
บางส่วนจากบทความที่เรียบเรียงโดย ‘มนนิภา สังข์ศักดา’
ความเชื่อในพระหริหระเจ้า มีการจารจดเป็นหลักฐานปรากฏชัดมายาวนานราวพุทธศตวรรษที่ 6 ซึ่งในยุคสมัยนั้น ศาสนาฮินดูได้เจริญขึ้นอีกครั้งภายหลังจากศาสนาพุทธและศาสนาเซนได้เสื่อมลง เป็นที่รู้กันดีแล้วว่า ฮินดูนั้นเป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยม อันหมายถึง นับถือเทพเจ้าหลายองค์ ใครที่ศรัทธาและนับถือเทพเจ้าองค์ใด ก็จะถือว่าเทพเจ้าของตนเองมีฐานะสูงสุด จึงเกิดลัทธิหรือนิกายย่อยขึ้นมามากมาย ซึ่งแต่ละนิกายต่างก็มีคติความเชื่อ พิธีกรรม และมีการบูชาเทพเจ้าที่แผกกันไปอย่างสิ้นเชิง จึงนำไปสู่ความขัดแย้งแข่งขันระหว่างต่างนิกายอยู่เสมอ
ในบรรดาลัทธิหรือนิกายในศาสนาฮินดูนั้น ได้กล่าวถึงเทพเจ้าที่เหล่าสาวกยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเศียรเกล้าที่สำคัญคือ ลัทธิตรีมูรติ ได้กล่าวถึงเทพตรีมูรติอันได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ โดยมีคติความเชื่อว่า พระวิษณุมีหน้าที่ในการสงวนรักษาโลก ขณะที่พระพรหมมีหน้าที่ในการสร้างโลก และพระศิวะมีหน้าที่ในการทำลายล้างและก่อให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่
ในอินเดีย พระวิษณุ เป็นเทพเจ้าที่รู้จักมายาวนานตั้งแต่สมัยพระเวท ซึ่งคนที่ภักดีหรือให้การเคารพสูงสุดต่อพระวิษณุหรือพระนารายณ์องค์เดียว จัดอยู่ใน ลัทธิไวษณพนิกาย โดยมีคติความเชื่อกันว่า พระวิษณุเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้สงวน และผู้ทำลายโลก ลัทธินี้มีความเจริญรุ่งเรืองในราวพุทธศตวรรษที่ 6 มีความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะโดยทั่วไปของพระวิษณุว่า พระองค์จะแต่งองค์เป็นกษัตริย์ พระเศียรสวมกิริฏมงกุฎมี 4 กร อาวุธที่ทรงถือมี 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ จักร สังข์ คฑา ดอกบัว หรือธรณี มีพาหนะเป็นครุฑ สีกายของพระวิษณุในมหากาพย์มหาภารตะ กล่าวไว้ว่า จะเปลี่ยนไปตามยุค คือ
กฤตยุคเป็นยุคที่ศีลธรรมในโลกอยู่ครบบริบูรณ์ พระวรกายจะมีสีขาว
เตรดายุค ศีลธรรมในโลกลดลง 1 ใน 4 พระวรกายมีสีแดง
ทวารปยุค ศีลธรรมในโลกลดลง 2 ใน 4 ส่วน พระวรกายมีสีเหลือง และ
กลียุค ศีลธรรมในโลกลดลงเหลือ 1 ส่วน พระวรกายมีสีดำ

ส่วนพระศิวะ เป็นเทพเจ้าที่ผู้คนในอินเดียนับถือกันมาตั้งแต่สมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ (Photo-history) โดยมีหลักฐานยืนยันเป็นศิวลึงค์ และบุคคลนั่งอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าที่ได้มาจากการขุดค้นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุที่เมืองโมเฮ้นโจดาโร และเมืองอารัปปา รวมทั้งในสมัยพระเวทมีคัมภีร์หลายเล่มกล่าวถึงพระศิวะ คือคัมภีร์ฤคเวท วายสานยิ-สังหิตาของยชุเวทขาว และคัมภีร์อาถรรพเวท ระบุไว้ว่าคำว่า ศิวะ (Siva) แปลว่า ฤกษ์งามยามดี ซึ่งเป็นคำกล่าวสรรเสริญเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่พระนามว่า “รุทร” พระรุทรในคัมภีร์พระเวทต่างกล่าวว่า พระองค์คือพระอัคนี และว่าพระองค์เป็นเทพเจ้าผู้ทรงความเมตตาปราณี เป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือการยัญกรรมทั้งปวง ทรงอำนวยความสุขสมบูรณ์แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปศุสัตว์ หรือว่าการค้าขาย พระองค์เป็นเทพเจ้าที่ดุร้าย เป็นผู้สร้างและผู้ทำลายโลกด้วย ซึ่งคนที่ภักดีต่อพระศิวะหรือพระอิศวรเพียงองค์เดียว จัดอยู่ใน ลัทธิไศวนิกาย โดยคติความเชื่อในพระศิวะของคนที่นับถือลัทธินี้ก็คือ พระองค์เป็นผู้สร้าง ผู้รักษา ผู้ทำลายโลก ทรงเป็นเทพเหนือเทพทั้งปวง คือคิรีสะและวาระ อันหมายถึงทรงเป็นนายผู้ยิ่งใหญ่ และทรงเป็นผู้ให้กำเนิดพระเจ้าทั้งปวง

นอกเหนือจากนี้ ในลัทธิไศวนิกายยังมีหลักคำสอนถึงความจริง 5 ประการได้แก่
ประการแรก ว่าด้วยเรื่องของทุกข์
ประการที่สอง เมื่อเป็นทุกข์แล้วก็หาสาเหตุของทุกข์
ประการที่สาม หาทางดับทุกข์ด้วยการปฏิบัติโยคะ คือ มีการติดต่อกับพระเจ้า ซึ่งทำได้ 2 วิธี วิธีแรก สวดมนต์อ้อนวอนและทำสมาธิจิต วิธีที่สอง ไม่ต้องสวดมนต์เพียงแต่สงบจิตเท่านั้น
ประการที่สี่ กำหนดกฎเกณฑ์ที่พึงปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ คือการปลงสังเวช โดยไปที่เชิงตะกอนเผาศพแล้วเอาขี้เถ้าทาตัว นอนคลุกขี้เถ้า ท่องคาถาและประพฤติแบบยาจก โดยเก็บเศษอาหารเหลือ ๆ มากิน เพื่อเป็นการดับกิเลสตัณหาทั้งปวง และ
ประการที่ห้า การสิ้นทุกข์ มีอยู่ 2 แบบคือ แบบแรก เป็นการสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง นั่นคือ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แบบที่สอง กลายเป็นผู้วิเศษหยั่งรู้ดินฟ้าและแปลงกายได้
สำหรับลักษณะโดยทั่วไปที่เป็นรูปเคารพของพระศิวะตามความเชื่อของลัทธิไศวนิกาย มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบแรก เป็นเรื่องของสัญลักษณ์ มักใช้ลึงค์หรือที่เรียกว่า “ศิวลึงค์” เป็นสัญลักษณ์ ในศาสนสถานของพระศิวะจะประดิษฐานศิวลึงค์เป็นองค์ประธาน ส่วนรูปปั้นพระศิวะจะประดิษฐานไว้ตามมุมต่าง ๆ ในวัดเป็นส่วนประกอบเท่านั้น รูปแบบที่สอง พระศิวะในรูปมนุษย์ เชื่อว่าพระองค์มี 3 เนตร มีพระจันทร์หนึ่งเสี้ยวเป็นเครื่องประดับ มีงูพันรอบมงกุฎซึ่งเกล้ามวยผมเป็นรูปชฎามงกุฎ นุ่งหนังเสือ มีหลายพระกร นับตั้งแต่ 4 กร 8 กร 10 กร 16 กร ไปจนถึง 18 กร ถ้ามี 4 กร 2 กรหลังจะถือตรีศูลและกลอง ส่วน 2 กรข้างหน้า เป็นปางประทานอภัยและปางวรทะ (ปางประทานพร) เมื่อพระศิวะปรากฏในร่างดุร้ายเพื่อปราบอสูรจะมี 10 กร 5 กรด้านขวาจะถืออักษะมาลา (สายสร้อยลูกปัด) ดาบ ศักยตายุธ (หอก) ทัณฑ (ไม้เท้าหรือคฑา) และตรีศูล (สามง่าม) ส่วนด้านซ้ายจะถือ ปัฏวางคะ (ไม้ตาขอทำด้วยกระดูก) งู กะโหลก เบฏกะ (โล่ห์) และกวาง เมื่อจะทำลายล้างเมืองของพวกอสูร จะปรากฏกายแบบมี 16 กร 6 กร ที่เพิ่มขึ้นนั้น 3 กร ทรงถือพาณะ (ลูกศร) จักร และคฑา อีก 3 กร ทรงถือ ธนู ระฆัง และสังข์
by กองบรรณาธิการ
ด้วยความแผกแตกต่างในความเชื่อระหว่างลัทธิหรือนิกายต่าง ๆ ของศาสนาฮินดู อันนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น จึงมีแนวคิดในการประนีประนอมซึ่งกันและกัน โดยนำเอาเทพยดาเหล่านั้นมาผสมในร่างเดียว พร้อมกับให้นับถือว่าเทพที่อยู่ในร่างเดียวนั้น ต่างมีฐานะและอำนาจโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งลัทธิไศวนิกาย กับลัทธิไวษณพนิกายในยุคสมัยโน้น จัดว่ามีการขัดแย้งแข่งกันกันสูง จึงมีความพยายามลดความขัดแย้งในเรื่องความเชื่อและเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างทั้งสองนิกาย ด้วยการรวมพระศิวะกับพระวิษณุมาไว้ในร่างเดียว และแสดงออกมาในรูปประติมากรรมที่เรียกว่า “พระหริหระ หรือสังกรนารายณ์”
เอกสารทางวิชาการหลายเล่มได้ให้ความหมายของ “พระหริหระ” ไว้ว่ามาจาก 2 คำ รวมกันคือ “หริ” กับ “หระ”
หริ แปลว่า สงวน หมายถึง พระวิษณุหรือพระนารายณ์
หระ แปลว่า ผู้นำไป หมายถึง พระศิวะ หรือพระอิศวร
บ้างก็ว่า พระหริหระ (Hari-Hara) หมายถึง รูปประติมากรรมผสมระหว่างพระหริ (พระวิษณุ) กับ พระหระ (พระศิวะ) หรืออีกนัยหนึ่งคือ การผสมผสานระหว่างศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกายกับลัทธิไวษณพนิกาย โดยในครึ่งซีกขวาของประติมากรรมผสมรูปพระหริหระ จะเป็นพระศิวะ และในครึ่งซ้ายเป็นพระวิษณุ ซึ่งรูปลักษณ์เช่นนี้ ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของประติมากรรมพระหริหระที่มีสร้างสืบทอดกันมายาวนานหลายยุคหลายสมัย ปรากฏอยู่ในหลายประเทศตราบเท่าทุกวันนี้

การสร้างรูปเคารพพระหริหระมีหลักฐานบ่งบอกชัดเจนว่า เริ่มต้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์กุษาณะ ซึ่งอยู่ในศตวรรษที่ 6-7 ดังปรากฏในเหรียญตราหลายเหรียญของพระเจ้าฮูวิสะกะ และเจริญแพร่หลายไปในอินเดียสมัยกลาง รวมถึงมีการสร้างรูปเคารพพระหริหระจำนวนมากบูชาในแถบอินเดียภาคเหนือ อินเดียภาคตะวันออก และอินเดียภาคใต้
ความเชื่อในพระหริหระมิได้หยุดยั้งอยู่แค่เพียงประเทศอินเดียเท่านั้น หากแผ่ขยายมาสู่ดินแดนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายสมัยอาณาจักรฟูนัน ราวพุทธศตวรรษที่ 11 มีหลักฐานหลายอย่างกล่าวว่า บริเวณภูเขาลึงคบรรพตในอาณาจักรฟูนันเป็นที่ประดิษฐานของเทวรูปพระหริหระ และได้เจริญแพร่หลายอย่างยิ่งในอาณาจักรเขมรในสมัยก่อนเมืองพระนคร ราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และในสมัยเมืองพระนคร ราวพุทธศตวรรษที่ 14-18 ถัดจากนั้น ได้แผ่ขยายมาถึงประเทศไทยในสมัยสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ 18-20 พบว่ามีการสร้างเทวรูปพระหริหระสำหรับเคารพบูชาอย่างแพร่หลาย ทั้งยังปรากฏหลักฐานการสร้างในอาณาจักรมัชปาหิตแห่งเกาะชวาภาคตะวันออกในประเทศอินโดนีเซีย ราวพุทธศตวรรษที่ 19

สำหรับในประเทศไทย มีหลักฐานทางโบราณวัตถุ โบราณสถาน และจารึกต่าง ๆ ชี้ชัดเกี่ยวกับการนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย กับลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งได้เผยแผ่เข้ามาถึงแผ่นดินไทยในราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างหลักฐานที่เกี่ยวกับลัทธิไศวนิกาย มีการค้นพบศิวลึงค์จำนวนมากในภาคใต้ โดยศิวลึงค์เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบนั้น ได้แก่ เอกามุขลึงค์ ในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี การค้นพบจารึกภาษาสันสกฤต 2 หลัก บริเวณเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยหลักหนึ่งไม่สามารถอ่านออกได้ อีกหลักหนึ่งกล่าวถึงพระเจ้าภววรมันที่ 1 แห่งเจนละ ได้สร้างเทวรูปพระอิศวรเมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชย์ใน พ.ศ. 1181 และในราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 มีการสถาปนาวัดในลัทธิไศวนิกายขึ้นที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง ตั้งอยู่ที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ภายในปราสาทแห่งนี้ ทับหลังชั้นในสุดมีการสลักเป็นรูปโยคี ซึ่งหมายถึงพระอิศวร
ส่วนการนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์ของลัทธิไวษณพนิกายในประเทศไทย ปรากฏหลักฐานบ่งบอกว่าเก่าแก่กว่าลัทธิไศวนิกาย ดังจะเห็นได้จากการค้นพบเทวรูปพระนารายณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสร้างขึ้นมาในราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 รวมถึงในบริเวณเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ยังได้ค้นพบเทวรูปพระนารายณ์ด้วยเช่นกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 1726 ซึ่งอยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ชนชาติไทยได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นมา โดยคนไทยยุคสมัยนั้นได้หันมานับถือพุทธศาสนาแทนศาสนาพราหมณ์ แต่ทว่า พระมหากษัตริย์ไทยก็ยังให้การสนับสนุนศาสนาพราหมณ์อยู่ เพียงแต่จำกัดอยู่ในราชสำนักของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
by กองบรรณาธิการ
ในสมัยสุโขทัยนี้เอง ที่ปรากฏการผสมผสานระหว่างลัทธิไศวนิกายกับลัทธิไวษณพนิกายอย่างเด่นชัด ทั้งสองลัทธินี้ได้เจริญแพร่หลายมากในสมัยพระยาลิไท หรือพระมหาธรรมราชาที่ 1 ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1890-1922 โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากจารึกวัดศรีชุม (จารึกหลักที่ 2) ได้กล่าวเปรียบเทียบพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนี กับพระหริหระ และในจารึกหลักที่ 4 จารจดว่าพระมหาธรรมราชาลิไทได้โปรดให้หล่อเทวรูป พระอิศวร พระวิษณุ ไว้ในหอเทวาลัยมหาเกษตร ป่ามะม่วง เพื่อให้เหล่าพราหมณ์ได้ไปเคารพบูชา
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ได้ค้นพบเทวรูปสำริดในสมัยสุโขทัย จำนวน 14 องค์ ในจำนวนนี้เป็นพระหริหระมากที่สุดถึง 6 องค์ นอกนั้นเป็นพระอิศวร 3 องค์ พระนารายณ์ 3 องค์ พระพรหม 1 องค์ และพระอุมา 1 องค์ ซึ่งเทวรูปพระหริหระนี้ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงสันนิษฐานว่า น่าจะสร้างในสมัยพระยาลิไท เพราะหลังจากสมัยนี้ไปแล้ว ไม่ปรากฏจารึกหลักฐานใด ๆ กล่าวถึงพระหริหระอีกเลย ฉะนั้น ย่อมกล่าวได้ว่า ความนิยมนับถือพระหริหระ คงมีเพียงยุคสมัยพระยาลิไทในห้วงเวลาอันสั้นราว 30 ปีที่ทรงครองราชย์เท่านั้น

จากเรื่องราวของพระหริหระที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจนดังกล่าวไปแล้วนั้น มีข้อสังเกตสำคัญจากการถอดรหัสความเชื่อที่มายาวนานเกือบ 2,000 ปี อยู่ 2 ประการ ก็คือ ประการแรก พระหริหระมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในหมู่ผู้คนที่เกิดความขัดแย้งแข่งขันกันสูง ดังจะเห็นได้ว่าในอดีตอันไกลโพ้นได้สร้างประติมากรรมพระหริหระผสมผสานระหว่างพระวิษณุกับพระศิวะในพระวรกายเดียวกัน ทำให้คนต่างลัทธิ ต่างความเชื่อ ยอมหันหน้ามาปรองดองกัน จึงอาจกล่าวว่า พระหริหระเป็นสัญลักษณ์แห่งการผสานสร้างความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว อาจเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ประการใดที่ทำให้พบเห็นว่า ในอาณาจักรสุโขทัยสมัยพระยาลิไท ซึ่งพุทธศาสนาเข้ามาแทนที่ศาสนาพราหมณ์นั้น พระองค์ได้พยายามสร้างความกลมเกลียวระหว่างคนที่นับถือทั้งสองศาสนา โดยโปรดให้หล่อเทวรูปพระอิศวร พระวิษณุ ไว้ในหอเทวาลัยมหาเกษตร ป่ามะม่วง เพื่อให้เหล่าพราหมณ์ได้ไปเคารพบูชา พร้อมกับสร้างเทวรูปสำริดพระหริหระขึ้นมาอีกด้วย
และประการที่สอง พระวิษณุและพระศิวะซึ่งอยู่ในวรกายของพระหริหระ มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสังคมให้เกิดความสงบสุข ให้ผู้คนอยู่ในศีลในธรรม หลุดพ้นจากความทุกข์ ดังจะเห็นได้จากความเชื่อเกี่ยวกับพระวรกายของพระวิษณุที่ว่า จะเปลี่ยนสีไปตามยุคสมัย เป็นต้นว่า หากยุดใดศีลธรรมในโลกเต็มบริบูรณ์ พระวรกายจะมีสีขาว และหากยุคใดศีลธรรมในโลกเสื่อมถอยลงมาก พระวรกายจะมีสีดำ ขณะที่ความเชื่อตามหลักคำสอนในลัทธิไศวนิกายเกี่ยวกับแสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์ ซึ่งต้องมีการติดต่อกับพระเจ้านั้น พระศิวะจะมีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนให้พ้นทุกข์ ทั้งยังมีอีกหนึ่งความเชื่อที่ว่า เมื่อใดก็ตามมีเหล่าอสูรมาย่ำยีผู้คน พระศิวะจะปรากฏกายขึ้นมาในร่างดุร้ายเพื่อปราบอสูร ความเชื่อเหล่านี้จึงสอดคล้องต้องกันที่ว่า ทั้งพระวิษณุและพระศิวะ เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้สงวน และผู้ทำลายโลก
by กองบรรณาธิการ
นี้เองคือรหัสแห่งความหมายอันแท้จริงที่บ่งบอกถึง “การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” อันเป็นสัจธรรมที่เรามิอาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ และรหัสสำคัญนั้น ก็ได้หนุนเนื่องแฝงซ่อนไว้กับการสร้างพระหริหระขนาดใหญ่ประดิษฐานไว้ ณ “หริหราศรม ภูเตศวร” ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ด้วยเพราะความศรัทธาเชื่อมั่นในพระมหากรุณาธิคุณแห่งมหาศิวะเจ้าและมหาวิษณุนารายณ์ในพระวรกายพระหริหระ จะแผ่บารมีอวยสุขให้แก่มวลมหาชน ขจัดปัดเป่าสิ่งที่เลวร้าย ให้บังเกิดความศานติสู่สรรพสิ่งบนโลก ทั้งเกื้อกูลให้สรรพสัตว์ได้สร้างบารมีในเบื้องต้น และจะหมดสิ้นซึ่งความทุกข์ในเบื้องปลาย

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com