
สร้างอภิทานบารมีร่วมกับ #มูลนิธิปัญญาธโร
ในองค์หลวงปู่เสนแห่งวัดป่าหนองแซง
เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน
......................................
(๔) #สัมผัสพื้นที่จริง (ต่อ)
การเห็นสภาพผู้คนที่เดือดร้อนจากพื้นที่จริง ยิ่งทำให้อาจารย์ภูเตศวรต้องการลงไปดูให้เห็นจะๆ ด้วยตาตนเอง ประจวบเหมาะกับ พระอาทิตย์ อภิปุญโณ แจ้งมาว่า จะต้องลงไปช่วยเหลือพระป่าสายกรรมฐานที่กำลังเดือดร้อน ณ วัดป่าวิเวกสามัคคีธรรม พร้อมกับชาวบ้านแห่งบ้านโนนเมือง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งได้แจ้งกำนันให้จัดเตรียมเรือเพื่อลงไปแจกผู้ประสบภัยพิบัติให้ถึงที่กันเลยทีเดียว
ใจเราลิงโลดไม่ต่างจากน้องเก๋ที่อยากจะลงเรือไปแจกข้าวของหลังพลาดโอกาสไปกับทีมอ.โป้งตั้งแต่เมื่อวาน เนื่องเพราะเวลาที่คณะของเรามีไม่มากพอกับการต้องทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุดดังปณิธานของอาจารย์ภูเตศวร ทั้งบรรดามวลมิตรและศิษย์มากมายที่บริจาคเงินมาต่างก็ฝากความหวังไว้กับผู้เป็นอาจารย์ หลายต่อหลายคนคอยเกาะติดการรายงานสดส่งกำลังใจผ่านเฟสบุ๊ค ภูเตศวร เลอไท ทับไทฟ้า อย่างต่อเนื่อง
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการส่งมอบน้ำดื่ม อาหารแห้ง และสิ่งของที่จำเป็น แก่นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ (นางเนตรชนก คำดี) เพื่อกระจายให้ผู้ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบแล้ว ทีมงานจากหริหราศรม กับทีมงานเข้มแข็งของพระอาทิตย์ และทีม อมาวสี คนมีเงา มวลมิตรของเรา พร้อมกับจิตอาสาหมู่บ้านอีกหลายชีวิต ได้ช่วยกันจัดชุดยังชีพกันถึงดึกดื่น เพื่อเตรียมลำเลียงด้วยรถปิ๊กอัพสามคัน ไปยังจุดนัดหมายในวันรุ่งขึ้น
ตลอดเส้นทางของการปฏิบัติภารกิจวันที่สาม...เราเห็นระดับน้ำยังคงปริ่มถนน สารถีของพระอาทิตย์พาลัดเลาะซอกซอนหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ถูกน้ำท่วมตัดขาด กระทั่งเข้าสู่อาณาบริเวณวัดป่าวิเวกสามัคคีธรรมที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เขียวครึ้ม ก่อนจะเห็นชาวบ้านจำนวนหนึ่งกระจายกันอยู่ทั่วบริเวณวัดรอรับคณะจากมูลนิธิปัญญาธโร
หลวงตาประดิษฐ์พระป่ากรรมฐานในสายของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ได้ออกมาต้อนรับคณะเราพร้อมกับพระภิกษุอีก ๒-๓ องค์ ทีมงานกับชาวบ้านบางส่วนได้ช่วยกันขนย้ายเสบียงอาหารลงจากรถ
...จากนั้นถึงเวลาลงพื้นที่จริง เพื่อสำรวจสภาพน้ำท่วมจากจุดวัดป่าวิเวกสามัคคีธรรมไปถึงศาลปูู่ดำ ณ จุดที่ลำน้ำปาวและลำน้ำชีมาบรรจบกัน หรือที่เรียกว่า 'แม่น้ำสองสี' อันเป็นเขตรอยต่อ ๓ อำเภอ ๒ จังหวัด คือ อำเภอกมลาไสย อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
ด้วยสภาพเรือติดเครื่องยนต์ทั้งแคบและเล็กสองลำแล่นมาจอดเทียบท่ารับทีมงาน ๗ ชีวิตนั้น ทำให้อาจารย์ภูเตศวรต้องปรับแผนการแจกจ่ายเสบียงอาหารใหม่ เพราะเห็นว่าอันตรายเกินไปที่จะนำถุงยังชีพลงเรือแล้วไปแจกจ่ายถึงพื้นที่ โดยฝากกำนันป่าวประกาศบอกลูกบ้านให้มารับที่วัดแทน ใครที่เดินทางมาไม่ได้ก็ให้คนบ้านใกล้เรือนเคียงนำไปฝากอย่างทั่วถึงเท่าเทียมทุกคน
เราที่ก้าวลงเรือเป็นคนแรกยังอดรู้สึกวูบไหวไม่ได้เมื่อทีมงานค่อยๆ ทยอยลงมาจนน้ำปริ่มขอบเรือ...เรือสองลำตีคู่ประกบกันแล่นออกจากท่าช้าๆไปตามเส้นทางที่เป็นถนนตามที่พระอาทิตย์บอก ก่อนจะเห็นผืนน้ำกว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา
เรือเริ่มแล่นเร็วขึ้น หากด้วยสภาพที่ไม่สู้จะดีนักกับการที่ต้องบรรทุกผู้คนจนเต็มลำนั้น ทำให้น้ำกระฉอกเข้ามายังลำเรือเป็นระยะๆ ทีมงานต้องคอยวิดน้ำมือเป็นระวิงตลอด เราเองต้องนั่งนิ่งแทบจะกลั้นหายใจด้วยซ้ำ การถ่ายภาพค่อนข้างยากลำบาก ทำได้อย่างมากแค่เอี้ยวตัวเพียงเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าหากทำให้เรือโคลงเคลงแม้แต่น้อยนิด ก็มีสิทธิ์ทำให้หมู่คณะที่ไม่มีใครได้สวมใส่ชูชีพต้องจมดิ่งใต้บาดาลแน่นอน
ระหว่างทางเราเห็นชาวบ้านสัญจรไปมาด้วยเรือแจว บ้านเรือน เถียงนาจมมิดเกือบถึงหลังคา ต้นกล้วย ต้นมะละกอที่ชาวบ้านปลูกไว้บริโภคยังคงยืนต้านกระแสน้ำหลาก หากใบเริ่มเหี่ยวเฉาอีกไม่กี่วันคงตายคาน้ำแน่แท้ ไร่นาสาโทนับหมื่นๆ ไร่ไม่ต้องพูดถึง ไม่แม้แต่สัตว์ใหญ่น้อยต่างก็เดือดร้อนหนีตายกันจ้าละหวั่น เรามองผ่านเลนส์เห็นปูตัวน้อยปีนเกาะอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่...เธอจะมีชีวิตอยู่อย่างนั้นได้สักกี่วันหนอ ไอ้ที่หนีไปไหนไม่พ้นก็ต้องมาล้มหายตายจาก ทิ้งหลักฐานให้เราเห็นต่อหน้าต่อตากับซากงูขนาดใหญ่ลอยขึ้นอืดเกาะติดเศษสวะใกล้ต้นกล้วยไม่ไกลจากเรือที่กำลังแล่นมากนัก
ชีวิตอีกมากมายเท่าไหร่ที่ต้องประสบชะตากรรมและภินท์พังไปกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหนนี้ และจะยังคงดำเนินอีกนานแค่ไหน??!!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com








