
ขาดการภาวนา สติและปัญญาก็ขาดหาย
หลายวันก่อนได้มีโอกาสสนทนากับหลวงปู่เฉลียว ปัญญาธโร แห่งสำนักสงฆ์ภูขี้กะโตด อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด
ขณะที่ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองกำลังจิตว้าวุ่นกับงานกฐินของครูบาอาจารย์หลายวัด
ว้าวุ่นกับการคาดหวังแล้วผิดหวัง ด้วยวัดอมราวาสที่เหลือหนี้สินเกือบล้าน และหวังจะปิดฉากให้ได้ในปีนี้ กับอีกวัดคือวัดป่าพอก ที่กำลังจะเริ่มต้นสร้างศาลาอุโบสถในต้นปีหน้า
อาจต้องล่าช้าออกไป
เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไร แค่ตัวเองมองเห็นทางจะได้ปัจจัยมาช่วยเหลือค่อนข้างจะชัดเจน แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ผิดหวังอย่างที่เรียกว่า ‘ผิดคาดอย่างแรง’
- จนแทบทำใจยาก
เพราะมีโอกาสสนทนากับครูบาอาจารย์ที่เคารพรัก จึงอดปรารภเรื่องราวต่าง ๆ กับท่านไม่ได้ตามประสาคนกิเลสหนาเป็นเมตร
หลวงปู่เฉลียวรับฟัง...ท่านให้เราระบายจนหมดก่อนกล่าวประโยคเบา ๆ
“ของอนิจจัง! ”
ลงท้ายด้วยการเทศนาลูกศิษย์คนโง่ของท่านอย่างยืดยาวพอสมควร...สิ่งที่ท่านเทศนาคือสัจจะความจริงอันเรียบง่าย ท่านกล่าวถึงกำไรและขาดทุนของมนุษย์ทุกรูปทุกนาม
ไม่มีใครขาดทุนจริง!
เพราะทุกคนเกิดมาตัวเปล่า และหยิบฉวยทุกอย่างจากโลกมาใช้ทั้งนั้น ความทุกข์จริง ๆ ของคนเรามาจากความมุ่งหวังปรารถนาแล้วไม่ได้ตามที่ต้องการ
เข้าตำรา...อยากได้อยากมี...อยากเป็น แล้วไม่ได้ ไม่มี และไม่เป็น อย่างที่ตนคิดจึงเกิดทุกข์ขึ้น!
หลวงปู่เทศนาเสร็จ ตบท้ายด้วยวิธีแก้ไข การแก้ไขทุกข์ต้องอาศัย ‘สติ’ และ ‘ปัญญาธรรม’ คือการตั้งสติให้ระลึกรู้ว่าเวทนากำลังเกิดขึ้นในจิตใจแล้วนะ จากนั้นให้พิจารณาความจริงให้ประจักษ์แจ้งแก่หัวใจตนเองด้วยการถามตัวเองอย่างมีเหตุมีผล
“ทุกข์เกิดจากไหน?” เกิดเพราะเราผิดหวัง สิ่งที่หวังไม่ได้อย่างคาด
“มีใครบ้างที่หวังได้ หวังเป็น แล้วสมหวังในทุก ๆ เรื่อง?” คำตอบคือ ‘ไม่มี’ แน่นอน ไม่มีใครในโลกจะสมหวังกับทุกสิ่งที่ตนปรารถนา
อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนยิ่ง คือความเจ็บไข้ กับความตาย ต่อให้ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ก็มิอาจเลี่ยงพ้น!
“มีน้อยทำน้อย มีมากทำมาก...” หลวงปู่ตบท้ายตามประสาพระสงฆ์ที่เปี่ยมเมตตา “อย่าทำบุญทำทานอย่างคนขาดสติ หรือทำด้วยทิฐิมานะอย่างเดียว จะทำให้ทุกข์ ทำบุญแล้วทุกข์จะมีประโยชน์อะไร? ”
แค่ไม่กี่ประโยคของหลวงปู่ทำให้จิตใจของผู้เขียนสว่างวาบขึ้น...ลงท้ายนึกตำหนิตัวเองทั้ง ๆ ที่มีครูบาอาจารย์ดี ๆ หลายองค์ และใช้เวลาว่ายวนอยู่กับท่านมาสิบกว่าปียี่สิบปี จิตใจยังขาดเสียซึ่งสติเช่นนี้นับว่า ‘โง่เขลา’ อย่างยิ่ง...
บ่นให้หลวงปู่ฟัง...ท่านหัวเราะเบา ๆ ก่อนอบรมต่อ...
“คนเราถ้ารู้จักด่าตัวเองได้ก็ถือว่าทิฐิเริ่มลดลง แต่อย่าให้เกิดบ่อยเพราะจะสะเทือนหัวใจครูบาอาจารย์”
“สะเทือนยังไงครับหลวงปู่?” เราย้อนถามขณะท่านตอบปนหัวเราะ
“อาจารย์สอนลูกศิษย์ให้ฉลาดไม่ได้ คนโง่ก็ต้องเป็นอาจารย์เองแล้วละแม้วเอ๋ย...”
ทิ้งท้ายแบบนี้ เหมือนหลวงปู่ย้ำเตือนให้ระวังสติ...ถ้าขาดสติอยู่บ่อย ๆ จะเท่ากับ เป็นการประมาทครูบาอาจารย์ไปด้วย
เจอเข้าไม้นี้...ลูกศิษย์อย่างภูเตศวร ถึงกับนิ่งอึ้ง...อย่างน้อยก็แอบสัญญากับตัวเองแหละครับว่า ‘ต่อไปนี้เราต้องระวังสติให้ดีกว่านี้ เพราะไม่เพียงประมาทครูบาอาจารย์เท่านั้น ยังเข้าข่ายสอนใครต่อใครได้... ไม่รู้จักสอนตัวเอง !’
ก็อย่างที่บอกแหละครับ ศาสนาพุทธสอนเราให้รู้จักการละวาง รู้จักการต่อสู้กับความทุกข์ด้วยปัญญา ที่พิจารณาตามสัจจะแห่งธรรมชาติ พุทธศาสนาสอนให้เราทั้งหลายเจริญสติ เมื่อมีสติระลึกรู้ ปัญญาจะเกิด...
จากสติเป็นมหาสติ...จากปัญญาสู่มหาปัญญา...
มีมหาสติ...มีมหาปัญญา ก็พ้นทุกข์!
แต่คำพูดอาจง่าย หากการทำให้ได้เป็นเรื่องยาก วิธีการคงต้องอาศัยอิทธิบาทสี่ ที่พระบรมศาสดาแสดงไว้ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา...เข้าตำราที่ใครต่างรู้
...ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร!
มาถึงตรงนี้จึงเข้าใจถ่องแท้ เพราะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนมุ่งมั่นอยู่กับการสร้างวัตถุ สร้างศาสนสมบัติ มากกว่าการปฏิบัติตนในสมาธิภาวนา...
เพราะห่วง...และกังวลกับงานเหล่านั้นจึงทำให้จิตแส่ส่าย ขาดสมาธิอันแน่วแน่จนขาดสติ วันนี้จึงได้คำตอบจากหลวงปู่เฉลียวชัดเจน จากคำพูดสุดท้ายที่ท่านเมตตาสั่งสอน...
“...ทำดีทำเถอะ เพราะได้บุญได้กุศล...แต่อย่าลืมการภาวนา เพราะการภาวนาทำให้พ้นทุกข์ได้โดยตรง”
เอาไปเอามาก็วนอยู่ตรงที่เคยคิดเคยทำเคยพูดและเคยเขียนลงคอลัมน์นี้มาแล้วทั้งสิ้น...อยู่ในหลัก...ศีล ทาน ภาวนา อยู่นั่นเอง
รู้ตัวไม่ล่วงศีล...หมั่นให้ทานเป็นพลปัจจัย ให้การภาวนาเจริญรุดหน้า จะพบปัญญาในที่สุด เพราะความเพียรฉะนี้แล...
เอ้า...ประจานความย่ำแย่ของตนให้ท่านทั้งหลายฟัง เอาคำสอนของหลวงปู่เฉลียว ปัญญาธโร เขียนให้อ่านเพื่อประดับปัญญาว่าอย่าทำตัวอย่างอีตาแม้วแล้วกัน
ดังที่เคยเรียนมาแล้ว ว่างานวันเพ็ญเดือนสิบสองเราจะมีพิธี ‘เทวาภิเษก’ และพิธีบวงสรวงใหญ่ สร้างพระพิฆคเนศว์ หรือพระคเณศวร อธิบดีแห่งศิลปะศาสตร์ เทพเจ้าแห่งการขจัดอุปสรรคและเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ เพื่อหาทุนทรัพย์สร้างศาลาอุโบสถวัดป่าพอกที่วางงบประมาณไว้ที่ 4 ล้านบาท
ขอตบท้ายด้วยบทสรรเสริญพระคเณศวรที่ผู้เขียนใช้เป็นประจำ เผื่อใครจะนำไปใช้อธิษฐานบ้าง อย่างนี้ครับ...
เริ่มต้นด้วย นโมสามจบ รำลึกถึงองค์พระบรมศาสดาเจ้าก่อน จากนั้นจึงท่องต่อด้วยคาถาบทนี้
โอมบังคมพระคเณศ์ เทวะศิวะบุตร
ฆ่าพะณะสิ้นสุด ประลัย
อ้า...งามกายะพระพรายประหนึ่ง ระวิอุทัย
ก้องโกญจนาทให้ สะหรรษ์
เป็นเจ้าสิบปะสิทธิ์ วิวิธวรรณ
วิทยาวิเศษสรร พะสอน
ยามข้ากอปรกรณีพิธี มะยะบวร
จุ่งโปรดประสาทพร ประสิทธิ์เทอญ...
ท่องพระคาถาบทนี้เสร็จ ให้อธิษฐานตามสิ่งที่ปรารถนา ซึ่งไม่ผิดทำนองคลองธรรม ส่วนการจุดธูปบูชารูปเคารพของพระคเณศวร ใช้ธูป 9 ดอกครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com