
เครื่องหอม (๒)
แม่เม้าเคยเล่าค้างไว้ที่กรรมวิธีการสกัดกลิ่นหอมจากวัตถุดิบเพื่อเตรียมทำเครื่องหอมชนิดต่างๆ แล้วนะคะคราวนี้ก็เข้าเรื่องซะทีว่าเครื่องหอมที่เล่ามายืดยาวนั้นมีอะไรกันบ้าง
ถ้าเป็นเครื่องหอมแบบฝรั่งละก็ น้ำหอม จะได้เครดิตจัดอันดับให้ยืนอยู่แนวหน้าก่อนเพื่อน ค่าที่เห็นชัดกว่า ใช้ง่าย โก้หรู สำเร็จรูปมาในขวดสวย ราคาแพง บางยี่ห้อแค่เห็นขวดที่ออกแบบได้เริ่ด บอกรสนิยมของผู้ใช้ว่าสูงส่ง ฐานะดีแน่ ๆ ยิ่งรู้ว่าเป็นของสั่งเข้าจากฝรั่งเศสเมืองน้ำหอมด้วยละก็ รู้สึกว่าจะ สะง่า กว่าผู้คนรอบข้างขึ้นมาเลยเชียว กิระดังเคยได้ยินมาว่ามีอยู่ยี่ห้อหนึ่ง แต่ละหยดสนนราคาเทียบเท่าทองคำทีเดียว แม่เม้าถนัดอยู่ยี่ห้อเดียวไม่เปลี่ยนใจ (ถ้าซื้อเองนะคะ) คือยี่ห้อ Floating Lady ค่ะ อย่าสงสัยเล้ยก็…น้ำอบนางลอยไงคะ ลูบตัวแล้วสดชื่น หายร้อน หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง กำลังรอ ๆ อยู่เหมือนกันว่าจะมีใครใจป้ำฝากน้ำหอมฝรั่งมาให้ทดลองใช้ดูบ้าง เมื่อเปรียบเทียบแล้วจะได้เขียนบอกกล่าวกันอีกทีว่าผลเป็นอย่างไร
น้ำหอมมี ๓ ระดับความเข้มข้นจึงเรียกได้ ๓ ประเภทคือ หัวน้ำหอม (perfume) มีความเข้มข้นของน้ำมันหอมบริสุทธิ์สูงสุด ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ กลิ่นก็เลยเข้นข้น ราคายิ่งเข้มข้นกว่า ต้องใช้ในปริมาณน้อยๆเพราะกลิ่นติดทนนาน ๔ ถึง ๘ ชม. แตะเพียงบางเบาบริเวณชอกหู แขนพับ หรือจะพรมให้ทั่งตัวเผื่อแผ่คนเบี้ยน้อยหอยเล็กที่ไม่มี.โอกาสใช้ของแพงๆอย่างแม่เม้าบ้าง ก็ยังดีกว่ากลิ่นน้ำเน่าแหละน่า
หากความเข้นข้นของหัวน้ำหอมน้อยลงมาจาก perfume เรียกว่าโลชั่น (lotion) หรือ ออเดอทอยเล็ต (Eav de toilete หรือ Toilet water) มีความเข้มข้นประมาณ ๕๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นขนาดที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป ราคาถูกกว่าชนิดหัวน้ำหอมแต่กลิ่นก็ยังแรงอยู่ดี ไม่ควรฉีด หรือโปรยละอองพรมตัวเกินสองฟุต ก็เพียงพอกับการหอมแก้มสองฟอดมิฉะนั้นเขาจะวิงเวียนเป็นลมไปก่อนจะทันได้ยวนอารมณ์แบบซึ้งใจ อันผิดวัตถุประสงค์ของเรา
ประเภทสุดท้าย คือ เพอร์ฟูมโคโลญจน์ (perfume cologne) ความเข้มข้นของหัวน้ำหอมน้อยที่สุดไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาย่อมเยาพอๆ กับกลิ่นคือไม่ค่อยอยู่นาน มักใช้ชโลมตัวหลังอาบน้ำ เพื่อเพิ่มความสดชื่นเย็นสบาย แม้กลิ่นอยู่ไม่นานแต่ยังดีกว่า ออดิโคโลญจน์ (Eav de cologne) ที่ไม่ใช่น้ำหอมอย่างที่บางคนเข้าใจ ชื่อมีความหมายว่า น้ำแห่งเมืองโคโลญจน์ จึงเป็นเพียงน้ำปรุงแบบฝรั่งชนิดหนึ่งเท่านั่น ใช้ประพรมตัวบรรเทาความร้อน คลายความเหน็ดเหนื่อย หอมชื่นใจเพียงชั่วครู่ก็ระเหยไปอย่างรวดเร็วชนิดสิ้นเยื่อขาดใยกับผู้ใช้อย่างเด็ดขาดกันไปข้าง
จากน้ำหอมก็เป็นเครื่องสำอางล่ะค่ะ ตราบใดที่ผู้หญิงยังครองโลก เครื่องสำอางจะไม่มีวันเสื่อมความนิยมเป็นแน่แท้ ถ้าเป็นเรื่องประทินโฉมละก็ถูกใจทั้งวัยเอ๊าะจี๊ดจ๊าด ไม่เว้นแม้แต่วัยอ่วม อกโรยอย่างแม่เม้า ที่ยังอยากจ๊าบอยากแจมขนาดอ่านเจอสูตรรกแกะเข้า ทำท่าจะมีความหวังรำไรขึ้นมาเลยเชียว กะลังเล็งแลสัตว์เลี้ยงในบ้านอยู่ว่าจะเริ่มต้นที่ตัวไหนดีจึงจะเจ๋งสะใจ
เครื่องสำอางเป็นเครื่องหอมที่ขาดหัวน้ำมันหอมไม่ได้ สมัยโบราณมักได้จากพืชสมุนไพร และผลิตผลจากธรรมชาติโดยตรง สาวอียิปต์รู้เรื่องนี้พอ ๆ กับสาวจีน สาวอินเดียและสาวพม่า ไม่เว้นสาวไทย เครื่องสำอางจากสารธรรมชาติ นอกจากเพิ่มความสวยงามแล้วยังให้ประโยชน์ด้านสุขภาพอนามัยส่วนตัวด้วย สมกับคำขวัญว่า กินก็ได้ ทาก็ได้ มานานหนักหนาแล้ว
เครื่องสำอางของฝรั่ง จะสะดวกใช้ตรงที่บรรจุภาชนะสวยงาม เชิญชวนให้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงผิวหน้า ผิวตัว ที่บำรุงเฉพาะส่วนก็มี เช่น ผม เล็บ เปลือกตา ริมฝีปาก โลชั่นเช็ดหน้า ลิปสติก ฝุ่นทาแก้ม ทาตา ดินสอเขียนคิ้ว เขียนขอบปาก เขียนขอบตา ปัดขนตา สารพัด สารพันที่เนรมิตให้หญิงไทยงามแบบฝรั่งได้รวดเร็วทันใจ แต่ก็ต้องเสี่ยงกับพิษภัยจากสารเคมีสังเคราะห์ทันตา เช่น ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้น
ปัจจุบันวงการเครื่องสำอางเริ่มหันกลับมานิยมสมุนไพรอีกครั้ง เป็นการกลับสู่ธรรมชาติที่มีอันตรายน้อยที่สุด ไม่ต้องเสี่ยงกับการแพ้และระคายเคืองด้วย เป็นของที่ทำจากผลิตผลธรรมชาติซึ่งปราศจากอันตรายต่อเรา
และต่อนี้ไปเป็นการยืนยันถึงคุณค่าสมุนไพรในรูปแบบเครื่องหอมอันอมตะแบบไทยๆ ที่แม่เม้าภูมิใจเป็นที่สุด เพราะประโยชน์ใช้สอยที่บรรพบุรุษของเราถ่ายทอดให้นั้น ครอบคลุมวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันได้มากมายมหาศาล ไม่ทำลายธรรมชาติแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้างไม่มีสารก่อมะเร็ง ราคาไม่แพง หาได้ง่ายภายในครัวเรือน เงินตราไม่ต้องรั่วไหลโดยไม่จำเป็น
วัตถุดิบในการทำเครื่องหอมนั้น เราได้จากพืช สัตว์ และสารสังเคราะห์บางชนิดเหมือนของชาติอื่นๆ โดยผ่านห้องปฏิบัติทางเคมี สิ่งสำคัญขอให้มีความอดทน ประณีต พิถีพิถันเท่านั่น
เริ่มง่ายๆ ด้วยการอบ มีทั้งอบน้ำ คือลอยดอกไม้บนน้ำสำหรับทำน้ำดื่ม น้ำสรง น้ำเชื่อมใส่ขนม และทำน้ำดอกไม้สดเพื่อเตรียมทำน้ำอบไทย กับอบแห้ง คือ วางกลีบดอกไม้บานบนขนม หรือสิ่งของต่างๆ
วิธีต่อมาเป็นการใช้เทียนอบเพียงจุดไส้เทียนให้ไหม้ถึงตัวเทียน กลิ่นหอมจะออกมาตามควันเทียน ของที่อบจึงหอมตามประสงค์
การร่ำเป็นการอบกลิ่นให้หอมด้วยภาชนะเผาไฟที่เราเรียกว่า ตะคัน ใส่เครื่องหอมประเภทยางไม้ กำยานเนื้อไม้ หรือดอกไม้หลายชนิดรวมกันเพื่อให้เกิดควัน ส่งกลิ่นหอมระเหยออกมา ควรวางตะคันบนทวน กลางโถกระเบื้อง ทำซ้ำกันหลายๆ ครั้ง ความหอมจะได้ติดทนนาน
การปรุง คือ การนำของที่จะทำเครื่องหอมหลายชนิดมาปรุงให้เป็นเนื้อเดียวกัน เช่น นำพิมเสน ชะมดเช็ดที่ฆ่าแล้ว แป้งหิน หัวน้ำหอม กลิ่นที่ชอบมาผสมกันแล้วปรุงกับน้ำอบไทย หรือเครื่องหอมชนิดอื่นตามประสงค์
เมื่อรู้วิธีสกัดกลิ่นง่ายๆ แล้วเรามาแยกแยะประเภทของเครื่องหอมไทยดูซิว่ามีอะไรบ้าง ประเภทแรกเรียกว่า ประเภทปรุงกลิ่นค่ะมีน้ำดอกไม้สดสำหรับเป็นน้ำดื่ม ใช้ล้างมือ หรือใช้สรงสำหรับเจ้านาย ได้จากการอบน้ำ อบแห้ง หรืออบด้วยเทียนอบ สุดแต่จะสะดวก เจ้านายในวรรณคดีหลายเรื่องที่สรงน้ำด้วยน้ำดอกไม้สด เช่น อินทรชิต โอรส ท้าวทศกัณฐ์ ท่าน “ให้ไขท่อแก้วปทุมทอง เป็นละอองโปรยปรายดั่งสายฝน หอมกระหลบอบอาบรสสุคนธ์ ปรุงปนเรณูสุมามาลย์” ส่วนพระรามกับพระลักษมณ์ไม่ยอมน้อยหน้า ก่อนออกรบกับอินทรชิตก็อาบน้ำให้ชื่นใจเหมือนกัน “สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธารหอมฟุ้งจรุงกลิ่น” ถ้าใช้เครื่องประทินผิวแบบท้าวดาหาสักนิด “สำอางองค์ทรงสุคนธ์ปนทอง” ให้ “หนุนเนื้อผิวผ่องประไพศรี” จึงได้หล่อเสร็จสำเร็จรูป เรียบร้อยโรงเรียนวรรณคดีไทย
เครื่องหอมปรุงกลิ่นชนิดต่อมาคือ น้ำอบไทยดอกไม้สด ที่ใช้ได้แบบอเนกประสงค์มากที่สุด อาทิผสมแป้งทำแป้งร่ำ ทาตัวแก้ผดผื่นคัน ทำกระแจะเจิมเป็นเครื่องเจิมหน้า ผสมดอกไม้ทำบุหงาสด บุหงาแห้ง ใช้สรงน้ำพระ รดน้ำผู้ใหญ่ในโอกาสสำคัญ
น้ำปรุง เป็นเครื่องหอมที่มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ใช้แทนออดิโคโลญจน์จากนอกได้ดีไม่แพ้กัน ซ้ำราคาย่อมเยาให้กลิ่นอายเป็นไทยมากกว่า
น้ำหอม ทำง่ายๆ ด้วยการซื้อหัวหน้าหอมมาปรุงกลิ่น ผสมตามสัดส่วน ต่างกลิ่น ต่างตำรับ ของใครของมัน ก็จะได้น้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวไว้ใช้ตามต้องการ
ฝรั่งจำแนกกลิ่นหอมของเครื่องหอมเป็นหมวดหมู่ได้ ๕ กลิ่นหลักๆ ดังนี้
กลิ่นดอกไม้ (Flowery) อาจเป็นการนำดอกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างกุหลาบ ลิลลี่ ไอริส มะลิ หรือ ใช้หลายชนิดรวมกันมาสกัดกลิ่น
กลิ่นใบไม้ (Woody green) เป็นกลิ่นเยื่อไม้ ที่หอมเย็นสะอาดสดชื่น มักเป็นน้ำหอมผู้ชายมากกว่าหญิง
กลิ่นเครื่องเทศหรือสมุนไพรต่าง ๆ (Oriental) เช่น มะนาว ส้ม พืชสมุนไพรต่าง ๆ กลิ่นเป็นธรรมชาติ รุนแรงกระตุ้นอารมณ์หงอยเหงาให้ตื่นตัว
และกลิ่นสังเคราะห์ (Aldehyde) เป็นกลิ่นประดิษฐ์ขึ้น สูตรใครสูตรมัน ไม่บอกกันหรอกค่ะ ดูตามนี้กลิ่นเครื่องหอมไทยก็น่าจะเป็นกลิ่นดอกไม้กับกลิ่นเครื่องเทศ ผสมสมุนไพรเป็นหลักใหญ่
จากประเภทแรก คือ ประเภทปรุงกลิ่น มาเป็นประเภทที่สองคือประเภทปรุงแต่ง เริ่มต้นที่ การร่ำหีบ เป็นการเตรียมหีบไม้เนื้ออ่อนมาร่ำด้วยเครื่องหอม ควันเทียน อบดอกไม้สด ๑๐-๒๐ วัน จนกว่าหีบจะซับกลิ่นไว้ได้มากที่สุด ใช้อบของชำร่วย ถุงบุหงา ผ้าเช็ดหน้า อบเสื้อผ้า อบแพรเพลาะ ตลอดจนของใช้ต่างๆ ให้หอมน่าใช้ ชาววังเขาทำอย่างนี้แหละ ถึงได้นั่งไหนหอมนั่น กลิ่นงี้ติดกระดานฟุ้งไปทั่ว ทวนกระแสลมออกไปถึงหน้าประตูวัง ให้ผู้ชายได้กลิ่นตามมาทำกิริยา เจ้าชู้ประตูดิน นั่นไง
สาวโบราณไม่ต้องเปลืองเงินซื้อน้ำยาซักแห้ง ปรับผ้านุ่มมาใช้อย่างเรา แค่นำลูกซัดคั่ว เปลือกชะลูด ใบเตยหอม ต้มให้กลิ่นออกมาหอมได้ที่ นำมาซักผ้า ผ้าจะหอมชื่นใจ ครั้นเอามาร่ำใส่หีบร่ำอีกต่อ ผู้ใช้กับผู้ใกล้ชิดจะเป็นอย่างไรให้คิดเอาเองเถอะ
คนโบราณทำลิปสติกทาปากใช้เองได้นานแล้ว เรียกกันว่าขี้ผึ้งทาปาก ทำจากขี้ผึ้งแท้ เคี่ยวกับหัวกะทิข้น เดิมน้ำมันหอมจากดอกไม้หลายชนิดจนได้ที่ เย็นแล้วขูดหรือตักด้วยมือแมว วางบนใบลาน อบเทียนหอมอีกที ใช้ทาปากให้นุ่มนวล ไม่เป็นขุย เคลือบริมฝีปาก กันปากแตกยามหนาวได้ด้วย ส่วนอาการปากแตกด้วยอาวุธนั้น ตำรับนี้ใช้ไม่ได้ค่ะ
ประเภทสุดท้าย เรียกว่าประเภทประทินโฉม เริ่มกันที่ดินสอพอง นำมาอบร่ำด้วยกำยาน เทียนอบ เตรียมไว้ใช้ผสมกับน้ำอบไทย สำหรับทาตัวแก้ผดผื่นคัน ทาดับพิษร้อนผสมน้ำมะนาวหรือมะกรูดจะได้ยาทาแก้หัวโน แก้สิว กลายเป็นเวชสำอางไปในตัวได้เลย หรือละลายดินสอพองกับน้ำ ใช้ล้างยางพืชผัก เช่น มันและเผือกได้อีกด้วย คุณภาพคับแก้วจริงๆ ค่ะ
แป้งหอม ทำจากแป้งหิน หรือ แป้งนวล อบกลิ่นด้วยดอกไม้สด ตามด้วยควันเทียน ใช้ผัดหน้าให้ขาวนวลเป็นยองใย หอมกรุ่นติดผิว ทนนานไม่แพ้สินค้าจากต่างชาติ
นอกจากแป้งหอมที่ว่านี้แล้วเรายังมีการประยุกต์ให้เป็น แป้งร่ำและแป้งเกสรดอกไม้ เพื่อความหลากหลายในการใช้งาน อย่างแป้งร่ำก็ทำจากแป้งหิน หรือแป้งนวล เช่นเดียวกับแป้งหอมแต่เมื่ออบควันกำยานผสมน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว ผิวมะกรูด แล้วนำแป้งที่อบมาบดให้ละเอียด ปรุงด้วยพิมแสน หญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ หัวน้ำหอม น้ำอบไทยกวนให้เข้ากัน บรรจุกรวยบีบหยอดเป็นเม็ดเล็กๆ เก็บไว้ผัดหน้า ทาตัวทำกระแจะเจิม ปรุงกับน้ำอบไทยละลายประตัวให้หายร้อน กลิ่นงี้จรุงใจเหลือหลายเข้าทำนองทาผัวหอมเมีย ทาเมียหอมผัวอย่างคนโบราณว่านั่นเชียว บรรจุภาชนะสวยๆ ผูกโบเก๋ๆเป็นของฝากของชำร่วยได้ถูกใจคนรับนักแล
ส่วนแป้งเกสรดอกไม้นั้น ทำเหมือนแป้งร่ำ ในชั้นตอนแรกคือ การอบควันกำยานผสมสิ่งอื่นๆตามที่บอกมาแล้วจนได้ที่ มาต่างกันตรงการปรุงแป้งเกสรดอกไม้ มีจุดสำคัญอยู่ที่ผสมด้วยเกสรดอกไม้เป็นหลัก อาจเป็นเกสรดอกสารภี หรือไม่ก็พิกุล หยดเป็นเม็ด ผึ่งให้แห้ง อบควันเทียนแล้วเก็บใส่ขวดโหลปิดให้สนิท ใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคันยามอากาศร้อน หรือผสมน้ำอบไทยประตัวให้เย็นสบายตามถนัด แป้งเกสรสารภีจะมีสีเหลืองนวลผัดหน้า ทาตัวแล้วผิวขาวนวลเป็นแม่เนื้อทองทันตาเห็น
นี่คือเครื่องหอมแบบไทยๆ ที่นิยมกันแต่โบราณมา บางอย่างที่ใช้ดับกลิ่นอับได้ ก่อนที่ฝรั่งจะคิดเป็นแอร์เฟรชเนอร์ด้วยซ้ำไป เช่น บุหงาทั้งแห้งและสด วางในห้องหรือตู้เสื้อผ้า กลิ่นหอมเป็นกันเองกว่าน้ำหอมปรับอากาศของฝรั่งเป็นไหนๆ ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายกับแอลกอฮอล์ด้วยค่ะ
แม่เม้าได้ชื่อว่า พิมเสนลิสซึ่ม ขึ้นขมอง ขนาดพ่อของลูกสรรเสริญให้เข้าหูว่า “แม่แกละก็อะไรๆ ต้องพิมเสนไว้ก่อน ไม่งั้นไม่ใช่คุณนายเม้าหรอก” ต้องยอมให้เค้าว่าล่ะค่ะ อย่างก้อนหอมดับกลิ่นนี่จะยี่ห้อไหนไม่เคยเกี่ยง แต่ถ้าซื้อมาละก็ แม่เม้าต้องแงะฝากล่อง โรยพิมเสนบดละเอียดลงไปสักช้อนโต๊ะก่อนใช้เสมอ คุณลองทำดูก็ได้ ถ้าใช้ในรถจะได้กลิ่นหอม เย็นๆ สะอาดจมูก แปลกไปอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สำคัญคือพิมเสนนอกจากดับกลิ่นอับได้แล้ว ยังกันแมลงไม่ให้มายุ่งเกี่ยวบริเวณนั้นด้วย
เกร็ดเล็กน้อยพวกนี้มีอีกบานตะโก้ เอาไว้เขียนต่อในโอกาสหน้านะคะ ก่อนจบขอฝากเทคนิคการใช้เครื่องหอมว่า อย่าใช้ในปริมาณเกินความจำเป็น เพราะมากไปก็ฉุนทำลายบรรยากาศ ที่แน่ๆ คือเปลืองโดยใช่เหตุ หรือจะไม่ใช้เลยก็ได้ ถ้าแน่ใจว่ากลิ่นธรรมชาติประจำตัวสะอาด คุณภาพไร้เทียมทานอยู่แล้ว ให้ดีควรยึดทางสายกลางแบบแม่ศรีมาลา ขวัญใจจมื่นไวยวรนาถในขุนช้างขุนแผนจะดีทีเดียว
‘รู้จัดแจงแป้งผัดพอเรื่อเรื่อ
ดังนวลเนื้อในผิวใช่นวลผัด’
อย่าเอาอย่างขุนช้าง ที่เป็นปฏิปักษ์กับโครงการหารสอง ปอปลานั้นหายาก ของอาม่ากับอาตี๋ อย่างไม่น่าอภัยเลยนะคะ
‘สั่งแล้วอาบน้ำชำระกาย
เยื้องกรายเข้าไปจับกระจกหวี
ให้คิดแค้นใจตัวหัวอัปรีย์
วิ่งไปสีเอามินหม้อมาพอแรง
ปนเข้ากับน้ำมันแล้วปั้นปีก
ยังไม่ดำซ้ำอีกออกเป็นแสง
แต่สิ้นมินหม้อกว่าฝาหอยแครง
แล้วลุกมาทาแป้งเข้าเป็นฟาย’
ปล่อยขุนช้างแกจับปีกผม เกลี่ยให้ทั่วศีรษะด้วยเขม่าไฟก้นหม้อไปเถอะค่ะ อยากไม่ประหยัดกันนัก
สวัสดีค่ะ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com








