
สำนักศาสนศึกษา
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนจำต้องเดินทางขึ้นสุโขทัยอีกครั้ง เหตุเพราะหลังจากงานบุญทอดกฐินเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ไม่ได้กลับไปที่วัดป่าชนะสงครามอีกเลย ซึ่งยังมีภาระอีกหลายอย่างคั่งค้างที่นั่น
หนึ่งคือ ต้องกลับไปจ่ายค่าแรงค่าจ้างสร้างกำแพงรั้ววัดที่แล้วเสร็จด้วยปัจจัยที่ได้มาจากการทอดกฐินที่ผ่านมา สอง...เพื่อการตกลงค่าจ้างเทพื้นคอนกรีตทางเท้ากุฏิปฏิบัติธรรมของญาติโยม ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับการทอดกฐินด้วยมีเจ้าภาพแจ้งเจตจำนงมาก่อนหน้าแล้ว
ภาระสองสามประการแล้วเสร็จโดยเร็ว ประกอบกับสองสามเดือนที่ผ่านมาค่อนข้างเหน็ดเหนื่อยกับงาน จึงอยากหาสถานที่สงบ ๆ เพื่อเปิดหูเปิดตาบ้าง ประจวบกับนิตยสารขวัญเรือนฉบับก่อนนำสารคดีท่องเที่ยวจังหวัดน่านมาลง ทำให้เห็นวัดวาอารามเก่าแก่อันงดงามมากมาย อีกทั้งระยะทางห่างจากสุโขทัยเพียงสองร้อยกว่ากิโลเมตร ไม่ลำบากต่อการขับรถไปอีกเล็กน้อยเท่านั้น...
จึงทำให้ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่จังหวัดน่าน และเป็นที่มาของบทความในครั้งนี้
โดยปกติช่วงวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี จะต้องเป็นวันคล้ายวันครบรอบวันมรณกรรมของผู้ให้กำเนิดฝ่ายชายของภูเตศวร ด้วยเหตุบังเอิญที่คุณพ่อเกิดปีเถาะและวัดพระธาตุแช่แห้ง มีพระบรมธาตุเจดีย์ที่ถือเป็นพระเจดีย์สำหรับคนเกิดปีเถาะ ประดิษฐานอยู่ที่นั่นพอดี ทำให้เกิดความคิดอยากไปทำบุญแผ่กุศลให้ที่พระอารามหลวงแห่งนั้น
หลังจากกราบนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์เสร็จ เดินออกมาที่ระเบียงคด เห็นพระภิกษุสงฆ์หลายรูปกับสามเณรหลายสิบรูปเตรียมฉันภัตตาหารเพลอยู่พอดีก็เลยเมียง ๆ มอง ๆ คิดจะหาอาหารถวายบ้าง หากไม่เห็นร้านขายอะไร ก็เลยเปลี่ยนความคิดด้วยการถวายปัจจัยค่าอาหารสำหรับวันถัดไป เพราะเหตุนั้นเมื่อเข้าไปถวายปัจจัย ถึงทำให้เห็นอาหารที่จัดถวายบนโต๊ะถนัดตา
ทั้งพระทั้งเณรมีแต่ข้าวกับไข่เจียวและน้ำปลาพริกขี้หนูเท่านั้น! (ดูจากรูปถ่ายเอาเถอะครับ)
ถวายปัจจัยทำบุญเสร็จ ได้มีโอกาสสนทนากับพระอาจารย์ที่นั่นสั้น ๆ ทำให้ได้ความว่า...
เมื่อปี 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามมกุฎราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีสืบพระราชชะตาหลวง ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวงและมีพระราชดำรัสดังนี้
“อยากให้ที่นี่เปิดสำนักศาสนศึกษา เพื่อสร้างสามเณรซึ่งเป็นศาสนทายาทที่เก่งทั้งบาลีธรรมและสามัญ เพื่อว่าสามเณรที่จบออกไปเป็นผู้มีความรู้ในวิชาทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และยังมีความรู้ทางโลกเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเป็นแนวทางในการศึกษาต่อสามัญได้”
สำนักศาสนศึกษาวัดพระธาตุแช่แห้ง ได้จัดตั้งขึ้นโดยแนวความคิดของพระเดชพระคุณพระครูวิสิฐนันทวุฒิ เจ้าคณะอำเภอภูเพียง และจากพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐาน ณ ตำหนักธงน้อย ว่า...
“ต้องการให้มีสำนักเรียนบาลี-สามัญ โดยมีแนวทางการเรียนการสอนแบบโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์”
ซึ่งพระเดชพระคุณวิสิฐนันทวุฒิ ร่วมกับคณาจารย์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนวัดพระธาตุแช่แห้ง และบรรดาประชาชนในเขตอำเภอภูเพียงได้ดำเนินการเบื้องต้นตามพระราชประสงค์นั้น ภายหลังได้รับการอนุมัติจากพระเดชพระคุณพระธรรมนันทโสภณ เจ้าคณะจังหวัดน่านให้จัดตั้งศาสนศึกษาวัดพระธาตุแช่แห้งได้ จึงได้เริ่มกิจกรรมการเรียนการสอนโดยลำดับมา
โดยในวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 ได้เปิดการเรียนการสอนของสำนักศาสนศึกษาที่นี่เป็นปฐม สร้างศาสนทายาทรุ่นแรกจำนวน 24 รูป เป็นแต่สามเณรที่มาจากทั่วจังหวัดน่าน ถัดมาในวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ได้ทำพิธีไหว้ครูและเปิดภาคการเรียนแรก และได้ทำพิธีมอบใบประกาศนียบัตรนักธรรมและธรรมศึกษาแก่นักเรียนในวันที่ 24 มิถุนายน พร้อมทำพิธีเปิดป้ายสำนักศาสนศึกษาแห่งนี้ โดยพระเดชพระคุณพระศรีธีรพงศ์ รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน
ครับ... วันนี้ถือว่าสำนักศาสนศึกษาวัดพระธาตุแช่แห้ง ได้ดำเนินย่างก้าวแรกแห่งปณิธานมาได้แล้ว แต่เท่าที่ภูเตศวรเห็นและสัมผัสมาทำให้เล็งเห็นว่าศาสนสถานศึกษาแห่งนี้ยังจะมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นอีกไม่น้อย โดยเฉพาะทุนรอนอุปกรณ์การเรียนการสอน ทั้งอาหารสำหรับสามเณรนักเรียนจำนวนมาก แม้มิได้แรงสนับสนุนจากทุกฝ่ายจากหน่วยงานต่าง ๆ บ้าง ย่อมยากจะฝ่าฟันไปข้างหน้าแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ทำให้ภูเตศวรอยากเป็นสื่อกลางบอกข่าวบุญกุศลนี้ ให้ทุกท่านได้ทราบทั่วกัน เพราะเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเห็นความสำคัญของการศึกษาในวิชาบาลี อันเป็นการเข้าใกล้คำสอนของพระบรมศาสดา เพื่อเน้นการสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ ไม่ว่าภายหน้าสามเณรเหล่านั้นจะอยู่ในเพศบรรพชิต หรือเมื่อต้องลาสิกขาออกไป ทายาทธรรมเหล่านั้นก็จะเป็นศาสนิกชนที่ดีของประเทศ เป็นประชาชนที่มีคุณภาพมีประโยชน์และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติไทยตลอดไป
ครูบาอาจารย์ของผู้เขียนเคยกล่าวไว้... “อย่าสร้างแต่วัตถุ แต่ต้องสร้างคนดีเอาไว้ด้วย ถ้าทั้ง 2 อย่างเจริญไปด้วยกัน ชาติศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองสืบไป”
และที่สำคัญ หลวงปู่เสน ปัญญาธโร เคยย้ำกับภูเตศวรเมื่อครั้งกำลังดำเนินการสร้างโรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ที่อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด...
“ให้ความรู้ให้ปัญญากับคนทั้งหลายจะทำให้เรามีปัญญามากขึ้น ถ้ามีปัญญาบารมีก็จะพ้นทุกข์ได้เร็ว”
อย่างที่เคยบอกท่านทั้งหลายอยู่บ่อย ๆ ละครับ ว่าพุทธศาสนาสอนเราให้มีปัญญา เอาปัญญาแก้ทุกข์ด้วยการรู้เท่าทันกิเลสตัณหาทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง เอาชนะกิเลสตัณหาสู่การสิ้นทุกข์ในแดนนิพพานเป็นที่สุด
ในอดีต บิดาผู้ให้กำเนิดได้ย้ำกับผู้เขียนตลอดชีวิตท่าน...
“จะลำบากยังไงพ่อก็อยากให้เรียน เพราะสมบัติเงินทองหมดไป แต่วิชาความรู้ใช้ไม่หมด ใครจะปล้นจะชิงจากเราก็ไม่ได้ จะได้อาศัยจนเราตายนั่นแหละ!”
เพราะอย่างนี้แหละครับ...เวลาเห็นใครได้มีโอกาสเรียน หรือใครสนับสนุนให้เด็กมีโอกาส ภูเตศวรจึงอนุโมทนาสาธุด้วยทุกครั้ง...และช่วยเท่าที่จะช่วยได้!
เอ้า ใครอยากช่วยสามเณรเรื่องทุนรอน อุปกรณ์การศึกษา หรือภัตตาหารในแต่ละวัน ท่านสามารถส่งปัจจัยสมทบได้ที่
ชื่อบัญชี วัดพระธาตุแช่แห้ง (ปริยัติธรรม)
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
สาขา จังหวัดน่าน
เลขที่บัญชี 056-2-85387-2
ขออนุโมทนาสาธุล่วงหน้าครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com