
ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์
ในวันที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ กำลังเข้าสู่เทศกาลกินเจ ซึ่งหมายถึงการงดเว้นรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทั้งหลาย
ซึ่งปัจจุบันมีคนนิยมกินเจกันมาก ด้วยถือว่าการกินเจเป็นรูปแบบของ ‘อาหารชีวจิต’ ประเภทหนึ่ง เพราะคนที่สามารถงดเว้นเนื้อสัตว์จะลดภาวะการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ด้วย ทว่าประการสำคัญก็คือ เป็น การละเว้นการฆ่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหาร
เป็นเมตตาธรรมประการหนึ่งที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง
มีคนเคยถามภูเตศวรว่า “จำเป็นแค่ไหนกับการกินเจ” คำตอบคือ “เป็นเรื่องของอานิสงส์ ถ้าเรางดเว้นได้ เราก็ได้ธรรมข้อเมตตาและไม่เบียดเบียนสัตว์ ด้วยสัตว์ทั้งหลายต่างก็รักชีวิตเหมือนเรา”
คำถามต่อเนื่องคือ... “ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงห้ามพระภิกษุในเรื่องการฉันเนื้อสัตว์”
คำถามข้างต้น มักเป็นคำถามที่ผู้เขียนได้ยินบ่อยครั้งมาก โดยเฉพาะในเวลาช่วงเทศกาลกินเจแต่ละครั้ง ก็เลยถือโอกาสนี้อธิบายเสียเลยทีเดียว
ความจริงเราท่านต่างทราบกันทุกคนว่า ศีลข้อแรกในห้าข้ออันเป็นเบญจศีลสำหรับคฤหัสถ์ คือข้อห้ามในปาณาติบาต ที่หมายถึงห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่แล้ว จึงเป็นข้อยืนยันว่า พระบรมศาสดามิได้สนับสนุนให้เราฆ่าสัตว์ทำเป็นอาหารนำมาถวายพระภิกษุ
หากพระพุทธองค์มิได้ห้ามเนื้อสัตว์บางประเภทก็เพราะเล็งเห็นว่าผู้คนทั้งหลายต่างใช้เป็นอาหารอยู่แล้ว และหมู่ภิกษุเป็นผู้ละโลก มุ่งหน้าปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นประการเดียว
การมุ่งสู่ความหลุดพ้นจึงทำให้ภิกษุมิอาจประกอบอาชีพ นอกจากการอาศัยศรัทธาจากหมู่ชนในการดำรงชีวิตเพื่อปฏิบัติธรรม ภัตตาหารทั้งปวงจึงได้จากการบิณฑบาต
และภิกษุต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย ฉะนั้นเมื่อชาวบ้านนำเอาอาหารที่ตนปรุงเอาไว้ใส่บาตรอย่างไร ภิกษุก็ควรฉันอย่างนั้นโดยมิอาจเลือกเฟ้นให้เกิดความยุ่งยาก
แต่กระนั้น พระพุทธองค์ก็ยังทรงบัญญัติเอาไว้กับมังสะจำนวนสิบอย่างที่มิให้ภิกษุนำมาเป็นอาหาร อาทิเช่น เนื้อม้า เนื้อช้าง เนื้อสุนัข เนื้อมนุษย์ เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือดาว เนื้องู ฯลฯ
ไม่เพียงเท่านั้น สมเด็จพระบรมศาสดายังทรงสั่งสอนเหล่าสาวกทั้งหลายมิให้ติดในรสอาหาร และยังต้องพิจารณาอาหารทั้งปวงก่อนฉันอย่างละเอียดว่า อาหารทั้งปวงมีไว้เป็นไปเพื่อการยังชีพสำหรับมุ่งเน้นปฏิบัติตนสู่การหลุดพ้น อาหารทั้งหลายคือธาตุ คือสิ่งปฏิกูล เป็นของอนิจจัง มิได้มีไว้สำหรับเสพสุขเพื่อกามฉันทะแห่งตน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนจึงสามารถสรุปได้ว่า การที่เราท่านปรุงอาหารประเภทมังสะวิรัติเอาไว้ถวายหรือใส่บาตร พระท่านก็ไม่รังเกียจที่จะนำไปเป็นภัตตาหารอย่างแน่นอน ซึ่งหมายความว่า ประเพณีในการกินอาหารของคนในท้องถิ่นเป็นอย่างไร เหล่าภิกษุในพุทธศาสนาก็ฉันภัตตาหารเยี่ยงนั้นได้ ถ้าไม่ผิดวินัยหรือข้อบัญญัติของพระบรมศาสดา
ยกตัวอย่างแถบภาคอีสาน นิยมรับประทานปลาร้าเวลาใส่ส้มตำก็ใส่กันแบบดิบ ๆ แต่เวลาทำถวายพระต้องทำให้สุกเสียก่อน เพราะพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าภิกษุต้องไม่ฉันของดิบและต้องทำให้สุกก่อนเท่านั้นจึงนำมาเป็นอาหารได้
ทั้งปวงที่เขียนมา อย่างน้อยก็เป็นความรู้ประเภทรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม เวลาเอาอาหารใส่บาตรหรือนำไปถวายพระควรทำอาหารให้สุกเสียก่อน เนื้อสัตว์ที่เราชอบกิน อย่างงู หรือสัตว์แปลก ๆ ที่ไม่แน่ใจก็อย่านำไปถวาย เพราะจะทำให้อาบัติในข้อห้ามที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้
อานิสงส์แห่งทานจึงบริสุทธิ์และส่งผลเร็ว!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com