แต่งกายให้ถูกโฉลก b...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

แต่งกายให้ถูกโฉลก by แม่เม้า

5 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
8 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#41]

แต่งกายให้ถูกโฉลก

          วันนี้ขอย้อนอดีตไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยสมัยโบราณ เกี่ยวกับการนุ่งห่มด้วยสีตามวัน เผื่อจะได้มีเรื่องชูใจบ้างยามระลึกถึง

          ชาติไทยมีวัฒนธรรมหลายแขนง ที่มีลักษณะของความเป็นไทยหรือที่เรียกว่ามีเอกลักษณ์ประจำชาติ ศักดิ์ศรีของชาติ และความมั่นคงของชาติได้อย่างชัดเจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนไทยที่รักชาติคงคิดเหมือนกันว่า หากมีทางใดที่จะบูรณะ ปกปักรักษา และเผยแพร่ให้ไทยยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ด้วยการอนุรักษ์ในส่วนดีๆ ไว้ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อยืดหยุ่นให้เข้ากับยุคสมัย ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ทุกคนก็ยินดีที่จะทำแน่นอน ในฐานะคนไทย แม่เม้าถือโอกาสขอร่วมมีส่วนในการนี้ด้วยคน

          สตรีไทยในอดีต มีการแต่งกายแตกต่างไปตามยุคสมัย อาจสวมเสื้อแขนกระบอก ผ่าอกคอกลมหรือคอตั้งแบบคอจีน คือตั้งเล็กน้อย ทรงของตัวเสื้อมีทั้งชนิดเอวปล่อย และจีบเอว

          สมัยอยุธยาจะไม่นิยมสวมเสื้อ เพราะใช้ผ้าแถบห่มแทนเสื้อใน และห่มผ้าตาดแทนเสื้อนอก ครั้นถึงยุคนิยมสวมเสื้อก็ใช้ผ้าห่มอย่างบาง และเบา เช่น ผ้าแพรที่เรียกกันว่าแพรเปลือกกระเทียม ใช้ห่มสไบ เพื่อปกปิดไม่ให้เห็นรอย แลดูสุภาพ เรียบร้อย และงามตา

          หากมือต้องไกว และดาบต้องแกว่งขณะเดียวกัน แบบสตรีร่วมสมัยกับคุณหญิงมุก คุณหญิงจันทร์ ผู้ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อเมืองถลาง ยามศึกสงคราม ๙ ทัพ สตรีไทยก็จะทะมัดทะแมงในชุด “ตะแบงมาน” ห่มผ้าอ้อมตัว แล้วเอาชายทั้งสองไขว้ไปผูกที่ต้นคอเฉยๆ หรือจะห่มทับเสื้อแขนกระบอกอย่าง คุณหญิงโม ในยุครัชกาลที่ ๓ ก็ดูกระฉับกระเฉงดี เสภาขุนช้างขุนแผนดูจะสะท้อนให้เห็นประเพณีการแต่งกายขงคนไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้ดี

‘ทาแป้งแต่งไรใส่น้ำมัน ผัดหน้าเฉิดฉันดังนวลแตง

เอาซี่สีฟันเป็นมันขลับ กระจกส่องเงาวับดูจับแสง

นุ่งยกลายกนกพื้นแดง ก้านแย่งทองระยับจับตาพราย

ชั้นในห่มสไบชมพูนิ่ม สีทับทิมทับนอกดูเฉิดฉาย

ริ้วทองกรองดอกพรรณราย ชายเห็นเป็นที่เจริญใจ’


4 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          สมัยรัชกาลที่ ๔ เสื้อที่นิยม เรียกกันว่า ‘เสื้อห้าตะเข็บ’ ใช้เป็นเสื้อที่สวมอย่างมียกทรงในตัว คงจะเป็นทำนองชุดราตรีเปลือยไหล่ในปัจจุบัน ที่ตัดเย็บด้วยการบุฟองน้ำ ให้สวมใส่โดยไม่ต้องพะวงกับสายเสื้อตัวจิ๋วชั้นในจะเล็ดลอดออกมาให้ขายหน้า ส่วนผ้านุ่งก็มีตั้งแต่ชนิดนุ่ง ‘โจงกระเบน’ และ ‘นุ่งจีบ’ อย่างจีบหน้านาง ตลอดจนผ้าถุงอย่างธรรมดา แต่ถ้ามีโอกาสเข้าเฝ้าเจ้านาย กุลสตรีไทยที่มีศักดิ์มีตระกูลหรือที่มีกรณียกิจต้องเกี่ยวข้องกับราชสำนัก จะนุ่งยกห่มตาดกันในโอกาสนั้นๆ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

         ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ แม้จะมีเสื้อแบบยุโรปเข้ามาเป็นที่นิยมเรียกกันว่า ‘เสื้อแขนขาหมูแฮม’ คือ แขนพองฟู จีบซ้อนๆ กัน อก และคอมีลูกไม้ประดับด้วยริบบิ้นสีเดียวกับแพรที่สะพาย เข้าชุดกับผ้าม่วง และต้องสวมกับถุงน่องรองเท้าหรืออาจใช้ผ้ายศ ห่มเฉลียงบ่าทับอีกชั้นหนึ่งก็ตาม


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

แต่การแต่งกายในชีวิตประจำวันของสตรีไทยในราชสำนัก ยังไม่ทิ้งแบบแผนที่นิยมเครื่องแต่งกายให้ถูกโฉลก เป็นมงคล ตามลักษณะของวัน ตามตำราโบราณ ซึ่งปรากฏในหนังสือสวัสดิรักษาที่สุนทรภู่แต่ง ถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ว่า

วันอาทิตย์ สิทธิโชค โฉลกดี เอาเครื่องสี แดงทรง เป็นมงคล

เครื่องวันจันทร์ นั้นควร สีนวลขาว จะยืนยาว ชันษา สถาผล

อังคารม่วง ช่วงงาม สีครามปน เป็นมงคล ขัตติยา ไม่ราคี

เครื่องวันพุธ สุดดี ด้วยสีแสด กับเหลืองแปด ปนระดับ สลับสี

วันพฤหัส จัดเครื่อง เขียวเหลืองดี

วันศุกร์สี เมฆหมอก ออกสงคราม

วันเสาร์ ทรงดำ ดูล้ำเลิศ

แสนประเสริฐ เสี้ยนศึก จะนึกขาม

อนึ่งพาชี ขี่จับ ประดับงาม

ให้ต้องตาม สีสัน จึ่งกันภัย

ด้วยเหตุนี้ กุลสตรีชาววังในยุครัชกาลที่ ๕ จึงแต่งตัวด้วยสีที่เรียกกันว่า "ตัดกันฉับ" ซึ่งภาษาสมัยใหม่ทางทฤษฎีสีก็ต้องเรียกว่า ใช้สีตรงกันข้ามมานุ่ง และห่มจึงได้ชื่อว่าสวยงาม เช่น วันอาทิตย์นุ่งผ้าโจงสีลิ้นจี่หรือสีเขียว ไม่ก็สีปูนก็ได้ ผ้าสไบที่ห่มต้องใช้สีโศก จึงจะนับว่าเป็นคนแต่งตัวเป็น

วันจันทร์บ้าง คุณข้าหลวงจะนุ่งเหลือง ห่มน้ำเงินหรือห่มม่วงดอกตะแบก ถ้านุ่งสีนกพิราบ ก็ห่มจำปา นุ่งเขียว ต้องห่มสีจันทร์คือ เหลืองอ่อน แต่ถ้านุ่งเปลือกมังคุด ก็ต้องห่มสีขาวดอกมะเขือจึงจะถูกโฉลก

หากเป็นวันอังคาร นุ่งสีม่วง เลือกตัดด้วยห่มสีโศก เกิดอยากนุ่งม่วงเม็ดมะปราง ควรห่มสีตองอ่อนหรือนุ่งชมพู ดอกดำ ต้องห่มเขียวสด จึงเป็นมงคลกับคนแต่ง

คราวนี้วันพุธ จะนุ่งเขียวหรือผ้าลายสีเหล็กก็ได้ ให้ห่มผ้าด้วยสีจำปา

วันพฤหัส นิยมนุ่งแสด แล้วห่มเขียวอ่อน ครั้นนุ่งเขียวแทนที่จะห่มแสด กลับยักเยื้องเป็นห่มแดงแทน

วันศุกร์ นุ่งน้ำเงินแก่ ก็ห่มสีดอกบานบุรีอ่อนเกิดนุ่งน้ำเงิน ก็ให้ห่มสีจันทร์จะสวัสดีมีชัย

วันเสาร์ ท่านให้แต่งได้เหมือนวันอังคารคือ นุ่งม่วง ห่มเขียวโศกหรือนุ่งโศก ห่มม่วงตาม แล้วแต่จะเห็นงาม


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          นอกจากสีที่แต่งตามวันแล้ว ยังมีประเพณีการแต่งสีอื่นๆ ตามโอกาสด้วย เช่น การไว้ทุกข์นั้น ใช้อยู่ ๓ สีคือ แต่งดำสำหรับไว้ทุกข์เมื่อญาติผู้น้องตายกับแต่งขาวไว้ทุกข์ญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ปัจจุบันการแต่งกายในงานศพ ดูจะไม่ค่อยสำรวมเท่าที่ควร บางครั้งแต่งดำก็จริง แต่เป็นดำลายดอกโตๆ กระจายทั้งชุดหรือไม่ก็เป็นชุดลูกไม้ฉลุ เห็นเนื้อรำไร ปักเลื่อม ปักมุกวูบวาบ สร้อยคอระย้ายาวราวกับไปงานราตรีสโมสรก็ไม่ปาน สุดท้ายคือ สีม่วงแก่หรือน้ำเงินแก่ สำหรับผู้ที่ไปได้เป็นญาติเกี่ยวดองกับผู้ตายแต่ประการใด

          การแต่งกายสีแดงก็ต้องระวังอีก เพราะวันพระหรือวันเฉลิมฯเจ้านายจะทรงพระภูษาแดง และทรงผ้าสะพักสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ ใครขืนนุ่งแดงในวันดังกล่าวก็จะถูกค่อนว่า ทำตัวเทียมเจ้าเทียมนาย ซึ่งคนโบราณถือมาก ถ้าทำเข้าตัวอัปรีย์จัญไรจะกินเอา

          ท่านอาจสงสัยว่า แล้วสามัญชนอย่างเราได้เป็นคุณข้าหลวงบ้าง จะแต่งตัวอย่างไรในวันพระ ไม่ยากหรอกค่ะ เพียงแต่ห่มชมพูเพื่อบอกให้รู้ว่า ‘วันนี้เป็นวันพระจ้ะ’ แล้วนุ่งโจงด้วยผ้าลายสีอะไรก็ได้ตามวันนั้นๆ เช่น วันพระนั้นตรงกับวันจันทร์ เราก็นุ่งเหลืองห่มชมพูซะแทนที่จะห่มน้ำเงินตามปกติ เท่านี้ก็งามแล้ว

          มีข้อแม้อยู่อย่างว่า คนโบราณไม่นิยมนุ่งห่มสีเดียวกัน เช่น นุ่งชมพูแล้วห่มชมพู จะถูกค่อนอีกว่า ‘แม่ชมพูชุด’ ซึ่งแปลตรงมาตรงไปได้ความหมายว่า ‘แม่บ้านนอก’ ไม่ทันสมัยแต่งตัวไม่เป็นว่างั้นเถอะ

          เขียนมาถึงตรงนี้ แม่เม้าอดสะดุ้งไม่ได้ ด้วยตนเองได้กระทำตนเป็น ‘แม่ชมพูชุด’ มาเกือบตลอดเวลา เนื่องจากแต่งตัวเป็นสีเดียวกันทั้งชุด ประพฤติตนเป็นสาวบ้านนอกมาค่อนชีวิตโดยไม่รู้ตัว ครั้นจะกลับตัวกลับใจมาแต่งตัวให้ถูกโฉลกตามตำรับชาววังโบราณรึ ดูท่าจะไปไม่รอด ขืนแม่เม้าออกมาทำงานนอกบ้านด้วยกระโปรงเขียว เสื้อสีเหลืองจำปาเข้าจริงๆ คนรอบข้างต้องคิดว่า แม่เม้าคงไม่สบายเอามากๆ เชียวแหละ

          คงเป็นเพราะแต่งตัวไม่ถูกโฉลกนี่เอง จึงไม่สวัสดีมีชัย ไชโยโห่ฮิ้วกับเขาสักที เฮ้อ! ตัดอกตัดใจแต่งตัวเป็นชาววังบางกะตุ๋ยเห็นหมามุ่ยเป็นถั่วแระอย่างเดิมต่อไปก็แล้วกัน


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com