ ร่ายพระคาถา จรดปลายมีดหมอกรีดตัดบนกระจก แล้วปลดสายสิญจน์</span><br /><br />     “เสร็จแล้ว ไปได้”<br /><br />     คนเข้าพิธีที่หลับตาปี๋เตรียมหวาดเสียวลืมตาขึ้นแบบงงๆ<br /><br />     “เสร็จแล้วหรือครับ ไม่เห็นเจ็บเลย”<br /><br />     “หรือเอ็งจะเอาแบบเจ็บ”<br /><br />     “ไม่ล่ะครับ แหะๆ”<br /><br />     น้องชายคนเล็กของภูเตศวร เห็นพิธีกรรมน่าเลื่อมใส เกิดอยากรู้ขึ้นมาบ้างว่าตัวเองมีไฝฝ้าราคีขึ้นในที่ลี้ลับหรือไม่ จึงคลานเข้าไปบ้าง มหาฤาษีทรงให้คำตอบโดยไม่รอคำถาม<br /><br />     “อยู่ใต้โป้งเหน่ง” น่าน..อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัวแล้ว ไอ้น้องชาย<br /><br />     “อ้า..คือ..ไม่มีนี่ครับ” ตอบแบบเริ่มไม่มั่นใจ<br /><br />     “เอ็งมีก็แล้วกันน่า” ทรงยืนยันสำทับ<br /><br />     เวลาล่วงเลยไปจนเราลืมกันแล้ว แต่..และแล้ววันแห่งเกียรติยศได้ติดบอร์ดฉายา ก็มาเยือนเจ้าน้องชายตัวดีจนได้<br /><br />     “ว่าไงไอ้โป๊งเหน่ง ตกลงมีมั้ยวะไฝน่ะ” ทรงทักเมื่อเจอหน้าอีกครั้ง<br /><br />     “ครับ”<br /><br />     “ครับน่ะ มีหรือไม่มีเล่า”<br /><br />     “มีครับ” ตอบแบบอุบอิบ แถมหน้าแดงไปถึงหู ถ้าแทรกพื้นหายวับไปได้ คงทำไปแล้ว<br /><br />     “มันไม่เชื่อข้าว่ะไอ้ล่ม รีบให้เมียพิสูจน์ทันทีเลย”<br /><br />     “ปู่ค้าบ เชื่อแล้วค้าบ”<br /><br />     “มันลงทุนโกยโป๊งเหน่งให้เมียมันส่องดูเชียวนา” ไม่รับสั่งเฉยๆ หากทรงทำท่าทางประกอบการเล่าแบบเห็นภาพชัดเจน ไม่ต้องนึกให้เสียเวลา<br /><br />     นับจากนั้นคำว่า “ไอ้โป๊งเหน่ง”จึงเป็นฝันร้าย พร้อมประวัติความเป็นมาที่เจ้าของฉายาไม่อยากให้เอ่ยถึง<br /><br />     ลูกศิษย์ทุกรุ่น จะเคยได้ยินคำ คำหนึ่งอยู่เสมอ แต่ไม่มีใครคิดถาม นอกจากแม่ล่มที่สงสัยไปทุกเรื่อง ดีที่ไม่ได้ฉายา “อีหนูจำมัย” ช่วงที่ซวดเซด้วยปัญหาระลอกแล้วระลอกเล่า กำลังครุ่นคิดเงียบๆ ก็ได้ยินว่า<br /><br />     “ฉิบหาย..ถามได้ ก็กรรมไงล่ะ”<br /><br />     <span style="color: #0000ff">“ปู่จ๋า..ปู่พูดคำหยาบ” แม่ล่มรีบท้วง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “มันหยาบตรงไหน ก็ข้าอวยพรให้พวกเอ็งจงฉิบหายจากกิเลส ตัณหา อุปาทานนี่นา ทุกอย่างมันอยู่ที่เจตนานะลูก อย่าด่วนสรุปความและตัดสินคนอื่นจากความคิด ความเคยชินของเรา แล้วก็ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเองทั้งนั้น ยอมรับแล้วแก้ไขเสีย”</span><br /><br />     จบคำรับสั่งที่มีน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตานั้น อะไรที่เคยหนักหน่วงในใจได้หลุดผลัวะเป็นอิสระ จิตของแม่ล่มยอมรับในบัดดล<br /><br />     “ใช่แล้วกรรมของเราเอง ต่อจากนี้เราจะไม่ดิ้นรนขัดขืนอีก อะไรจะเกิดก็เกิดไป ยินดีก้มหน้ารับไว้หมด” แม่ล่มสะอื้นไห้ น้ำตานองหน้า โล่งใจเมื่อคิดได้<br /><br />     “เอาแต่พอประมาณ เท่าที่เรารับได้ไม่ดีกว่าหรือ ค่อยผ่อนปรนไปเหมือนเราติดหนี้เขาเป็นล้าน จะเอาที่ไหนมาใช้ทีเดียวได้ล่ะในเมื่อเรามีไม่ถึง ทำอะไรเกินกำลังตนเองจะเดือดร้อน”<br /><br />     <span style="color: #0000ff">นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง ในการทรงมีเจโตปริยญาณ การล่วงรู้วาระจิตอันแม่นยำของท่าน มิเพียงมหาฤาษีเท่านั้นหากแต่มหาวิษณุก็ทรงพระปรีชาญาณยิ่งเช่นกัน</span><br /><br />     ความไม่รู้ของแม่ล่มมีมากมายมหาศาล แต่หลงผิดคิดว่าตัวเองรู้ จึงอวดรู้และอวดดี ยามใดที่มหาวิษณุทรงชี้แนะ แล้วแม่ล่มนำไปปฏิบัติ แก้ปัญหาได้บ้างแม้เพียงผิวเผิน เด็กอวดดีก็ไม่วายอวดรู้<br /><br />     “หม่อมฉันพอทำใจได้แล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอีก คิดว่าคงไม่ทุกข์แล้ว”<br /><br />     “แน่ใจหรือว่าจะไม่ทุกข์”<br /><br />     “น่าจะทุกข์น้อยลงเพคะ” คนตอบเริ่มขาดความมั่นใจ<br /><br />     “ที่เจอน่ะมันเป็นกิเลสอย่างหยาบ ที่ละเอียด ที่ประณีต ยังไม่เห็นหน้าค่าตาเลย มิเป็นการด่วนสรุปหรือ”<br /><br />     “อย่างละเอียดกับประณีต เป็นอย่างไรเพคะ”<br /><br />     “พื้นบ้านนี้” ทรงชี้ไปที่พื้นไม้กระดานบ้านของแม่ล่ม<br /><br />     “เคยเป็นแผ่นกระดานเนื้อหยาบ เห็นเสี้ยนได้ชัดเจน พอผ่านกระดาษทรายขัดครั้งสองครั้ง พื้นเรียบขึ้นแต่เสี้ยนยังคงมี เมื่อขัดหลายๆครั้งเข้า ผ่านการเคลือบเงา แม้ลูบลื่นมือก็ใช่ว่าเสี้ยนจะหมดไปจากไม้ <span style="color: #ff0000">ไม่มีไม้นั่นแหละ...จึงไม่มีเสี้ยน!</span>”</p>
<div id="wpfa-2783" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773634688.jpg" target="_blank" title="พิธี.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;พิธี.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93-%e0%b9%91-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๘ ลิขิตเทวา by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%98-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88/</link>
                        <pubDate>Mon, 16 Mar 2026 04:05:25 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๘ ลิขิตเทวา
&nbsp;
     การเดินทางไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ – อยุธยา นอกจากหาที่สงบแล้ว ยังได้แวะเวียนหยุดริมทาง นั่งมองบัวหลวงสีชมพูเข้ม บัวนิลุบลสีม่วงน้ำเงิน บัวสายบานสะพรั่งแข่งกับส...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #3366ff">ตอนที่ ๘ ลิขิตเทวา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     การเดินทางไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ – อยุธยา นอกจากหาที่สงบแล้ว ยังได้แวะเวียนหยุดริมทาง นั่งมองบัวหลวงสีชมพูเข้ม บัวนิลุบลสีม่วงน้ำเงิน บัวสายบานสะพรั่งแข่งกับสัตตบุษย์ บัวหลวงสีขาวกลีบซ้อน นาข้าวสีเขียวตลอดเส้นทางตัดกับนกกระยางขาวฝูงใหญ่ที่ไม่ตื่นคน สร้างความเพลิดเพลินมิใช่น้อย<br /><br />     ขากลับวันหนึ่ง ก็ประสบเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้จวบจนวันนี้<br /><br />     เมื่อรถวิ่งมาจนสุดถนนสายสุพรรณบุรี – บางบัวทอง แยกซ้ายเข้าถนนบรมราชชนนี ที่กำลังสร้างถนนลอยฟ้าอยู่ข้างบน จู่ๆกระจกทุกด้านของรถก็มืดลงและดำสนิทเหมือนใครเอาน้ำหมึกจีนราดทั่วทั้งคันรถ ทมยันตียื่นหน้าชิดกระจกตรวจตราความผิดปกตินั้น<br /><br />     “ข้างหลังก็มืดสนิทไม่เห็นอะไรเช่นกันค่ะ” แม่ล่มนั่งหน้าคู่กันช่วยมองด้านหลังอีกแรง รีบบอก<br /><br />     <span style="color: #0000ff">บรรยากาศขณะนั้นทุกอย่างหยุดนิ่งกับที่ รถลอยตัวช้าๆเคว้งคว้างกลางอากาศ หูดับสนิทเงียบงันไร้เสียง แม้แต่เครื่องยนต์รถก็ไม่ได้ยิน เวลาไม่ถึง ๒ นาทีแต่แม่ล่มรู้สึกยาวนานมากจนอึดอัด แล้วรถก็ไหวยวบอีกที คราวนี้ทุกอย่างรอบตัวกลับมาเหมือนเดิม ไฟส่องถนนสีส้ม รถวิ่งไปมาทั้งฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯและฝั่งขาออกไปนครปฐม เสาตอม่อถนนลอยฟ้าวิ่งผ่านด้านข้างเราเป็นปกติ</span><br /><br />     “แกเห็นเหมือนชั้นมั้ยวะ”<br /><br />     “เห็นค่ะ มืดตึ๊ดตื๋อแถมลอยบนอากาศด้วย”<br /><br />     “อืม..มม งั้นเราย้อนกลับไปดูอีกทีดีมั้ยวะ”<br /><br />     เอ้า..! ไปก็ไปกัน ลงทุนกลับรถไปยังจุดเกิดเหตุ เพื่อประจักษ์สายตาว่าทุกอย่างสว่างไสวเป็นปกติ<br /><br />     เมื่อเล่าให้ภูเตศวรฟัง เธอได้แต่หัวเราะ หึหึ ตามเคย<br /><br />     “ก็รู้ๆกันอยู่”<br /><br />     อ้าวไอ้ที่ไม่รู้อย่างแม่ล่มล่ะ ควรทำอย่างไรดี ซึ่งจนบัดนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น แต่นึกได้ขึ้นมาคราวใดก็รู้สึกเสียววาบในใจทุกครั้ง เพราะคิดต่อว่าถ้ารถวิ่งไปเรื่อยๆ ทั้งที่คนในรถมองไม่เห็นรอบข้าง หน้า หลังอะไรเลย อาจวิ่ง คล่อมเลน หรือไถลเข้าไปอยู่อีกเลนแล้วเบียดหรือตัดหน้ารถคันข้างๆ อะไรจะเกิดขึ้นหนอ ขอไม่คิดดีกว่า<br /><br />     วกกลับมาที่เรื่องหมากพลูอีกครั้ง เรื่องหมากดูเล็กๆแต่แอบซ่อนธรรมะให้ได้อมยิ้มเหมือนกัน<br /><br />     มารดาแม่ล่มมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจบางอย่าง แต่ลูกๆไม่ทราบกัน พอท่านคลานตุบตับเข้ากราบมหาฤาษีหมายเพ็ดทูลความในใจให้ทรงทราบ ยังไม่ทันอ้าปาก หรือตั้งตัว ทรงยื่นหมากให้หนึ่งคำ<br /><br />     “เอ้า ! แม่เฒ่า ลองหมากสักคำมั้ย”<br /><br />     มารดารับหมากมาใส่ปากเคี้ยวช้าๆอย่างงงๆ ไม่กี่ขยับ คำหมากยังไม่ทันแหลกก็ถึงแก่เหงื่อทะลัก หน้าแดง หายใจหอบถี่ ทำท่าจะหลับกลางอากาศ<br /><br />     “ปล่อยแม่เฒ่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หาย” ทรงรับสั่งห้ามเมื่อเห็นพวกเราตกใจกัน ช่วยกันพัดวีให้สักพักก็ดีขึ้น<br /><br />    <span style="color: #0000ff"> “เป็นไงล่ะแม่เฒ่า เมาหมากน่ะยังมีวันสร่าง แต่ไอ้ที่เมาชีวิตน่ะมันสร่างยากอยู่นา จริงมั้ย” เกิดมายังไม่เคยฟังธรรมะอะไรได้ถึงใจพระเดชพระคุณเท่านี้เลย</span><br /><br />     แม่ล่มเมาชีวิตมาตั้งหกสิบกว่าปี จนป่านนี้ยังไม่สร่างเมาเลยเจ้าค่ะ<br /><br />     ไหนๆก็เผลอเขียนนินทามารดาไปแล้ว ขอแถมอีกสักเรื่องคงไม่บาปมากไปกว่านี้แล้วล่ะ<br /><br />     นอกจากเบาหวานอันนำไปสู่โรคหัวใจแล้ว (ภูเตศวรรับมรดกจากมารดาไปเต็มๆ) ยังเป็นโรคปวดเข่า ปวดขาตามวัยที่มากขึ้น จึงเดินเหินไม่สะดวก มหาฤาษีทรงเมตตานวดบำบัดให้ การบีบคลายเส้นที่ตึง ทำให้เธอแสดงอาการเจ็บปวดออกทางสีหน้า<br /><br />     “เป็นไรล่ะแม่เฒ่า”<br /><br />     “ปวดขา เพราะโดนเส้นค่า”<br /><br />     “คนเรานี่ก็แปลก....เจ็บที่ขาแต่ไปเบี้ยวที่ปากได้เนาะ”<br /><br />     คำที่ทรงสัพยอกนี้ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เห็นและคิดว่าจริงในสายตาเรานั้น ก็ไม่แน่ว่าจะจริงตามที่เห็นและเข้าใจเสมอไป...สาธุ<br /><br />     <span style="color: #0000ff">ความวุ่นวายเรื่องหมากพลูที่ตนเองไม่ถนัดของคุณรัตน์ยุติลง เมื่อวันหนึ่งแม่ล่มนั่งกอดเข่าพิงลูกกรงราวบันไดข้างบัลลังก์ รอเป็นลูกมือหยิบของถวายช่วยคุณรัตน์ หรือไม่ก็จดอะไรต่อมิอะไรให้แขก ตามกระแสรับสั่ง ตาเหลือบไปเห็นพานพระศรีที่เตรียมไว้ จู่ๆใจก็คิดอยากเจียนหมาก จีบพลูถวายบ้าง</span><br /><br />     วันไหนเร่งรีบทำหมากไม่ทัน คุณรัตน์ก็ซื้อหามา บางเจ้าก็หนักปูน ทิ้งหลักฐานและปัญหาให้ภูเตศวรหงุดหงิด บางเจ้ามีแต่พลูเปล่าๆไร้ปูนก็มี<br /><br />     “ฮู้ย วันๆทำส่งขายเยอะ ไม่มีเวลาป้ายปูนร้อก เสียเวลาแล้วก็เปลืองด้วย แค่ใช้ขึ้นหิ้งไหว้พระไหว้เจ้าเท่านั้นจะอะไรกันนักหนา”<br /><br />     <span style="color: #0000ff">คนขายแทบจะเคี้ยวแม่ล่มแทนหมาก ข้อหาเรื่องมากอยากรู้เหตุผลว่า ถ้าไม่มีปูนแล้วจะเรียกคำหมากได้อย่างไร เออหนอ.. แม้พระหรือเจ้าที่เราไหว้จะเป็นสิ่งมองไม่เห็น แต่ทำไมต้องไม่ซื่อสัตย์กับอาชีพที่ทำ เพราะคิดแต่ว่าท่านไม่รู้ไม่เห็น เขาคงไม่รู้ว่ามีคนอีกมากมายที่อยากทำทุกอย่างถวายท่านเพราะความเคารพรักพร้อมศรัทธา ด้วยของที่ประณีต สวยงามและจริงใจ</span></p>
<div id="wpfa-2779" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773633925.jpg" target="_blank" title="ดอกบัว.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;ดอกบัว.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%98-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๗ สืบสานเทวกิจ by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%97-%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Mar 2026 10:54:28 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๗ สืบสานเทวกิจ
&nbsp;
               ถึงชีวิตปลิดปลงลงวันนี้
         ถึงปฐพีแตกยับดับสลาย
         ถึงฟากฟ้าไร้ดาราเคยพร่างพราย
         มิเสื่อมคลายใจจงรักภักดิ์เทวัญ
        ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #008000">ตอนที่ ๗ สืบสานเทวกิจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>              <span style="color: #0000ff"> ถึงชีวิตปลิดปลงลงวันนี้</span></p>
<p><span style="color: #0000ff">         ถึงปฐพีแตกยับดับสลาย</span></p>
<p><span style="color: #0000ff">         ถึงฟากฟ้าไร้ดาราเคยพร่างพราย</span></p>
<p><span style="color: #0000ff">         มิเสื่อมคลายใจจงรักภักดิ์เทวัญ</span></p>
<p>         ถ้อยรับสั่ง”ฤามีทางอื่นไป”</p>
<p>         สะท้านโสตสะเทือนไหวหทัยฉัน</p>
<p>         ขอถวายงานเทวกิจนิจนิรันดร์</p>
<p>         ไม่เหหันเป็นอื่นหนอขอสัญญา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     <span style="color: #0000ff">การเตรียมข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ จะเตรียมไม่เหมือนกัน มหาวิษณุเสวยพระสุธารสที่เป็นน้ำเย็นธรรมดาเช่นเดียวกับมหาศิวะเจ้า ส่วนของมหาฤาษีนอกจากพระสุธารสชาแล้ว ยังมีพานพระศรี (หมากพลู) ประกอบด้วย</span><br /><br />     แรกเริ่มถวายงาน เราต่างมือใหม่กัน แม้คุณรัตน์จะท่องยุทธจักรสำนักทรงทะลุปรุโปร่ง ก็ได้แต่รายหยาบ เพราะเฝ้าเจ้าจนเสร็จธุระก็กลับ รายละเอียดต่างๆจำได้ไม่หมด ส่วนแม่ล่มไม่มีประสบการณ์กับเขาจึงต้องขวนขวายตามดูกระบวนท่าตำหนักแถวละแวกบ้านเป็นกรณีศึกษา<br /><br />     ใหม่ๆเขาก็ต้อนรับขับสู้ดี เพราะเขาแอบทศเราเป็นศิษย์ไว้ในใจทันทีแล้วตั้งแต่เห็นหน้า โดยที่เรายังไม่ได้ลงทะเบียนเลย ถ้าเขารู้สักนิดว่าหน้าตาที่ดูละอ่อนไร้ประสบการณ์ด้านตำหนัก แต่ประสบการณ์ด้านชีวิตสร้างพิษสงได้เกินพิกัด เขาคงไม่รีบรับแม่ล่มเป็นศิษย์ตั้งแต่ต้นหรอก<br /><br />     บุญวาสนาแม่ล่มคงน้อย พอไปมาหลายครั้งเข้า กะจะนำมาประยุกต์ใช้กับงานของเราบ้าง กลับเป็นที่รังเกียจของสังคมเจ้าสำนักไปเลย ในที่สุดพอเห็นหน้า ท่านก็ถอยทัพกลับวิมาน ด้วยเหตุผลว่า มีพระราชธุระต้องทำด่วน<br /><br />     <span style="color: #0000ff">จะไม่รีบเสด็จด้วยพระราชกิจด่วนจี๋ได้ไง เจอแม่ล่มเมื่อไหร่ก็เจอคำถามที่ลูกช้างทั่วไปไม่ถามกัน เมื่อได้รับคำถามของแม่ล่มไม่กี่ครั้ง ก็จอดไม่ต้องแจว</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เล่ามาถึงตรงนี้ ขอบอกว่า ณ.เวลานั้นแม่ล่มไม่ได้คิดดูหมิ่นถิ่นแคลนใครหรือเทพองค์ใด แต่เป็นคนขี้สงสัย และจะถามไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้าใจ แล้วก็จะสงสัยอีกว่าถามแค่นี้ทำไมต้องไม่พอใจด้วย เรียกว่าซื่อปนโง่หรือเซ่อปนฉลาดก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน</span><br /><br />     “พระราชชนก พระชนนีของพระองค์ทรงพระนามอย่างไรหรือเพคะ”<br /><br />     “ขณะมีพระชนม์ชีพ ประทับอยู่พระตำหนักองค์ใดเพคะ”<br /><br />     “ทรงโปรดน้ำจัณฑ์ประเภทไหนเพคะ”<br /><br />     “พระอาจารย์ที่ถวายพระอักษรพระองค์คือใครเพคะ”<br /><br />     ก็ทรงบอกแม่ล่มว่าเป็นพระญาณของเจ้าฟ้า เป็นราชนิกูล แม่ล่มก็ถามด้วยความอยากรู้ไปตามประสา ทรงอึกอักไม่ตอบ บางเรื่องทรงเล่าพระประวัติกับลูกช้างคนอื่นๆไม่ตรงกับที่แม่ล่มบังเอิญรู้มาจากการอ่านบ้าง ผู้รู้เล่าให้ฟังบ้าง แม่ล่มก็หาที่ดูใหม่<br /><br />    <span style="color: #0000ff"> อาการอยากรู้อยากเห็นเยี่ยงนี้ ทมยันตีออกใบประกาศให้ว่า “ตามไปดูแห่” บางทีแห่ดูจนสุดขบวนแล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน บางครั้งโชคดีได้ศัตรูเพิ่มมาทั้งหมู่บ้านก็เคยมาแล้ว</span><br /><br />     คิดเสียว่าท่านคงไม่มีพระประสงค์ให้ล่วงรู้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนพระองค์ ก็ไม่ว่ากันต้องเคารพในสิทธินั้น<br /><br />     แต่ที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าประคุณสมเด็จโต พรหมรังสีนี่สิ น่าคิดและน่าถาม<br /><br />     “ไหนๆลูกช้างก็มีโอกาสได้กราบเจ้าประคุณแล้ว ขออาราธนาสวดชินบัญชรให้เป็นบุญหูหน่อยได้มั้ยเจ้าคะ”<br /><br />     ”เหนือฟ้า ยังมีฟ้า” นี่คือคำตอบ แม่ล่มคิดว่าพูดเบาไปท่านคงไม่ได้ยิน จึงพูดย้ำอีกครั้ง<br /><br />     “ลูกช้างอยากฟังฉบับที่ท่านรจนานั่นแหละเจ้าค่ะ”<br /><br />     “เหนือฟ้า ยังมีฟ้า” อ้าวมันเกี่ยวกันตรงไหนนะ<br /><br />     <span style="color: #0000ff">คราวนั้นทมยันตีก็อยู่ด้วย เธอกำลังศึกษาอาการของเจ้าจับเพื่อประมวลผลให้ตัวเอง ที่ยังสรุปไม่ลงตัวว่าสิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่นั้นคืออะไร เรามุบมิบไปดูงานแถวจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ โดยขัดคำเตือนของภูเตศวรว่าอย่าไปเลย</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ก็เจอดีทั้งขาไปคือแดดร้อนระอุ รถกระบะของเพื่อนที่ไปรับขยับไม่ค่อยออก หนักมากเหมือนบรรทุกหินร้อยตัน เร่งเครื่องไม่ขึ้น รถก็ติดยาวตลอด ทุลักทุเลกว่าจะถึงที่หมายได้ ขากลับฝนตกหนักกระหน่ำตลอดทางเช่นกัน แม่ล่มนั่งเปียกปอนหนาวสั่นเป็นลูกนกอยู่กระบะหลัง ภูเตศวรยืนหน้าบอกบุญไม่รับเมื่อถึงบ้าน</span><br /><br />     “เป็นไงล่ะ บอกไม่ให้ไปก็รั้นจะไป กลับถึงบ้านได้ก็บุญแล้ว”<br /><br />     ยังกะรู้แน่ะว่าไปเจอเจ้าประคุณสมเด็จโต พรหมรังสี ที่สวดชินบัญชรไม่ได้ จึงพึมพำแต่คำว่า “เหนือฟ้า ยังมีฟ้า” ตลอดเวลา<br /><br />     แรกๆทมยันตีแยกไปนั่งดูอยู่ห่างๆอีกส่วนหนึ่ง หลังจากฟังการโต้ตอบแล้วไม่ไปถึงไหน เธอเลยเดินมาให้คำตอบชัดถ้อยชัดคำว่า<br /><br />     <span style="color: #ff0000">“เหนือฟ้า ไม่ใช่มีฟ้า แต่เหนือฟ้ามีพระพุทธเจ้า”</span><br /><br />     เท่านั้นแหละเจ้าสำนักลุกขึ้นปิดบ้าน พรรคพวกที่ตามไปทั้งรถกระบะวงแตกกระเจิง กว่าจะหลุดจากป่าไผ่พ้นบริเวณนั้นได้ ก็ช่วยกันลุ้นจนเหงื่อหยด<br /><br />     ความสงสัยใคร่รู้ มีมากจนขาดสติ จึงลืมคิดว่าหลุดเข้าไปในถิ่นเขาแท้ๆ ไม่เจอ สหบาทาก็บุญแล้วอย่างที่ภูเตศวรบอก<br /><br />     “ดีนะที่รอดปลอดภัยกลับมาได้ รถหนักไปไม่ไหว ยังพากันไปอีก”<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> ภูเตศวรอยู่ระหว่างถูกปรับธาตุขันธ์เพื่อรับข่ายพระญาณได้ดีขึ้น จึงมีกระแสพลังงานของท่านแตะอยู่เอ่ยสำทับ</span><br /><br />     ที่เล่าก็เพราะอยากให้ทราบว่าในวงการไหนๆก็มีทั้งที่เชื่อได้ และไม่ได้ ผู้รู้จึงให้ข้อคิดว่าอยากรู้อะไรดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ ให้พิจารณาอย่างนี้ <span style="color: #0000ff">ดูพระสงฆ์ให้ดูที่ศีลและวัตรปฏิบัติตลอดจนปฏิปทาของท่าน</span> <span style="color: #ff0000">ดูเทวดาดูที่คุณสมบัติคือมีหิริ โอตตัปปะ ความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาป พรหมก็ต้องมีพรหมวิหารสี่ เป็นต้น</span> อย่างน้อยก็ใช้เป็นหลักในการเชื่อหรือศรัทธา <span style="color: #ff0000">พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้สติพิจารณาปัญหา แล้วใช้ปัญญาแก้ไข</span> <br /><br />     อย่าคิดว่าจะเข็ดกัน เผลอสติเมื่อไหร่ กิเลสความอยากรู้อยากเห็นก็ชักนำให้ไปอีกจนได้ แต่ก็ได้ข้อสังเกตว่าถ้ามีพลังงานของเทพเทวามาสัมผัสจริง จะมีจิตรู้มากกว่าคนเดินดินที่จิตยังไม่ได้อบรมอย่างเรา ยิ่งมีวิชาความรู้ในศาสตร์ต่างๆเกินไปจากตัวตนที่แท้จริงได้ก็ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์อีกทาง<br /><br />     ภูเตศวรแม้มีอาชีพจริงจังกับเขาแต่ไม่สำคัญเท่าอาชีพหลักที่เลือกคือ กิน นอนและเดินรอบโต๊ะสนุ้ก อาชีพเสริมเป็นนักเลงคุมซอย ความรู้ต่างๆที่เป็นสาระแทบไม่มี เพราะไม่มีเวลาอ่าน ไม่ชอบอ่าน จึงไม่เคยอ่านอะไรทั้งสิ้น นอกจากเรื่องวาบหวิวเรทอาร์<br /><br />     <span style="color: #ff0000">แต่เมื่อท่านทาบพลังงานมาแตะ ผิวพรรณจะเปลี่ยนไปจากปกติ</span> ทมยันตีเคยให้ข้อสังเกตว่า<br /><br />     “ผิวขาวออกเหลือง เหมือนซับด้วยสีทอง”<br /><br />     ภูเตศวรเรียนรัฐศาสตร์ แต่รู้เรื่องภาษาศาสตร์ลึกซึ้งขึ้นมากระทันหันน่าอัศจรรย์ใจของคนเรียนภาษาศาสตร์อย่างแม่ล่ม ที่รู้แต่ว่ามีภาษาเก่าแก่ชื่อกูโบ้ส แต่เพิ่งได้ฟังเมื่อมหาวิษณุทรงอรรถาธิบายความเป็นมาของต้นตอภาษาในโลก พร้อมรับสั่งสาธิตด้วยพระสุระเสียงก้องกังวานออกมาจากอกของภูเตศวร<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> ครั้งหนึ่งพระพิฆคเณศวร์หรือทูลกระหม่อมน้อยที่พวกเราเรียกกันภายใน เสด็จผ่านที่บ้านของทมยันตี ทรงให้เราทูลท่านทางความคิด หรือเรียกว่าใช้กระแสจิตส่งถึงท่าน แล้วทรงรับสั่งตอบเป็นภาษาพราหมี ทมยันตีกับแม่ล่มก็เข้าใจ ถ้าไม่ใช่เทพพรหมแล้วจะเป็นน้องชายแม่ล่มได้อย่างไรที่เก่งกาจขนาดนั้น</span><br /><br />     นอกจากนั้น<span style="color: #0000ff">ภูเตศวรยังจารอักษรธรรม เขียนยันต์ ร่ายคาถา สวดพระปริตกับพระสูตรยากๆได้คล่อง ใช้สำนวนโบราณประกอบเข้ากับเรื่องที่พูดได้ถูกต้อง พูดภาษาจีนลื่นไหล ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับเข้าใจ ที่เล่าเช่นนี้เพราะ ใหม่ๆมหาวิษณุมักจะรับสั่งเป็นภาษาเบื้องบนปนภาษาอังกฤษและไทย</span> จนในที่สุดก็รับสั่งได้ดีในทุกภาษาที่ทรงถ่ายทอด คนธรรมดาอย่างภูเตศวรคงไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองทั้งบุคลิก น้ำเสียง และสรรพความรู้ได้เพียงชั่วข้ามคืนแน่นอน<br /><br />     แม่ล่มเคยทูลถามเรื่องการพัฒนาภาษาที่ทรงใช้ว่ามีวิธีอย่างไร<br /><br />     “<span style="color: #ff0000">วิษณุถอดภาษาจิตของมนุษย์ที่มาหา เป็นภาษาพูดของเขา จึงพูดได้ทุกภาษา</span>ถ้าต้องการ แต่ต้องปรับคลื่นให้รับกันได้ก่อน ที่มนุษย์เรียกว่าอะไรนะ..จูนเครื่อง ใช่มั้ย” รับสั่งพร้อมแย้มพระสรวล<br /><br />     <span style="color: #0000ff">เวลาเสด็จ เราจะทราบว่าเป็นพระองค์ใด เพราะพระบุคลิก พระสุระเสียง จะเปลี่ยนไปเป็นพระลักษณะเฉพาะแต่ละพระองค์ กว่าแม่ล่มกับคุณรัตน์จะคุ้นเคยและบอกได้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน</span><br /><br />     หากทรงเคยรับสั่งหรือพระราชทานคำทำนายไว้ แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน บางทีนานจนเจ้าตัวลืมแล้ว ถ้ายังทูลถามอีกจะรับสั่งเรียบๆว่า<br /><br />     “เคยบอกแล้ว อย่าถามอีก”<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> ทรงมีความรู้เรื่องหยูกยา บอกโรคและตำแหน่งของอวัยวะที่มีปัญหาได้ถูกต้อง พร้อมวิธีการรักษา</span><br /><br /><span style="color: #ff0000">     “ดูจากแสงในกาย รังสีที่ส่งออกมาจะบอกได้ว่ากำลังเป็นโรคอะไร แม้แต่จริตนิสัยก็บอกได้ อย่างคนขี้โกรธก็จะเป็นสีแดง”</span><br /><br />     นี่คือความรู้ที่แม่ล่มได้ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ถามเพียงคิดสงสัยในใจ แต่บางเรื่องรบเร้าทูลขอคำตอบ กลับทรงนิ่งเฉยเสียอย่างนั้น อย่างที่แม่ล่มเคยเล่าเกี่ยวกับมหาฤาษี<br /><br />     “เอ็งเคยถามข้าใช่ไหมว่าทำไมต้องเป็นเอ็ง กรรมไงล่ะไอ้ล่ม”<br /><br />     เพราะชีวิตที่ผจญทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างโดดเดี่ยว ทำให้ขาดสติ ขาดปัญญาจึงออกปากทูลถามท่าน ในสิ่งที่ค้างคาใจทุกเรื่องและทุกครั้งที่มีโอกาส แรกๆทรงมองหน้าแต่ไม่ตอบ มารู้ภายหลังเอาเองว่า ถึงวันนั้นทรงตอบ แม่ล่มก็ทุกข์เกินกว่าใจจะยอมรับ เมื่อใดที่จิตยอมรับโดยดุษฎีว่ามันเป็นผลของกรรมที่ทำไว้เองนั่นแหละ ถึงไม่ถาม ถ้าทรงวินิจฉัยแล้วว่าเป็นประโยชน์ หรือถึงเวลาที่ควรรู้ ก็จะรับสั่งเอง เหมือนมหาวิษณุที่จู่ๆก็ทรงเอ่ยว่า<br /><br />    <span style="color: #ff0000"> “เราน่ะเคยตีดาบ ฝึกดาบอยู่ที่วัดกษัตราธิราช เคหาที่พักก็อยู่หลังวัด แล้วก็ตายที่นั่นในคราวเสียกรุง”</span><br /><br />     คงต้องขออนุญาตเล่าเรื่องนี้แทรกสักนิดเผื่อใครเคยเป็นเหมือนแม่ล่มบ้าง ที่จริงความรู้สึกนี้เคยค้างคาในใจแม่ล่มมาหลายปี นับจากต้นปี ๒๕๓๑ ที่ต้องระหกระเหินเดินทางไปอยุธยาในช่วงเย็นหลังทำงาน สัปดาห์ละหลายวันสองคนกับทมยันตี ด้วยอาการที่เรียกว่าเจ้าจับ ส่วนแม่ล่มกำลังป่วย เมื่อการตามไปดูแห่เจ้าสำนักไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น (ยกเว้นภายหลังไปหาองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมหรือเนี้ยที่พุทธมณฑลสาย ๕ ดังที่เคยเล่าไว้ในตอนที่ ๓) จึงชวนกันไป<span style="color: #ff0000">สวดมนต์ ปฏิบัติภาวนาสมาธิ ที่วัดตูม จ.อยุธยา</span><br /><br />     ช่วงนั้นถนนสายบางบัวทอง – สุพรรณบุรี เพิ่งสร้างเสร็จ เปลี่ยวมาก นานๆจึงมีรถขับสวนมาสักคัน ไม่คึกคักติดหนึบเหมือนทุกวันนี้ ทมยันตีใช้เวลาขับไม่เกินชั่วโมงก็ถึงวัด บางครั้งได้<span style="color: #0000ff">กราบหลวงพ่อหมื่นอุดม ชาติการุณย์ (พระครูสิริปุญญาธร)เจ้าอาวาส</span>ผู้ทำน้ำมนต์ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์นัก ท่านเป็นอีกหนึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เคารพรักของทมยันตีและภูเตศวร (ท่านมรณภาพเมื่อปี ๒๕๔๙ ) ส่วนใหญ่จะกราบหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ พระประธานทรงเครื่องสวยงาม ที่มีน้ำมนต์อยู่ในเศียรท่าน เมื่อสวดมนต์นั่งสมาธิสักพักก็พากันกลับ ถึงกรุงเทพฯราว ๒ ทุ่มประมาณนั้น<br /><br />     ทุกครั้งที่ข้ามสะพานไปอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านวัดศรีสุริโยทัย แม่ล่มจะมองวัดกษัตราธิราชซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ด้วยความรู้สึกเงียบเหงา เศร้า เสียใจ อาลัยอาวรณ์จนอยากร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ แล้ววันหนึ่งมหาวิษณุก็ทรงเผยความจริง เมื่อเวลาล่วงเลยยาวนาน ภูเตศวรไม่เคยรู้ความในใจนี้เพราะไม่ได้ปริปากบอกน้องเลยแม้แต่น้อย<br /><br />     <span style="color: #0000ff">แม่ล่มเข้าใจว่าบางเรื่องยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้ บางเรื่องรู้ไปก็แค่นั้นสร้างความวิตกกังวลเป็นทุกข์เปล่าๆ ชีวิตควรอยู่กับปัจจุบันที่เป็นของจริง มากกว่าจมอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว</span><br /><br />     เรื่องนี้<span style="color: #0000ff">ภูเตศวรกับทมยันตีเคยเห็นนิมิต และยืนยันว่าทั้งสองเคยเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นเพื่อนร่วมสู้ศึกสงครามกับพม่า และเสียชีวิตที่วัดมเหยงค์</span> ตัวแม่ล่มคงงุ่มง่าม มัวแต่แต่งองค์ทรงเครื่องกว่าจะครบ ไหนจะประเจียด พิสมร พิรอด เสื้อยันต์ใช้เวลานานไปหน่อย ยังไม่ทันออกจากวัดกษัตราธิราชไปสมทบทัพ ก็ถูกพม่าฆ่าตายเสียก่อน จิตจึงผูกพันกับวัดนี้ดังที่เล่า ขอให้อ่านเป็นเรื่องแปลกก็แล้วกันนะคะ อย่าไปจริงจังกับมันเลย แต่..เอ..หรือแม่ล่มเป็นผู้หญิงที่ฝึกดาบเพื่อช่วยเหลือตัวเองในยามคับขัน จึงอยู่โยงเฝ้าที่มั่น จนถูกฆ่าเพราะหนีไม่ทันกันแน่ ดันลืมถามรายละเอียดเสียนี่ เฮ้อ..<br /><br />     นอกจากมีความรู้เรื่องศาสตร์ต่างๆขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนแล้ว ยัง<span style="color: #ff0000">มีเจโตปริยญาณ</span> รู้ซึ้งเข้าถึงความคิดอ่าน ตลอดกำหนดรู้เรื่องเฉพาะตัวของใครก็ได้ไม่ใช่เฉพาะกับคนใกล้ชิดที่ปิดเป็นความลับได้ถูกต้อง<br /><br />     เมื่อถึงคราวมหาฤาษีสลับพระญาณเสด็จแทนมหาวิษณุ ทรงเอ่ยขึ้นมาลอยๆว่า<br />     <br />     “ก็เอ็งอธิษฐานขอดวงตาเห็นธรรมมิใช่เร้อ ไม่มีทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ ไม่ผ่านทุกข์ แล้วจะเห็นธรรมได้ยังไงไอ้ล่ม”<br /><br />     <span style="color: #0000ff">คนวัยยี่สิบเศษสอนธรรมะแทงทะลุความทุกข์ของพี่สาวได้น่าทึ่งอย่างนี้ นี่คือหลักง่ายๆที่แม่ล่มใช้พิจารณา ในการพิสูจน์ว่าภูเตศวรเป็นโอษฐ์แห่งเทวะจริงหรือไม่ หรือเป็นโรคอุปาทาน</span> สะกดจิตตัวเอง เป็นโรคเครียด วิตกกังวล อย่างที่จิตแพทย์วินิจฉัย แล้วให้ยาระงับประสาท ยาคลายเครียด ยานอนหลับมาถุงใหญ่ จนในที่สุดบอกภูเตศวรอย่างปลงๆพร้อมยื่นกระดาษ ปากกาให้ว่า<br /><br />     “เอางี้..อยากเป็นโรคอะไร ก็กรอกเอาเองแล้วกันจะได้สบายใจ”<br /><br />     สำหรับแม่ล่มแล้ว หมดข้อกังขา ไร้ข้อสงสัยในตัวภูเตศวรว่าใช่หรือไม่ใช่มานานนักหนาแล้ว !<br /><br />     สำหรับพัสตราภรณ์เครื่องแต่งพระองค์นั้น แรกทีเดียวก็อาศัยร้านแขกละแวกพาหุรัตน์แก้ขัดไปก่อน จำได้ว่าธูปหอมกกลิ่นแก่นจันทร์แท้ เจ้าประจำที่ซื้อคือร้านกุลดิป ราคาค่อนข้างแพงเพราะเป็นสินค้านำเข้า คุณรัตน์จึงค่อนข้างหวง<br /><br />     เมื่อ<span style="color: #0000ff">ทรงสื่อกับภูเตศวรได้ราบรื่นแล้ว จึงปรับเปลี่ยนเป็นชุดโจงกระเบนจีบหน้านางดังที่เห็นในปัจจุบัน ผ้าได้จากการสั่งทอเป็นพิเศษด้วยฝีมือช่างทอลายผ้ายกดอกแบบโบราณฝีมือชั้นครูร้านคุณสาธร แห่งศรีสัชนาลัย แม่ล่มไม่ใช้จักรแต่ตรึงจีบหน้านางด้วยมือแบบโบราณเช่นกันเพื่อให้ประณีตสมค่าของผ้า และรักษาวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้</span><br /><br />     มหาวิษณุทรงพระเมตตาอธิบายถึงที่มาของความรู้ต่างๆที่ภูเตศวรได้รับ<br /><br />     “เหมือนน้ำที่ไหลผ่านท่อมา แม้จะปิดเมื่อเลิกใช้แล้ว แต่มีน้ำบางส่วนยังคงค้างอยู่ในท่อนั้น ร่างจึงรู้ในสิ่งที่วิษณุทิ้งไว้ให้”<br /><br />     เรื่องนี้ใครที่รู้จักภูเตศวรดี จะกลัวที่สุด แค่คิดอะไรไม่ดี หรือไม่ถูกต้องอยู่เงียบๆในใจก็รู้แล้ว ใหม่ๆจะหันขวับมาบอกหรือตอบในสิ่งที่เธอรู้ทันที แต่เมื่อชินแล้ว มีสติกำกับมากขึ้น ภูเตศวรจะมองหน้าตรงๆ หรือชายหางตานิดหนึ่งแล้วยิ้มหรือหัวเราะ หึ..หึ..แค่นี้คนที่ถูกมองก็เย็นวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า <span style="color: #0000ff">คุณเอกราช ทักขิณะ กับคุณวสันต์ จันทร์เฉิด</span> บัณฑิตลูกศิษย์ทั้งสองน่าจะอธิบายความรู้สึกนี้ได้ดีกว่าเพื่อน เจอเมื่อไหร่ลองถามกันดูเอาเองนะคะ<br /><br />     บางคราวก็บอกทันที เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไข หรือต้องการกำราบเหมือนที่แม่ล่มถูกยกเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา</p>
<div id="wpfa-2776" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773633372.jpg" target="_blank" title="งานสวดพระอภิธรรม.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;งานสวดพระอภิธรรม.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%97-%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๖ ถวายงาน by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%96-%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Mar 2026 04:30:40 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๖ ถวายงาน
&nbsp;
     ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย เปิดม่านมาหลายตอน บางเรื่องผ่านไปนานแล้ว บางเรื่องเพิ่งเกิดหมาดๆ แต่ข้องเกี่ยวเป็นเรื่องที่ต้องบอกเล่า เนื่องจากเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #800080">ตอนที่ ๖ ถวายงาน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย เปิดม่านมาหลายตอน บางเรื่องผ่านไปนานแล้ว บางเรื่องเพิ่งเกิดหมาดๆ แต่ข้องเกี่ยวเป็นเรื่องที่ต้องบอกเล่า เนื่องจากเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกัน เหตุเกิดก่อนเมื่อหลายปี แต่วันนี้คือผลที่ตามมาก็จำเป็นต้องเขียนถึง อาจสลับกลับไปมาก็อย่าเพิ่งวิงเวียนไปกับแม่ล่ม ที่เป็นแค่นักเล่าสมัครเล่นไม่ใช่นักเขียนโดยอาชีพเลยนะคะ<br /><br />     <span style="color: #0000ff">มหาวิษณุทรงย้ำเสมอว่า ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นคนของใคร เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ที่แปลว่าผู้มีใจสูงส่ง ต้องตระหนักเสมอว่า “หน้าที่” สำคัญยิ่งยวด และยิ่งเป็นคนของเทวดาแล้ว ภูเตศวร แม่ล่ม ตลอดจนผู้ถวายงานทั้งหลายต่างยึดมั่นต่อคำว่า “หน้าที่คือชีวิต” ประดุจปณิธานที่เดินตามรอยพระยุคลบาทตลอดชีวิตไม่คิดเปลี่ยนแปร</span><br /><br />     <span style="color: #ff0000">“ต้องเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว อดทน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำดีเพื่อความดี อย่าถามว่าทำแล้วได้อะไร แต่ให้ทำในสิ่งที่ควรทำ”</span><br /><br />     ถ้อยรับสั่งนี้ยังคงกังวานในหัวใจเสมอ พวกเราน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม แล้วปฏิบัติตามตลอดมาโดยปราศจากข้อแม้ใดๆ เพราะซาบซึ้งแล้วว่า สัจจะและหน้าที่ของตนคืออะไร<br /><br />     ชีวิตและลมหายใจยังมอบให้พระรัตนตรัย พระศาสนา และเทพยดาเจ้าได้ นับประสาอะไรกับการถวายงานเพื่อดำรงไว้ซึ่งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เพื่อผลลัพธ์คือ มีส่วนในการแบ่งเบาพระราชภาระที่พอจะทำได้ ตลอดจนอุทิศตนทำงานเพื่อพระศาสนา ได้อุปฐากดูแลพ่อแม่ ครูอาจารย์ที่ทรงคุณ ซึ่งยอมสละความสุขทางโลก ดำรงตนเป็นเนื้อนาบุญอันแสนประเสริฐทั้งหลาย ในฐานะพุทธมามกะคนหนึ่ง<br /><br />     แม้แต่ภูเตศวร กว่าจะถึงจุดที่ต้องบอกตัวเองได้ว่า<br /><br />     “จึงก้มราบกราบเทวัญสู่ครรลอง รับสนองโอษฐ์เทวามาเนิ่นนาน”<br /><br />     ก็ทุกข์จากการถูกละลายอัตตาตัวตน ไม่ต่างกับพี่สาวเลย จนวันหนึ่งได้พบพ่อแม่ ครูอาจารย์อันประเสริฐ เลิศด้วยปัญญา อีกเทพเทวาสำแดงให้เห็นแล้วว่า ท่านห่วงใย ไม่อยากให้ลูกหลานวนเกิด เวียนตาย ก่อบาป สร้างเวรไม่รู้จบ จึงเมตตาอบรมสั่งสอนทุกวิธี ทั้งไม้นวม และไม้แข็งหักดิบเอาซึ่งหน้า จะต่อว่าใครได้เล่า เพราะเราทำกรรมไว้เอง<br /><br />     <span style="color: #0000ff">..เคยต่อว่าปวงเทวดาว่าโหดร้าย ที่ทำลายความเชื่อมั่นอันใหญ่หลวง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ล้างชีวิตหมดสิ้นไปในทั้งปวง หากพอล่วงถึงวันนี้จึงเข้าใจ...</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ...เพราะเทวะ ธ เมตตาจึงยื่นหัตถ์ มาช่วยขัดช่วยเกลาเฝ้าเสกสรร</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     แรกทุกข์ร้อนเจียนตายวายชีวัน ใกล้อาสัญจึงได้นึกตรึกจิตตรอง..</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     แม่ล่มได้กระทำในสิ่งที่เรียกว่า “หน้าที่” มาในทุกบทบาทของความเป็นมนุษย์ในสังคมโลกเกินหกสิบปี แต่ถ้ากระทำถวายทวยเทพก็นับว่าหลายสิบปีเช่นกัน แต่คงไม่บังอาจเรียกว่าเป็นการปฏิบัติเทวะกิจ เพราะดูเกินศักดิ์ และอัครฐานเกินตัว ซึ่งคำนี้ ภูเตศวรใช้เรียกขานผู้ทำงานถวายเทพยดาเจ้าในทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ รวมถึงทุกงานที่สนองพระราชดำริ พระราชโองการให้ลุล่วงไปด้วยดีทุกคน</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     จากการถวายงานอันใกล้ชิดนี้เอง แม่ล่มพบคนที่ทุกข์จนไม่คิดว่าจะทุกข์ได้เพียงนั้น ได้ผ่านคนสิ้นหวัง สิ้นศรัทธาในการที่จะทำความดีอีกต่อไป ได้รู้จักกับคนหลายประเภท ทั้งดีสุดๆตลอดจนได้เจอะเจอคนที่มากล้นด้วยความทะยานอยาก คนโลภที่เอาแต่ได้แม้แต่เทวดาก็ไม่เว้นที่จะเอาเปรียบท่าน ได้สดับรับฟังข้อธรรมที่แต่ละพระองค์ทรงเมตตาอบรมให้ข้อคิดกับบุคคลเหล่านั้นทำให้แม่ล่มสิ้นความสงสัยเรื่อง <span style="color: #ff0000">“กรรม”</span> และยอมรับโดยดุษฎีว่า ความทุกข์ใดๆในโลกไม่ได้เกิดจากใครเลยนอกจากเราเป็นคนแบกรับเอาไว้ว่าเป็นของเราทั้งสิ้น ที่ต้องเป็นเช่นนี้<span style="color: #ff0000">เพราะกิเลสหนา ปัญญาหยาบกดหัวอยู่ทุกชาติภพ</span></span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เคยเวียนเกิดเวียนตายก็หลายชาติ ยังมิอาจตัดเกิดตายได้สักหน</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เคยต่อกรกิเลสผลาญมารผจญ ยังอับจนหนทางสู้แม้รู้ทาง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เคยสดับโมกขธรรมอันล้ำค่า ยังไม่เกิดปัญญาพากระจ่าง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เคยถูกสอนให้รู้จัก ลด..ละ..วาง ยังไม่ห่างจาก “ตัวกู” จนบัดนี้</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     <span style="color: #993366">อันความรัก..โลภโกรธหลงในสงสาร ก็เคยผ่านมาแล้วทุกวิถี</span></span><br /><br /><span style="color: #993366">     ความทุกข์สุขที่หักร้างถางฤดี ก็ถูกชี้ให้ซาบซึ้งถึงแก่นใจ</span><br /><br /><span style="color: #993366">     เคยล้มลุกคลุกคลานก็นานหนัก เดี๋ยวเดินเดี๋ยวพักเกินอิ่มหนำ</span><br /><br /><span style="color: #993366">     เดี๋ยวตื่นเดี๋ยวหลับนับประคำ เดี๋ยวถลำเดี๋ยวสติก็กลับคืน</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ตามที่เคยเล่า เมื่อครั้งภูเตศวรมีอาการผิดปกติ แม่ล่มใช้ประสบการณ์แบบบ้านๆ แนะนำจนภูเตศวรรับทราบในสิ่งที่กำลังเป็น หน้าที่ที่ต้องกระทำ ครั้นมหาวิษณุเสด็จเพื่อมอบหมายพระราชภารกิจที่ต้องรีบเร่งกระทำถวาย แม่ล่มก็เหมือนราชเลขาณุการิณี จดและจำพระกระแสรับสั่งให้ได้ใจความมากที่สุด เพื่อบอกกล่าวกับภูเตศวร กับคุณรัตน์ที่จะเป็นคุณพระพี่เลี้ยงในวันข้างหน้าเมื่อทรงปรับทุกอย่างเข้าที่เข้าทางได้แล้ว แต่งานด่วนขณะนั้นคือการแก้ไขสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงในครอบครัวของคุณมิ่งขวัญ จันทร์เฉิด (คุณหมู) กับอาการป่วยหนักของบิดาเรา ที่ทรงรับสั่งให้ภูเตศวรบวชทดแทนพระคุณและยืดเวลาให้บิดาได้เตรียมจิตวิญญาณก่อนจากโลก แล้วแม่ล่มจะเล่าในตอนต่อๆไปให้อ่านนะคะ</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ระยะแรกทรงใช้บ้านของคุณรัตน์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับคุณหมูอบรม สอนธรรมะ เป็นที่พึ่งให้คนในตระกูลจันทร์เฉิด(รายละเอียดอยู่ใน โอษฐ์เทวะ) มหาวิษณุทรงรับสั่งสั้นๆว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “เทวดาก็มีกรรมต้องชดใช้เช่นเดียวกับมนุษย์”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     มื่อปัญหาของครอบครัวจันทร์เฉิดคลี่คลายไประดับหนึ่ง ภูเตศวรจึงย้ายมาอยู่บ้านบิดาที่สี่แยกถนนพิชัย ใกล้สวนรื่นฤดี สร้างบารมีเพื่อนำอานิสงส์มาช่วยบิดาซึ่งเป็นเจ้าของบ้านให้อาการป่วยดีขึ้น จะเห็นได้ว่าปุถุชนอย่างเราไม่มีใครหลีกพ้นกรรมที่ตนทำได้ อย่างดีที่สุดก็คือละเว้นชั่วแล้วสร้างบุญกุศลให้มาก กรรมไม่ได้หายไปไหน แต่ผ่อนคลายจากหนักเป็นเบาเท่านั้นเอง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     การดูแลสถานที่ จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ประจำพระองค์ ดอกไม้ ธูปเทียน พานครู ตลอดจนการอำนวยความสะดวก อธิบาย ขยายความคำแนะนำของท่านเมื่อแขกใครไปมาที่ยังไม่เข้าใจ แต่ละวันมีคนเดือดร้อนมาหาให้ช่วยจากทุกสารทิศไม่ต่ำกว่าร้อยราย น้ำท่าใช้ดื่ม ใช้อาบน้ำมนต์ แม้กระทั่งผ้านุ่ง ผ้าขาวม้า ต้องพร้อมเสมอยามทรงเรียกใช้ แม่ล่มกับคุณรัตน์เคยขุ่นข้องใจว่า ทำไมหนอเมื่อเจ้าตัวรู้ว่าจะมา ทำไมไม่รู้จักเตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้าให้พร้อม ซ้ำบางรายอาบน้ำมนต์เสร็จก็ รูดผ้ากองเป็นเลขแปดเอาไว้ให้ซักอีก เป็นเรื่องอึดอัด โศกเศร้าเคล้าน้ำตาทุกวัน มหาวิษณุทรงเอ็ดเราว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “มีหน้าที่ก็ทำไป ทำแล้วก็ไม่ต้องบ่น แต่ถ้าบ่นก็ไม่ต้องทำ”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     หลายปีผ่านไปนั่นแหละจึงได้รู้ว่า มีกรรมต้องใช้ให้คนเหล่านั้นประการแรก ต่อมาคือทรงกำราบอัตตาของเราที่มีมากมายไม่ให้สำแดงฤทธิ์เดช และฝึกความอดทน อดกลั้น สำหรับทำงานใหญ่ที่ไม่ใช่การเป็นบาทบริจาริกาของใครในอนาคตข้างหน้า ซึ่งเป็นพระราชประสงค์อันแท้จริง ตามที่ทรงรับสั่งไว้แต่ต้น</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ยิ่งบ่นก็เหมือนยิ่งถูกแกล้ง วันนั้นจะเจอะเจอแขกแบบนี้ ทุกช็อต วันไหนปลงตกเบื่อที่จะคิด แขกดีๆ เพียบพร้อมด้วยมารยาทก็ทยอยมาไม่ขาดสายเช่นกัน </span><br /><span style="color: #0000ff">     </span><br /><span style="color: #0000ff">     ต่อมาเริ่มมีการรับขันธ์พานครู การจัดเตรียมพานผลไม้ ขนมมงคล และบายศรี ก็มีมาให้ทำเพิ่มขึ้นอีก ดูเหมือนว่าการมีอะไรวุ่นๆให้ทำจนเหนื่อยตลอดเวลาเป็นการบำบัดความทุกข์และความฟุ้งซ่านได้ชะงัด แม่ล่มกับคุณรัตน์ ยุ่งกับงานจนลืมคิดถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่อย่างหนักหนาไม่แพ้กันทั้งคู่ ต่อเมื่อล้มตัวลงนอนนั่นแหละแม้จะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันยันดึก ยังไม่สามารถหลับลงได้ถ้ายังไม่ได้เอาแขนก่ายหน้าผากครุ่นคิดเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ในช่วงวันปิดเทอมกับเสาร์ อาทิตย์แม่ล่มจะเป็นทัพหน้ารับรองแขกให้ก่อน ต่อเมื่อคุณรัตน์เสร็จจากขายของเพื่อเลี้ยงลูกๆตามลำพังแล้วจึงเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่พระพี่เลี้ยงตามปกติ วันธรรมดาท่านจะเสด็จก็ต่อเมื่อคุณรัตน์เสร็จภารกิจแล้วในช่วงก่อนเที่ยงหรือบ่ายไปแล้ว จนวันหนึ่งมหาวิษณุทรงถามคุณรัตน์ว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “ลักษมีอยากได้วันละเท่าไหร่”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ทรงเรียกพระนามเทพนารี องค์ที่ทรงพระเมตตารับดูแลคุณรัตน์ และหมายถึงรายได้แต่ละวัน ที่คุณรัตน์ต้องการ เพราะบางวันมาช้ากว่าของจะขายหมด แล้วแม่ล่มก็ติดงานประจำ แขกต้องรอกันไป</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “สองร้อยห้าสิบค่ะพ่อ”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     คุณรัตน์ผู้ชำนาญการเรื่องท่องตำหนักมานักต่อนัก แต่ถนัดใช้ภาษาธรรมดา มากกว่าราชาศัพท์ กราบทูลอย่างมั่นใจ หลัง ”คิดสะระตะ” แล้วว่า รายได้เดือนละเจ็ดพันห้าร้อยบาท น่าจะพอกับค่าใช้จ่ายในบ้าน ตลอดจนค่าเทอม ค่าขนมลูกๆ</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เงินสองร้อยห้าสิบบาทเมื่อยี่สิบกว่าปี ที่ทองคำราคาบาทละพันกว่า ค่าของเงินจึงมิใช่น้อย</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “ได้..วิษณุฯให้ตามนี้”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ปรากฏว่าคุณรัตน์ขายดีได้เงินตามจำนวนที่ขอในเวลาไม่นาน แต่เห็นว่าน่าจะขายได้อีก จึงยังไม่หยุด วิ่งกลับไปเอาของมาขายเพิ่ม ผลก็คือขายไม่ได้อีกเลย ต้องตัดใจกลับมาทำหน้าที่ทันที <span style="color: #993300">นี่คือการสอนให้รักษาสัจจะของมหาวิษณุ</span> พอเจอหน้ามหาฤาษีทรงเตือนคุณรัตน์ว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “ก่อนจะพูดอะไร คิดให้ดี เมื่อพูดแล้วก็คือสัจจะ ยิ่งเป็นสัจจะต่อเทวดายิ่งต้องระมัดระวังให้มาก อย่าพูดพล่อยๆ”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     อย่าคิดว่าการรับใช้ถวายงานท่านแล้วจะทรงไว้หน้า วันหนึ่งแม่ล่มถวายงานมหาฤาษีตั้งแต่เช้าจนเกือบบ่ายโมง คุณรัตน์ก็ยังมาไม่ถึง ก็ได้แต่เป็นห่วงว่าจะเป็นอะไรไป ทรงนิ่งเฉยไม่สนใจคำของแม่ล่ม จนได้ยินเสียงคุณรัตน์ออกตัวขณะเดินขึ้นบันไดมาห้องพระที่ประทับอยู่</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “ขอโทษนะค้า ที่มาช้า รถติดมากเลยค่ะ แต่เห็นว่ามีพี่สาวร่างอยู่ถวายงานก็เลยไม่ห่วงเท่าไหร่”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">    <span style="color: #993300"> “เอ็งก็บอกไปเลยซี้ไอ้หมี ว่าที่มาช้าน่ะมัวไปยืมทรัพย์คนอื่นเขาไปจ่ายค่าไฟมา”</span></span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     อย่าคิดว่าการเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดจะร่ำรวย สุขสบาย ถูกหวยรวยเบอร์ได้เงินง่ายๆเหมือนคนอื่น</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “แหมปู่ก็..ปู่ไม่บอกใครจะรู้” คุณรัตน์ประท้วง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “มนุษย์นี่ก็แปลก ทำไมต้องอายที่จะพูดความจริง ถ้าเอ็งไม่พูดแก้ตัวอะไรเลยเสียตั้งแต่แรกมันก็จบไปแล้ว จริงมั้ย”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ที่จริงก็ไม่มีอะไรมาก ทรงแสดงให้เห็นว่าทรงมีตัวตนจริง เทวดามีจริง การมีเจโตปริยญาณทำให้ทราบว่าคุณรัตน์ทำอะไรมา แขกที่มาจะด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามจะได้เลิกดูแคลนคนของท่านว่าทำมาหากินกับการรับแขก คนยิ่งมา ภูเตศวรกับสมาชิกร่วมชะตากรรมยิ่งกลุ้ม เพราะนั่นคือค่าใช้จ่ายก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เมื่อบิดาจากโลกไป บ้านที่พิชัยก็ไม่สะดวกในการต้อนรับแขก จากปัญหาของน้องๆที่ไม่เข้าใจ ทรงเห็นแม่ล่มที่ยังปลุกปล้ำทรมานกับโรคร้ายจึงพระราชทานโอกาส ให้ใช้บ้านที่บางพลัดของแม่ล่มแทน นับว่าทรงพระเมตตา และเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อแม่ล่มเป็นที่สุด</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ด้วยเหตุผลลึกๆคือ การที่แม่ล่มสละความเป็นส่วนตัว เปิดบ้านบรรเทาทุกข์ให้ผู้เดือดร้อนพบปัญหาสารพัดจาก ครอบครัว คู่ครอง ญาติพี่น้อง ลูกหลาน การงาน ตลอดจนคนสิ้นหวังจากการเจ็บป่วย ทั้งที่รู้สาเหตุแต่หมดหวังในการรักษา และไม่รู้สาเหตุหมดทางแก้ไข เพราะถูกกระทำคุณไสยมานั้น เพื่อนำอานิสงส์แห่งบุญกุศลที่ร่วมสร้าง มาเป็นปัจจัยในการเยียวยาโรคร้ายที่กำลังเป็นอยู่</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     <span style="color: #ff0000">ที่สำคัญคือเพื่อให้แม่ล่มได้ตระหนักว่า ที่คิดว่าเราทุกข์มากแล้วนั้น ยังมีคนอื่นทุกข์มากกว่าเราอีกร้อยเท่า พันทวี</span></span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     บ้านแม่ล่มจึงคล้ายสถานพยาบาลแบบแพทย์ทางเลือกกลายๆ คือใช้ยาสมุนไพร ใช้ธรรมะ ให้คำปรึกษา แก้ไขปัญหา ผสมอิทธิปาฏิหาริย์อย่างเข้มข้น ในราคาย่อมเยา <span style="color: #ff0000">ค่าพานครู ๑๙ บาทไทย</span> บางครั้งเมื่อผ่านครบทุกกระบวนท่าแล้ว ขากลับมหาฤาษีหยิบเงินจากพานครูที่สะสมมาแต่เช้ายื่นให้เป็นค่ารถด้วย งานนี้คุณรัตน์เลยประท้วง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “โห..ปู่ ยังงี้เราก็เหนื่อยแย่ซีเจ้าคะ สงสารร่างด้วย ไหนจะค่าธูปเทียน ดอกไม้ ทองคำเปลว ค่าใช้จ่ายอีกจิปาถะ...”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “เอ็งไม่รู้ก็อย่าพูด ข้าเสียเวลานวดขาให้มันเป็นชั่วโมง บ้านมันอยู่ไกลกว่าจะเดินถึงบ้านไอ้ที่ข้ารักษาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ก็มันจนถึงขนาดไปรักษาตามโรงพยาบาลไม่ได้ ต้องยืมทรัพย์มารักษากับข้า จะเอาอะไรมาจ่ายค่ารถล่ะไอ้หมี”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     นี่คือพระเมตตาอันหาที่เปรียบไม่ได้ของท่าน</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">    <span style="color: #ff0000"> “คนเขาทุกข์มา ต้องเมตตาเขา อย่าเพิ่มทุกข์ให้เขาอีก”</span></span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     นอกจากจดชื่อยา จดคาถาให้ท่อง จดวัตรที่ต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้เกิดบุญกุศลเพื่อผ่อนเคราะห์ให้เบาบางลง จดหมายเลขรถประจำทางที่จะไปแหล่งซื้อยา เขียนแผนที่ฯลฯ ช่วงหลังแขกคงได้ยินกิติศัพท์มากขึ้น ก็หลั่งไหลมาเป็นเงาตามตัว แม่ล่มจึงได้รับใช้ถวายงาน เป็นนักกายภาพบำบัดผู้ช่วยมือสองของมหาฤาษี ก็เขียนให้เก๋ ดูดีมีระดับไปงั้นแหละค่ะ ความจริงก็คือ<span style="color: #ff0000"> ท่านฝึกให้นวด จับเส้นให้คนที่มีอาการกระดูกทับเส้น บางรายก็เป็นอัมพฤกษ์มา ไม่รู้ว่าเพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้ แม่ล่มก็เป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ปวดร้าวลงขามาหลายปีแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้กระดูกต้นคอเสื่อม ทรุดลงกดทับกันจนออกซิเจนขึ้นเลี้ยงสมองไม่ค่อยพอ บางวันอยู่ดี ๆ ก็มีอาการวูบและมึนงง แพทย์ให้ผ่าตัด แต่บอกว่าเปอร์เซ็นต์หาย ๕๐ – ๕๐</span> ซ้ำทมยันตียังออกใบประกาศว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “แกอยากนั่งกินนอนกินก็ไปผ่าเลย”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     แม่ล่มยังไม่อยากเป็นภาระให้กับสังคมลูกหลาน จึงจำต้องขัดใจแพทย์กับคุณหญิง เลิกคิดผ่าตัดตั้งแต่บัดนั้น เพราะไหวทันก็เลยอดเป็นอัมพฤกษ์ไปอีกโรค</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     คิดอีกทีอาจได้นั่งกินนอนกินไปแล้วถ้าไม่ได้ผลบุญที่เคยช่วยมหาฤาษีรักษาผู้คนในครั้งนั้น ก่อนรักษาทรงสอนการวินิจฉัยโรคให้ด้วยทุกครั้ง ไม่ใช่ทำแบบเลื่อนลอยไร้หลักการ</span><br /><span style="color: #0000ff">     </span><br /><span style="color: #0000ff">     “ถ้าจับเส้นนี้ แล้วเขารู้สึกปวด แล่นไปตามนี้ แปลว่ายังพอรักษาได้ แต่ถ้ากดแล้ว เขาไม่รู้สึกอะไรเลยก็แปลว่าอาการมากแล้ว”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ทรงจับเส้นนวดไป ก็ประสิทธิ์ประสาทถ่ายทอดความรู้ให้แม่ล่มไป เรื่องนี้ภูเตศวรไม่ทราบ เพราะไม่ได้เป็นตัวของตัวเองขณะท่านเสด็จ ต่อเมื่อวันหนึ่งเห็นว่ามีความรู้พอเป็นเดี่ยวมือหนึ่งได้ แม่ล่มจึงตัดสินใจลองบำบัดให้น้องเมื่อเห็นอาการทรมานอย่างหนักจากการเจ็บปวดทุกอณูของร่างกาย และหมดเรี่ยวแรงอย่างนี้ทุกครั้งหลังทรงถอยพระญาณเสด็จกลับ นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่คนเป็นโอษฐ์แห่งเทวะที่แท้จริง จึงพยายามหลบเลี่ยง คงไม่ใช่เรื่องสนุกที่เสียเวลาทั้งวัน เพื่อเจ็บปวดร่างกายแสนสาหัสยามรู้ตัว มีสติสัมปชัญญะกลับคืน</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “นวดเป็นนี่นา จับตรงไหนโดนเส้นที่ปวด ไม่ผิดตำแหน่งเลย”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “อือ..ปู่แก่ถ่ายทอดวิชาให้น่ะ”</span><br /><span style="color: #0000ff">     </span><br /><span style="color: #0000ff">     “อูย...ยย..เส้นตะบวยเนี่ยก็เจ็บจริงเจ็บจัง นี่เจ๊ใช้อะไรนวด เหมือนไล่เส้นเป็นลูกระนาดเลยอ่ะ”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “มะเหงก!”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “หา..!?”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ”จริง..จริ๊ง”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     แม่ล่มตอนนั้นน้ำหนักเหลือ ๓๖ กิโลกรัม ตัวเล็ก มือเล็ก นิ้วเลยเล็กแถมแรงก็ไม่ค่อยมีเพราะเจ็บป่วยอยู่ จึงประยุกต์กำปั้นที่ภูเตศวรให้ฉายาว่า <span style="color: #993300">“มะเหงกพิฆาต”</span>ขึ้นเพื่อผ่อนแรงในการนวด ทำเอาภูเตศวรชอบใจในลีลานวด แถมหายปวดได้เป็นระยะๆ พอประทะประทังรับแขกได้ในวันต่อมา ทุ่นแรงให้คุณรัตน์ได้ในระดับหนึ่ง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     การนวดผ่อนคลายแบบตามมีตามเกิดให้ภูเตศวรเป็นเรื่องต้องทำสำหรับคุณรัตน์ และคนใกล้ชิด แต่ทำมากๆ ก็มีการบ่นเป็นของแถม และแล้ววันดีของมหาฤษีแต่เป็นคืนร้ายของคุณรัตน์ก็มาถึง</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “ไอ้หมี เอ็งช่วยข้านวดตรงนี้ให้มันหน่อย เป็นสะบักจมมานานแล้วใช่มั้ยล่ะนี่” ทรงไหว้วานคุณรัตน์ช่วยเป็นลูกมือ</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     เมื่อทรงถอยพระญาณเสด็จกลับ ภูเตศวรสบายดี กระปรี้กระเปล่าไร้อาการปวด แต่คุณพระพี่เลี้ยงถึงแก่อาการ “เดี้ยง” ปวดเมื่อยเนื้อตัวแสนสาหัสแทน</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “โอย..ยย... ปวด..ป๊วด...ปวด..” คุณรัตน์โอด</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     วันรุ่งขึ้นมหาฤาษี ทรงถามคุณรัตน์ว่า </span><br /><span style="color: #0000ff">     </span><br /><span style="color: #0000ff">     “รู้หรือยังว่ารักษาเขาแล้วร่างข้าต้องทรมานเจ็บปวดแทนมันเป็นยังไง”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     นับจากนั้นคุณพระพี่เลี้ยงกับพลพรรคจึงเลิกบ่นเรื่องนวด แต่เผลอสติ ไปบ่นเรื่องอื่น แล้วได้รับบทเรียนบทใหม่ ตามมาไม่รู้จักจบสิ้น เขียนไปก็ละอายในความดื้อด้านของตัวเองเหมือนกันนะนี่</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ยิ่งวันไหนรับแขกแต่เช้า กว่าแขกจะวาย เสด็จกลับสองยาม ตีหนึ่ง ภูเตศวรจะปวดเมื่อยเนื้อตัว ข้ามคืนข้ามวันน่าเวทนาที่สุด(การเจ็บปวดเหล่านี้เกิดจากการเบียดแทรกพลังงานของเทพ กรุณาอ่านรายละเอียดจากโอษฐ์เทวะนะคะ) คนเป็นพี่ก็ได้แต่เห็นใจ ใหม่ๆเจ้าตัวก็อาละวาดฟาดงวงฟาดงา ท้าตีท้าต่อยสิ่งที่ไม่เห็นรูป จนตื่นมาปากบวมเป็นพญาครุฑก็ทำมาแล้ว</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     อย่าว่าแต่ปวดเมื่อยเลย วันไหนมีการถอนคุณไสย ภูเตศวรก็ถึงกับรับบทเป็นจิวยี่คืออาเจียนเป็นเลือด ก็บอกแล้วไง กรรมของเขาเราไปตัดรอนเราก็รับสิ่งนั้นมาเต็มๆ ใครอยากเป็นเจ้าตำหนัก (ที่เป็นของจริง) มีคนกราบไหว้ ก็อยากไปเทิ้ด แม่ล่มคนหนึ่งล่ะที่ขอโบกมืออำลา เป็นแค่พี่สาวเจ้าตำหนักยังแทบเอาชีวิตไม่รอดเล้ย</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     แต่เมื่อวันหนึ่งได้ประจักษ์แล้วในคุณแห่งไตรสรณคมน์บนภูขี้กระโตด อันเงียบ สงบ สงัด ด้วยความเมตตาจากหลวงปู่เฉลียว ปัญญาธโร พ่อแม่อาจารย์อีกรูปของภูเตศวร ขณะอยู่ในร่มเงาผ้ากาสาวพัตร์ เมื่อครั้งบวชแทนพระคุณมารดา เจ้าตัวจึงหยุดการคร่ำครวญ มุ่งหน้าทำงานเพื่อพระศาสนาเต็มสติกำลังความสามารถ ตามคำขอของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร และที่สำคัญคือปฏิบัติเทวะกิจของการเป็นโอษฐ์แห่งเทวะ รับสนองพระราชโองการแห่งมหาวิษณุเจ้าเรื่องการสร้างวัดป่าชนะสงคราม เมื่อทรงประกาศว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “เราจะปักธงชัยไว้ที่นั่น”</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ทรงมีพระราชประสงค์ชัดเจนว่า ญาติพี่น้องกับผองเพื่อนที่เคยเคียงบ่าร่วมรบ เพื่อรักษามาตุภูมิมาด้วยกัน เคยเกิด เคยตาย ณ.ทุ่งสี่เหลี่ยมหรือทุ่งเสลี่ยมสมรภูมิรบแห่งนั้น เราเคยทั้งฆ่า และถูกฆ่า วิญญาณเพื่อนร่วมรบและฝ่ายตรงข้ามยังมีอีกมากมายที่ตกค้างอยู่ ยังไม่ไปสู่สุคติภูมิ การสร้างศาสนสถานไว้ที่นั่นจึงเสมือนการกลับไปแก้ไขชดใช้กรรมของตนตรงจุดที่เกิดเหตุ ยิ่งมีหลวงปู่พรม พรหมโชโตเป็นเสาหลักให้ ธงชัยแห่งมหาเทพจึงโบกสะบัด เด่นสง่าเป็นศรี สมศักดิ์พระเทวตานุภาพ ไร้ข้อกังขา ทุกอย่างจึงใกล้บทสรุปแล้วว่า ภูเตศวรกับญาติธรรมทั้งหลายต่างกระทำตนสมกับเป็นลูกพระพุทธเจ้า รับใช้ถวายงานเป็นบาทบริจาริกาแห่งเทวะตามสัจจาธิษฐานของเราทุกคน</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     ภูเตศวรบอกแม่ล่มและญาติมิตรเสมอว่า</span><br /><br /><span style="color: #0000ff">     “มหาวิษณุ ทรงต้องการให้วัดนี้เป็นที่ ที่ทุกคนสามารถมาพักพิงได้ทั้งยามสุขและทุกข์ หากมีเหตุเภทภัยใดๆก็ตาม ขอให้มาที่นี่แล้วจะปลอดภัย เราจะกลับให้ถึงบ้านด้วยกัน ใครไปได้ให้รีบไปก่อน ไม่ต้องห่วงผม ถ้ายังไม่จบสิ้น สักวันหนึ่งแม้ต้องเป็นคนสุดท้าย ผมจะตามหลังไปให้ได้”</span></p>
<div id="wpfa-2770" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773289840-_.jpg" target="_blank" title="หลวงปู่เสน_หลวงปู่เฉลียว.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;หลวงปู่เสน_หลวงปู่เฉลียว.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%96-%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๕ ประสบทุกข์เพราะคู่กรรม by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%95-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Mar 2026 03:21:58 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๕ ประสบทุกข์เพราะคู่กรรม
&nbsp;
     “เวลาเอ็งฝัน เอ็งคิดว่าไอ้ที่เอ็งเห็นน่ะ มันจริงหรือฝันวะไอ้ล่ม ?”     มหาฤาษีเคยรับสั่งถามแม่ล่มอย่างนี้จริงๆค่ะ แม่ล่มก็ตอบแบบงงๆไปว่า     “ก็...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="color: #800080;font-size: 24pt">ตอนที่ ๕ ประสบทุกข์เพราะคู่กรรม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     “เวลาเอ็งฝัน เอ็งคิดว่าไอ้ที่เอ็งเห็นน่ะ มันจริงหรือฝันวะไอ้ล่ม ?”<br /><br />     มหาฤาษีเคยรับสั่งถามแม่ล่มอย่างนี้จริงๆค่ะ แม่ล่มก็ตอบแบบงงๆไปว่า<br /><br />     “ก็คิดว่าจริงนะซีเจ้าคะปู่ ถ้าฝันร้ายละก็วิ่งตับแล่บทู้กทีเลยเจ้าค่ะ”<br /><br />    <span style="color: #3366ff"> “แล้วแน่ใจหรือว่า วันนี้ เวลานี้ ที่เอ็งกำลังคุยกับข้าเนี่ย มันจริงหรือว่าฝัน ?”</span><br /><br />     “เอ๋..นั่นซีเจ้าคะ”<br /><br />     <span style="color: #993300">แล้ว..วันนี้ ..ขณะนี้..เรากำลังฝันอยู่หรือเปล่า แม่ล่มคิดตามคำของมหาฤาษี</span><br /><br />     <span style="color: #3366ff">ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็เป็นความจริงที่ยิ่งกว่าฝัน แต่ถ้าเป็นความฝัน แม่ล่มก็ผ่านการฝันร้ายมาตลอดคืนอันยาวนานจนเหนื่อยหอบ หลังจากรู้ว่าก็แค่ฝันร้ายแล้วตื่นมาในยามเช้าอย่างอิดโรย หมดแรง</span><br /><br />     แม่ล่มเป็นผู้หญิงธรรมดา ที่ยิ่งกว่าธรรมดา เหตุผลง่ายๆคือ แม่ล่มก็มีความใฝ่ฝันในชีวิตเหมือนกับวัยรุ่นต่างจังหวัดที่คิดว่า วันหนึ่งชีวิตจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าได้เข้ากรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร <span style="color: #000080">ประมาณว่าอยากเป็นพระสังข์ตอนได้ชุบตัวในบ่อทองคำของนางยักษ์ เพื่อเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐแนวหน้าของชาติ ในคณะที่มุ่งหวัง และวันหนึ่งจะมีคำว่าด็อกเตอร์นำหน้าชื่อ</span><br /><br />     ได้พบผู้ชายดีๆสักคน ตามมาตรฐานของใครก็ไม่รู้ที่บอกว่า เขาควรมีความรับผิดชอบ รักครอบครัว โดยไม่เน้นว่าต้องหน้าตาดีมากมาย แต่ถ้าได้ก็ดีถือเสียว่าเป็นรางวัลสมนาคุณลูกค้าชั้นพิเศษ สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขนับจากนาทีแรกที่แต่งงาน อยู่เป็นเพื่อนในยามเหงา ดูแลกันในยามแก่เฒ่าและเจ็บไข้ ไม่หวังมากขนาดต้องร่ำรวย แต่ควรแบ่งปันรายได้มาจุนเจือสมาชิกในครอบครัวด้วยกัน เปิดเผยและให้เกียรติซึ่งกันและกัน<br /><br />    <span style="color: #000080"> ยังฝันต่อไปอีกว่า วันหนึ่งในอนาคต น่าจะได้ทำงานมั่นคงในสายอาชีพที่ตัวเองรัก อยู่กับครอบครัวอันอบอุ่น มีลูกสุขภาพดี แข็งแรง สติปัญญาใช้ได้ สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำตามที่เขาปรารถนา มีงานทำโดยที่ไม่ต้องห่วงกังวล หากโชคชะตาดีมีบุญพาวาสนาส่ง แม่ล่มคงอายุยืนยาว ทันได้เห็นหลานย่า หลานยายก่อนปิดตาลงในบั้นท้ายปลายชีวิต</span><br /><br />     เป็นความฝันแสนหวานสมบูรณ์แบบ ประเภทฟูลอ๊อปชั่น ซ้ำยังต่อยอดให้ลูกหลาน เพิ่มวงจรชีวิตให้กับเขาที่ยังไร้ตัวตนในเวลานั้น<br /><br />     หากรู้สักนิด..แม่ล่มเคยบอกตัวเองด้วยวลีนี้เมื่อต้องพบกับคู่กรรมตัวจริงในชีวิตจริงที่ไม่ต้องออกแรงฝัน แม้จะสายไปนิด แต่ก็ยังหักลำทันหวุดหวิด<br /><br />     “<span style="color: #ff0000">ชีวิตเหมือนฝันตามที่ข้าบอกหรือเปล่า <strong>ข้ารู้ว่าเอ็งทุกข์ แต่เอ็งก็ต้องใช้กรรมนั้น</strong> จึงได้แต่หลอกล่อให้เอ็งมีกำลังใจ พยายามก้าวผ่านทุกข์นั้นให้ได้ โลกไม่เคยให้อะไรใครครบถ้วนทั้งหมดหรอกไอ้ล่ม </span>บางคนมีผัวดี แต่มีลูกเกเรติดยา บางคนลูกดี ผัวดี แต่มาเสียตรงที่มีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า บางคนอาชีพการงานดีแต่เสียที่คู่ครองและลูกไม่เอาไหน บางคนอดมื้อกินมื้อ แต่ครอบครัวรักใคร่กันดี อย่างน้อยเอ็งก็โชคดีแม้จะเสียที่ผัว แต่มีลูกดี กตัญญูรู้คุณ รักเอ็งมากกว่าใคร รึเอ็งจะเอาผัวดีแล้วลูกไม่มีอนาคตหือ? <span style="color: #ff0000"><strong>จำไว้นะไอ้ล่มเมื่อไหร่ที่เห็นจิตแท้ของตน นั่นแหละคือสุขจริง</strong></span>”<br /><br />     คำปลอบประโลมที่จี้ถึงใจแบบนี้ มีแต่มหาฤาษีหรือปู่แก่ ที่แม่ล่มเรียกขาน คอยเตือนสติ คอยสะกิดให้ได้คิด ในยามน้ำตาพร่างพรูด้วยทุกข์โทมนัสในชีวิตครอบครัว<br /><br />     “ไม่เจ้าค่ะ ขอให้ได้ลูกดีอย่างที่เป็นอยู่นี้แหละเจ้าค่ะ”<br /><br />     “เออ..คิดได้ก็ดีแล้ว เอ็งมันอยากโลภมากแถมโกงเทวดามานานแล้วด้วย ขอพรแต่ละที ประโยคเดียวเหมารวมหมด”<br /><br />     “ไม่เข้าใจเจ้าค่ะ” แม่ล่มงงเหมือนถูกชกอีกครั้ง เอ..เวลาขอพร ก็ขอคนเดียวเงียบๆหน้าที่พระ แล้วท่านรู้ได้อย่างไร ถ้าเป็นภูเตศวรแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ว่าจะรู้เรื่องนี้<br /><br />     “เอ็งขอว่าไงล่ะ”<br /><br />     “ก็..ขอให้พบแต่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเจ้าค่ะ” แม่ล่มเริ่มอึกอัก<br /><br />    <span style="color: #3366ff"> “สิ่งดีๆของเอ็งนี่ หมายถึงมีลูกดี มีผัวดี ร่ำรวยเงินทอง มียศศักดิ์ การงานก้าวหน้า พรั่งพร้อมด้วยธนสารสมบัติ อยู่เคหาหลังใหญ่ มีไอ้ตู้ (รถยนต์) มีไอ้ตั่ง(รถจักรยานยนต์)ขับ มีโชคมีลาภ..งั้นรึ ?”</span><br /><br />     “เอ้อ..!?” ถูกของท่านแฮะ แม่ล่มอับจนถ้อยคำ ตอบไม่ได้ ไปไม่ถูกเอาเสียเลย<br /><br />     “<span style="color: #ff0000">มนุษย์มีอธิษฐานฤทธิ์กันทุกคน อยู่ที่ว่าจะฉลาดใช้แค่ไหน</span> ขออะไรก็ให้น้อยๆหน่อย บุญบารมีเรามีแค่ไหนไม่มีใครรู้ ขอเกินไปก็ไม่ได้อยู่ดี ควรตั้งจิตขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวให้แน่วแน่ในแต่ละคราว สำเร็จแล้วก็หัดทำความดีแลกเปลี่ยนบ้าง จะสวดมนต์ ไหว้พระ ภาวนา ใส่บาตร ทำสังฆทาน หรือทำบุญอย่างอื่นก็ได้ อานิสงส์เกิดกับคนทำ ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว”<br /><br />     มหาฤาษีทรงหมายถึง สิ่งที่ได้ เกิดจากการอธิษฐานใช้บุญเก่าที่เราเคยสร้าง เมื่อได้แล้ว ก็ควรเติมกลับให้เหมือนเดิม ถ้าใช้ไปเรื่อยๆไม่เติม บุญบารมีเดิมก็มีวันหมดได้<br /><br />     <span style="color: #ff0000">“ไม่มีพ่อแม่คนไหน อยากให้ลูกแคะกระปุกบุญของตัวเองจนหมดหรอก อยากให้เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง เอ็งจะรู้ล่วงหน้าไหมเล่าว่าจำเป็นต้องใช้ อีกเมื่อไหร่ จะเจ็บหนัก จะเจอวิบากตัดรอนเวลาไหน แม้ไม่ได้ใช้มันในยามมีชีวิต <strong>ตอนเอ็งหลับตาตาย บุญกุศลนี่แหละจะเป็นเชื้อเพลิงสะสมจุดดินระเบิดสมทบส่งให้จิตวิญญานไปไกลจนพ้นอบายภูมิได้</strong>”</span><br /><br />     เป็นคำตอบที่ทรงให้ เมื่อแม่ล่มอาละวาดฟาดงา ยามไม่ได้อะไรตามใจหวัง ซ้ำบ่นบ้าว่าต่อไปนี้จะไม่ทำแล้วความดี ทำไปก็ไม่มีคนเห็น นับว่าท่านทรงอดทนยิ่งยวดกับแม่ล่มที่เอาแต่ใจตัวเอง อาจเป็นเพราะทรงเห็นว่าแม่ล่มกำลังอยู่ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่ถาโถมเข้ากระแทกลูกแล้วลูกเล่า ซวนเซล้มลุกคลุกคลาน อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย จึงเมตตาเป็นกำลังใจให้ เพื่อเด็กชายหญิงคู่หนึ่งไม่ต้องกำพร้าแม่<br /><br />     ครั้นเมื่อแม่ล่มยืนหยัด ฟันฝ่ามาได้จนเห็นว่าฟ้าหลังพายุฝนสวยงามเพียงใด คุ้มค่ากับการอดทนแค่ไหน ทรงเฉลยสั้นๆว่า<br /><br />     “เอ็งเคยถามใช่ไหมว่าทำไมต้องเป็นเอ็ง <span style="color: #ff0000"><strong>กรรมไงล่ะไอ้ล่ม</strong></span>”<br /><br />     “แล้วเมื่อไหร่กรรมนี้จะหมดเสียทีล่ะปู่”<br /><br />     ที่ถามเพราะแม้แต่วันนี้ แม่ล่มยังคงสถานะทางสังคมว่า “ไม่โสด”<br /><br />     “ถ้าหย่าได้ เจ๊จะแต่งงานใหม่ไหมล่ะ”<br /><br />     ภูเตศวรเคยย้อนถาม ยามแม่ล่มขุ่นเคืองเมื่อนัดจดทะเบียนหย่าไม่ได้ผล<br /><br />     “วุ้ย..แค่นี้ก็เข็ดแล้ว หาเหาใส่หัวทำไมอีก”<br /><br />     “งั้นก็ปล่อยให้กอดทะเบียนสมรสไปแล้วกัน”<br /><br />     เมื่อน้องว่างี้ ก็ตามใจน้อง พี่สาวเลยจัดหนัก จัดเต็ม คือเลิกสนใจกระดาษใบนั้นไปจนบัดเดี๋ยวนี้ที่กำลังเขียนอยู่</p>
<div id="wpfa-2768" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773285718-dhamma5minutes_Gallary-14.jpg" target="_blank" title="dhamma5minutes_Gallary-14.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;dhamma5minutes_Gallary-14.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%95-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ตอนที่ ๔ แรกพบ by แม่ล่ม</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%94-%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%9a-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Wed, 11 Mar 2026 06:57:43 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่ ๔ แรกพบ
&nbsp;
     ครั้งแรกที่ได้สนทนากับ “ใครก็ไม่รู้” ของน้องชายนั้นทรงรับสั่งสั้นๆรัวๆว่า     “เราคือวิษณุนารายณ์”     พระสุระเสียงทุ้ม นุ่ม เบา สูงๆต่ำๆ ผ่านลิ้นรัวเร็วของภูเตศ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #ff00ff">ตอนที่ ๔ แรกพบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>     ครั้งแรกที่ได้สนทนากับ “ใครก็ไม่รู้” ของน้องชายนั้นทรงรับสั่งสั้นๆรัวๆว่า<br /><br />    <span style="color: #339966"> “เราคือวิษณุนารายณ์”</span><br /><br />     พระสุระเสียงทุ้ม นุ่ม เบา สูงๆต่ำๆ ผ่านลิ้นรัวเร็วของภูเตศวรพอได้ยินว่า เรา..คือ..วิด..ซะ..นู..นา..ราย..<br /><br />     เข้าทางแม่ล่มผู้มีความรู้เท่าหางอึ่ง จึงกระหยิ่มยิ้มย่องที่จะไล่เลียงถามในสิ่งที่แน่ใจเกินร้อยว่าภูเตศวรไม่มีวันรู้ ไม่ชอบอ่าน ไม่เคยสนใจศึกษาอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเดินวนรอบโต๊ะสนุ้ก รวมระยะเวลาเทียบกับระยะทางน่าจะวนรอบโลกได้หลายรอบ ว่างๆก็จัดตัวเองเข้าทำเนียบนักเลงระดับเจ้าพ่อในซอยย่านบางพลัด พฤติกรรมนี้ยามแม่ล่มอ่านหนังสือพิมพ์พบข่าว <strong>ชายไทยไม่ทราบชื่อถูกฆ่าหมกศพ</strong> จิตมักประหวัดถึงน้องชายอย่างเป็นห่วงทุกครั้ง<br /><br />    <span style="color: #000080"> <span style="color: #3366ff">“ถ้าท่านเป็นพระนารายณ์จริง ต้องบอกได้ว่าสวรรค์มีกี่ชั้น”</span></span><br /><br />     ขอสารภาพตามตรงว่า ความรู้สึกแรกคือถ้าเป็นพระนารายณ์ก็น่าจะอยู่สวรรค์ จึงถามไปอย่างนั้น ซ้ำเกิดมาก็ไม่เคยกราบบังคมทูลเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดมาก่อนในชีวิต ยิ่งต้อง<strong>เจรจา</strong>กับ<strong>พระนารายณ์</strong>ด้วยละก็ นับเป็นสิ่งเกินคาดคิด ถ้อยคำจึงกระด้างกระดางลาง ยโสโอหังเป็นที่สุด เพราะต้องการทดสอบว่าภูเตศวรเป็นโรคอุปาทานอยากเป็น<span style="color: #0000ff"><strong>เจ้า</strong></span>ตามข้อสังเกตหรือไม่ อีกประการคือจะจับผิด <strong><span style="color: #ff0000">“ใครก็ไม่รู้”</span></strong> ที่อ้างว่าเป็นพระนารายณ์ด้วยนั่นเองเป็นเหตุ แม้แต่คุณรัตน์ คุณพระพี่เลี้ยง ซึ่งนำความมาบอกเล่าในภายหลังให้แม่ล่มสะดุ้งใจ ยังใช้ภาษาเจ้าลิเกเลยว่า<br /><br />    <span style="color: #3366ff"> “เสด็จพ่อพระนารายณ์ มีพระดำรัสตรัสว่า พี่สาวของร่าง (ภูเตศวร) ถามลองดีเสด็จพ่อท่าน”</span><br /><br />     “อ้าว! แล้วจะเชื่อได้ไงว่าที่บอกเป็นนู่น นี่ นั่น น่ะจริงหรือเปล่า ถ้าไม่พิสูจน์ด้วยการถามหรือซักไซ้ไล่เลียงกันอย่างนั้น”<br /><br />     “นั่นนะสิ” คุณพระพี่เลี้ยงรัตน์ พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย<br /><br />     เมื่อแม่ล่มกราบทูลถามในภายหลัง มหาวิษณุนารายณ์ทรงรับสั่งให้คลายใจว่า<br /><br />     <span style="color: #3366ff">“ก็ดีแล้วที่ถาม คนมีสติปัญญา ไม่ควรฟังแล้วเชื่อทันที ต้องคิดพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อนว่าน่าเชื่อได้หรือไม่”</span><br /><br />     ความจริงทรงสอนให้มีสติในทุกอิริยาบทมาแต่ต้น แต่ความไม่รู้ของแม่ล่มทำให้พลาดการสนทนาธรรมจากพระโอษฐ์ไปจนเกือบสาย ถ้าความทุกข์ในชีวิตครอบครัวที่เริ่มมีปัญหา ความทุกข์จากโรคร้ายที่เริ่มเป็น กับความทุกข์จากการที่รู้ว่ากำลังพบกับความพลัดพรากจากไปของผู้อันเป็นที่รักยิ่งในเวลาอันใกล้ ไม่มาเปิดใจอันมืดบอดอยู่กับความรัก โลภ โกรธ หลง แล้วละก็ แม่ล่มคงไม่มีวันรู้จักจุดหมายที่แท้จริงของตัวเองสักทีแม้วันหลับตาลาโลกมาถึง<br /><br />     จากคำกราบบังคมทูลถามและทรงรับสั่งตอบ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนจากสิ่งที่เคยเรียนรู้จากตำรา (ซึ่งไม่แน่ว่าจะถูกทุกกาล เพราะอาจเป็นเพียงความคิดเห็นประกอบการวิจัยในแต่ละเรื่องของแต่ละคน) ซ้ำยังทรงสอนมวยแม่ล่มอีกหมัดก่อนเสด็จกลับว่า<br /><br />    <span style="color: #3366ff"> “รู้มั้ย คนสมัยก่อนเช่นพวกฤาษีชีไพรที่บำเพ็ญตบะจนได้ฌานระดับหนึ่ง สามารถถอดจิตไปรู้ ไปเห็น สวรรค์ นรก และภพภูมิอื่นได้จริง จึงได้นำมาบอกเล่าหรือจารึกเป็นหลักฐานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา แต่อำนาจจิตและญาณทัศนะที่มี ไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้ครบทุกอย่าง ยกเว้นพระพุทธเจ้าที่ทรงไว้ซึ่งโลกวิทู รู้แจ้งในโลกสงสาร จึงไม่ทรงเวียนวัฏฏ์กลับมาอีก”</span><br /><br />     หลังการเสด็จผ่านภูเตศวรหลายครั้งเข้า จึ่งทรงรับสั่งถึงพระราชประสงค์ให้ศิษย์รุ่นแรก มีแม่ล่ม คุณรัตน์ คุณมิ่งขวัญ จันทร์เฉิด กับลูกหลานและญาติใกล้ชิดในครอบครัวจันทร์เฉิดเท่านั้นว่า<br /><br />     <strong>“เรามาตามคนของเรากลับบ้าน มิใช่มาเพื่อเป็นบาทบริจาริกาของใคร”</strong></p>
<div id="wpfa-2765" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1773212692.jpg" target="_blank" title="พระอาจารย์โกวิน.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;พระอาจารย์โกวิน.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/">ฤามีทางอื่นไป</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a4%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%94-%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%9a-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		