
ผู้คนมักจะพูดถึงคำว่า "กิเลสตัณหา" ด้วยกันเสมอๆ แต่จริงๆแล้ว คำสองคำนี้มีความเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรครับ
ตอนนี้อ.ภูฯกำลังพาคณะญาติธรรมไปอินเดียค่ะ ได้เห็นกระทู้ของคุณแต้ม คำถามน่าสนใจมากเลยค่ะ ก็เลยกลับไปฟังซีดีคำสอนของอ.ทั้งสองและหลวงปู่เสนมาค่ะ ขออนุญาตินำมาเล่าสู่ละกันนะคะ เมื่ออ.ภูกลับมาแล้วรับรองว่าอ.ภูฯจะมาอธิบายอย่างละเอียดอีกครั้งค่ะ
"กิเลสตัณหาและอุปาทาน ทั้งหมดนี้มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันค่ะโดยมี กิเลส เป็นพี่ใหญ่พี่รองก็จะเป็นตัณหาและอุปาทาน (ท่าทางจะเป็นแฝดกันค่ะ)
กิเลส ถือเป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งปวง ตัวเด่นๆ (ซ่าส์)คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ส่วนตัณหา คือ ความอยากได้อยากมี หากมากๆก็จะเกิด
อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่น
แต่ที่นักปฏิบัติกลัวมากที่สุดก็คือความหลง ตัวนี้มีผลกระทบไปถึงอย่างอื่นค่อนข้างเยอะเลยค่ะ เอาไว้ให้อ.ภูฯมาอธิบายต่อดีกว่าเพราะอยากรู้ด้วยเหมือนกันค่ะ เอาพอคร่าวๆไปก่อนเพราะตัวเองก็กำลังศึกษาและทำความเข้าใจอยู่ ค่ะ
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะคะ (แบบว่าตอนนี้เข้าใจแบบนี้น่ะค่ะ) รบกวนอ.ภูฯด้วยค่ะ
--------------------------
by pupe’e (*((^-^))*)
ขอบคุณสําหรับคําตอบของคุณpupeถือเป็นคําตอบที่ดี และสมบูรณ์แล้ว
ขอเพิ่มอีกนิดคือ กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมอง ตัณหาคือยางเหนียวที่ติดมาในจิตวิญญาณเราทุกภพชาติและต้องขจัดออกด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น
--------------------------
by ภูเตศวร
ขออนุญาตยกตัวอย่างตามความเข้าใจนะคะ..ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันค่ะ..เช่น เราซื้อลอตเตอรี่ ก็คือกิเลส (ความโลภ) จากนั้นตัณหา (ความอยากได้อยากมี)ก็จะเกิด คือ อยากถูกรางวัล และก็กลายเป็นอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ว่าต้องถูกแน่ๆ..
--------------------------
by ฉลามวาฬ
ขอบคุณครับสำหรับคำตอบที่ทำให้หายสงสัยได้
--------------------------
by แต้ม
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com