<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									วิถีแห่งไทย - dhamma5minutes.com ฟอรัม				            </title>
            <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
            <description>dhamma5minutes.com กระดานสนทนา</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 22:12:32 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>การเจิม by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a1-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 03:24:50 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การเจิม
&nbsp;
          มีข้อสังเกตว่า สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม อันเป็นมงคลต่อชีวิตแล้วส่วนใหญ่มักมีกลิ่นหอมเสมอ ความหอมของดอกไม้กับกลิ่นธูป และแสงสว่างจากเปลวเทียนล้วนเป็นสื่อน้อมน...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="color: #ff00ff"><strong><span style="font-size: 24pt">การเจิม</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>          <strong>มีข้อสังเกตว่า สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม อันเป็นมงคลต่อชีวิตแล้วส่วนใหญ่มักมีกลิ่นหอมเสมอ ความหอมของดอกไม้กับกลิ่นธูป และแสงสว่างจากเปลวเทียนล้วนเป็นสื่อน้อมนำจิตใจให้สงบ ระงับ เย็นลง เพราะจดจ่อแน่วแน่ต่อปัจจุบันขณะกำลังมีพิธี ก่อให้เกิดสมาธิอ่อนๆ ส่งผลให้รู้สึกว่าบรรยากาศมีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถบันดาลสิ่งที่ปรารถนาให้เกิดสัมฤทธิผลได้ในเร็ววัน</strong><br /><br />          ของหอมที่ใช้ประกอบเป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรม หรือยัญพิธีเท่าที่ทราบนอกจาก ดอกไม้ ธูป เทียน แล้วยังมี<span style="color: #0000ff">กำยาน กระแจะจันทน์กับน้ำมันหอม</span>อีกด้วย<br /><br />          อรรถกถามัชฌิมนิกาย กล่าวไว้ว่า ที่เขาคันธมาทน์ (แปลว่า ผาหอมหวาน) อันเป็นเขายอดหนึ่งในห้ายอด ที่ล้อมรอบสระอโนดาต มีต้นไม้อยู่ ๑๐ ชนิด ซึ่งมีกลิ่นหอมแรง นำมาปรุงเป็นยารักษาโรค และใช้ผสมในเครื่องหอมอื่นๆ เพื่อบูชาเทพเจ้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ต้นไม้ทั้ง ๑๐ ชนิดรวมเรียกว่า <span style="color: #008000"><strong>คันธชาติ หรือ สุคนธชาติ</strong></span> ค่ะ<br /><br />          โบราณาจารย์ท่านมีความรู้ลึกซึ้งลงไปว่า ต้นไม้แต่ละชนิดสามารถให้ความหอมแก่เราจากส่วนใดบ้าง เพื่อที่จะเลือกใช้งานได้ถูกต้องตรงวัตถุประสงค์<br /><br />          <strong>มูลคันธะ</strong> มีรากหอมเช่น ขมิ้น และแห้วหมู<br /><br />          <strong>สารคันธะ</strong> มีแก่นหอม เช่นจันทน์ขาว<br /><br />          <strong>เผคคุคันธะ</strong> มีกระพี้หอม เช่น จันทน์แดง<br /><br />          <strong>ตลคันธะ</strong> มีเปลือกหอม เช่น อบเชย ชะลูด<br /><br />          <span style="color: #000080"><strong>ปปฎิกคันธะ</strong></span> มีสะเก็ดหอม เช่น กฤษณา<br /><br />          <strong>รสคันธะ</strong> มียางหอม เช่น มะกอก การบูร<br /><br />         <strong><span style="color: #000080"> ปัตคันธ</span>ะ</strong> มีใบหอม เช่น พิมเสน<br /><br />          <strong>บุปผคันธะ</strong> มีดอกหอม เช่น พิกุล มะลิ<br /><br />          <strong>ผลคันธะ</strong> มีลูกหอม เช่น พริกไทย<br /><br />         <strong> คันธคันธะ</strong> มีกลิ่นหอมทุกส่วน เช่น กะเพรา<br /><br />          ของหอม เครื่องบูชาที่ได้จาก สุคนธชาติ ในรูปของธูปเทียน ใช้จุดให้เกิดควันหอมกับแสงสว่าง ส่วนกระแจะจันทน์ น้ำมันหอมนั้นใช้เจิมค่ะ<br /><br />          ท่านผู้อ่านคงทราบวิธีใช้ธูปเทียนกันอย่างดี ส่วนการเจิมนั้น ขออนุญาตบอกเล่าเท่าที่รู้พอสังเขปนะคะ<br /><br />          <strong>การเจิมนั้นมีความหมายว่า การเสริม หรือการเพิ่ม</strong> เช่น เจิมปาก กระทงเจิมประการหนึ่ง กับอีกความหมายหนึ่ง คือ <span style="color: #000080">การใช้แป้งหอม แต้มเป็นจุดบนคน สัตว์ หรือสิ่งที่ต้องการให้มีความเจริญ รุ่งเรืองวัฒนา เพื่อสิริมงคลอันประเสริฐ และเพื่อเฉลิมฉลองต่างๆก็ได้</span> ซึ่งการเจิมนี้ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ไทยเท่านั้น หากมีในพิธีโบราณของชาติต่างๆ เกือบทั่วโลก โดยเฉพาะอินเดียชาติแห่งเจ้าพิธีกรรม<br /><br />          <strong>เครื่องเจิม</strong> หรือที่เรียกว่า แป้งหอมนั้น ได้จาก<span style="color: #ff0000"><strong>การปรุงน้ำมันผสมแป้งกระแจะ</strong></span> มีคุณสมบัติพิเศษ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นเวชภัณฑ์ และเครื่องสำอาง เราเรียกแป้งเจิมตามลักษณะของเครื่องผสม เช่น กระแจะจันทน์ อันหมายถึงแป้งหอมผสมน้ำมันจันทน์ แป้งหอมจึงมีกลิ่นหอม และสีสันสวยงามตามเครื่องผสมดังกล่าว<br /><br />          ส่วนที่เป็น<span style="color: #ff0000"><strong>น้ำมัน</strong></span>นั้น นิยมใช้<strong><span style="color: #000080">น้ำมันจันทน์ น้ำมันขมิ้น</span></strong> (น้ำมันหอมผสมผงขมิ้น) น้ำมันเนย และน้ำมันผักกาด บางสำนักใช้เฉพาะน้ำมันอย่างเดียว จึงเรียกว่า เจิมน้ำมัน<br /><br />          ส่วนที่เป็น<span style="color: #008000"><strong>แป้งกระแจะ</strong></span> เครื่องหอมชนิดผงสำหรับทา หรือเจิม ประกอบด้วย<span style="color: #000080"><strong>หญ้าฝรั่น กำยาน ชะมดเชียง ไม้จันทน์ป่นเป็นผงละเอียด และแป้งร่ำ</strong></span><br /><br />          เมื่อได้ครบทั้ง ๒ ส่วน ก็นำมาผสมให้เข้ากัน เก็บไว้ใช้ในพิธีตามต้องการ ที่แม่เม้าปรุงใช้อยู่เป็นประจำ ทำง่ายๆ ไม่ซับซ้อนนั้น มีแป้งร่ำ (หรือดินสอพอง) น้ำอบไทย (ได้น้ำปรุงละก็ยิ่งดีใหญ่) น้ำมันจันทน์หรือน้ำมันจันทน์กะพ้อ ตบท้ายด้วยแผ่นทองคำเปลวแท้ๆ อีกสักแผ่นสองแผ่น คนให้เท่ากัน กะให้เหลวพอติดนิ้ว เวลาจุลเจิมจะได้ติดแน่นทนทานดี ที่เหลือติดปลายนิ้วก็ถือโอกาสผัดหน้าไปด้วย หอมชื่นใจดีจริงๆ<br /><br />          ท่านผู้อ่านที่สนใจ และคิดจะปรุงเครื่องเจิมไว้ใช้ในโอกาสต่างๆ ก็สามารถซื้อหามาผสมเองได้ ของทั้งหมดถ้าต้องการให้ครบสูตรตามตำรับเดิม มีขายตามร้านยาไทย-จีนโบราณทั่วๆ ไปค่ะ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a1-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ประเพณีการยิงปืน by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b7%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 03:20:56 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ประเพณีการยิงปืน
          ก่อนอื่น... เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปืนคืออะไรเสียก่อน ปืนในความหมายของโบราณนั้น มี ๒ ชนิด นัยความหมายแรก คือหน้าไม้หรือธนู เช่น นารายณ์ทรงปืน แปลว่าพระนารายณ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><strong><span style="font-size: 24pt;color: #993300">ประเพณีการยิงปืน</span></strong></p>
<p><br />          ก่อนอื่น... เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปืนคืออะไรเสียก่อน ปืนในความหมายของโบราณนั้น มี ๒ ชนิด <strong>นัยความหมายแรก</strong> คือหน้าไม้หรือธนู เช่น นารายณ์ทรงปืน แปลว่าพระนารายณ์ถือศรหรือธนู <strong>อีกความหมายหนึ่ง</strong>คือ อาวุธสำหรับใช้ยิง ให้ลูกออกจากลำกล้องด้วยกำลังดินระเบิด คนโบราณเรียกว่า <span style="color: #ff0000"><strong>ปืนไฟ</strong></span> เรื่องของปืนไฟนี้เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไรไม่ชัด แต่ที่มีปรากฏเป็นหลักฐาน ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรกนั้น กล่าวถึงพระราเมศวรทรงประทับปืนต่อสู้กับพระยากัมพูชา แต่พระยากัมพูชาหนีไปได้ ในเหตุการณ์พระยากัมพูชายกทัพมาตีเมืองชลบุรี เมื่อปีพ.ศ. ๑๙๒๘<br /><br />          ปัจจุบันมีปืนหลายๆ ชนิดให้เลือกใช้ สมรรถนะในการทำงานตลอดจนอำนาจทางการทำลายก็สูงขึ้นตามลำดับ โดยเริ่มจาก<span style="color: #0000ff">ปืนคาบชุด ปืนคาบศิลา ปืนแก๊ป ปืนเล็กยาว ปืนใหญ่ ปืนกล จนถึงปืนขนาดเล็ก ใช้พกพาติดตัวเพื่อป้องกันตนเอง และทำร้ายคนอื่น</span> การยิงปืนเพื่อให้บุคคลอื่นเดือดร้อนนั้น แม่เม้าขอไม่เขียนถึง (ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องถนัดที่สุด) แต่จะบอกเล่าเรื่องการยิงปืน ในสมัยโบราณแบบสร้างสรรค์ว่ามีอะไรกันดีกว่า<br /><br />          ประการแรกเลยนั้น เขายิงปืนในเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเช้าตรู่ เพื่อเป็นสัญญาณให้เปิดประตูวัง การยิงปืนจะทำให้เจ้าพนักงานได้ยินพร้อมกันทุกด้าน ธรรมเนียมการยิงปืนเพื่อสื่อความหมาย อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนี้ เริ่มมีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (พ.ศ. ๒๔๓๐) ดังนั้น นอกจากเป็นสัญญาณเปิดประตูแล้ว ประการต่อมายังใช้เป็นสัญญาณบอกไฟไหม้ ซึ่งมีกำหนดสัญญาณไม่เหมือนกัน ถ้าไหม้ในเขตพระราชวัง ให้ยิงหลายนัดติดต่อกันจนกว่าไฟจะดับหมด จึงหยุดยิง หากไหม้ในเขตพระนคร ให้ยิง ๓ นัด ส่วนนอกไหม้พระนครให้ยิงเพียงนัดเดียว<br /><br />          ลำดับต่อมา เรา<span style="color: #993300">ยิงปืนเพื่อบอกเวลา</span> เริ่มแรกมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ เหมือนกัน ใช้สำหรับบอกเวลาเที่ยงวัน จึงมีสำนวนว่า <span style="color: #993300"><strong>“ยิงปืนเที่ยง”</strong></span> สันนิษฐานว่าต้นเค้าคงรับมาจากคนอังกฤษในสิงคโปร์ ยิงปืนบอกสัญญาณให้คนตั้งนาฬิกา พระพุทธเจ้าหลวง ทรงโปรดให้ทหารเรือยิงปืนบอกเวลาที่ตำหนักแพก่อน<br /><br />          เมื่อกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจัดให้มีกองทหารปืนใหญ่ล้อมวังชั้นในขึ้น จึงขอหน้าที่ยิงปืนเที่ยง โอนมาให้ทหารปืนใหญ่ล้อมวังกระทำแทน ตำแหน่งที่ใช้ยิงคือ <span style="color: #993300"><strong>ป้อมทัศนากร</strong></span> ทำอยู่ระยะหนึ่งก็โอนกลับมาให้เป็นหน้าที่ของทหารเรือเหมือนเดิม การยิงปืนของ<strong><span style="color: #993300">ทหารเรือคราวหลังนี้จัดให้มีการยิงปืนเที่ยงที่เรือพระที่นั่งจักรี</span></strong> ต่อมากรมยุทธศึกษาทหารเรือเป็นผู้จัดหน้าที่นี้ จึงย้ายมายิงที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ และเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นจึงยกให้กรมเรือกลปฏิบัติแทน ไม่จำกัดว่าจะเป็นเรือลำใด ลำไหนว่างช่วงนั้นก็ยิงปืนบอกสัญญาณได้ ด้วยการยิงในน้ำ คราวหลังยกเป็นสิทธิขาดให้กับกองเรือกล ๔ กลับใช้ปืนยิงบนบกแทน สถานที่ยิงคือ <span style="color: #993300"><strong>“ท่าราชวรดิษฐ์”</strong></span> คนสมัยก่อนเรียกกันว่า<span style="color: #993300"><strong>ท่าขุนนาง</strong></span> ด้วยเป็นท่าเรือที่ขุนนางทั้งหลายขึ้นและลงเรือเพื่อเข้าเฝ้าที่ท่านี้ ปืนที่ยิงใช้จากเรือรบซึ่งถอดมาติดตั้งบนบก กระสุนที่ใช้จึงเป็นกระสุนหลอก จะยิงเพียงนัดเดียวเท่านั้น มีนายทหารเรือคอยกำกับการยิง มีพลยิงเป็นผู้ยิง<br /><br />          สมัยนั้นเขาใช้วิชาทางโหราศาสตร์เข้าช่วยในการคำนวณเวลาเที่ยง ซึ่งค่อนข้างแม่นมาก อาศัยเงาของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ<br /><br />          จนกระทั่งไทยเริ่มมีไฟฟ้าใช้ หน้าที่บอกเวลาจึงตกเป็นของโรงไฟฟ้า ด้วยการใช้วิธีกระพริบไฟเพื่อบอกเวลา ๒ ทุ่ม เป็นสัญญาณบอกเวลาให้ตั้งนาฬิกา แทนเวลาเที่ยงวันอย่างเคย การบอกเวลาเที่ยงจึงเลิกเอาใน พ.ศ. ๒๔๗๗ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงหันมาใช้วิทยุบอกเวลา แทนจนกระทั่งปัจจุบัน<br /><br />          ด้วยมูลเหตุที่มีการยิงปืนเพื่อบอกเวลาเที่ยงวัน แม้เสียงปืนจะดังจากปืนใหญ่ประจำป้อม ๔ มุมพระบรมมหาราชวังทั้ง ๔ ป้อม แต่ก็ได้ยินเฉพาะในพระนครเท่านั้น คนที่อยู่ไกลออกไปไม่ได้ยิน จึงเกิดสำนวนเพิ่มมาอีกว่า <span style="color: #993300"><strong>“ไกลปืนเที่ยง”</strong></span> หมายถึงคนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ไม่ทันสมัย เป็นคนบ้านนอก อะไรทำนองนั้น<br /><br />          การบอกเวลานอกจากจะใช้ปืนยิงแล้ว ยังมีการตีกลองด้วย หนังสือ <strong>“บันทึกรับสั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานหม่อมราชวงศ์สุมลชาติ สวัสดิกุล”</strong> มีข้อความที่ทรงอธิบายไว้น่าศึกษายิ่ง <span style="color: #993300">“ประเพณีของพระนครที่คู่กันไปกับการยิงปืนคือตีกลอง เดิมมีหอกลองอยู่ที่หน้าวัดพระเชตุพนหอหนึ่ง</span> มีสามชั้น แขวนกลองสามใบ ใหญ่และยุบไปเป็นลำดับ กลองใบใหญ่อยู่ชั้นล่าง เรียกชื่อว่า<strong><span style="color: #008000">ย่ำพระสุรศรี สำหรับตีเวลาพระอาทิตย์ตก</span></strong> เป็นสัญญาณให้ปิดประตูพระนคร <span style="color: #3366ff"><strong>ใบชั้นกลางชื่อ อัคคีพินาศ สำหรับตีเมื่อเกิดไฟไหม้</strong></span> เป็นสัญญาณเรียกราษฎรให้ช่วยกันดับไฟ ดูเหมือนมีกำหนดว่า ไฟไหม้นอกพระนครตีสามครั้ง ถ้าไฟไหม้ในพระนครตีมากกว่านั้น กลองใบยอดชื่อ พิฆาตไพรินทร์ ตีให้รู้ว่ามีข้าศึกมาประชิดพระนคร ทุกคนต้องมาพร้อมกันช่วยรักษาหน้าที่”<br /><br />          การตีกลองจึงมีลักษณะใช้งานคล้ายคลึงกับการยิงปืน จะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น<br /><br />          การยิงปืนในลำดับต่อมานั้น ใช้สำหรับถวายคำนับ หรือแสดงความเคารพ อย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า<span style="color: #3366ff"><strong> “สลุต”</strong></span> ไงคะ การยิงสลุตมีระเบียบปฏิบัติมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ เมื่อ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ เรียกว่า “ข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ. ๑๒๔” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้มีพระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ. ๑๓๑ ขึ้นใหม่ แล้วได้ยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ทางราชการได้นำประเพณีการยิงสลุตขึ้นใช้ใหม่ อนุโลมตามพระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ. ๑๓๑ เริ่มใช้เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน<br /><br /><strong>          จำนวนการยิงสลุตนั้นสุดแท้แต่พิธีค่ะ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน จะยิงสลุต ๑๐๐ นัด ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล และพิธีต้อนรับประมุขของต่างประเทศ สลุตก็ยิง ๒๑ นัด สุดท้ายเป็นการยิง ๑๙ นัด สำหรับพิธีต้อนรับบุคคลสำคัญรองลงมาจากประมุขของประเทศ</strong><br /><br />          การยิงปืนประการสุดท้ายนั้นน่าสนใจ และถูกใจแม่เม้าผู้ไม่ค่อยกลัวผีซะจริงๆ นั่นคือ พิธีขับไล่ผีด้วยปืนใหญ่ เราเรียกพิธีนี้ว่า <span style="color: #3366ff"><strong>“การยิงปืนอัฏนา”</strong> </span>(อัด-ตะ-นา) หรือ อาฏานา เป็นการยิงปืนในระหว่างที่พระสงฆ์กำลังสวดอาฏานาฏิยสูตร เนื่องด้วยพระราชพิธีตรุษ ซึ่งถือว่าเป็นวันสิ้นปี ตรงกับแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ ตามจันทรคติ พิธีนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์เข้ามาเจริญพระพุทธมนต์ ๓ วัน และสวดอาฏานาฏิยสูตร ขณะสวดมนต์เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่น้อยรอบทั้งกำแพงพระราชวัง และกำแพงพระนคร เสด็จพิธีแล้วให้เชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์สรรพาวุธมาประน้ำมนต์ พิธีนี้มีต่อมาถึงยุครัตนโกสินทร์ และเพิ่งเลิกไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐<br /><br />          การสวดอาฏานาฏิยสูตรซ้ำๆ กันตลอดคืนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อระงับภัยอันตรายแก่ประชาชนทั่วราชอาณาจักร การสวดมนต์แล้วยิงปืนจึงเป็นการขู่ตวาดผีให้ตกใจกลัวนั่นเอง แม่เม้าว่า...อย่าว่าแต่ผีเลยที่ขยาดต่ออานุภาพของปืน แม้แต่มนุษย์ผู้ผลิตและใช้ปืนเป็นทั้งหลายก็กลัว แต่...ทั้งนี้ทั้งนั้น หากจะให้พ่อบ้านเลือกเอาระหว่างปืนกับแม่ของลูก ว่าควรจะกลัวอะไรมากกว่ากัน ร้อยทั้งร้อยคงตอบเหมือนกันคือ “เมีย” ซีคะ เพราะกระสุนที่พ่นออกมาจากปากของคุณเธอนั้น เข้าข่ายระบบ “นันสต็อป” ซะด้วยซี</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b7%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ศาสตร์แห่งความเชื่อ by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 03:16:20 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ศาสตร์แห่งความเชื่อ
          เชื่อกันว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้สำหรับผลกรรมของมนุษย์ได้จริงๆ โดยอาศัยดวงดาวเป็นเครื่องมือตรวจสอบเทียบเคียงผลกรรมที่มนุษย์แต่ละคนกำลังได้รับขณะนี้และต่อๆ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="color: #008000"><strong><span style="font-size: 24pt">ศาสตร์แห่งความเชื่อ</span></strong></span></p>
<p><br />          เชื่อกันว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้สำหรับผลกรรมของมนุษย์ได้จริงๆ โดยอาศัยดวงดาวเป็นเครื่องมือตรวจสอบเทียบเคียงผลกรรมที่มนุษย์แต่ละคนกำลังได้รับขณะนี้และต่อๆ ไปในช่วงระยะกาลแห่งชีวิตได้ล่วงหน้า จากการแสดงเหตุและผลของดาวเคราะห์หลายๆ ดวงด้วยวิธีคำนวณ<br /><br />          บางคนติเตียนว่า ความเชื่อทางโหราศาสตร์เป็นสิ่งเหลวไหล งมงาย ไร้สาระ แต่ในความเป็นจริงนั้น<span style="color: #ff0000"><strong>ความรู้เรื่องการพยากรณ์ กลับกลายเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง</strong></span> ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากชนชาติที่ได้ชื่อว่า มีวิทยาการก้าวล้ำนำยุคอย่างอเมริกา และอังกฤษ ต่างหันมาให้ความสำคัญ ด้วยการลงทุนสร้างอุปกรณ์สำหรับใช้ค้นคว้า ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีระบบระเบียบให้น่าเชื่อถือมากขึ้น<br /><br />          ในเมืองไทยเองนั้น พราหมณาจารย์ชาวอินเดียได้ถ่ายทอดคตินิยมนี้ให้แก่ราชสำนักไทยมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยเป็นราชธานี จนถึงกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี ตลอดจนยุครัตนโกสินทร์ แพร่หลายไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วๆ ไป<br /><br />          หากมองในแง่ของวิทยาศาสตร์ ที่ยึดกฎเกณฑ์และทฤษฎี มีบทพิสูจน์ความจริงโดยโต้แย้งไม่ได้ก็คือ <span style="color: #000080">นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า การเจริญเติบโตของสรรพสิ่งมีชีวิตในโลก ต่างอาศัยแสงอาทิตย์เป็นตัวบันดาลให้เกิดขึ้น โลกมีกลางวัน มีกลางคืนเพราะมีดวงอาทิตย์ มีดวงจันทร์ และมีดวงดาวบนท้องฟ้า การโคจรของสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดน้ำขึ้น น้ำลง ในขณะเดียวกันน้ำในร่างกายของเราก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย</span> ดังนั้น ยามใดที่พระอาทิตย์กับพระจันทร์โคจรได้จังหวะกระแสเบียนกัน กระแสดึงดูดนั้นมีอิทธิพลต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไปด้วย กระแสนั้นสามารถทำให้จิตใจว้าวุ่น เห็นผิดเป็นชอบได้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบรหัสลับจากธรรมชาติข้อนี้ดี จึงทรงถือโอกาสกำหนดเอาช่วงเวลาดังกล่าวเป็น<span style="color: #ff00ff"><strong>วันพระเสียเพราะวันนั้นคนมักมีจิตใจบาป หยาบช้า จึงต้องแก้ไขจิตใจที่ไม่สงบอันเกิดจากอิทธิพลธรรมชาติด้วยการเร่งทำความดีให้ยิ่งยวด การทำดีในวันพระจึงอาจระงับทุกข์โทษนั้นให้เบาบางลงได้นั่นเอง</strong></span><br /><br />          เราทั้งหลายต่างก็ทราบความเป็นจริงอีกประการหนึ่งว่า การกระทำใดๆ ให้สำเร็จลุล่วงจนได้ประโยชน์ทั้งส่วนตน และส่วนรวมนั้น ไม่ได้อยู่ที่การทำความดีแต่อย่างเดียวแต่ต้องประกอบกับ บุคคลที่เรากระทำด้วยเป็นคนดี ประจวบกับโอกาสในการทำต้องดีด้วย พูดง่ายๆ คือ ทำให้ถูกเรื่อง ถูกคน ถูกสถานที่ และถูกเวลาจึงจะได้ผลจริง การกระทำที่ถูกโอกาสถูกเวลา ก็คือ ฤกษ์ดีนั่นเอง<br /><br />          แม่เม้านั้นสักการบูชาสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างสุดซึ้งด้วย กาย วาจา ใจ เพราะสำนึกเสมอว่า พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของสัตว์โลกจริงแท้ ไม่สงสัยเลย <span style="color: #800000"><strong>ด้วยธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เพื่อพาพวกเราให้พ้นจากวัฏฏสงสาร แต่ขณะเดียวกันทรงไม่ปฏิเสธว่าศาสตร์แห่งการพยากรณ์นั้น เป็นเรื่องเหลวไหลแต่ประการใด</strong></span> ทรงกลับนำความรู้ทาง<span style="color: #008000"><strong>ไตรเพทางคศาสตร์</strong></span> ที่ทรงเรียนรู้มาอย่างแตกฉานก่อนออกแสวงหาโมกขธรรม ประกอบเข้ากับหลักทางพุทธศาสนาให้สัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างแนบเนียน เพื่อยังประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ ด้วยการประทานพุทธานุญาต ให้พระสงฆ์เรียนรู้หลักการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ เรียนรู้ฤกษ์ยาม เพื่อรักษาตนให้พ้นอันตรายจากโจรผู้ร้าย รู้กำหนดเวลาทำอุโบสถสังฆกรรม อันเป็นกิจสำคัญทางพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้มีหลักฐานยืนยัน เรื่องชื่อวัน เดือน ปี และฤกษ์โดยแสดงไว้ในท้ายบอกวัตรพระ เป็นประเพณีสืบมาถึงปัจจุบัน<br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>การตั้งฉายาสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนา ก็ยังยึดหลักการตั้งนามตามทักษาปกรณ์</strong></span>เช่นกัน แม้จะเป็นเรื่องสมมุติสัจจะทางโลก แต่ก็เป็นความเชื่อดั้งเดิม ที่โบราณาจารย์ท่านพิจารณาตั้งให้เป็นมงคลนามตามกำเนิดแห่งบุญลักษณะของคนนั้นๆ ฉายาของพระภิกษุนิยมขึ้นต้น<span style="color: #ff0000"><strong>ด้วยอักษรวรรคบริวาร</strong> </span>ในขณะที่ฆราวาส<span style="color: #000080">หญิงอย่างแม่เม้า ต้องขึ้นต้นชื่อด้วยอักษรวรรคศรี</span> และ<span style="color: #008000">โยมชายทั้งหลายมักขึ้นต้นชื่อด้วยอักษรวรรคเดช</span> ส่วนอักษรที่เป็นกาลกิณีของแต่ละวันเกิด มีให้ยกเว้นทั้งพระและฆราวาส ดังนั้น ถ้าเห็นว่าชื่อของใครเมื่อพิจารณาแล้วเป็นอัปมงคล ก็ให้ตั้งใหม่ เพื่อแก้ลักษณะที่ร้ายนั้นให้กลับเป็นดี ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ชื่อเพื่อแก้บาปลักษณะที่เรียกว่าบุรุษโทษของชูชก นั้นมีว่าเมื่อชูชกเกิด พราหมณ์ผู้เป็นพ่อได้ยกให้แก่พราหมณ์ที่เรียนรู้ทางไตรเพท พราหมณ์ผู้นั้นจึงพิจารณาดูลักษณะของ<span style="color: #3366ff">เด็กชายชูชก ก็ทราบว่าชูชกจะมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น จึงแก้ความเป็นกาลกิณีด้วยการตั้งชื่อว่า <strong>ชูชะโก</strong> หรือชูชก ทำให้ชูชกอายุยืนไปถึง 120 ปี ในกาลต่อมา</span><br /><br /><span style="color: #3366ff">          และนางพิมพิลาไลย ที่เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะไม่ยอมหาย จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นนางวันทอง แล้วหายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ด้วยเหตุผลอันเดียวกันนี้เอง</span><br /><br />          แม้แต่เหตุบ้านการเมืองจะทุกข์สุข ดีร้ายประการใด คนโบราณมีสิ่งวิปริตหรือลางร้ายอันแสดงความหายนะให้สังเกตอยู่หลายประการ สิ่งเหล่านี้นักพยากรณ์ทั้งหลายเรียกกันว่า อุบาทว์ ค่ะ ปรากฏในคัมภีร์เก่าแก่ ชื่อ <span style="color: #ff0000"><strong>อภิไทโภธิบาทว์ โดยแยกอุบาทว์ไว้ 8 ชนิด</strong></span> ตามทิศที่เกี่ยวข้องกับเทพยาดาซึ่งสถิตประจำทิศนั้นๆ ว่า<br /><br />          ถ้าสิ่งต่อไปนี้ เกิดขึ้นทาง<span style="color: #0000ff"><strong>ทิศบูรพา เรียกว่าอุบาทว์พระอินทร์</strong></span> คือ ฟ้าผ่าแผ่นดิน ผ่าบานประตูปราสาทราชมณเฑียร ผ่าต้นไม้ใหญ่ที่มีเทพอารักษ์ กษัตริย์อยู่ดีๆ ก็ตกเตียง ตกราชอาสน์ ตกจากคานหาม และช้างม้า กษัตริย์ทรงละทิ้งบ้านเมืองเข้าป่า มุขมนตรีทะเลาะวิวาทกัน ฯลฯ<br /><br />          แผ่นดินแตกแยกเป็นร่องกลางเมือง อาวุธต่างๆ แตกหักเสียหาย กล้วยออกเครือกลางลำต้น ฤดูกาลแปรปรวน ไม่เป็นไปตามเวลา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดทาง<span style="color: #008000"><strong>ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) เรียกว่าอุบาทว์พระเพลิง</strong></span><br /><br />         <span style="color: #800000"><strong> อุบาทว์พระยม เกิดเหตุทางทิศทักษิณ (ใต้)</strong></span> ถ้ามีงูพิษ งูเห่าขึ้นบ้าน วัวควายตายคาแอกขณะไถนา ม้าตกลูกตัวเดียวสองหัว หรือคราวเดียวสองตัว มีนกแสก นกเค้า นกคูด นกอุก นกทุงเกรียน นกเหยี่ยวบินเข้าบ้าน ฯลฯ<br /><br />          <span style="color: #800080"><strong>ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) เป็นอุบาทว์พระนารายณ์</strong></span>นั้น เครื่องดนตรีต่างๆ เกิดดังเองโดยไม่ได้เล่น มีสุริยุปราคา และจันทรุปราคาภายในเดือนเดียวกัน โลหิตไหลเป็นเหงื่อออกจากองค์พระ เถรานุเถระตลอดจนพระสังฆราชซ่องสุมเครื่องอาวุธไว้ในกุฏิ ฯลฯ<br /><br />          หากผลไม้หวานอยู่ปกติกลับกลายเป็นเปรี้ยว ฝนตกน้ำนองทั่วปฐพี มนุษย์เกิดลูกเป็นสัตว์ และสัตว์ตกลูกเป็นมนุษย์ ฯลฯ เหล่านี้เป็น<span style="color: #800000"><strong>อุบาทว์พระพิรุณ เมื่อเกิดขึ้นทางทิศประจิม (ตะวันตก)</strong></span><br /><br />          ลมพัดพายุหมุนนอกฤดูมรสุม ต้นไม้ใหญ่หักทับ โรงเรือนถูกลมหอบ ไผ่ล้มทั้งกอ สัตว์ร้าย สัตว์ใหญ่วิ่งหนีกันเกลื่อนป่า เกิดขึ้นทาง<strong><span style="color: #008000">ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) เรียกว่าอุบาทว์พระพาย</span></strong><br /><br />          น้ำผึ้ง น้ำหวานที่เก็บไว้เดือดเป็นฟอง ผลไม้กลับกลายเป็นพันธุ์อื่น ได้ยินเสียงผีเจรจากันบนต้นไม้ มีเห็ดงอกในเตาไฟ ฯลฯ ทาง<span style="color: #ff00ff"><strong>ทิศอุดร (เหนือ) เรียกว่าอุบาทว์พระโสม</strong></span><br /><br />          <span style="color: #000080"><strong>ส่วนอุบาทว์สุดท้าย คืออุบาทว์พระโสมนั้น เกิดทางทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)</strong></span> มีเสาเรือนโรงตกมัน ดอกบัวมางอกในบ้าน เต่า ตะพาบน้ำคลานขึ้นบ้าน และมาตายอย่างทุรนทุราย เงินทองในบ้านหาย ทำไร่ทำนาและตำข้าวได้มากผิดปกติจากเดิม เป็นต้น<br /><br />          <span style="color: #000080">การแก้อุบาทว์ต่างๆ ทำได้โดยจัดเตรียมแก้วแหวนเงินทอง ผ้าแพ ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารต่างๆ รวมไปถึงผลไม้ บูชาตามลักษณะที่อุบาทว์นั้นๆ ปรากฏหรือตามทิศที่สถิตอยู่ ถ้าอุบาทว์พระอินทร์ก็ให้บูชาพระอินทร์ โดยตั้งเครื่องบูชาตามทิศของเทพยาดาองค์นั้น แล้วเสกเป่าทำน้ำมนต์ด้วยโองการธรณีสารเพื่อประพรมผู้ที่ประสบพบเห็นอุบาทว์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ขณะประพรมให้ภาวนาด้วยคาถาโองการธรณีสารน้อย เป็นอันเสร็จพิธี</span><br /><br />          สมเด็จโต พรหมรังษี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม ได้ทำนายทายทักเมืองไทยไว้น่าสนใจโดยเรียงลำดับจากรัชกาลที่หนึ่ง ถึงรัชกาลที่สิบแห่งจักรีวงศ์ดังนี้<br /><br />          <span style="color: #ff00ff"><strong>“มหากาฬ ภาณยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราชโจร ปวงชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว และชาววิไล”</strong></span><br /><br />          มีผู้รู้บางท่านถอดรหัสคำทำนายไว้ว่า แผ่นดินรัชกาลที่หนึ่งนั้น เป็นยุคแห่งการทำสงครามกอบกู้บ้านเมือง รัชกาลที่สองมีโรคระบาดต้องขับไล่ด้วยการสวดญาณยักษ์ รัชกาลที่สามทรงค้าขายเก่ง เป็นมิตรกับคนต่างชาติหลายประเทศ รัชกาลที่สี่ทรงฟื้นฟูพระศาสนา รัชกาลที่ห้ายอมเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ รัชกาลที่หกนั้นบางกระแสบอกว่าเป็นราษฎร์โจร คือพระองค์ท่านพระทัยดี ทรงสร้างบ้านเรือนให้ข้าราชการที่มาทูลขอพระราชทานอยู่เสมอ รัชกาลที่เจ็ดประชาชนขอรัฐธรรมนูญการปกครอง รัชกาลที่แปดพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่เก้าเรามีสัมพันธไมตรีกับคนต่างชาติมากขึ้น บ้างก็ให้ความเห็นว่า ผู้คนหันมารักษาศีลกันมากขึ้น และรัชกาลที่สิบ ทำนายว่าบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด<br /><br />          <strong>ก่อนจากขอฝากว่า “<span style="color: #000080">พุทธศาสตร์อาศัยเหตุเป็นเครื่องพยากรณ์ผล แต่โหราศาสตร์อาศัยผลกรรมของมนุษย์มาเทียบเคียง</span> เรียกว่า <span style="color: #ff00ff">กัมมานุมาน</span> <span style="color: #000080">เพื่อเป็นเครื่องชี้ผลกรรมของมนุษย์ด้วยการอนุมานล่วงหน้า ซึ่งคาดการณ์ได้ดีกว่าการเดา หรือคาดคะเน</span>” ดั้งนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อจึงควรอยู่บนเหตุปัจจัยที่เป็นไปได้ แล้วใช้สติตริตรอง แล้วท่านจะได้ชื่อว่า ไม่งมงายค่ะ</strong></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>กุมารทอง by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 03:09:19 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[กุมารทอง
          ตำราเขาอธิบายว่า(เพื่อยืนยันว่าไม่ได้คิดเอาเอง) กุมารทองเป็นผีเด็กตายพราย หมายถึงตายในท้องพร้อมกับมารดา หรือที่เรียกว่าตายทั้งกลมนั่นแหละค่ะ ไม่ใช่ตายทั้งกรมนะคะ เดี๋ยวจะ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">กุมารทอง</span></strong></span></p>
<p><br />          ตำราเขาอธิบายว่า(เพื่อยืนยันว่าไม่ได้คิดเอาเอง) กุมารทองเป็นผีเด็กตายพราย หมายถึงตายในท้องพร้อมกับมารดา หรือที่เรียกว่าตายทั้งกลมนั่นแหละค่ะ ไม่ใช่ตายทั้งกรมนะคะ เดี๋ยวจะเดือดร้อนตั้งแต่นักการภารโรงไปจนถึงท่านอธิบดีเข้า ถ้าเป็นต้นไม้บางชนิด เช่น ต้นกล้วยตานีก็คือต้นไม้นั้นตายตั้งแต่ยังไม่ออกผล<br /><br />          <span style="color: #3366ff">เมื่อมีหญิงตายทั้งกลม หมอผีหรือผู้ถนัดทางอาคมจะใช้คาถาสะกด แล้วใช้มีดหมอที่ปลุกเสกพระคาถาจนขลัง แหวะเอาทารกตายพรายออกมาจากครรภ์มารดา จากนั้นก็ประกอบพิธีย่างศพเด็กในโบสถ์ จำเพาะต้องทำต่อหน้าพระประธาน และเป็นเวลากลางดึกเท่านั้น ไม่ใช่ย่างใกล้เมรุอย่างที่เป็นข่าว เขียนมาถึงตรงนี้ฉุกใจได้คิดว่า วัดไหนใครเขาจะยอมเปิดโบสถ์ให้เราทำกุมารทองล่ะโยม นี่แหละปัญหาใหญ่ล่ะ ลำพังแหวะศพหญิงตายทั้งกลมก็เสี่ยงคุกอยู่แล้ว นี่จะโดนคดีบุกรุกเขตสังฆาวาสเข้าอีกไม่ใช่เรื่องสนุกเลย</span><br /><br />          คราวนี้<span style="color: #800080"><strong>เมื่อย่างศพเด็กแห้งสนิท</strong></span> ครบถ้วนพิธีบริกรรมคาถา จากนั้นให้นำศพเด็กกลับบ้าน จัดการลงรักปิดทองให้ทั่วตัว ก็เสร็จสิ้นกระบวนการ กลายเป็น<span style="color: #ff0000"><strong>กุมารทอง</strong></span> (ปิด) ทองอร่ามไปทั้งร่าง คาถาที่ใช้ผูกกุมารทองไว้กลับบ้าน มีสั้นๆ จำได้ง่าย คือ <span style="color: #008000"><strong>‘อนิโสสะ’</strong></span> ร่ายคาถาแล้วก็เก็บไว้ในที่สมควร อย่าปนกับที่พระและอยู่ต่ำกว่าที่พระด้วยจึงจะดี ผู้เลี้ยงต้องจัดอาหารให้กินทุกวัน ก่อนให้เครื่องสังเวยมีคาถาปลุกเรียกด้วย ในตำราไม่บอกไว้ บอกแต่ว่าเมื่อกุมารทองกินเสร็จให้ร่ายคาถาผูกอีกครั้งว่า ‘อนิโสสะ’ มิฉะนั้นกุมารทองจะไปเที่ยวที่ไหนๆ เสีย เกิดหากันไม่พบจะยุ่งกันใหญ่ สื่อมวลชนชนิดใดเขาก็คงไม่ลงประกาศหากุมารทองหายให้หรอกค่ะ<br /><br />          อิ่มหนำสำราญแล้ว จะใช้งานกันบ้างล่ะ ก่อนให้กุมารทองไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ มีคาถากำกับการใช้ว่า<span style="color: #008000"><strong> ‘คัจฉาหิ มหาภูโต สมนุสโส สเทวโก กโรหิ ปิตุวัจเนนะ สัมปุณเณนะ ประสิทธิยา’</strong> </span>ภาวนาคาถาแล้วก็บอกความประสงค์ว่าเราต้องการให้ไปทำอะไรบ้างจึงปล่อยไป เดชะบุญที่แม่เม้าไม่มีกุมารทองไว้ใช้ ถ้ามีคงได้ทำบัญชีล่วงหน้าข้ามชาติให้สะใจกันไปข้างครั้นจะขอแบบ ‘จันทร์เจ้าขาขอข้าวขอแกง’ ก็เชยไป ลองนึกดูคร่าวๆ ได้โพยมาหน้าตาอย่างนี้ค่ะ <span style="color: #800080"><strong>“อย่าให้ข้าวยากหมากแพง ให้น้ำแห้งแล้วเศรษฐกิจดี ขอให้มียาพิชิตโรคเอดส์ อุบัติเหตุเภทภัยอย่ากล้ำกราย หุ้นขายได้ราคาสูงลิบ หยิบทรัพย์ได้เร็วเหมือนติดจรวด ขอตำรวจเลิกคิดเก็บส่วย ขอให้ถูกหวยทุกงวดทุกงวด”</strong></span><br /><br />          แค่ตัวอย่าง แม่เม้าได้ข้อหาใช้แรงงาน และทารุณกรรมเด็กอีกกระทง แม้หุ้นจะตกพรวดๆ จนนักปั่นแปะมือฉกาจอย่างแม่เม้า หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มก็ตาม ยังพอมีสติไม่อาจหาญขออีกข้อว่า “ขอเก้าอี้ (มท.๑) ให้น้องข้านั่ง” แน่ๆ ขอเสร็จแล้วใช่มั้ยคะ เราจะขับกุมารทองไปด้วยคาถา ‘นิโสสะอะ’ เมื่องานเสร็จสิ้นลงก็ผูกด้วยคาถา ‘อนิโสสะ’ อีกครั้งเป็นเสร็จพิธี<br /><br />          อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านที่มีความหวังรำไรมาแต่ต้น แล้วมาวูบวับดับไปในตอนท้าย ด้วยติดขัดหาหญิงตายทั้งกลมมาประกอบพิธีโดยไม่ผิดกฎหมายละก็ขอให้เลิกคิดชั่วนิรันดร์ได้เลย แล้วอย่าคิดแหวะท้องเมียให้ตาย เพื่อเอาลูกของตนไปทำพิธีปลุกเสกเป็นกุมารทองอย่างขุนแผนด้วย เพราะการฆ่าคนเป็นบาปหนัก ฤทธิ์อันเกิดจากอิทธิเวทมนตร์คาถาไม่ยั่งยืนเท่าฤทธิ์อันเกิดจากบุญกุศลคือบุญฤทธิ์หรอกค่ะ เชื่อแม่เม้าเถอะ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>มิ่งไม้มงคล by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 02:16:02 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[มิ่งไม้มงคล
          มงคลคือ ความสุข ความเจริญ เหตุหรือทางแห่งความเจริญก็ใช่ด้วย ดังนั้นขอให้ท่านเลือกปลูกต้นไม้มงคลตามอัธยาศัยเทอญ เพื่อความสุข ความเจริญ และความสบายใจกันดีกว่านะคะ       ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #008000"><strong>มิ่งไม้มงคล</strong></span></p>
<p><br />          มงคลคือ ความสุข ความเจริญ เหตุหรือทางแห่งความเจริญก็ใช่ด้วย ดังนั้นขอให้ท่านเลือกปลูกต้นไม้มงคลตามอัธยาศัยเทอญ เพื่อความสุข ความเจริญ และความสบายใจกันดีกว่านะคะ<br /><br />          <span style="color: #3366ff">ความเป็นมงคลนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วก็มีอยู่ทั่วไป ทั้งมงคลในศาสนาพุทธที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนว่ามี 38 ประการ เช่น การไม่คบคนพาลย่อมเป็นมงคลแก่ตัวเรา สิ่งนี้ถือว่ามงคลเกิดจากตัวคน บทสวดพาหุงที่แสดงถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า 8 ประการ เราก็เรียกกันว่ามงคล 8 ส่วน รูป และสิ่งของ108 อย่างที่ปรากฏอยู่ในรอบกงจักร กลางฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้าเราเรียกว่ามงคล 108 นี่ว่ากันเฉพาะมงคลที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาเท่านั้นค่ะ</span><br /><br />          มงคลนอกพระพุทธศาสนา ได้แก่ มงคลที่เจ้าลัทธิต่างๆ ถือเอาเหตุภายนอก อันเป็นสิ่งของว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งอาจจะเป็นต้นไม้ เป็นสิ่งของต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น<br /><br />         <span style="color: #000080"> สำหรับคนไทยแล้ว เรานำความเชื่อด้านหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับหลักการปฏิบัติมาผสมผสานกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ ความสุขใจ สร้างขวัญและกำลังใจในวิถีชีวิตของตนได้อย่างแนบเนียน จนกลายเป็นขนบประเพณียึดถือ และปฏิบัติกันมาจนบัดนี้</span><br /><br />          แม่เม้าขอเลือกเขียนถึงต้นไม้ ที่ถือว่าเป็นมงคลต่อผู้ปลูก ต่อที่อยู่อาศัย รวมไปถึงไม้ที่ไม่เป็นมงคลด้วยตามชื่อเรื่อง โดยเริ่มที่ความเชื่อของคนไทยก่อนนะคะ<br /><br />          คนโบราณจะปลูกต้นไม้ในเคหาบ้านช่อง เขาจะดูกันตั้งแต่ทิศที่จะปลูกนั่นทีเดียวว่าต้นไม้ และทิศที่จะปลูกจะเป็นมงคลต่อผู้อยู่อาศัยหรือไม่ หากทำถูกต้องแล้วจะอยู่เย็นเป็นสุข ทรัพย์สินเนืองนองกันเลยทีเดียว</p>
<div id="wpfa-2015" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770862562.jpg" target="_blank" title="ต้นกุ่ม.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;ต้นกุ่ม.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ผู้พิทักษ์ by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Wed, 11 Feb 2026 15:16:27 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ผู้พิทักษ์
          เรื่องนี้ได้ความคิดมาจากกำแพงประตูวัดบวรนิเวศวิหารค่ะ หากใครมีโอกาสเดินทางผ่านมาละแวกบางลำพูด้านถนนพระสุเมรุ จะเห็นประตูสูงใหญ่อยู่หน้าพระอุโบสถที่บานประตูทั้งสอง สลักเ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><strong><span style="font-size: 24pt;color: #008080">ผู้พิทักษ์</span></strong></p>
<p><br />          เรื่องนี้ได้ความคิดมาจาก<span style="color: #ff0000"><strong>กำแพงประตูวัดบวรนิเวศวิหาร</strong></span>ค่ะ หากใครมีโอกาสเดินทางผ่านมาละแวกบางลำพูด้านถนนพระสุเมรุ จะเห็นประตูสูงใหญ่อยู่หน้าพระอุโบสถที่บานประตูทั้งสอง สลักเป็นรูปอารักษ์คู่เป็นรูปกึ่งเทวดากึ่งงิ้วเรียกกันว่า <span style="color: #ff0000"><strong>เซี่ยวกาง</strong></span> หรือ <span style="color: #ff0000"><strong>เสี้ยวกาง</strong> </span>บางท่านอธิบายว่ารูปกึ่งเทวดานี้คือ <span style="color: #00ccff"><strong>พระอินทร์</strong></span> เนื่องจากชาวจีนเชื่อเหมือนพม่าว่า พระอินทร์มีหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองพระพุทธศาสนา จึงสร้างรูปของพระอินทร์ไว้ตามประตูวัด เพื่อดูแลรักษาประตูไม่ให้เหล่ามารร้ายทั้งหลายเข้าไปรบกวนในวัด อีกทั้งยังคุ้มครองผู้ที่เข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วย ต่อไปนี้ แม่เม้าขออนุญาตเรียกขานผู้ที่ทำหน้าที่เหมือน หรือละม้ายแม้นอย่างนี้ว่า <span style="color: #00ccff"><strong>ผู้พิทักษ์</strong></span>นะคะ ด้วยการสาธยายสรรพคุณและนามว่า มีอะไรบ้างดังนี้</p>
<div id="wpfa-2011" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770822987.jpg" target="_blank" title="กำแพงประตูวัดบวรนิเวศวิหาร.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;กำแพงประตูวัดบวรนิเวศวิหาร.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>คำให้พร by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%a3-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Wed, 11 Feb 2026 15:07:44 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[คำให้พร
          ระยะนี้มีเทศกาลอยู่ 2-3 งานที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งทุกคนต่างคาดหวังกันว่า น่าจะพาชีวิตของแต่ละคนให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่          เริ่มจากวันส่งท้ายปีเก่า...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000"><strong>คำให้พร</strong></span></p>
<p><br />          ระยะนี้มีเทศกาลอยู่ 2-3 งานที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งทุกคนต่างคาดหวังกันว่า น่าจะพาชีวิตของแต่ละคนให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่<br /><br />          เริ่มจากวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ หมดจากวันปีใหม่สากล ปี ค.ศ. 2010 ก็เป็นวันตรุษจีนและวันวาเลนไทน์ตามมาติดๆ<br /><br />          ทั้งหมดล้วนเป็นเทศกาลที่เราต้องเตรียมคำให้พร เพื่อส่งให้กันและกัน ทั้งโดยวาจา โดยการส่งบัตรอวยพร และโดยข้อความทาง E-mail<br /><br />          อาจเป็นถ้อยคำธรรมดาๆ หรือผูกเป็นข้อความมีสัมผัสคล้องจองกันได้ทั้งนั้น อยู่ที่ใครจะรังสรรค์ภาษาได้เพียงใด<br /><br />          <span style="color: #3366ff">แต่มีสิ่งหนึ่งที่เชื่อได้ว่า คำอวยพรทุกคำ ทุกคน ล้วนเขียนขึ้นด้วยความปรารถนาดี ต้องการให้ผู้รับเกิดกำลังใจ เกิดความเชื่อมั่น เกิดความอบอุ่นซาบซึ้งในไมตรีจิต พร้อมที่จะดำเนินชีวิตที่เหลือให้เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นต่อไป ตรงกับคำอธิบายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า</span></p>
<div id="wpfa-2002" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770822464-2553.jpg" target="_blank" title="สคส2553.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;สคส2553.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%a3-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>แต่งงาน by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Wed, 11 Feb 2026 14:55:37 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[แต่งงาน
          คงไม่ง่ายนักที่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเริ่มต้นจากคนแปลกหน้า ไม่เคยรู้นิสัยใจคอกันมาก่อน จะตัดสินใจตกลงมั่นเหมาะว่าคนนี้แน่แล้วที่เราควรร่วมหัวจมท้ายอยู่กินกับเขาฉันสามีภรรยา ห...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="color: #ff00ff"><strong><span style="font-size: 24pt">แต่งงาน</span></strong></span></p>
<p>          คงไม่ง่ายนักที่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเริ่มต้นจากคนแปลกหน้า ไม่เคยรู้นิสัยใจคอกันมาก่อน จะตัดสินใจตกลงมั่นเหมาะว่าคนนี้แน่แล้วที่เราควรร่วมหัวจมท้ายอยู่กินกับเขาฉันสามีภรรยา หากเมื่อดีดลูกคิดรางแก้วฝังเพชร บวก ลบ คูณ หารแล้ว คิดว่าสามารถแบ่งปันความรู้สึก ทั้งทุกข์ และสุขแก่กันและกันได้ทุกเมื่อ นับตั้งแต่เป็นคู่ควง คู่รัก คู่รส คู่หมาย คู่หมั้นตลอดจนตั้งใจจะตกลงปล่องชิ้นเป็นคู่ตุนาหงันยาวนานจนเหี่ยวยานไป ทั้งตัว เขาก็ยังรักเราหลงเรา ไม่เคยชำเลืองแลใครอื่นทั้งต่อหน้า และลับหลัง นอกจากเราแล้วละก็ตะครุบค่ะ <strong>ตะครุบไว้อย่าให้รอดไปมีสัมพันธไมตรีกับใครเข้าเชียว คุณสมบัติ หรือสเป็คอย่างนี้หายากจนต้องช่วยกันอนุรักษ์แล้วละค่ะ</strong><br /><br />          ถ้าเฟ้นแล้วเฟ้นอีก ก็ยังไม่ถูกใจร้อยเปอร์เซ็นต์ คือยังไม่โดนใจจริงๆ ให้ถามตัวเองว่า ตั้งมาตรฐานคุณสมบัติของผู้จะมาเป็นหุ้นส่วนชีวิตประมาณการไว้สักเท่าใด จึงจะพอกล้ำกลืนโดยไม่ต้องฝืนทนนัก ก็ตกลงปลงใจไปเหอะ หากคิดว่า ยังไง้...ยังไงก็ทำใจไม่ได้ ขอสมัครอยู่บนคานทองให้หน้าขาวเป็นยองใย เพราะกลัว <span style="color: #800080"><strong>“มีลูกกวนตัว มีผัวกวนใจ”</strong></span> เราก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว<br /><br />          แค่พิจารณาคุณสมบัติโดยเพ่งเล็งโทษสมบัติกัน ก็แทบต้องเอาเท้าก่ายหน้าผาก ยังค่ะ นี่แค่โหมโรงชิมลางนิดๆหน่อยๆเท่านั้น เรื่องใหญ่ขนาดกลาง เรื่องใหญ่ขนาดใหญ่ กับเรื่องใหญ่ขนาดอภิมหาใหญ่ จะตามมาอีกหลายระลอก<br /><br />          รวบรัดตัดความเอาว่า จะแต่งงานละนะ <strong><span style="color: #008000">ขั้นตอนแรกก็ต้องมีการทาบทาม สู่ขอกันก่อน ไหว้วานผู้ใหญ่ผู้ปกครองในบ้าน หรือจะให้เถ้าแก่ทำหน้าที่ก็ได้</span></strong> อยู่ดีๆชิงพาหนีก็กระไรอยู่ เดี๋ยวเจอข้อหาพรากผู้เยาว์ไม่รู้ด้วยนะเออ ไม่แน่อีกแหละ ถ้ามีเบนซ์คันโตเท่าบ้านพร้อมคนขับรูปหล่อ โดยไม่ต้องรอตะไบอีกสักคน แม่เม้าคงโอเคโดยไม่ต้องขอเวลาคิด ขืนคิดมากก็จะชวดซะเปล่า<br /><br />          คนโบราณไปสู่ขอลูกสาวบ้านไหน เถ้าแก่ที่รับหน้าเสื่อไปทาบทาม จะได้รับแจกสีผึ้งด้วยคาถาหัวใจกรณีย์กำกับ <strong><span style="color: #008000">“โอมละลวย มหาละลวย ใครได้ฟังขอให้งงงวย”</span></strong> มาทาปากซะรอบสองรอบ เป็นหลักจิตวิทยา เรียกความเชื่อมั่นให้บรรดาเถ้าแก่แน่ใจว่า วาจาตัวเองดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ก็ใช่ว่าจะผลีผลามสู่ขอเลยได้ที่ไหน ตามธรรมเนียมแล้วมักใช้โวหารในเชิงเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ <strong>นางทองประศรีไปสู่ขอนางพิมพิลาไลยให้พลายแก้ว</strong> เธอใช้สำนวนน่าฟังจริงๆ</p>
<p style="text-align: center"><br /><span style="color: #800080"><strong>“จะขอพันธุ์ฟักแฟงแตงน้ำเต้า ที่ออเจ้าไปปลูกในไร่ข้า</strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="color: #800080"><strong>ทั้งอัตคัดขัดสนจนเงินตรา จะมาขายออแก้วให้ช่วงใช้</strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="color: #800080"><strong>อยู่รองเท้านึกเอาว่าเกือกหนัง ไม่เชื่อฟังก็จะหาประกันให้”</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>          มีคนรับประกันมั่นเหมาะขนาดนี้ เห็นทีต้องรีบยกลูกสาวให้แน่ๆ ได้ลูกเขยมารับใช้ยังไม่พอ แถมให้ทุบตีแก้เซ็งได้อีกแน่ะ<br /><br />          นี่เป็นการสู่ขอของคนภาคกลาง เป็นชาวพายัพฝ่ายหญิงจะเป็นผู้สู่ขอต่อผู้ปกครองฝ่ายชาย เหมือนธรรมเนียมชาวอินเดียเปี๊ยบเลย</p>
<div id="wpfa-1993" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770821737.jpg" target="_blank" title="แต่งงาน.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;แต่งงาน.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>สมุนไพร ภูมิปัญญาแบบไทยๆ by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
                        <pubDate>Wed, 11 Feb 2026 14:42:43 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[สมุนไพร ภูมิปัญญาแบบไทยๆ

          เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๕๒ นี้ แม่เม้าขอเชิญชวนท่านผู้อ่านได้ร่วมเฉลิมพระ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><span style="font-size: 24pt;color: #ff0000"><strong>สมุนไพร ภูมิปัญญาแบบไทยๆ</strong></span></div>
<br />
<p>          เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๕๒ นี้ แม่เม้าขอเชิญชวนท่านผู้อ่านได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจ พระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย พร้อมทั้งถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ ผู้ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริมากมายนานัปการ พระราชประสงค์หลักคือ ให้ประชาชนของพระองค์กินดีอยู่ดี มีสุขภาพแข็งแรง ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด แล้วช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรอันทรงคุณค่าของชาตินั้น ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยประโยชน์ด้านจิตใจ ตลอดจนดำรงไว้ซึ่งวิถีประเพณี วัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของบรรพบุรุษไว้ให้เป็นมรดกถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ด้วยน้ำพระทัยอันประเสริฐยิ่ง หนึ่งในโครงการนั้นเกี่ยวข้องกับ “สมุนไพร” ด้วยค่ะ<br /><br />          <span style="color: #000080">ฉบับนี้ขอเขียนถึง สมุนไพรภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่เราต้องหวงแหน รักษาไม่ให้เสื่อมสลายไปตามยุคที่วิทยาการก้าวหน้ามากไป จนเป็นเหตุให้เกิดการบั่นทอนวิถีชีวิตอันสงบสุขของสังคมไทยหมดไปทุกที</span><br /><br /><span style="color: #000080">          การนำพืชผักที่มีอยู่ตามธรรมชาติแวดล้อมใกล้ตัว มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านอาหารได้ถูกหลักโภชนาการ ด้านบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บตามหลักการแพทย์ และใช้บำรุงรักษาในรูปแบบประเทืองความงามตามหลักเวชสำอางของปู่ย่าตายายของเรานั้น มีมานานเท่าๆ กับความเป็นไทยของเราทีเดียว ซ้ำยังใช้ได้อย่างฉลาดเฉลียว อันเป็นผลมาจากการช่างสังเกตค้นคว้า เรียนรู้แล้วทดลอง คิดค้นจากประสบการณ์ยาวนานที่คลุกคลีใกล้ชิด</span> ทำให้พืชผักเหล่านั้นมีคุณค่าต่อสังคมคนไทยมาตั้งแต่อดีต <span style="color: #993300"><strong>แม่เม้าพูดได้เต็มปากว่า คนไทยมีกระบวนการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เก่งไม่แพ้ชาติอื่น</strong></span> เพียงแต่เรายังผสานความคิดทางวิทยาการแผนใหม่ยังไม่สอดคล้อง เกิดประโยชน์ใช้สอยได้เต็มที่เท่านั้น บางทีอะไรที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็มีเสน่ห์ในตัวเองเหมือนกันดังที่แม่เม้ายังยินดีที่จะต้มยาด้วยหม้อดิน ปิดปากหม้อด้วยผ้าขาวแล้วปักเฉลวแบบโบราณ ในกรณีเกิดอาการเป็นไข้ธรรมดาๆ แล้วตามด้วยพืชผักที่ทำให้ระบายท้อง เพื่อรุพิษไข้ มากกว่ารับประทานยาปฏิชีวนะของแพทย์แผนปัจจุบัน</p>
<div id="wpfa-1985" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770820963.jpg" target="_blank" title="สมุนไพร.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;สมุนไพร.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>อัคนีบันเทิง by แม่เม้า</title>
                        <link>https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%87-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
                        <pubDate>Wed, 11 Feb 2026 14:33:59 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อัคนีบันเทิง
          จั่วหัวเรื่องไว้ให้ฉงนใจเล่น ๆ ว่าไฟมันไปเกี่ยวอะไรกับความบันเทิงหนอ... โดยเฉพาะไฟไหม้บ้าน.. ไฟขึ้นราคา.. ไฟไหม้ฟาง... ไฟลนก้น... ไฟจุกตูดหรือแม้แต่ไฟสุมขอน ล้วนไม่น่...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 24pt">อัคนีบันเทิง</span></strong></span></p>
<p><br />          <strong>จั่วหัวเรื่องไว้ให้ฉงนใจเล่น ๆ ว่าไฟมันไปเกี่ยวอะไรกับความบันเทิงหนอ... โดยเฉพาะไฟไหม้บ้าน.. ไฟขึ้นราคา.. ไฟไหม้ฟาง... ไฟลนก้น... ไฟจุกตูดหรือแม้แต่ไฟสุมขอน ล้วนไม่น่าบันเทิงเริงรมย์อะไรนอกจากความหายนะท่าเดียว</strong><br /><br />          ความจริงตั้งใจจะเขียนถึง เครื่องจุดให้แสงสว่างในงานมหรสพสมโภชบูชา ในรูปแบบที่รู้จักกันในชื่อเรียกต่างกรรม ต่างวาระ ต่างท้องถิ่น แต่รวมความแล้ว คือ <span style="color: #000080">ดอกไม้เพลิง หรือดอกไม้ไฟ</span>นั่นแหละค่ะ<br /><br />          แม่เม้าอ่านพบคำที่เสถียรโกเศศ ใช้เรียกบ้องไฟที่คนโบราณขนานนามว่า กรวด จรวด ของเล่นระดับชาวบ้านอันแสนสนุก เร้าใจว่า อัคนีกรีฑา แล้วเกิดไอเดีย ท่านผู้อ่านคงไม่ว่ากันนะคะ ถ้าขอโมเมมั่วนิ่มเรียกดอกไม้เพลิงเอาตามใจชอบว่า อัคคีบันเทิงบ้าง<br /><br />          <span style="color: #993300">จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีข้อความกล่าวถึงของเล่นโบราณเหล่านี้ไว้ว่า “เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวงเฑียรญ่อมคนเสียดกันเข้าดูท่านเผาเทียน เล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก”</span><br /><br />          แสดงว่า การประดิษฐ์จรวจ กรวด บ้องไฟ พลุ ตะไล ลูกหนู ไอ้ตื้อ ดอกไม้ไฟ และไฟพะเนียง คนไทยทำเล่นกันมานานกว่า 700 ปีแล้วละค่ะ<br /><br />          ทั่ว ๆ ไปอาจจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อมนุษย์กลุ่มแรกรู้จักเอาดินประสิวผสานถ่านเพื่อใช้เป็นเชื้อไฟให้ลุกไหม้ง่าย ต่อมานำสิ่งอื่น ๆ เช่น กำมะถันมาผสมให้ประสิทธิภาพแรงมากขึ้น จนเมื่อชาวยุโรปผลิตปืนไฟขึ้นใช้ จึงได้พัฒนาเป็นดินปืนบรรจุแทนตั้งแต่นั้นมา<br /><br />          <span style="color: #000080">สำหรับเครื่องเล่นโบราณชนิดนี้ของไทย มีส่วนผสมง่าย ๆ หาได้ตามท้องถิ่น คือ ดินประสิว (มูลค้างคาว) ถ่านไม้แจง หรือไม้ตีนเป็ด สุพรรณถันคลุกเคล้าดำจนละเอียดบรรจุไม้อ้อ ไม้ไผ่ ท่อนไม้ เปลือก หรือเมล็ดผลไม้แล้วจุดให้ลุกไหม้ โลดแล่นขึ้นไปในอากาศด้วยกำลังดินปืนที่ผสม</span><br /><br />          วรรณคดีไทยหลายเรื่องที่ระบุว่ามีการเล่นดอกไม้ไฟกัน ทั้งงานราษฎร์ระดับชาวบ้าน ในโอกาสงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงต่าง ๆ ตลอดจนงานหลวงในโอกาสพิธีสมโภชบูชา เช่น พระราชพิธีบุษยาภิเษก ให้เจ้าประเทศราชทอดทัศนาในยามราตรี ซึ่งเรียกชื่อกันไปต่าง ๆ นาน อาทิ ดอกไม้ไต้เทียน (จารึกสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช พ.ศ. 1931) เพลิงพเยีย และ อัคนีสาโรช (โคลงทวาทศมาส)<br /><br />          แม้แต่เรื่องปุณโณวาทคำฉันท์ที่มหานาค วัดท่าทรายแต่งไว้นั้น ได้พรรณนาภาพการจุดดอกไม้ไฟ ถวายเป็นพุทธบูชา คราวสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเสด็จนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้น ปรากฏชื่อเรียกดอกไม้ไฟเป็นสิบ ๆ ชื่อ อันแสดงถึงความเจริญด้านการผลิตดอกไม้ไฟของช่างไทยโบราณว่าฝีมือไม่ด้อยกว่าใคร</p>
<div id="wpfa-1978" class="wpforo-attached-file"><a class="wpforo-default-attachment" href="//dhamma5minutes.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1770820439-super-snaps.jpg" target="_blank" title="super-snaps.jpg"><i class="fas fa-paperclip"></i>&nbsp;super-snaps.jpg</a></div>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">วิถีแห่งไทย</category>                        <dc:creator>admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://dhamma5minutes.com/community/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%87-by-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		