ความสุขที่แท้จริงคื...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ความสุขที่แท้จริงคืออะไร? by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#471]

ความสุขที่แท้จริงคืออะไร?

 

        วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการตอบจดหมายสักสองฉบับ ด้วยว่างเว้นมานานพอสมควร ดังได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า...จดหมายที่ท่านทั้งหลายถามมาจะค่อย ๆ ทยอยตอบเพื่อไม่ให้ผิดวัตถุประสงค์ของคอลัมน์ กับขออนุญาตไม่ตอบจดหมายบางฉบับ ถ้าเห็นว่าไม่มีสารประโยชน์ต่อผู้อ่านอื่น ๆ และไม่เกี่ยวกับข้อธรรมะตามวัตถุประสงค์ของเรา

        คำถามจาก คุณสุนทรี กองแก้ว จ.นครราชสีมา

เมื่อก่อนดิฉันไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็เห็นว่าชีวิตมีความสุขดี แต่เพราะอะไรเมื่อหันมาถือศีล...หันมาทำสมาธิ กลับเห็นแต่ทุกข์มากขึ้น กับลูกกับสามีที่ไม่เคยมีปัญหากลับมีขึ้นมา บางคนหาว่าดิฉันบ้า งมงาย ทั้ง ๆ ที่ดิฉันก็ทำตัวตามปกติ เพียงแต่งดกินเนื้อสัตว์ใหญ่ ๆ หันมากินพวกปลาพวกเป็ดพวกไก่บ้างเท่านั้น

        ดิฉันอยากจะถามคุณภูเตศวรว่าเพราะการปฏิบัติธรรมหรือเปล่า ที่ทำให้ดิฉันพบกับความทุกข์มากขึ้น ถ้าเป็นแบบนั้น ควรจะเลิกทำดีไหม หรือคุณจะแนะนำอะไรได้บ้าง เวลาเกิดทุกข์ไปขอคำแนะนำจากพระ ท่านก็จะให้วางอุเบกขา...ดิฉันทำได้บ้างทำไม่ได้บ้าง พอทำได้เขาก็ว่าไม่เห็นดิฉันทุกข์ร้อนอะไรสงสัยจะบ้าไปแล้ว ระยะนี้สับสนมาก เพราะสามีกำลังติดเมียน้อย ลูกก็เกเรมาก หลายครั้งอยากจะทิ้งบ้านไปบวชชีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย อยากให้คุณแนะนำบ้าง เผื่อจะดีขึ้น

        ตอบ คุณสุนทรี กองแก้ว

จดหมายของคุณถึงมือผมมาเป็นเดือน ๆ แล้ว ต้องขออภัยที่ตอบช้า เพราะมีความจำเป็นหลายเรื่องจนลืมไป ก่อนอื่นผมอยากทำความเข้าใจกับคุณสุนทรีสักนิดว่า...ชีวิตมนุษย์เรานั้นล้วนมีกรรมเป็นของตนเองเสมอ ซึ่งกรรมนั้นจะส่งผลต่อเราเมื่อใดเวลาไหน เราไม่มีทางจะรู้ได้ การปฏิบัติธรรมมิได้หมายความว่า เราจะ ‘หลุด’ จะ ‘พ้น’ กรรมได้เดี๋ยวนั้นเวลานั้นทันที

        แม้แต่พระอริยเจ้าบางรูปก็เถอะ ท่านได้ภูมิจิตสูงกว่าเรามากมายก่ายกอง แต่ท่านก็ยังต้องก้มหน้ารับกรรมที่เคยก่อมาในอดีตชาติเสมอ...

        ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า แม้ท่านจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม แต่เพราะกรรมเก่าที่ท่านเคยทำร้ายบิดามารดาในอดีตชาติ ท่านยังต้องถูกคนทุบตีจนตายไป

        ศาสนาพุทธสอนเราที่จิต ให้รักษาจิตไม่ให้ไหลไปตามธรรมารมณ์ ให้รู้สุขรู้ทุกข์ว่าเป็นอย่างไรแล้ววางเสีย

        ได้เคยมีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ‘ความสุขอันแท้จริงนั้นคืออะไร?’ พระองค์ทรงตอบว่า... ‘ความสุขอันสูงสุดนั้น เกิดจากการสามารถที่จะรักษาความสงบแห่งจิตได้ท่ามกลางความแปรผันของชีวิต ไม่ว่าจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำ บุคคลอาจได้พบสภาวะอันน่ารื่นรมย์หรือเจ็บปวด ได้พบชัยชนะหรือพ่ายแพ้ กำไรหรือขาดทุน ชื่อเสียงดีหรือเลว เป็นธรรมดาที่ใคร ๆ ก็อาจได้พบกับสิ่งเหล่านี้...แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะยิ้มรับเหตุการณ์ทุกชนิดที่เกิดขึ้นได้ด้วยยิ้มที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ ถ้าเรามีจิตที่สงบอยู่ในส่วนลึกแล้ว เราจะได้พบกับความสุขอันแท้จริง’

        คุณพูดถึงการวางอุเบกขาที่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถ้าการวางอุเบกขาเป็นไปอย่างผิวเผินก็จะมีประโยชน์น้อยมากในชีวิตประจำวัน เพราะมิต่างกับแบกถังน้ำมันที่มีน้ำมันบรรจุอยู่ข้างใน ถ้ามีประกายไฟเข้ากระทบก็มีโอกาสระเบิดได้ทันที...ผมกลัวคุณจะเป็นแบบนั้น

        ถ้าจะให้แนะนำก็คือเอาสติจับและพิจารณาบ่อย ๆ

        ชีวิตเกิดมาต้องเผชิญทุกข์ทุกคน แม้แต่พระอริยเจ้าทั้งหลายก็ต้องเผชิญทุกข์ เผชิญแล้วค่อยหาทางแก้ไข หาทางหยุดมันด้วยปัญญา

        ถึงตรงนี้ขอเตือนท่านทั้งหลายสักนิด การปฏิบัติธรรมของเราท่าน บางครั้งก็ดูจะสุดโต่งเกินเหตุ เราต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ในปัจจุบันด้วย เมื่อเรายังมีลูกมีสามี ก็ต้องทำหน้าที่นั้นไปด้วย มีบางรายโอดครวญว่า สามีไปมีเมียน้อย ถามไปถามมาก็ได้ความว่า...ตนไม่ทำหน้าที่ของภรรยาให้ครบถ้วน สามีก็เลยไปหาเอานอกบ้าน ด้วยภรรยาอ้างว่าตนถือศีลแปดอย่างเคร่งครัด

        ก็สามีเขาไม่ถือกับเราด้วย เขาก็เลยไปหาเมียน้อยตามระเบียบ พอเขาไปแล้วตัวเองเกิดทนสภาพความหึงหวงไม่ได้ ละวางไม่ได้ ก็เลยทุกข์หนักเข้าไปอีก

        เรื่องอย่างนี้มีเยอะครับ!

        ศาสนาพุทธสอนเราให้ปฏิบัติตนในหลักมัชฌิมาปฏิปทา คือ ‘ทางสายกลาง’ ทำอะไรให้มันพอดี ๆ อย่าตึง...อย่าหย่อนจนเกินไป

อะไร ๆ มันก็จะดีเองแหละ

        นอกเสียจาก ‘ออกบวช’ อยู่ในเพศสมณะอย่างนั้น ควรนั่งเพ่งเพียร เผากิเลสให้มอดไหม้เป็นจุณไปเลย.

        ถ้ายังเป็นฆราวาสอยู่ ต้องดูหน้าที่ด้วยครับ อย่าให้สวนกระแสความจริงมากเกินไปจะเป็นทุกข์มากขึ้น...

        คำถามจากคุณสวัสดิ์ ชนัญพร กรุงเทพฯ

        หลายครั้งกับความตั้งใจที่จะลองทำจิตให้ว่าง ให้บริสุทธิ์สักชั่วโมง ว่าจะไม่โกรธไม่โลภไม่หลง แต่ทำไม่ได้สักที เคยไปพบหลวงพ่อโควินทะ ที่วัดไผ่รื่นรมย์ ท่านว่าผมเป็นคนเจ้าโทสะ และขอให้ผมตั้งสัจจะไม่โกรธวันละชั่วโมง ตั้งแต่แปดโมงถึงเก้าโมง ถึงวันนี้ก็ยังทำไม่ได้ คุณช่วยแนะบ้างได้ไหม

        ตอบ คุณสวัสดิ์ ชนัญพร

        ไม่ว่าความรัก ความโลภ ความโกรธ หรือความหลงที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ เป็นผลจากการที่จิตได้รับรายงานจากอายตนะทั้งหก อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งสิ้น

        เมื่อไหร่ที่รู้สึกสบาย จิตก็จะปรุงแต่งเป็นความพอใจหรือโลภะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ลำบาก รู้สึกไม่สบาย ก็จะเกิดความไม่พอใจ จิตจะปรุงแต่งเป็นโทสะ...นั่นคือตัวอย่าง

        ด้วยเหตุผลตรงนี้เวลาทำสมาธิเราจึงต้องนั่งขัดสมาธิหลับตาลง เท่ากับเป็นการปิดอายตนะคือตา แล้วดึงจิตให้อยู่กับองค์บริกรรมหรือลมหายใจเข้าออก เป็นการหยุดยั้งการปรุงแต่งของจิตชั่วคราวโดยอาศัยอุบายให้จิตเกาะอยู่กับคำภาวนานั้น ๆ

        วิธีการอย่างนี้เรียกว่าเอาสติบังคับจิตใจให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเป็นสมาธิ

        ถ้าจะตอบคำถามคุณตรง ๆ ก็ต้องตอบว่า ‘ใช้สติบังคับ’ ก็หมดเรื่อง...คุณก็จะย้อนถามว่า...

        “คุณว่ามันง่ายไหมล่ะ?”

        คำตอบคือ... “ไม่ง่าย”... ก็เลยต้องแนะนำว่า ช่วงเวลาที่คุณตั้งสัจจะจะไม่โกรธ คุณต้องเลี่ยงที่จะพบปะผู้คน เลี่ยงที่จะฟังอะไรดูอะไรที่มันจะก่อกวนกิเลสของคุณเสีย

        ทำเรื่อย ๆ ทำบ่อย ๆ จิตก็จะเคยชินไปเองละครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com