
ทรงผม และเครื่องประดับของเด็ก
เขียนถึงเรื่องของผู้ใหญ่มาก็มากแล้ว ขอเวลาให้เด็ก ๆ สักครั้งว่า สมัยก่อน เด็กเขามีทรงผมให้เลือกไว้ได้กี่ชนิด แต่ละชนิดเรียกขานกันอย่างไรบ้าง แม่เม้าเห็นว่าเป็นเรื่องน่ารัก น่าสนใจไม่น้อย ผมที่ว่าต่อไปนี้ขอเน้นที่ทรงแบบเก่าอันคุ้นตาอยู่สี่ชนิด คือ ผมจุก ผมแกละ ผมเปีย และผมโก๊ะ ซึ่งผมทั้งหมดดังกล่าว มีรายละเอียดต่างกันไป อย่างผมจุก ก็คือผมที่ขมวดไว้ตรงขม่อม โดยการมุ่นให้เรียบร้อย รัดด้วยยาง เอาผ้าผูก หรือประดับพวงมาลัยดอกไม้ให้ดูสวยงามกันไม่ให้รุ่ยร่ายปรกหน้าปิดตาให้เป็นที่รำคาญใจ บางครั้งผู้ใหญ่ก็จับถักเปียให้ด้วยเพื่อความเรียบร้อย

ผมชนิดที่สอง เป็นผมแกละ คือ ผมที่เอาไว้เป็นหย่อม เป็นปอย หรือเป็นกระจุกไว้ที่แง่ของศีรษะ มีตั้งแต่แกละเดียว สองแกละ และสามแกละ สุดแต่จะเห็นว่ากี่แกละจึงจะหล่อและสวยได้ที่

ชนิดต่อมา เรียกขานกันว่า ผมโก๊ะ หมายถึงผมที่เอาไว้เป็นหย่อมเป็นปอยตรงขวัญ ซึ่งเป็นส่วนหักมุมของศีรษะ ชนิดสุดท้าย คือ ผมเปีย เป็นผมที่ถักห้อยยาวลงมา อาจเป็นผมจุก ผมแกละ หรือผมโก๊ะ ที่จับเอามาถักเพื่อให้ดูเรียบร้อย ไม่ปลิวล้อลมสยายให้รกรุงรัง เป็นที่รำคาญนั่นเอง

เป็นที่สังเกตว่า ผมทั้งสี่ชนิดนี้จะเหมือนกันตรงผมส่วนที่เหลือจะต้องโกนรอบข้างให้เกลี้ยงเกลา เหลือเพียงปอยผมบางส่วนไว้ให้เรียกตามลักษณะข้างต้น
คนส่วนใหญ่มีเหตุผลที่ค่อนข้างจะลงรอยเดียวกันว่า น่าจะเกิดจากความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” อันจับจองนิวาสสถานอยู่ตรงขม่อมที่ยังต่อกันไม่สนิทในช่วงเด็กเกิดใหม่ ๆ ผู้ใหญ่เชื่อว่า ขวัญ คือ ชีวิต คือ วิญญาณของคน อยู่ตรงขม่อม แม้จะโกนผมไฟให้เด็กยามอายุครบเดือนแล้ว ก็ยังคงเก็บผมตรงส่วนขม่อมเอาไว้ เพื่อกันอันตรายที่อาจถึงกับทำให้เด็กแรกเกิดเสียชีวิตได้
ท่านเสถียรโกเศศ กล่าวถึงการไว้ผมทรงต่าง ๆ ของเด็ก ๆ ในหนังสือประเพณีเนื่องในการเกิดการตายว่า ชาวมลายูบางพวกเมื่อเวลาโกนผมเด็ก จะเหลือไว้หย่อมหนึ่งว่า ให้เป็นที่พักของขวัญ ถ้าไม่มีผมเหลือเอาไว้ ขวัญจะไม่มีที่อยู่ และหนีไปที่อื่นเสีย จะทำให้เด็กไม่สบาย อาจถึงตายได้ ถ้าเกิดมีเหา จำเป็นต้องโกนทิ้งก็ยังไม่โกนทั้งหมด ต้องเหลือไว้แหยมหนึ่ง สำหรับให้ขวัญได้มีที่อาศัย
“อินเดีย เรียกตรงขม่อมว่า พรหมรันทร เพราะถือว่าเป็นที่อาตมัน หรือวิญญาณของคนเข้าออก พวกโยคีมักทุบขม่อมตอนนั้นให้แตก เพื่อช่วยให้อาตมันออกจากร่างไปได้สะดวก นี่ก็เป็นความคิดเห็นทำนองเดียวกัน ภายหลังใช้กะโหลกมะพร้าวก่อนเผาศพ”
คดีทางพราหมณ์นั้น เขามีความเห็นว่า เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์จะไว้ผมยาวขมวดมุ่นเป็นมวยกลางศีรษะ จึงนำมาดัดแปลงใช้กับเด็กบ้าง ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้เทพเจ้าทั้งหลายโปรดเด็กๆ แล้วรับไว้ในความคุ้มครองและอารักขาต่อไป
สำหรับคติข้างไทยนั้น เหตุผลการไว้ผมของเด็ก ๆ สรุปได้หลายประการ เช่น ไว้เพราะการเจ็บป่วยของเด็ก คือ เมื่อไหร่เด็กจะไม่สบาย เมื่อนั้น จึงจำเป็นต้องไว้ ผมที่ไว้เลยเป็นเหมือนวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันตัวให้เด็ก เท็จจริงประการใด ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล ประการถัดมาคือ ไว้เพื่อให้ขวัญมีที่พำนักพักพิง ข้อนี้ความเห็นไปพ้องกับเหตุผลของทางพราหมณ์ ตามที่ท่านเสถียรโกเศศเขียนถึง และประการสุดท้าย เป็นการไว้ผมตามประเพณีเห็นเขาไว้ก็ไว้ตามไปด้วย สืบทอดจากปู่ย่าตายายมา เรื่อย ๆ จนถึงลูกหลาน
หากถามว่าเมื่อทรงผมมีถึงสี่ชนิด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ทรงไหนเหมาะกับเด็กคนไหน คนโบราณเขามีวิธีเสี่ยงทาย เพื่อช่วยในการตัดสินใจของพ่อแม่แบบง่าย ๆ ด้วยการหาดินมาปั้นตุ๊กตาอย่างหยาบ ๆ ไม่ต้องถึงขนาดใส่รายละเอียดบอกเพศให้เสียเวลา เพียงปั้นให้ดูออกว่าตัวไหนไว้จุก ตัวนี้ไว้โก๊ะ ตัวโน้นไว้แกละ จะแกละเดียวหรือสอง สามแกละก็ว่ากันไป ผู้ใหญ่เตรียมเสร็จ จัดวางให้เด็ก ๆ เลือกหยิบเอาตามใจชอบ คนไหนจับตุ๊กตาไว้ผมทรงอะไร ก็ให้หมายเอาว่าเด็กคนนั้นถูกโฉลกแล้วกับผมทรงนั้น ๆ หน้าที่ของผู้ใหญ่เพิ่มมาอีกอย่างก็คือโกนผมรอบศีรษะออก เหลือส่วนที่เป็นผมตามแบบตุ๊กตาที่เขาเลือก เป็นอันเสร็จพิธี เด็กก็จะได้ผมทรงถูกโฉลกไปจนกว่าจะถึงเวลาโกนจุกโน่นเลย
นั่นคือเรื่องของสมัยก่อนค่ะ สมัยนี้เด็ก ๆ อาจกดคอมพิวเตอร์ใส่เมนู ให้เจ้าสมองกลช่วยออกแบบจนกว่าจะจ๊าบถูกใจ ผู้ใหญ่อย่าไปยุ่งนะคะเดี๋ยวได้เรื่อง...เชื่อแม่เม้าเถอะ
เด็กชายหรือเด็กหญิงสามารถเลือกไว้ผมทั้งสี่ทรงได้เท่าเทียมกันหมด เพราะไม่มีการจำกัดทรงผมตามเพศเหมือนชนิดอื่น ๆ
ถ้าได้ยินคำล้อเลียนไอ้หนูหรืออีหนูที่ไว้ผมทุกทรงดังกล่าวมา ก็อย่าไปโกรธขึ้งถลึงตาใส่ เพราะเป็นเรื่องธรรมดามากที่เด็ก ๆ จะถูกล้อว่า
ผมจุกคลุกน้ำปลา เห็นขี้หมานั่งไหว้กระจ๋องหง่อง”
ผมแกละกระแดะใส่เกือก ตกน้ำตาเหลือก เหลือเกือกข้างเดียว”
ผมเปียมาเลียใบตอง พระตีกลองตะลุ่งตุ้งแช่”
ยุคหลังมีผมบางส่วนปิดหน้าผากเรียกว่า ผมม้า ระบาดเข้ามาเป็นที่นิยมในหมู่เด็ก ๆ (เห็นมั้ย... เด็ก ๆ เขามีแฟชั่นเหมือนกันนะจะบอกให้) คำล้อก็ปรับเปลี่ยนไปทางผรุสวาทมากขึ้น
ผมม้าหน้าเหมือนแมว ดูไปแล้วหน้าเหมือนหมา”
แล้วอย่าหวังว่า เมื่อโกนจุกแล้วจะรอดพ้นการล้อเลียนนะคะ ฝันไปเถอะ
หัวโล้นโกนใหม่ ๆ ควักขี้ไก่ใส่หัวโล้น”
เมื่อได้ผมทรงถูกโฉลกกับตัว แม้ไม่ค่อยถูกโฉลกกับปากคนรอบข้างแล้ว ก็ว่ากันถึงเครื่องประดับสำหรับเด็ก ๆ ที่นิยมควบคู่กันไปว่า มีอะไรบ้างในยุคโน้น
ปกติผู้ใหญ่ไทยมักทำขวัญเด็กทั้งหญิงและชายเมื่อแรกเกิดด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ มักเป็นชิ้นเล็ก ๆ เหมาะกับตัวเด็ก
กำไลข้อเท้า เป็นของที่นิยมขึ้นหน้าขึ้นตา แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังคงนิยมอยู่ จะทำเป็นวงกลมเกลี้ยงๆ รูดให้กระชับปรับขนาดเล็กใหญ่ได้โดยปลายสองข้างทำเป็นห่วงกลมสอดไขว้กัน เรียกว่า กำไลชื่อผี อาจมีลูกกระพรวนติด เพื่อให้มีเสียงดังยามเคลื่อนไหวขยับตัว บอกให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเด็กกำลังอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ใด ไม่ต้องกลัวพลัดหลง มีอีกแบบคือ ทำเป็นปลายสองข้างจดกันรูปบัวตูม เวลาใส่หรือถอดก็ใช้บิดเอา สำหรับกำไลมือก็ทำเป็นเส้นลวดเกลี้ยง ๆ เหมือนกำไลเท้า ปลายสองข้างเป็นช่องชิดกัน บิดออกหรือบิดกลับให้หัวต่อเข้ากันชิดสนิทเมื่อต้องการใส่หรือถอด
เครื่องประดับประเภทสร้อยมีหลายชนิด ทั้งสร้อยคอ และสร้อยข้อมือ ทำเกลี้ยง ๆ เป็นเส้นเล็ก ๆ กันไม่ให้เด็กเจ็บตัวเวลานอนทับ โตขึ้นอีกนิด ก็ทำเป็นรูปปีนักษัตรติดเป็นช่วงถ้าเป็นเด็กชายใช้สายคาดเอวเป็นรูปพริกเทศ รูปเต่า หรือลูกกระพรวน
นอกจากสร้อยข้อมือแล้ว ยังมีของประดับที่ใช้กับข้อมืออีกหลายอย่าง อาทิ ปะวะหล่ำ เป็นรูปกลมขนาดลูกมะยม หรือรูปสี่เหลี่ยม ใช้สำหรับผูกข้อมือให้สวยงามแบบอ่อนหวานน่ารัก เหมาะกับเด็กหญิง หากเป็นทองที่ทำเป็นห่วงเล็ก ๆ เหมือนลวดสปริงด้านที่ติดกับข้อมือทำให้ติดตลอดเป็นวงกลมข้างบนกระจายออก เรียกกันว่า แหวนอบ ค่ะ บางอย่างแม้จะเรียก แหวน ทำด้วยทองเกลี้ยงวงเล็ก ๆ ฝังเพชรหรือพลอยสีเม็ดเล็ก ๆ แต่ไม่นิยมใส่นิ้วให้เด็ก แต่ใช้ร้อยผูกเชือกติดกับข้อมือ กลายเป็นของประดับข้อมือมากกว่าประดับนิ้ว คงเป็นเพราะกลัวหลุดนิ้วตกหายไป ด้วยเด็กไม่ค่อยมีความระมัดระวัง แหวนชนิดนี้เรียกกันว่า แหวนผูกข้อมือ หรือแหวนขวัญ ค่ะ
ของที่นิยมคล้องคอและผูกข้อมือด้วยทำจากไม้หรือทองเป็นเม็ดกลม ๆ เล็ก ๆ มีรูตลอดกลางเพื่อร้อยติดกันเป็นพวง คือ ลูกประคำ เป็นเครื่องประดับที่มุ่งประโยชน์เป็นเครื่องราง เหมือนกับตะกรุด ซึ่งทำด้วยทอง เงิน หรือนาก แผ่เป็นแผ่นบางเล็ก ๆ ม้วนเป็นกลม ยาวไม่เกินองคุลี วิธีประดับก็เพียงแต่ร้อยกับสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือก็วิ่งปร๋อได้ทั่วบาง
เด็กหญิงนั้น หากโตมาอีกนิด สร้อยคอเกลี้ยง ๆ ดูจะเกลี้ยงเกลาไปสักนิด ก็หาจี้หรือจั่นมาห้อยติดสร้อยให้ยาวลงมาราว ๆ หน้าอก จะเป็นศรีสง่ารับหน้าแก่เจ้าของมากขึ้น จี้มักทำด้วยทองแบนฝังทับทิม หรือพลอยสุดแต่ฐานะของผู้สวมใส่ มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้
ตุ้มหู เป็นเครื่องประดับที่จำกันเพศว่า เป็นของเด็กหญิงโดยเพาะ จะเริ่มใช้เมื่อเวลาเจาะหูแล้ว มักทำเป็นห่วงทองเกลี้ยง รูปกลม ปัจจุบันนี้เด็กผู้ชายบางคนกล้าหาญที่เจาะหูข้างละหลายรูมากกว่าเด็กหญิงเสียอีก ถ้าเป็นแฟชั่นละก็ เด็กพร้อมสู้ตายค่ะ
เครื่องประดับที่จำกัดเฉพาะเพศหญิงอีกอย่างคือ จับปิ้ง หรือกระจับปิ้ง เป็นเครื่องประดับโบราณ ปกติเด็กหญิงจะผูกจับปิ้งอยู่ประมาณอายุ 2-3 ขวบ จะเลิกใช้เมื่อนุ่งผ้าเป็น ปัจจุบันเลิกใช้ไป เพราะมีกางเกงเด็กทำจากผ้าเนื้อนุ่ม สีสวย สบายตัวแทนที่ ลักษณะของจับปิ้งจะเป็นรูปสามเหลี่ยมมีทั้งแบบทึบ ทำเป็นรูปใบโพธิ์ ใบเสมา ตรงกลางนูนขึ้นมาจากขอบเล็กน้อย ประกอบด้วยลวดลายหรืออักษร กับอีกแบบเป็นระย้า ทำด้วยเส้นโลหะ ร้อยเกี่ยวเป็นร่างแห แบบนี้จะสบายตัวกว่าแบบแรก เพราะรูปทรงจะสบายต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายมากกว่า จับปิ้งของลูกหลานผู้มีอันจะกินวันละหลาย ๆ มื้อ มักทำจากวัสดุแพงหน่อย แม่เม้าเคยใช้จับปิ้งกับเขาเหมือนกัน ชนิดร่างแหทำจากทองแดงค่ะ ใช้ไปใช้มากลายเป็นสีเขียวเพราะสนิมกิน ตอนนั้นก็คิดว่าเท่ระเบิดแล้วเชียว สำหรับผู้มีอันจะกินมื้ออดหลายมื้ออย่างแม่เม้า วัน ๆ จึงควบม้าก้านกล้วย ปุเลง ๆ โชว์ทั่วทุ่ง โตขึ้นถึงได้รู้ว่าทองแดงนั้น นอกจากมีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้า ราคาถูกกว่าเงินแล้ว ยังเป็นเป้าอันเหมาะเหม็งสำหรับให้ฟ้าผ่าด้วย ไอ้ที่รอดมาได้จนทุกวันนี้ ถ้าไม่ใช่คุณพระคุณเจ้าประชุมกันช่วยแล้ว มันควรจะเป็นอะไรดีละคะ?
สำหรับเด็กผู้ชาย ของที่สงวนสิทธิสำหรับพวกเขาโดยเฉพาะ คือ ขุนเพ็ด หรือที่ชาวบ้าน เรียกขานกันว่า “ไอ้ขิก” “ปลัดขิก” นั่นแหละค่ะ มีรูปร่างเหมือนของลับผู้ชาย ทำด้วยไม้ขนาดเล็ก กลม ๆ ประมาณดินสอ หรือปากกา ยาวไม่เกิน 2 นิ้ว ตรงโคนเจาะรูร้อยเชือกผูกเอว บางคนมักน้อยผูกอันเดียว คนที่โลภมากก็ผูกเป็นระยะ ๆ รอบเอว ประมาณการว่า ได้จำนวนสัก 10 อัน จึงเข้ามาตรฐาน เชื่อกันว่า ขุนเพ็ดที่ว่านี้สามารถกันภูตผีปีศาจไม่ให้รบกวนเด็กได้ชะงักนัก
สมัยนี้คุณปลัดของเราแทบจะไม่มีบทบาทต่อความเชื่อของเด็ก ๆ อีกแล้ว ขนาดไม่มีอะไรนี่แหละ ภูตผีปีศาจแม้เสนียดจัญไรยังกระเจิงด้วยฤทธิ์โรลเลอร์เบรด...ไอซ์สเกต..บันจี้จัมพ์ แล้วก็ปืนปากกาค่ะ ก็จงเป็นสุข ๆ เถิด

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com