
สรรพสิ่งในโลกล้วนเกิดแล้วดับ...ดับแล้วเกิดอยู่เป็นนิตย์
ไม่มีอะไรในโลกเป็นนิรันดร์ สุขฤาทุกข์ก็เกิดแล้วดับไป...ชีวิตเกิดขึ้นก็ต้องตายลง...ทรัพย์สินสมบัติใด ๆ ก็เป็นของสมมุติ ไม่มีใครแบกคืนสู่ปรโลกได้แม้เพียงเถ้าธุลีดิน
“ทุกอย่างที่เห็นและสัมผัสได้ในโลกมนุษย์เป็นส่วนกลางทั้งสิ้น แม้กระทั่งร่างกายของเราก็เกิดจากธาตุมาประชุมกัน เมื่อตายไปก็ต้องคืนให้กับโลก...เท่ากับเป็นการหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น”
...ยามวิญญาณละสังขารกายหยาบ ไม่มีมนุษย์หรือสัตว์โลกหน้าไหนจะหอบอะไรไปได้แม้แต่ประการเดียว
ซากศพจะเปื่อยสลายเป็นธุลีดินคืนแก่โลก...ทรัพย์สินที่หามาได้พร้อมกับคำว่า ‘ตัวกู’ และ ‘ของกู’ ก็จะถูกกองเอาไว้ให้กับผู้อื่น วนเวียนเปลี่ยนมือเฉกนี้ไปชั่วกัลป์
สิ่งนี้เป็นสัจจะคู่โลกชั่วนิรันดร์
จิต...ก่อกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้น
จิต...อยากได้สมบัติเพราะโลภ...ตายไปเป็นวิญญาณเฝ้าสมบัติ
จิต...ยึดอุปาทาน รัก โลภ โกรธ...หลง จะถูกดึงดูดให้วนเวียนอยู่ในห้วงสังสารวัฏมิจบสิ้น
ฉะนั้น...ชิวิตหลังการตาย จะสู่อบายภูมิหรือสุคติภูมิ ตัวมนุษย์เป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ พระอริยเจ้า...ผู้รู้ทั้งหลาย จึงย้ำเตือนสอนสั่ง สัตว์โลกพึงใช้ ‘สติ’ กำกับจิตและใจมิให้แส่ส่ายไปข้องกับกิเลสตัณหา อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นยางเหนียวร้อยรัดวิญญาณไว้ในห้วงสังสารวัฏได้
‘สติ’ จึงเป็นบาทต้นจนถึงบาทสุดท้ายของการเจริญสมาธิจนสำเร็จมรรคผล
“สติเท่านั้น เป็นผู้ควบคุมจิตมิให้เกิดมโนกรรมและวจีกรรม รวมทั้งกายกรรม ฉะนั้น จิตจะประภัสสรพิสุทธิ์ได้นั้นต้องอาศัย ‘สติ’ เป็นผู้ถือท้าย แม้แต่การทำสมาธิหากขาดสติก็มิใช่สมาธิ แต่เป็นการหลับ ดังนั้น สมาธิที่สมบูรณ์จักต้องให้จิตปราศจากการร้อยรัดทางอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นมารบกวน แต่ทรงสติสัมปชัญญะระลึกรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ด้วย จึงเรียกว่าปฏิบัติสมาธิโดยแท้จริง
โลกุตรธรรม คือความสิ้นอาสวกิเลส...เป็น ‘ความว่าง’ ที่รู้จักวาง ‘อุปาทาน’ ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง จิตพ้นจากกิเลสตัณหาร้อยรัด ปราศจากศรเสียดแทงใจด้วยสติ ที่ปิดกั้น รูป...รส...กลิ่น...เสียง ใด ๆ กระทบอายตนะทั้งหกอันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสติปิดกั้นมิให้อินทรีย์ก่อ...กายกรรม...มโนกรรม...วจีกรรม ด้วยเหตุเท่านี้...เท่ากับเดินสู่แดนแห่ง ‘โลกุตรธรรม’ โดยสมบูรณ์
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com