การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

คาถากาสลัก by shoosri

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#392]

หัวข้อเทศนา “คาถากาสลัก”

 

จะชะ ทุชชะนะสังสัคคัง           ภะชะ ปัณฑิตะเสวะนัง
กะระ ปุญญะมะโหรัตตัง           สะระ นิจจะมะนิจจะตัง
 
 
          หัวข้อเทศน์คืนนี้ “คาถากาสลัก” บางครั้งเรียกว่า “คาถากาสัก” ท่านเล่าว่าได้พยายามค้นหาที่มาของคาถานี้นานแล้ว แต่ไม่พบว่าใครเขียนขึ้น รู้แต่ว่าเป็นที่ยอมรับกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก บางคนถึงกับสักไว้ในยันต์และที่ร่างกายไว้คุ้มครองป้องกันภัย ท่านได้พูดถึงบทสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก ซึ่งหลายคนก็เชื่อกันว่าเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ และบอกต่อกันมา แต่เมื่อได้สอบถามท่านผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาบางท่านก็ไม่ยอมรับ หลายคนที่มีศรัทธาก็ท่องได้สวดได้ แต่ไม่รู้ความหมายที่ชัดเจน

          สำหรับ “คาถากาสลัก” นั้นหลวงพ่อท่านเล่าว่าหลังจากได้พยายามค้นคว้าแล้ว ก็รู้แต่เพียงว่า “กาสลัก” เป็นชื่อของนกกายสิทธิ์ ที่มีแต่คนเคยได้ยินเสียงแต่ไม่เคยเห็นตัว ที่ได้ข้อมูลมาก็มีเท่านี้ หลวงพ่อเองท่านจึงค่อย ๆ ตีความหมายและคิดขึ้นมาได้เองถึงความหมายของชื่อคาถานี้ โดยท่านแยกออกเป็น คำว่า “สลัก” หรือ “สัก” ที่น่าจะมีความหมายเหมือนกัน คือบันทึกลงไปเพื่อให้เกิดความคุ้มครองแก่ผู้ศรัทธา ส่วน “กา” นั้นก็น่าจะมาจากคำว่า “ปากกา” ที่ใช้สักหรือสลักนั่นเอง ส่วนจะสลักคาถาไว้ที่ไหนจึงจะดีที่สุด บางคนสักในที่ลับบนร่างกายก็จะยิ่งไม่ได้ประโยชน์ไปกันใหญ่ เพราะมองไม่เห็น อ่านไม่ได้ หลวงพ่อท่านจึงเฉลยต่อไปว่าถ้าจะดีที่สุดก็ต้องสลักลงที่ใจของเรานี่แหละ เพื่อให้จำได้และนำมาเป็นหลักปฏิบัติจึงจะได้ผล และเกิดมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ท่านว่าคาถานี้เป็น ….ฉันท์ ซึ่งแด่ละวรรค มี 8 คำ

 
จะชะ ทุชชะนะสังสัคคัง           ภะชะ ปัณฑิตะเสวะนัง
กะระ ปุญญะมะโหรัตตัง           สะระ นิจจะมะนิจจะตัง
 
 
          โดยมีคำย่อว่า “จะ ภะ กะ สะ” ซึ่งมาจากคำแรกของแต่ละวรรค เป็นหัวใจของคาถากาสลัก

          โดยท่านได้แปลความวรรคแรก “จะชะ ทุชชะนะสังสัคคัง” คือ สละหลีกเลี่ยงจากคนพาล คาถานี้หลวงพ่อให้ข้อสังเกตว่า มีการใช้คำที่ต่างจากในมงคลคาถาที่ว่า “อะเสวะนา จะพาลานัง” การไม่คบกับคนพาล โดยในคาถากาสลักนี้จะใช้คำว่า “สละ”( แทนคำว่า “คบ”) ซึ่งมีความหมายว่า การสละ การให้ออกไป โดยมาจากคำว่า “จะชะ” ความหมายเหมือน “จาคะ” ซึ่งต่างจากการให้ “ทาน” เพราะการให้ทานเป็นการเอาออกไป แต่ต้องมี 2 ฝ่ายคือฝ่าย “ผู้ให้” กับฝ่าย “ผู้รับ” คือ “ทายก” กับ “ปฏิคาหก” แต่ถ้าใช้คำว่า จาคะ หรือ จะชะ มีความหมายว่าให้ออกไป ซึ่งแบ่งเป็นกรณีที่มีทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือ เป็นการให้ออกไปจากเราโดยไม่ต้องมีผู้รับก็ได้ ในคาถาวรรคนี้ มีความหมายถึงสละออกจากการคบคนพาล คือออกไปจากคนพาล โดยคนพาลนี่หมายถึงบุคคลภายนอก ซึ่งการที่จะไม่คบกันนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่พูดจา สมาคม ค้าขายกันเลยทีเดียว การคบค้า รู้จักกันยังคงเป็นไปได้ตามปกติ แต่ไม่มีการสนิทสนมกัน ไปเป็นพวกเดียวกัน ลักษณะเหมือนการใกล้ชิดกันเปรียบเหมือนเอาผ้า 2 ผืนมาแนบกันเย็บติดกันผูกกันไว้ ในความหมายคือไปไหนไปกัน ทำอะไรก็ทำด้วยกัน ชักจูงกันไปทางเดียวกันหมด เช่นชักชวนให้ริดื่มเหล้า ยาเสพติด ก็ยอมตามกัน และในคาถานี้ นอกจากจะเพ่งถึงคนพาลภายนอกแล้ว ยังหมายรวมถึงความเป็นพาลที่มีอยู่ในตัวเราของเองด้วย ซึ่งนี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ เพราะตัวพาลทั้งหลายก็มีมากอยู่ในตัวเรานี้ด้วย ทั้งความขี้เกียจ ความเหลวไหล ความขี้โกง ความขี้โกรธ ต่างๆเหล่านี้ ที่ต้องให้สละออกไปจากตัวเราเองให้ได้ด้วย

          ในวรรคที่ 2 “ภะชะ ปัณฑิตะเสวะนัง” ท่านแปลว่า ให้คบหากับบัณฑิต ซึ่งหมายถึงผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา โดยท่านได้ขยายความว่า หลายคนอาจมีความเข้าใจคำว่าบัณฑิตต่างกัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ได้รับปริญญาตรี ปริญญาโท แต่หมายถึงผู้ที่ดำเนินชีวิตซึ่งประสพความสำเร็จ จากประสบการณ์ที่ตนเองเรียนรู้เองด้วยปัญญาของตนเองก็ได้ มีปัญญารู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเป็นโทษ สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดเป็นบุญ สิ่งใดเป็นบาป สิ่งใดมีสาระ สิ่งใดไร้สาระ โดยประพฤติ ปฏิบัติไม่ผิดทำนองคลองธรรม ไม่ผิดจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา

 
          ในวรรคที่ 3 “กะระ ปุญญะมะโหรัตตัง” ท่านแปลว่า ให้หมั่นทำบุญทั้งกลางวันและกลางคืน คำว่า “บุญ” นั้นท่านได้อธิบายต่อว่า บุญเป็นเหตุให้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ได้มาเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะตัวบุญนั่นเอง เพราะเราได้ทำบุญมาก่อน เพียงแต่เราเองไม่รู้ว่าบุญที่เราทำมานั้นมันมีมากเพียงใหน ยังมีอยู่มาก หรือมีอยู่น้อย จะหมดไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นั่นเองเป็นเหตุที่ว่าเราต้องทำบุญต่อไปอย่าได้หยุด เพราะการที่เมื่อเราหมดบุญนั้นอะไร ๆ ที่มีอยู่ก็หมดได้ ไม่เหลือเลย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ได้เคยเห็นมาแล้วด้วย ในการทำบุญนั้นก็ประกอบด้วย 3 ส่วน คือการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา ซึ่งในคำแปลของคาถาวรรคนี้ที่ว่าให้ทำบุญทั้งกลางวันและกลางคืนนั้น ความหมายจริง ๆ คือ ให้ทำให้มาก ให้บ่อย ๆ เท่าที่จะมีโอกาสทำได้นั่นเอง เป็นการเก็บเล็กผสมน้อย ซึ่งให้ผลได้แน่นอน แม้แต่การสวดมนต์ การเจริญภาวนาก็ได้บุญมาก ๆ การกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าก็เป็นบุญแล้ว ท่านได้กล่าวย้อนหลังถึงในพรรษาปีก่อนที่ผ่านมา ว่าเมื่อหลังจากพระและญาติโยมได้ฟังพระเทศน์และเจริญภาวนากันแล้ว ทุกคืนขอให้ได้พากันสวดบทคาถาเจริญอายุ คือคาถาเทพอุณหิสและสวดคาถาบทกาสลักนี้ด้วย ทั้งบทย่อ และบทเต็ม แต่ปีนี้ไม่ได้ทำ หลวงพ่อท่านอยากให้ทุกคนได้ทำ ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี สวดแล้วเป็นมงคลต่อตัวเอง แม้ตัวของท่านเองก็ได้สวดบทนี้มาโดยตลอดนานแล้ว
 
คาถาเทพอุณหิส
 
อัตถิ อุณหิสสะ วิชะโย         ธัมโม โลเก อะนุตตะโร
สัพพะ สัตตะ หิตัตถายะ         ตัง ตวัง คัณหาหิ เทวะเต
ปะริวัชเช ราชะทัณเฑ         อะมะนุสเสหิ ปาวะเก
พยัคเฆ นาเค วิเสภูเต         อะกาละ มะระเณนะ วา
สัพพัสมา มะระณา มุตโต         ฐะเปตวา กาละมาริตัง
ตัสเสวะ อานุภาเวนะ         โหตุ เทโว สุขี สะทา
สุทธะสีลัง สะมาทายะ         ธัมมัง สุจะริตัง จะเร
ตัสเสวะ อานุภาเวนะ         โหตุ เทโว สุขี สะทา
ลิกขิตัง จินติตัง ปูชัง         ธาระณัง วาจะนังคะรุง
ปะเรสัง เทสะนัง สุตวา         ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติฯ
 

          โดยท่านแนะว่าควรสวดเป็นประจำคู่กับคาถากาสลัก หลังจากได้สวดสรรเสริญพระพุทธคุณเสร็จแล้ว

          ส่วนในวรรคที่ 4 “สะระ นิจจะมะนิจจะตัง” ท่านแปลว่าให้หมั่นนึกถึง “ความไม่เที่ยง” อยู่เสมอ อะไรอะไรมันก็ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่คงอยู่ เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และดับไป หมดไป เป็นธรรมดา นี่เป็นสิ่งที่มีมาคู่โลกอยู่แล้ว จึงเป็นการเตือนตัวเราเองให้ไม่ประมาท ทุกอย่างมันมีการแปรปรวนตลอดไม่คงที่ จึงเป็นทุกข์และบังคับไม่ได้

          โดยสรุปในคาถาส่วนนี้ท่านให้ให้นึกอยู่ 3 อย่างคือ 1) ไม่แน่ 2) ไม่ได้ดั่งใจ และ 3) ไม่มีอะไรสมบรูณ์


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

รวบรวมและเรียบเรียงจากการเทศนาของหลวงพ่อ ธรรมกวี เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ณ ศาลาการเปรียญวัดราชาธิวาส เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 เวลา 19.00 น.ซึ่งเป็นวันปวารณาออกพรรษา โดย ทันตแพทย์หญิงพวงทอง เล็กเฟื่องฟู ผู้เป็นน้องสาวที่มักจะรวบรวมคำเทศนาของหลวงพ่อไว้แล้วส่งให้สำหรับญาติมิตรผู้ที่ไม่ได้ไปร่วมงาน เห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงนำมาให้เพื่อน ๆ ญาติมิตรได้อ่านค่ะ

 

shoosri


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com