
บทสรุปในความเห็นของ “ภูเตศวร”
การเคารพบูชาพระหริหระที่ถูกต้อง
เมื่อรู้ความหมายอันแท้จริงของการ “การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” ที่แฝงเร้นอยู่อับคติความเชื่อในพระศิวะและพระวิษณุในพระวรกายพระหริหระแล้ว หากใครรัก ใครศรัทธา ในเทพยดา ก็ควรจะรู้ถึงวิธีการปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะคนยุคสมัยนี้ยังหลงผิดกันอยู่ไม่น้อย มักเข้าใจว่า การได้ไปกราบไหว้บูชารูปเคารพแห่งองค์เทพ คือ การไปอ้อนวอนร้องขอในสิ่งที่ตนต้องการ แล้วบนบานศาลกล่าว ไหว้ข้าวของตามที่มีผู้บอกว่าท่านโปรดปราน ในทำนอง “ขอได้...ไหว้รับ”
แผกไปจากความรู้ทางเทวศาสตร์แนวใหม่ ซึ่ง “ภูเตศวร” ได้เผยสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยล่วงรู้ไว้ในหนังสือ “โอษฐ์เทวะ” ว่า เทวดามิใช่บาทบริจาริกามนุษย์ ท่านจะช่วยผู้คนก็ต่อเมื่อเห็นสมควรจะช่วยเท่านั้น!!
เพราะเทพยดาไม่ใช่ภาพสมมุติอย่างที่เราเห็น ๆ กัน ทว่า ท่านเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่ไม่มีรูป ไม่มีเพศ ท่านไม่แบ่งแยกในเรื่องศาสนา แต่ดำรงอยู่ในเทวธรรมและพรหมวิหาร คนเดินดินอย่างเราจะสามารถรับกระแสพลังงานเทพยดาได้โดยผ่านรังสีอย่างหนึ่งที่องค์ท่านส่งตรงมาถึงโลกมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ตาม เพียงแต่ทุกคนจะไม่สามารถรับคลื่นพลังงานจากท่านอย่างเสมอกัน

ด้วยเหตุผลนั้นเอง ทำให้คนที่ไม่เคยล่วงรู้ความจริงประการนี้ จึงหลงผิดยังเข้าใจเกี่ยวกับเทวดาอยู่แค่เพียงรูปร่างหน้าตาว่า เป็นเทวดาจีน เทวดาแขก เทวดาฝรั่ง เทวดาไทย เพราะความเข้าใจเช่นนี้ เป็นเพียงความเชื่อตามวัฒนธรรมของแต่ละประเทศแต่ละเชื้อชาติที่นับถือกัน ทั้งเป็นเรื่องธรรมดาที่ยังคงพบเห็นหลายต่อหลายคนเที่ยวตระเวนไปกราบไหว้บูชาเทพเจ้าตามสถานที่ต่าง ๆ บ้างก็ข้ามน้ำข้ามทะเลไปขอพรกันถึงต่างแดนกันเลยทีเดียว
ฉะนั้น หากใครผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะได้รับพร ได้รับปัญญา เข้าถึงเทพยดาอย่างแท้จริง เรียกว่า ต้องการรับคลื่นพลังงานจากท่านโดยตรง จำเป็นต้องรู้จักวิธีการปรับคลื่น หรือจูนคลื่นของตนเองให้ตรงกับองค์ท่านเสียก่อน ซึ่งการจูนคลื่นที่ว่าก็คือ “ปรับคลื่นในกายและใจเพื่อการสื่อสารน้อมนำสู่ปัญญาจากองค์เทวะ”
การปรับคลื่นภายในกายและใจนั้น ทุกคนสามารถทำได้โดยไม่มีข้อยกเว้น เริ่มจากเบื้องแรก คือ การปรับวิธีคิดให้รู้จักปลดวางทุกข์ แล้วประพฤติปฏิบัติตนให้รู้จักเสียสละ และมีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ ด้วยการทำบุญทำทาน ทั้งที่เป็นทานในรูปทรัพย์สินเงินทอง และทานทางจิตใจ ที่สำคัญก็คือ การรู้จักให้อภัย อีกทั้งต้องรู้จักใช้ชีวิตตนอยู่ในศีลในธรรม หากสามารถเลิกเบียดเบียนสัตว์ด้วยการงดเว้นการเสพเนื้อสัตว์ใหญ่ อย่างวัวและควาย ก็จะดียิ่ง เพราะถ้าคนเรามีศีลแล้วจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฝึกฝนจิตให้เป็นสมาธิได้ดีขึ้น ซึ่งสมาธิเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติอย่างขาดเสียมิได้ ต้องท่องจำให้ขึ้นใจว่า ต้องมีขันติและวิริยะในการปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยพัฒนาจิตใจให้ยกระดับไปสู่ขั้นที่ละเอียดขึ้น ๆ เป็นลำดับ
ที่สำคัญ “สมาธิ” เป็นเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยไขรหัสในการเข้าไปสู่เรื่องราวในอีกมิติที่ลี้ลับเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของความสามารถในการรับคลื่นพลังงานจากเทพยดา หากปรารถนาจะจูนคลื่นเข้าถึงองค์เทวะได้อย่างเต็มร้อย หลังจากปฏิบัติจนเกิดสัมมาสมาธิขึ้นแล้ว ก็ต้องยกระดับขึ้นไปสู่การทำวิปัสสนา เพื่ออบรมจิตใจให้มีปัญญาขึ้นมาโดยแท้ ซึ่งจิตที่ถูกฝึก ถูกปฏิบัติมานับพันนับหมื่นครั้งนี้เอง จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถจูนคลื่นเข้าถึงพลังแห่งปัญญาจากองค์เทวะได้อย่างเหลือเชื่อ
ที่สำคัญนอกเหนือยิ่งสิ่งใดก็คือ จะทำให้ผู้ปฏิบัตินั้น ๆ ค่อย ๆ ปล่อยวางบ่วงที่เคยรัดรึงอยู่ในจิตใจให้ลดน้อยถอยลงทุกขณะ ทุกข์ที่เคยทับถมมายาวนานหลายกัปหลายกัลป์ ก็จะมลายลงเป็นลำดับ จนถึงขั้นหมดสิ้นทุกข์ในเบื้องปลาย ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายในวัฏสงสารอีกต่อไป
หากใครผู้ใดประพฤติปฏิบัติตนตามลำดับขั้นตอนตามที่กล่าวได้แล้ว เทพยดาย่อมจะอวยชัยให้ท่านโดยไม่ต้องสงสัย นี้เองคือวิธีการเคารพบูชาเทพในแนวใหม่อย่างถูกต้อง... มิใช่กราบไหว้บูชากันแบบ “ข้อได้ ไหว้รับ” หรือเป็นเรื่องของความเชื่อเทวดาแบบงมงายตามความเชื่อแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

จงเชื่อเถอะว่า...ตราบใดที่จักรวาลยังดำรงอยู่ ตราบนั้นเทพยดายังต้องมี เมื่อมีท่านที่เปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์ทรงพระเมตตาต่อมวลมนุษย์ ต่อมวลหมู่สัตว์โลก ตราบนั้นท่านต้องมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์อีกต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด...หากเราเข้าใจในเทพยดากันอย่างแท้จริงแล้ว ก็ต้องรู้จักกราบไหว้บูชาท่านให้ถูกต้องนับจากวันนี้เป็นต้นไป...
เรียนเชิญร่วมงานเททองหล่อพระรูป
ความยิ่งใหญ่อันยิ่งยงแห่งองค์พระหริหระ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

