การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อุบายธรรม! by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#469]

อุบายธรรม!

 

        ถ้าใครเป็นนักปฏิบัติเป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักภาวนา คงจะได้ยินกับคำว่า ‘อุบาย’ บ่อย ๆ อุบายที่ว่านี้มิใช่อุบายสำหรับการเมือง อุบายสำหรับสงคราม หากแต่เป็นอุบายธรรมสำหรับแก้ข้อขัดข้องทางด้านกำจัดกิเลสในหัวจิตหัวใจของนักปฏิบัติทั้งหลาย

        เคยเขียนเอาไว้แล้วว่า มนุษย์เรามีอุปนิสัยหรือจริตต่าง ๆ กัน บ้างโทสะจริต โมหะจริต โลภะจริต วิตกจริต ฯลฯ และได้บอกวิธีแก้ไขไว้ด้วยแล้ว จึงขออนุญาตได้กล่าวถึงโดยละเอียดอีก

        แต่ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงบ้างเป็นสังเขปสำหรับบางท่านที่พลาดข้อเขียนชิ้นนั้น...ว่ากันว่า ในการปฏิบัติสมาธิถ้าเรานำวิธีการหรือ ‘กรรมฐาน’ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ โดยถือเป็นสัมมาสมาธิทั้ง ๔๐ กองมาใช้ให้ตรงกับจริตของตนได้จะทำให้ผลการปฏิบัติก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างคือ

        คนที่มีราคะจริต...คือพวกติดอยู่กับของสวยงามของงาม ท่านให้ใช้หมวด ‘อสุภะกรรมฐาน’ เป็นเครื่องแก้

        การพิจารณา ‘อสุภะ’ จะทำให้ผู้พิจารณาได้เห็นความจริงโดยสัจจะว่า ร่างกายของตน...หรือของผู้อื่น แท้จริงมิได้มีความงามอยู่เลยแม้แต่น้อย เพราะเวลาลอกผิวหนังบาง ๆ ที่ห่อหุ้มออกเราจะเห็นความไม่สวยงามอันเป็นความจริงนั้นทันที และยิ่งกว่านั้นในยามสิ้นชีวิต ร่างกายจะเน่าพองอืดขึ้นเป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง

        ส่วนพวกโลภะจริต...คือมีความทะยานอยาก มีความโลภฝังลึกในจิต โบราณจารย์ท่านให้พิจารณา ‘มรณานุสติ’ เป็นอารมณ์ เป็นการสอนตนให้รู้เท่าทันว่าต่อให้ร่ำรวยเพียงไหน ท้ายที่สุดก็ไม่พ้นความตายโดยแท้ เรียกว่าเวลาความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้า

        ความทะยานอยากทั้งหลายจะหดหายไปในทันที

        ทั้งสองตัวอย่างที่นำมาเล่ามีอยู่ใน ‘วิสุทธิมรรค’ ท่านทั้งหลายสามารถหาอ่านได้ในหนังสือทิพยอำนาจซึ่งรจนาโดยพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) แต่...อุบายธรรมที่ผู้เขียนนำมาเป็นหัวข้อในวันนี้ เป็นข้อปลีกย่อยอีกประการที่พบเห็นมาด้วยตัวเอง ในขณะที่ได้บวชเป็นพระเมื่อปีที่ผ่านมา...

        “ให้ท่านแม้วไปอยู่ที่ป่าช้าหัวหนอง” คือประโยคของครูบาอาจารย์ที่ถือเป็นคำสั่งหลังจากมีโอกาสห่มผ้าเหลืองได้เพียงสองวัน

        ป่าช้าหัวหนองเป็นป่าเบญจพรรณมีความกว้างประมาณห้าพันไร่ ห่างไกลความเจริญเหลือเกิน จุดที่ถูกส่งไปเป็นป่าช้าที่ใช้ฝังผีตายโหงล้วน ๆ

ประเพณีทางภาคอีสานเกี่ยวกับการเผาและฝังศพอาจจะแผกไปจากถิ่นอื่นอยู่บ้าง...คือถ้าคนตายด้วยเหตุปกติเขาก็จะทำการเผาอย่างที่เห็นอยู่โดยทั่วไป แต่ถ้าการตายเกิดขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ประเภทประสบอุบัติเหตุ คลอดลูกตาย อะไรเทือกนั้น เขาจะนำไปฝัง

        ป่าช้าหัวหนอง เป็นป่าช้าประเภทนี้แหละครับ!

        วันที่ผู้เขียนถูกส่งไปจำวัดที่ป่าช้าหัวหนองวันแรก แม้จริง ๆ แล้วจะไม่ใช่คนกลัวผีประเภทขึ้นสมอง แต่ประโยคของพระสงฆ์อาวุโสที่มีเพียงสองสามรูปที่นั่นท่านพูดลอย ๆ ขึ้นว่า...

        “ตรงกุฏิของครูบาบวชใหม่ เป็นหลุมของผู้หญิงตายทั้งกลม...”

        เพราะประโยคนั้นแหละครับ เล่นเอาพระบวชใหม่อย่างครูบาแม้วถึงกับหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม มาถึงตอนกลางวัน ก็ยังพอทำเนา แต่ฟ้ายิ่งมืด หน้าพระบวชใหม่อย่างเรายิ่งขาวเป็นกระดาษ มองไปทางไหนก็ต้นไม้กับความมืด ไฟฟ้าก็ไม่มี กุฏิกว้างแค่วากว่า ยาวพอศีรษะกับเท้าไม่โผล่ออกข้างนอกเวลานอนเท่านั้น มีฝากั้นเป็นมุ้งเขียวแทนฝากระดาน

        ‘ถ้าผีมันมาจะทำยังไง?’ เราเริ่มถามตัวเองด้วยความไม่มั่นใจ ‘เกิดยายผีตายทั้งกลมมันมายืนมอง เราก็ต้องเห็นมันนะสิ!’

        พอเริ่มคิดจิตก็ปรุงไปเรื่อย ความรัก ความโลภ ความอยาก ความหิวที่เกิดจากการฉันอาหารมื้อเดียว มันหายหน้าไปหมด

        เหลือความ ‘กลัว’ อย่างเดียว

        ถึงตรงนั้นทุกอย่างมันสายไปแล้ว มานั่งอยู่กลางป่าช้า จะไปไหนได้ เหลียวหาใครก็ไม่เจอ มีแต่เทียนไขวับแวมอยู่เล่มเดียว เวลาเทียนไหวยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก ท้ายสุดตัดสินใจดับเทียนเสีย พอดับเทียน ข้างนอกก็เห็นต้นไม้อยู่รำไร มีเสียงอะไรแกรกกราก ก็สะดุ้งไหวหวั่นจนเหงื่อกาฬทะลัก

        ‘สวดมนต์!’ ใจบอกอย่างนั้น เพราะหันไปพึ่งใครไม่ได้แล้ว นอกจากพระคาถา และเป็นครั้งแรกครับที่สวดมนต์ยาวนานอย่างนั้น สวดอย่างใจจดใจจ่อ สวดจนหายอยาก สวดจนเหนื่อยมันก็ยังไม่หายกลัว ไม่กล้าหันออกไปมองรอบ ๆ ตัวเพราะกลัวเห็นผี

        ท้ายสุดนั่งหลับตาทำสมาธิ

        และเป็นครั้งแรกจริง ๆ ครับที่นั่งได้นานโดยไม่ขี้เกียจ...ใจก็ไม่ฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น นอกจากมีความหวาดกลัวโผล่หน้าเข้ามาเป็นระยะ ๆ

        พอจิตลงสมาธิสักพัก กำลังมันก็เกิด ความกลัวมันก็คลายตัวลงบ้าง แต่ก็ยังระวังระแวงอยู่ตลอดเวลา

        ครับ...ก็ดันทุรังอยู่กับผีตายท้องกลมในหลุมอยู่ที่ป่าช้าหัวหนองมาได้ตั้งสิบห้าวัน...จนครูบาอาจารย์มารับกลับ สิบห้าวันที่ไม่เคยขาดการสวดมนต์ทำวัตร สิบห้าวันที่ไม่เคยนอนเต็มอิ่ม สิบห้าวันที่ต้องนั่งสมาธิทุกคืน ทำให้ใจเบาขึ้นมากอย่างเห็นชัด...

        ตลอดระยะเวลาของการบวชเรียน หลวงปู่ท่านส่งภูเตศวรไปพำนักตามป่าตามเขาอยู่ในถ้ำบนภูเขาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานเป็นโรงพยาบาลของพวกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์โดยไม่ให้กลับวัดจนถึงวันสิกขาลาเพศ

        จนวันลาเพศนักบวช จึงรู้ชัดจากปากครูบาอาจารย์...

        “บวชน้อย...ต้องปฏิบัติมาก...การไปอยู่แปลกที่อย่างป่าช้า อยู่ตามถ้ำ จะทำให้จิตตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าอยู่ที่ไหนนาน ๆ ความเคยชินมันจะเกาะตัวทำให้ประมาทไม่ยอมสวดมนต์ภาวนา”

        เราเลยถึงบางอ้อ...ว่าทำไมครูบาอาจารย์รุ่นเก่า ๆ ท่านจึงไม่ยอมอยู่วัด คอยเดินธุดงค์ เที่ยววิเวกแสวงหาที่บำเพ็ญธรรมไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมอยู่ที่ไหนนาน ๆ ก็เป็นเพราะเหตุนี้นี่เอง

        เราเวลาบวชจึงได้รับอุบายธรรม ด้วยเมตตาจากครูบาอาจารย์ ให้ร่อนเร่พเนจรจำวัดไปเรื่อย ๆ ในที่ต่าง ๆ อย่างที่เป็น

        ที่เล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟัง (อ่าน) ก็เพียงแต่ให้นำไปประดับความรู้เอาไว้เท่านั้นแหละครับ หรือใครอยากลองไปนั่งทำสมาธิในป่าช้าดูบ้าง ก็ไม่สงวนสิทธิ์หรอก ลองดูสิครับ

        รับรองว่า ความฟุ้งซ่านเรื่อง รัก...โลภ หรือความง่วงเหงาหาวนอนเป็นหลบหน้าไปหมดแน่...

        แต่กับความกลัว...ผมไม่รับประกันครับ

        เพราะขนาด ‘ภูเตศวร’ ที่แปลว่า เจ้าแห่งภูตผีปีศาจ ยังเหงื่อ เปียกจีวรมาแล้ว

        หากก็ไม่นานหรอกครับ ใช้เวลาพักเดียวความกลัวมันก็จะหมดไปเองแหละ ถ้ารู้จักตั้งสติพิจารณาดี ๆ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com