
หัวข้อเทศนา “คาถากาสลัก”
สำหรับ “คาถากาสลัก” นั้นหลวงพ่อท่านเล่าว่าหลังจากได้พยายามค้นคว้าแล้ว ก็รู้แต่เพียงว่า “กาสลัก” เป็นชื่อของนกกายสิทธิ์ ที่มีแต่คนเคยได้ยินเสียงแต่ไม่เคยเห็นตัว ที่ได้ข้อมูลมาก็มีเท่านี้ หลวงพ่อเองท่านจึงค่อย ๆ ตีความหมายและคิดขึ้นมาได้เองถึงความหมายของชื่อคาถานี้ โดยท่านแยกออกเป็น คำว่า “สลัก” หรือ “สัก” ที่น่าจะมีความหมายเหมือนกัน คือบันทึกลงไปเพื่อให้เกิดความคุ้มครองแก่ผู้ศรัทธา ส่วน “กา” นั้นก็น่าจะมาจากคำว่า “ปากกา” ที่ใช้สักหรือสลักนั่นเอง ส่วนจะสลักคาถาไว้ที่ไหนจึงจะดีที่สุด บางคนสักในที่ลับบนร่างกายก็จะยิ่งไม่ได้ประโยชน์ไปกันใหญ่ เพราะมองไม่เห็น อ่านไม่ได้ หลวงพ่อท่านจึงเฉลยต่อไปว่าถ้าจะดีที่สุดก็ต้องสลักลงที่ใจของเรานี่แหละ เพื่อให้จำได้และนำมาเป็นหลักปฏิบัติจึงจะได้ผล และเกิดมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ท่านว่าคาถานี้เป็น ….ฉันท์ ซึ่งแด่ละวรรค มี 8 คำ
โดยท่านได้แปลความวรรคแรก “จะชะ ทุชชะนะสังสัคคัง” คือ สละหลีกเลี่ยงจากคนพาล คาถานี้หลวงพ่อให้ข้อสังเกตว่า มีการใช้คำที่ต่างจากในมงคลคาถาที่ว่า “อะเสวะนา จะพาลานัง” การไม่คบกับคนพาล โดยในคาถากาสลักนี้จะใช้คำว่า “สละ”( แทนคำว่า “คบ”) ซึ่งมีความหมายว่า การสละ การให้ออกไป โดยมาจากคำว่า “จะชะ” ความหมายเหมือน “จาคะ” ซึ่งต่างจากการให้ “ทาน” เพราะการให้ทานเป็นการเอาออกไป แต่ต้องมี 2 ฝ่ายคือฝ่าย “ผู้ให้” กับฝ่าย “ผู้รับ” คือ “ทายก” กับ “ปฏิคาหก” แต่ถ้าใช้คำว่า จาคะ หรือ จะชะ มีความหมายว่าให้ออกไป ซึ่งแบ่งเป็นกรณีที่มีทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือ เป็นการให้ออกไปจากเราโดยไม่ต้องมีผู้รับก็ได้ ในคาถาวรรคนี้ มีความหมายถึงสละออกจากการคบคนพาล คือออกไปจากคนพาล โดยคนพาลนี่หมายถึงบุคคลภายนอก ซึ่งการที่จะไม่คบกันนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่พูดจา สมาคม ค้าขายกันเลยทีเดียว การคบค้า รู้จักกันยังคงเป็นไปได้ตามปกติ แต่ไม่มีการสนิทสนมกัน ไปเป็นพวกเดียวกัน ลักษณะเหมือนการใกล้ชิดกันเปรียบเหมือนเอาผ้า 2 ผืนมาแนบกันเย็บติดกันผูกกันไว้ ในความหมายคือไปไหนไปกัน ทำอะไรก็ทำด้วยกัน ชักจูงกันไปทางเดียวกันหมด เช่นชักชวนให้ริดื่มเหล้า ยาเสพติด ก็ยอมตามกัน และในคาถานี้ นอกจากจะเพ่งถึงคนพาลภายนอกแล้ว ยังหมายรวมถึงความเป็นพาลที่มีอยู่ในตัวเราของเองด้วย ซึ่งนี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ เพราะตัวพาลทั้งหลายก็มีมากอยู่ในตัวเรานี้ด้วย ทั้งความขี้เกียจ ความเหลวไหล ความขี้โกง ความขี้โกรธ ต่างๆเหล่านี้ ที่ต้องให้สละออกไปจากตัวเราเองให้ได้ด้วย
ในวรรคที่ 2 “ภะชะ ปัณฑิตะเสวะนัง” ท่านแปลว่า ให้คบหากับบัณฑิต ซึ่งหมายถึงผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา โดยท่านได้ขยายความว่า หลายคนอาจมีความเข้าใจคำว่าบัณฑิตต่างกัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ได้รับปริญญาตรี ปริญญาโท แต่หมายถึงผู้ที่ดำเนินชีวิตซึ่งประสพความสำเร็จ จากประสบการณ์ที่ตนเองเรียนรู้เองด้วยปัญญาของตนเองก็ได้ มีปัญญารู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเป็นโทษ สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดเป็นบุญ สิ่งใดเป็นบาป สิ่งใดมีสาระ สิ่งใดไร้สาระ โดยประพฤติ ปฏิบัติไม่ผิดทำนองคลองธรรม ไม่ผิดจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
โดยท่านแนะว่าควรสวดเป็นประจำคู่กับคาถากาสลัก หลังจากได้สวดสรรเสริญพระพุทธคุณเสร็จแล้ว
ส่วนในวรรคที่ 4 “สะระ นิจจะมะนิจจะตัง” ท่านแปลว่าให้หมั่นนึกถึง “ความไม่เที่ยง” อยู่เสมอ อะไรอะไรมันก็ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่คงอยู่ เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และดับไป หมดไป เป็นธรรมดา นี่เป็นสิ่งที่มีมาคู่โลกอยู่แล้ว จึงเป็นการเตือนตัวเราเองให้ไม่ประมาท ทุกอย่างมันมีการแปรปรวนตลอดไม่คงที่ จึงเป็นทุกข์และบังคับไม่ได้
โดยสรุปในคาถาส่วนนี้ท่านให้ให้นึกอยู่ 3 อย่างคือ 1) ไม่แน่ 2) ไม่ได้ดั่งใจ และ 3) ไม่มีอะไรสมบรูณ์
รวบรวมและเรียบเรียงจากการเทศนาของหลวงพ่อ ธรรมกวี เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ณ ศาลาการเปรียญวัดราชาธิวาส เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 เวลา 19.00 น.ซึ่งเป็นวันปวารณาออกพรรษา โดย ทันตแพทย์หญิงพวงทอง เล็กเฟื่องฟู ผู้เป็นน้องสาวที่มักจะรวบรวมคำเทศนาของหลวงพ่อไว้แล้วส่งให้สำหรับญาติมิตรผู้ที่ไม่ได้ไปร่วมงาน เห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงนำมาให้เพื่อน ๆ ญาติมิตรได้อ่านค่ะ
shoosri
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com