ประวัติพระอาจารย์เส...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ประวัติพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล by กองบรรณาธิการ

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#55]

ประวัติพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล

          ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ เดือนสิบสอง ปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ (ตามบันทึกของท่านพระครูพิบูลธรรมภาณ วัดภูเขาแก้ว) หรือ วันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ตรงกับวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๔ (ตามหนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพพระอาจารย์เสาร์ฯ โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สังฆนายก) ที่บ้านข่าโคม (ชื่อเดิม “บ้านท่าโคมคำ”) ต.หนองขอน อ.เมืองอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ ต.ปะอาว อ.เมือง จ.อุบลราชธานี)

          นามเดิมของท่าน ชื่อเสาร์ นามสกุล สมัยนั้นยังไม่มี ภายหลังมีญาติสืบสายกันมาในตระกูล อุปวัน และ พันธ์โสรี

          เป็นบุตรของ พ่อทา และ แม่โม่ (ส่วนพ่อใหญ่คำดี ชารีนะ ชาวบ้านข่าโคม กล่าวไว้ว่า ชื่อบิดาของพระอาจารย์เสาร์นั้นไม่ทราบชื่อ มารดาชื่อแม่บัวศรี)

          ท่านมีพี่น้องรวมกัน ๕ คน ตามลำดับดังนี้

                ๑. ท่านพระอาจารย์เสาร์
                ๒. นางสาวแบ (อยู่เป็นโสดตลอดชีวิต)
                ๓. แม่ดี
                ๔. แม่บุญ
                ๕. พ่อพา อุปวัน

ชีวิตเมื่อวัยเยาว์

          ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาผิวพรรณดีมาก สมัยเมื่อยังเป็นเด็ก ท่านมีความพึงพอใจ ศรัทธา เลื่อมใส ในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างสูงยิ่ง กอปรกับนิสัยสนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้ของท่าน ดังนั้น เมื่อท่านอายุได้ ๑๒ ปี จึงได้ตัดสินใจเข้าวัด โดยได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์วัด เพื่อเตรียมตัวบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดใต้ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

บวชเณร

          พระอาจารย์เสาร์ได้เข้าไปพำนักรับใช้เป็นศิษย์วัดใต้ ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี จวบจนกระทั่งอายุ ๑๕ ปี ใน พ.ศ.๒๔๑๗ ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรโดยสมบูรณ์ ในคณะมหานิกาย

          ด้วยความยึดมั่นแน่วแน่ในพระพุทธศาสนา เมื่อบวชเณรแล้ว ท่านมีความอุตสาหะขยันขันแข็ง พากเพียรเรียนศึกษา หมั่นท่องมนต์บทสวด เรียนมูลกัจจายนะ ศึกษาพระวินัยทั้งห้าคัมภีร์ พระธรรมบท ทศชาติ มงคลทีปนี วิสุทธิมรรค อภิธัมมัตถสังคหะ อีกทั้งอักษรไทยน้อย ไทยใหญ่ “ตัวธรรม” อักษรขอม ก็ล้วนชำนาญการ แตกฉานไปทุกอย่าง

บวชพระ

          หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ๕ ปี จวบจนอายุของท่านได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ครบเกณฑ์ที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ตามพระวินัยบัญญัติ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๒ ท่านก็ได้ตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์ ในคณะมหานิกาย

          ท่านพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดใต้ ในเพศบรรพชิต ปฏิบัติกิจพระพุทธศาสนามาถึง ๑๐ พรรษา ได้เป็น “ญาคู” เป็นครูผู้อบรมหมู่คณะสืบต่อ ซึ่งชาวบ้านเรียกท่านว่า “ญาคูเสาร์”

          ในสมัยที่ท่านบวชได้สิบกว่าพรรษา ณ วัดใต้นี้ เป็นช่วงเวลาที่ท่านมีความคิดอยากจะลาสิกขาเป็นกำลัง ท่านเตรียมสะสมเงินทอง อีกทั้งวัตถุข้าวของเป็นจำนวนมาก บนกุฏิของท่านเต็มไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้ มีทั้งผ้าไหม แพรพรรณ ท่านเตรียมตัวที่จะเป็นพ่อค้าวาณิชไปทางน้ำ เพราะท่านมีความชำนาญในการดำรงชีวิตตามลำน้ำตั้งแต่วัยเยาว์ สมัยอยู่ที่บ้านข่าโคม อันเป็นบ้านเกิดนั้น ก็ใช้เส้นทางสัญจรทางลำน้ำเซบาย – ลำน้ำชี - ลำน้ำมูล เป็นสายใยเส้นทางชีวิต

          จากคำบอกเล่าของชาวบ้านข่าโคม ปรากฏว่ามีลุงของท่านทำการค้าประสบผลสำเร็จ มีกิจการเดินเรือใหญ่โต อันเป็นแนวทางแห่งจินตนาการของท่านที่วาดไว้ว่า เมื่อลาสิกขาแล้วจะใช้ชีวิตเป็นพ่อค้า ขายเสื้อผ้า ของกินของใช้เบ็ดเตล็ด บรรทุกเรือล่องไปค้าขายตามลำแม่น้ำชี ลัดเลาะออกแม่น้ำมูลเรื่อยไปจนจรดแม่น้ำโขง – จำปาศักดิ์ – เมืองโขง – สีทันดร ถึงบ้านไหนก็แวะบ้านนั้น ซื้อสินค้าบ้านนี้ไปขายบ้านนั้น เอาของบ้านนั้นไปขาย พอกะว่าค้าขายได้เงินพอสมควรแล้ว จึงจะหวนกลับมาบ้านเกิด สร้างครอบครัว - แต่งงาน ตั้งหลักปักฐาน ทำไร่ทำนา – ค้าขายหาเลี้ยงครอบครัวไปตามวิถีชีวิตของชาวโลกต่อไป

          ในระยะนี้เองเป็นช่วงที่โยมมารดาของพระอาจารย์เสาร์เสียชีวิต ที่บ้านข่าโคม(บ้านเกิดของท่าน) ข่าวนี้ยังความเศร้าสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงมาสู่ท่าน ความคิดฟุ้งซ่าน แผนการทุกอย่าง จำเป็นต้องถูกระงับไว้ ท่านต้องรวบรวมกำลังใจอย่างเต็มที่ แล้วจึงเดินทางไปร่วมทำศพของโยมมารดาที่บ้านเกิด เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากเสร็จงานฌาปนกิจศพโยมมารดาแล้ว ท่านก็เดินทางกลับมาพำนักที่วัดใต้เหมือนเดิม

          หลังจากงานปลงศพโยมมารดาของท่าน ทำให้ท่านต้องรวบรวมจิตให้เป็นสมาธิ ปลงธรรมสังเวช แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลแด่โยมมารดาของท่าน จนกระทั่งในที่สุดความคิดที่จะลาสิกขาก็ค่อยๆ ผ่อนคลาย...เลือนราง...จางหาย...มลายไป...ในที่สุด

          เมื่อพระอาจารย์เสาร์ตัดสินใจได้แน่นอน มั่นคง เด็ดขาว ว่าจะไม่สึกเช่นนั้นแล้ว ท่านมีความสุขสงบใจและมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะท่านได้ปลดเปลื้อง ปล่อยวาง ซึ่งห่วงพันธนาการ ที่ผูกรัดมัดคาจิตใจท่านมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้นพอรุ่งเข้าวันใหม่ ท่านจึงประกาศให้หมู่คณะและญาติโยมทั้งหลายที่คอยฟังข่าวได้ทราบทั่วกันว่า ต่อไปนี้ท่านจะไม่สึกอย่างเด็ดขาด ใครต้องการอะไรขอให้มาเอาไปได้เลย พวกสิ่งของเครื่องใช้ ของมีค่าต่างๆที่ท่านอุตส่าห์เก็บสะสมไว้นาน ท่านจะสละให้เป็นทานจนหมดสิ้น ญาติมิตรทั้งหลายเมื่อได้ทราบข่าวต่างก็อนุโมทนาสาธุการ แล้วทยอยกันมารับแจกสิ่งทานเหล่านั้น เป็นเวลาหลายวันจึงหมด โดยท่านไม่อาลัยอาวรณ์ใดๆทั้งสิ้น กลับยินดีที่ได้แจกทานจนหมดในครั้งนี้

          หลังจากที่ญาคูเสาร์ ได้สละเครื่องเกี่ยวพันทุกสิ่งทุกอย่างจากตัวท่านแล้ว ท่านได้มีเวลาพิจารณาดูจิตของท่าน พร้อมกับได้เสาะแสวงหาท่านผู้รู้เพื่อที่จะคอยชี้แนะแนวทางดำเนินเพศบรรพชิตต่อไป

          สมัยนั้นได้ทราบว่า ญาท่านม้าว เทวธมฺมี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตรงต่อพระธรรมวินัย ตรงต่อมรรคผลพระนิพพาน “ญาคูเสาร์” จึงได้ละทิ้งความเป็น “ญาคู” ของท่าน แล้วจึงมุ่งตรงไปยัง วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) ที่พำนักของญาท่านม้าว เทวธมฺมี ทันที ได้รับฟังเทศน์ที่ท่านอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณร ให้เลิกแนวทางการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตรงตามพุทธวินัยบัญญัติ เลิกเส้นทางดำเนินใดๆก็ตามอันที่จะทำให้ศีลด่างพร้อย ให้ห่างเครื่องสั่งสมกิเลสให้พอกพูน ติดหล่มโลกโลกีย์ต่างๆเหล่านั้นมันไม่ใช่แนวทางของพระพุทธองค์ ให้ละเลิกเสียโดยเด็ดขาด

          ให้หันมาประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง ทรงศีลให้บริสุทธิ์ เจริญสมาธิให้แน่วแน่ เดินปัญญาให้เต็มรอบบริบูรณ์

          นี่คือแนวทางขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าประทานไว้ ให้ผู้เป็นสาวกทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติตามนั้นแล

          ญาคูเสาร์นั้นหลังจากได้รับฟังโอวาทจาก ญาท่านม้าว เทวธฺมมี แล้วน้อมนำมาพิจารณาประพฤติ ปฏิบัติจนเห็นจริง ตามกระแสธรรมที่ได้สดับรับฟังมา แล้วต่อมายังได้ชักชวนสหธรรมิกผู้รู้ใจ คือ ท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาล (หนู ฐิตปญฺโญ) ครั้งเมื่อยังอยู่วัดใต้ด้วยกัน พร้อมหมู่คณะ ติดตามไปรับฟังเทศน์ฟังธรรม ที่วัดศรีทองด้วยเป็นจำนวนมาก และได้พากันมุ่งหน้าปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจริง ปฏิบัติชอบ ประกอบความเพียรอย่างเข้มแข็งต่อมา

ญัตติกรรม

          ในระยะต่อมา ท่านคงมองเห็นว่าการปฏิบัติของท่านยังมีอุปสรรคอยู่ อย่างเช่น ท่านไปฟังธรรมจาก ญาท่านม้าว เทวธมฺมี แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงขอมอบตัวเป็นศิษย์ ท่านก็ยอมรับ แต่ว่าไม่ได้เข้าอุโบสถร่วมสังฆกรรมด้วยกับท่าน แม้ของใช้ของฉัน จะไปจับต้องของท่านไม่ได้ จะต้องถวาย(ประเคน)ท่านใหม่ ประกอบกับทางหมู่คณะนิกายเดิมของตนเอง ยังไม่เลื่อมใสในการถือปฏิบัติตามครรลองแบบธรรมยุต จนในที่สุดท่านได้ตัดสินใจ พร้อมด้วยพระเณรลูกวัดทั้งหมดในวัดใต้ ซึ่งเข้าใจว่าในครั้งนั้น จะมีพระอาจารย์ หนู ฐิตปญฺโญ (ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถระ) ร่วมประกอบพิธี “ทัฬหิกรรม” หรือ ญัตติกรรม ใหม่ในคณะธรรมยุตินิกายด้วยกัน เป็นการบวชครั้งที่ ๒ ณ อุโบสถ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) โดยมีพระครูทา โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาชย์ เจ้าอธิการสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์

บำเพ็ญเพียร

          หลังจากท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมด้วยหมู่คณะได้ประกอบพิธีญัตติกรรมใหม่แล้ว ที่วัดใต้ เมืองอุบลราชธานี วัดนี้จึงกลายเป็นวัดธรรมยุตไปโดยปริยาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่ได้นิ่งนอนใจแม้แต่น้อย ท่านรีบเร่งประกอบความเพียรทุกขณะจิต ไม่มีลดละ ไม่เห็นแก่นอน ไม่เห็นแก่ปากท้อง ไม่เห็นแก่ลาภสักการะ และสิ่งสรรเสริญเยินยอ สิ่งเหล่านี้ท่านสละโดยเด็ดขาดแล้ว ท่านครองศีลครองธรรม ยึดมั่นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในหลักธุดงควัตร ๑๓ ประการ ไม่ว่าท่านไปที่ใด อยู่ที่ใด ใจท่านมิได้เหินห่างจากความเพียร แม้แต่ไปบิณฑบาต ปัดตาด กวาดลานวัด ขัดกระโถน เย็บผ้า ย้อมผ้า เดินไปเดินมาในวัดและนอกวัด ตลอดจนการขบฉัน ท่านทำความเท่าทันอยู่กับความเพียรทุกขณะที่เคลื่อนไหว ไม่ยอมให้อารมณ์ภายนอกมากระทบกระทั่ง ให้จิตใจวอกแวกไปตามอารมณ์ปรุงแต่งโดยเปล่าประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น จิตของท่านก็ได้รับความสงบสุขโดยสม่ำเสมอมา

อุปนิสัยเป็นผู้ชอบความวิเวกนั้นแสดงออกให้เห็นตั้งแต่ท่านออกปฏิบัติธรรมสมัยโน้น คือ หลังจากที่ท่านตัดโลก ตัดเป็น ตัดตาย ไม่ยอมสึกตลอดไป ตั้งจิตอธิษฐาน มุ่งประพฤติพรหมจรรย์ ครองศีล ทรงธรรม เสาะแสวงหาที่สงบปฏิบัติธรรม กรรมฐาน ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปณฺโณ บันทึกไว้ในหนังสือประวัติท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ว่า “ท่านไม่ชอบพูด ทั้งวันไม่พูดอะไรกับใครมากมายหลายประโยค เวลานั่งสมาธิ ก็ทนทานนั่งอยู่ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง เวลาเดินจงกรมก็ทำนองเดียวกัน ลักษณะท่าทางของท่านมีความสง่าผ่าเผย เยือกเย็น เปี่ยมล้นด้วยเมตตา น่าเคารพเลื่อมใสยำเกรงมาก มองเห็นท่านแล้วก็เย็นตา เย็นใจไปหลายวัน ทั้งพระเณรและประชาชน ต่างพากันเคารพเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านมาก

ศิษย์เอกของพระอาจารย์เสาร์
         
          ศิษย์เอกของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมื่อกล่าวถึงองค์ใดองค์หนึ่งจะขาดเสียอีกองค์หนึ่งไปมิได้

          ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปณฺโณ กล่าวไว้ในหนังสือประวัติท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ว่า

          พระอาจารย์และศิษย์ทั้งสององค์นี้รักและเคารพกันมาก ไปที่ไหนท่านชอบไปด้วยกันทั้งในพรรษาและนอกพรรษา จนหลายๆปีต่อมา กระทั่งลุล่วงถึง มัชฌิมวัย จึงแยกห่างกันอยู่ ช่วงเวลาพักจำพรรษา แต่ก็ไม่ห่างไกลกันมากนัก พักอยู่พอไปมาหากันได้สะดวก มีน้อยครั้งที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันในวัยกลาง ระยะนี้อาจเกี่ยวกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ซึ่งต่างก็มีมากและเพิ่มขึ้นมากด้วยกัน ถ้าจำพรรษาอยู่ร่วมกัน ถ้ารวมศิษย์พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะเป็นการยากลำบากในการจัดที่พักอาศัย จึงต้องแยกกันอยู่จำพรรษา เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในการจัดที่พักอาศัยไปได้บ้าง กอปรกับ พระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น ขณะที่แยกกันอยู่จำพรรษาหรือนอกพรรษาก็ตาม จะรู้สึกคิดถึงกันมากและเป็นห่วงกันมาก เวลามีพระที่เป็นลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายมากราบนมัสการ ต่างจะต้องถามถึงความสุขทุกข์ของกันและกันก่อนเรื่องอื่นๆ จากนั้นก็ฝากบอกข่าวคราวและฝากความเคารพคิดถึงไปกับพระลูกศิษย์ที่มากราบเยี่ยมตามสมควรแก่ “อาวุโสภันเต” ในทุกๆครั้งไป

          พระอาจารย์ทั้งสององค์ท่านมีความเคารพคุณธรรมของกันและกันมาก ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือห่างไกลกัน เวลาท่านพระอาจารย์ทั้งสอง องค์ใดองค์หนึ่งพูดปรารภถึงกันและกันให้บรรดาลูกศิษย์ฟังนั้น จะมีแต่คำที่เต็มไปด้วยความเคารพยกย่องสรรเสริญ โดยสุดหัวจิต หมดหัวใจ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์สายนี้ นับวันยิ่งผูกพันแน่นแฟ้น เป็นที่น่าเคารพยิ่ง เป็นแบบอย่างให้ศิษยานุศิษย์ได้ยึดถือสืบทอดปฏิบัติกันต่อๆมา

หลวงปู่มั่นถวายคำแนะนำ

          พ.ศ.๒๔๕๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ พำนักจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำภูผากูด ต.หนองสูง อ.คำชะอี จ.นครพนม อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ทราบถึงวาระจิต ท่านหลวงปู่มั่น ว่าได้เดินทางติดตามมาหาท่าน และจวนจะถึงภูผากูดนี่แล้ว ท่านก็ได้เตรียมตัวคอยรับศิษย์รักที่จากกันมานานอย่างยินดียิ่ง เมื่อหลวงปู่มั่นเดินทางมาถึง ได้ผ่านลำธารก่อนขึ้นถ้ำ เข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ทันที ทั้งสองท่านได้สนทนาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน สมกับที่ได้จากกันเป็นเวลานาน แล้วท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ได้ให้ท่านหลวงปู่มั่นพำนักจำพรรษาอยู่ด้วยกัน ซึ่งตลอดพรรษานี้ทั้งสองท่านก็ได้ปรึกษาสนทนาธรรมปฏิบัติร่วมกันแทบทุกวัน

          ความละเอียดตอนนี้ ท่านหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร เขียนถึงในประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตว่า อยู่มาวันหนึ่งท่านหลวงปู่มั่นเห็นว่า เป็นโอกาสอันดีจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจธรรมหรือไม่ ?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ตอบว่า “เราก็ได้พิจารณาเหมือนกัน”

ท่านหลวงปู่มั่นถามต่อ “ได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง ? ”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “ได้ผลเหมือนกัน แต่มันไม่ชัดเจน”

ท่านหลวงปู่มั่น “เพราะเหตุอะไรครับ ? ”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “เราได้พยายามอยู่ คือพยายามพิจารณาถึงความแก่ ความตาย แต่ว่าบาง

คราวมันก็แจ่มแจ้ง และบางคราวมันก็ไม่แจ่มแจ้ง”

ท่านหลวงปู่มั่น “ถ้าเช่นนั้น คงมีเรื่องอะไรเป็นเครื่องห่วงอยู่”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “เราพยายามพิจารณาอยู่เหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้ ความจริงความ

สว่างของดวงจิตก็ปกติอยู่ แม้มันจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง มันก็เป็นธรรมดาของสมาธิ

แต่ว่าเมื่อจิตพิจารณาทีไรรู้สึกว่าไม่ก้าวไป”

ท่านหลวงปู่มั่น “กระผมคิดว่าคงมีเรื่องอะไรเป็นเครื่องห่วง”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “และเธอรู้ไหมว่า เรามีอะไรเป็นเครื่องห่วง ? ”

ท่านหลวงปู่มั่นเห็นเป็นโอกาสที่จะถวายความรู้ครั้งอยู่ที่ถ้ำสาลิกาโน้น ที่ท่านได้ทราบวาระจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ท่านหลวงปู่มั่น “ท่านอาจารย์คงห่วงเรื่องการปรารถนา พระปัจเจกโพธิ กระมังครับ”

          ท่านพระอาจารย์เสาร์ “แน่ทีเดียว! ในจิตใจเราตั้งอยู่ว่า จะขอให้รู้ธรรมเอง โดยมิต้องให้ใครมาแนะนำหรือบอกให้ และมันก็ตั้งอยู่ในใจของเรามาตลอด”

          เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ท่านหลวงปู่มั่นจึงกราบขอโอกาส แล้วได้บอกกับพระอาจารย์เสาร์ว่า

          ท่านหลวงปู่มั่น “ขอให้ท่านอาจารย์อย่าเป็นห่วงเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ในชาตินี้เถิด เพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณแลกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นไปแล้ว เนื่องด้วยการท่องเที่ยวในสังสารวัฏนี้มันนานเหลือเกิน”

พบวิมุตติแน่แล้ว

          อยู่มาวันหนึ่งพระอาจารย์เสาร์นั่งอยู่ในที่สงัดเฉพาะองค์เดียว ท่านเริ่มการพิจารณาถึงอริยสัจ ได้รู้ ได้เห็น ตามความเป็นจริงนั้น และในวันนั้นท่านก็ตัดเสียซึ่งความสงสัยได้อย่างเด็ดขาด พอจวนจะถึงกาลปวารณาออกพรรษา ท่านก็ได้ทราบชัดถึงความเป็นจริงทุกประการ ท่านจึงได้บอกกับท่านหลวงปู่มั่นว่า

          “เราได้เลิกการปรารถนาพระปัจเจกโพธิแล้ว และเราก็ได้เห็นธรรมดาตามความเป็นจริงแล้ว! “

เมื่อท่านหลวงปู่มั่น ได้ยินดังนั้น ก็เกิดปิติเป็นอย่างมากและได้ทราบวาระจิตว่า

          “พระอาจารย์พบทางวิมุติแน่แล้วในอัตภาพนี้”

การละสังขารของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

          เมื่อพระอาจารย์เสาร์ป่วยหนัก ท่านจึงสั่งให้หลวงปู่บัวพา และคณะศิษย์นำท่านกลับมาที่วัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว โดยมาทางเรือ ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ท่านนอนบนแคร่ในเรือประทุน พระอาจารย์เสาร์หลับตานิ่งมาตลอด เพราะตอนนั้นท่านกำลังอาพาธหนัก อันเกิดจากฤทธิ์ผึ้งที่ได้ต่อยท่าน ตอนที่อยู่จำพรรษาที่วัดดอนธาตุ เมื่อถึงนครจำปาศักดิ์แล้ว ท่านลืมตาขึ้นพูดว่า “ถึงแล้วใช่ไหม ให้นำเราไปยังอุโบสถเลย เราจะไปตายที่นั่น”

          หลวงปู่บัวพาจึงได้นำพระอาจารย์เสาร์เข้าไปในอุโบสถ... แล้วพระอาจารย์เสาร์สั่งให้เอาผ้าสังฆาฏิมาใส่ แล้วเตรียมตัวเข้านั่งสมาธิ ท่านกราบพระ๓ครั้ง พอกราบครั้งที่๓ ท่านนิ่งงันโดยไม่ขยับเขยื้อน นานเท่านานจนผิดสังเกต หลวงปู่บัวพาและหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เอามือมาแตะที่จมูกท่าน ปรากฏว่าท่านหมดลมหายใจแล้ว ไม่ทราบว่าพระอาจารย์เสาร์ท่านมรณภาพไปเวลาใด แต่พอสันนิษฐานได้ว่า ท่านมรณภาพในอิริยาบถนั่งกราบ ท่านจึงพูดขึ้นกับหมู่คณะ (ซึ่งตอนนั้นมีพระเถระผู้ใหญ่และพระเณรมานั่งดูอาการป่วยของพระอาจารย์เสาร์) ว่า “หลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว”

          วันนั้นเป็นวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๕ สิริรวมอายุได้ ๘๒ ปี ๖๒ พรรษา ข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว บริเวณวัดอำมาตยาราม แห่งนครจำปาศักดิ์ คับคั่งไปด้วย ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน หลั่งไหลมามิได้ขาด โดยการนำของพระครู นาคบุรี ศรีคณาภิบาล (ม้าว) และเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ ได้ทำการสร้างหีบศพขึ้นอย่างเร่งด่วน ในเช้าวันรุ่งขึ้นภายในบริเวณศาลาวัดนั้นเอง

พระธาตุพระอาจารย์เสาร์
         
          ในตอนแรกๆนั้น อัฐิของท่านก็ไม่มีสิ่งใดที่พิเศษไปกว่าใครผู้ใด ผู้ที่ทำหน้าที่แจกแบ่งอัฐิธาตุขององค์ท่านไปตามวัดต่างๆ และให้ลูกศิษย์ไว้เก็บรักษาบูชานั้น คือท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งคุณตาบุญเพ็ง คำพิพาก เล่าว่า เท่าที่ท่านจำได้ มีแบ่งให้วัดดอนธาตุ วัดภูเขาแก้ว วัดป่าสาลวัน ฯลฯ ส่วนที่เหลือ และเถ้าอังคารมอบให้วัดบูรพา

          ในภายหลังต่อมาปรากฏว่า อัฐิธาตุขององค์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ส่วนมากได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ คุณตาบุญเพ็ง บอกว่าใครอยากดูพระธาตุพระอาจารย์เสาร์ องค์ใหญ่ๆ ใหญ่ที่สุดนั้น ให้ไปดูที่วัดป่าสาลวัน บนศาลาการเปรียญ มีพระธาตุท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านหลวงปู่มั่นประดิษฐานอยู่

(คัดลอก-ย่อความ จากหนังสือ ชีวประวัติและปฏิปทา พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล รวบรวม-เรียบเรียงโดย พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ)

ธรรมะท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล

                  ดีกับชั่วมันมีอยู่ในโลกนี้ หนีจากโลกนี้...ก็ไม่มีดี...ไม่มีชั่ว...

          เขาพูดว่าเราดี เราก็ไม่ดีเหมือนคำเขาพูด

          เขาพูดว่าเราชั่ว เราก็ไม่ชั่วเหมือนคำเขาพูด

          ถ้าเราไม่ยึด...เราไม่มี... จะเอาอะไรไปดีไปชั่ว


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com