การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

เจริญภาวนา by พูนสุข

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#877]

สวัสดีค่ะ อาจารย์แม้ว

ดิฉันได้ติดตามคอลัมน์ธรรมะ 5 นาทีของคุณมาโดยตลอด
ซึ่งสิ่งที่คุณเขียนลงในหนังสือทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์มาก
จากธรรมที่ครูบาอาจารย์ได้นำมาอบรมสั่งสอน
ประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติของคุณเอง
ตลอดจนการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ผู้อ่านส่งมา
ส่วนดิฉันก็มีข้อสงสัยอยากเรียนถามอาจารย์แม้วมานานแต่ยังไม่มีโอกาสค่ะ
เรื่องที่เขียนมามันอาจจะยาวเกินไปแต่คิดว่าถ้าจะให้หมอรักษาให้ตรงกับโรคที่เป็นควรจะให้ข้อมูลกับหมอให้มากที่สุด
เพื่อที่จะรักษาได้ตรงกับโรคค่ะ
คือดิฉันได้เจริญภาวนามาโดยตลอด ในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรกที่ได้ปฏิบัติมีสิ่งต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นหลายอย่าง ดังนี้

ครั้งแรกที่ได้ปฏิบัติในขณะที่จิตเป็นสมาธิจะรู้สึกกายเบาใจเบาร่างกายในขณะนั้นเหมือนไม่มีแล้วก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่างกายเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นจัดมารดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าหลังจากนั้นจะรู้สึกอิ่มเอิบใจจนกระทั่งน้ำตาไหลซึ่งเป็นความสุขที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เกิดความสงสัยจึงได้หาหนังสือที่มีผู้รู้เขียนมาอ่านเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองและก็ได้รับคำตอบซึ่งทำให้ไม่เคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเลย
กลับรู้สึกว่านี่มีคนชี้ทางให้เดินเรายังเดินไปด้วยความยากลำบากแต่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงค้นหาทางเดินเองยิ่งยากกว่าเราหลายเท่านัก
ระยะที่ 2 ขณะที่จิตเป็นสมาธิกายเบาใจเบา
รู้สึกว่าตัวเองเหมือนตุ๊กตาล้มลุกที่โยกไปมาอยู่ตลอดเวลาพิจารณาสักพักก็หายไป
ระยะที่ 3 ขณะที่จิตเป็นสมาธิกายเบาใจเบา สักพักรู้สึกว่าตัวเองมีขนาดเล็กลง ๆ
จนแทบจะไม่เหลือกายให้เห็นเลย แล้วหลังจากนั้นก็กลับกลายเป็นมีขนาดใหญ่ขึ้น ๆ
จนร่างกายแทบจะระเบิดแล้วก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ระยะที่ 4 ขณะที่จิตเริ่มเข้าสู่สมาธิ รู้สึกว่าจิตจะค่อย ๆ
รวมตัวกันเข้าหาจุดศูนย์กลางหลังจากรวมตัวกันที่จุดศูนย์กลางแล้วจะเกิดแสงสว่างขึ้น
ณ จุดสว่างนั้นมีขนาดเท่าหัวเข็มหมุด ลมหายใจละเอียดมากจนแทบจะไม่มีลมหายใจเลย
ดิฉันได้สอบถามครูบาอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งท่านบอกว่า
เป็นลักษณะของจิตที่เริ่มเข้าสู่ปฐมฌาน
ท่านแนะนำให้ฝึกการเข้าออกให้เร็วและกำหนดจิตให้จุดแสงสว่างที่เกิดขึ้นเล็กใหญ่ได้
และในครั้งหลังสุดก่อนที่ดิฉันจะทิ้งระยะเวลาในการปฏิบัติมานานเนื่องจาก
ดิฉันเกิดอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรงมากจนรู้สึกได้ว่าคงไม่รอดแน่
แต่ไม่ได้กลัวตายเลยและจิตในขณะนั้นได้ถามว่า วันนี้เราจะตายแล้วเหรอ
อาการของคนใกล้ตายเป็นอย่างนี้ใช่มั้ย แล้วห่วงอะไรหรือไม่
เมื่อจิตถามเองตอบเองจนไดรับคำตอบแล้วก็กำหนดจิตดูความตายว่า เราจะหมดลมตอนไหน
แต่ก็รอดมาได้
หลังจากหายป่วยมาได้ระยะหนึ่งก็กลับมาเจริญภาวนาเหมือนเดิมเพียงแค่เจริญสมาทานพระกรรมฐานแล้วหลับตาลงยังไม่ได้ภาวนาพุทโธด้วยซ้ำ
จิตก็รวมตัวกันอย่างรวดเร็วดิฉันรู้สึกว่าเหมือนกับถูกวัตถุอะไรสักอย่างดูดดิ่งลงไปอย่างรวดเร็วแม้สติก็ยังตามไม่ทันเกิดความกลัวจึงได้ลืมตาขึ้น
แม้จะพยามพิจารณาก็ไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นกับดิฉันแม้ในยามตื่นก็ไม่สารถที่จะเพ่งหรือมองอะไรได้นาน ๆ
เพราะจะทำให้จิตดิ่งไปเหมือนที่เป็น ในขณะที่เดินก็รู้สึกเหมือนเท้าไม่ติดดิน
เวลานอนก็ต้องคอยให้ง่วงมาก ๆ
เพื่อที่จะได้หลับไปเลยไม่สามารถที่จะนอนหลับตาปกติได้
ช่วงนั้นบอกได้เลยว่าดิฉันเหมือนจะเป็นบ้า
และพูดกับเพื่อนว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนตัวไร้น้ำหนักสมองเบลอ ๆ
เมื่อไม่สามารถหาสาเหตุได้ดิฉันก็ไปหาหมอแต่เมื่อเช็คระบบร่างกายแล้วทุกอย่างปกติ
เล่าอาการให้หมอฟังหมอกลับถามดิฉันว่าในขณะที่เกิดอาการที่ว่าบุคคลรอบข้างสังเกตเห็นหรือไม่
หมอคงคิดว่าดิฉันเป็นโรคประสาทแน่ ๆ
ดิฉันพยายามพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนิจจัง จนระยะหนึ่งอาการจึงหาย
ดิฉันไม่กล้าที่จะทำอีกเลยจนเวลาล่วงเลยมาเป็นปีจึงได้เริ่มภาวนาใหม่แต่ครั้งนี้รู้สึกว่าตัวเองเหมือนกับคนที่เดินไม่เป็นต้องเริ่มต้นใหม่
จิตใจไม่มีความมั่นคงกระเจิดกระเจิง
ไม่ทราบว่าสิ่งที่เคยปฏิบัติมาหายไปไหนหมดดิฉันเกิดความท้อแท้จริง ๆ
เดี่ยวนี้ไม่เคยปฏิบัติเลยค่ะ

ขอความกรุณาอาจารย์แม้วช่วยให้แนะนำกับดิฉันด้วยนะคะเพื่อที่ดิฉันจะได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

ขอบพระคุณอย่างสูง


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ขออภัยที่ตอบคำถามช้า เหตุเพราะติดภาระกิจหลายอย่างหลายประการ วันนี้มีเวลาว่าง จึงรีบตอบคำถามของคุณพูนสุขทันที หวังว่าคงไม่รอนานเกินไปนะครับ เท่าที่อ่านคำถามและข้อสงสัยของคุณมาทั้งหมด สรุปได้ว่าความจริงคุณเป็นคนที่มีวาสนาด้านการปฏิบัติสมาธิภาวนามากคนหนึ่ง โดยสังเกตได้จากการสามารถเข้าสู่แสงโอภาส ที่เรียกว่าจิตเดิมของตนได้แล้ว และก็ตรงกับที่ครูบาอาจารย์ของคุณให้ความเห็นทุกประการ ซึ่งก็น่าเสียดาย ที่คุณบอกว่าได้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างจนทำให้คุณละทิ้งสมาธิ ไม่ยอมปฏิบัติต่อ

          ตามความเห็นของผม อาการตกวูบของจิต จนทำให้เกิดความกลัวนั้น ความจริงแก้ไม่ยาก วิธีก็คือ เจริญสติให้มาก ภาษาที่หลวงปู่บุญจันทร์ กัมมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส ใช้ก็คือ “ ทำสติให้กล้า ให้สติกับผู้รู้ อยู่เสมอกัน ในขณะเข้าสู่สมาธิ ”

          โดยปกติแล้ว สิ่งที่ครอบงำตัวเรา คือกิเลส ที่มาได้หลายรูปแบบ นอกจากความรัก โลภ โกรธ หลงแล้ว ความกลัว ก็จัดเป็นกิเลส ขวางกั้นมรรคผลของนักปฏิบัติอย่างยิ่งเช่นกัน ฉะนั้น เมื่อเราเกิดความกลัวตรงนี้ขึ้น กิเลสมารก็จะใช้จุดอ่อนตรงนี้ขวางกั้นเรา จนกว่า เราจะก้าวผ่านไปได้

          ข้อแนะนำ อยากให้คุณพูนสุข เปลี่ยนจากการใช้สมาธิอบรมปัญญา มาเป็นใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ด้วยการพิจารณาสภาวธรรมด้วยอนุสสติ เช่น กายคตานุสสติ และ มรณานุสสติ สองสิ่งนี้ จะนำพาให้ผ่านพ้นความหวาดหวั่นและความตายได้ เมื่อเราเกิดปัญญา รู้ว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกพ้นได้ แม้ต้องตายในการบำเพ็ญภาวนา ก็มีสุคติภูมิสวรรค์รออยู่เบื้องหน้าเป็นอย่างน้อย

          อีกประการที่ควรทำให้สม่ำเสมอ คือการเจริญสติ ให้รู้ตัวตนอยู่ทุกอิริยาบถ ตรงนี้จะแก้อาการของจิตรวมเร็วแล้วสติตามไม่ทัน ปัญหาทั้งหลายก็จะหมดไปครับ และหวังว่าคุณพูนสุขจะหันกลับมาปฏิบัติธรรมได้ดังเดิมนะครับ

by ภูเตศวร


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com