วิปัสสนา...ทำอย่างไ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

วิปัสสนา...ทำอย่างไร? by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#692]

วิปัสสนา...ทำอย่างไร?

 

          เรื่องของเรื่องคือผู้ปฏิบัติสมาธิขั้นแรกเริ่ม ที่เรียนรู้จากตำราแล้วมักสงสัย

          ‘ขั้นตอนดังกล่าวในตำราเหล่านั้นเป็นเช่นไร ?’

          ความสงสัยนั้น เป็นเหตุของความล่าช้าด้านปฏิบัติประการหนึ่ง!

          ไม่ว่าครั้งใดที่ผู้เขียนขึ้นบรรยายหรือเป็นวิทยากรให้กับสถาบันต่าง ๆ ที่เชิญมา มักจะได้ยินได้ฟังคำถามเยี่ยงนี้

          เราจะรู้ได้อย่างไรว่า การปฏิบัติของเราถึงขั้นไหนแล้ว?

          คำถามง่ายครับ แต่ตอบยากเหลือเกิน เพราะขีดขั้นแห่งมรรคผลเป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน...เป็นนามธรรมที่ยากบรรยายหรืออธิบายให้ผู้อื่นทราบและเข้าใจได้เหมือนที่ตน ‘รู้’ ทั้งปวง จึงต้องยกประสบการณ์ของตนมากล่าวอ้าง ลงท้ายก็คือ

          ผมทำ และผมก็รู้อย่างนี้แหละครับ!

          โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า การทำสมาธิ-วิปัสสนานั้น เราจะรู้จักขั้นตอนของสมาธิ ของความสำเร็จจากเครื่องหมายบอกที่เรียกว่า ‘นิมิต’ คำว่านิมิตไม่ใช่การเห็นภาพอย่างที่เราเข้าใจ หากความจริง นิมิตคือ ‘อารมณ์’ ที่บังเกิดในจิตเป็นเครื่องหมายบ่งบอกให้เรา ‘รู้’ โดยอัตโนมัติ

          อย่างเช่น...เมื่อจิตเริ่มรวมตัวได้เล็กน้อย บางคนเกิด ‘ตัวเบา’ บางคน... ‘น้ำตาไหล’ บางคน ‘แขนขาหาย’ บางคน ‘ขนลุกซู่’ เหล่านั้นเป็นอารมณ์ที่เรียกว่า ‘ปีติ

          เมื่อจิตรวมตัวกันเข้าจนถึงขั้นเฉียดฌานหรือใกล้สู่อัปปนาสมาธิ...เรามักจะเห็น ‘อุคคหนิมิต’ หรือบางท่านเรียกว่า ‘แสงโอภาส’ เป็นดวงขาวหรือเหลืองหรือแดงขึ้นในจิต ใครจะเรียกอย่างไรไม่รู้ แต่เวลาผู้เขียนทำสมาธิถึงจุดนี้

          จิตของตนจะขานเองชัดเจนว่า... ‘อุปปจารสมาธิ’

          เมื่อเข้าสู่อารมณ์ตรงนี้...ปีติจะแรงมาก บางครั้งแรงจนสมาธิเคลื่อนหาย จนต้องตั้งต้นใหม่...สิ่งที่ต้องทำคือ ระงับ ‘ปีติ’ นั้นลงให้ได้ด้วย ‘สติ’ ที่กล้ากว่า...สัมผัสรู้ถึงปีติ รู้ถึงขีดขั้นแห่งอารมณ์นั้นด้วยใจเป็นกลาง ๆ เหมือนคนมองเห็นอะไรผ่านหน้าด้วยความปกติ ไม่ตื่นเต้น เมื่อเพ่งจิต...เพ่งสติเข้าสู่ความสว่างนั้นไปเรื่อย ๆ ปีติที่ก่อตัวขึ้นจะค่อย ๆ หายไป กลายเป็น ‘สุข’ ขึ้นแทน...

           สุขตรงนี้คือความปลอดโปร่ง ความสบายอิ่มเอิบใจอย่างยิ่ง

           เป็นความอิ่มอกอิ่มใจจนยากแก่การอธิบาย และตรงนี้แหละมักจะเป็นหลุมบ่อให้ผู้ปฏิบัติจมลึกอยู่ตรงนี้ ด้วยคำกล่าวที่ว่า ‘ติดสุข’ ในสมาธิ...

            ทั้งปวงที่กล่าวมาโดยสังเขป เป็นอาการของการทำสมถกรรมฐาน เป็นลักษณะทำจิตให้สงบจากอารมณ์ร้อยรัดทั้งปวง เราจะทำได้ถึงไหนอย่างไรไม่สำคัญ เพราะการทำสมถภาวนานั้น ผู้รู้กล่าวว่า

            อุปมาเหมือน ก้อนหินทับหญ้า

            ยามยกก้อนหินออก หญ้าก็จะงอกงามขึ้นใหม่อีก

            พุทธศาสนาจึงกล่าวถึงการทำวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญาธรรมที่รอบรู้ในกองสังขารทั้งปวง รอบรู้เหตุแห่งความว่ายเวียนในสงสาร รอบรู้อุปาทานที่ทำให้เราเกิดตัณหาและอวิชชา

            วิธีทำวิปัสสนาโดยย่อก็คือ...พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน จะสั่งสอนลูกศิษย์ให้เริ่มต้นพิจารณากายก่อน โดยการเพ่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของตนเช่น ผมบนศีรษะ ฟันในปาก เล็บบนนิ้วมือตน เพ่งให้เกิดเป็นภาพ หรืออุคคหนิมิตขึ้นในจิต

            เพ่งให้เห็นสัณฐาน...เห็นสีสัน เป็นสัณฐานของเส้นผม สีที่เป็นสีดำ จากนั้นจึงพิจารณา จากเส้นผมบนศีรษะในยามเยาว์วัยจนแก่ชรา อะไรเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนไปอย่างไร คือจากสีดำกลายเป็นสีเทา ถ้าทิ้งไว้หนึ่งเดือนโดยไม่ชำระล้างจะเป็นอย่างไร แน่นอนต้องเหม็นสาบสางสกปรก กลายเป็นของอสุภะ เป็นของน่ารังเกียจไปในทันที

            ยามที่เส้นผมอยู่บนศีรษะก็เป็นอีกอย่าง หากร่วงลงสู่พื้น ไฉนจึงกลายเป็นความน่ารังเกียจ หล่นลงบนชามข้าวก็ยิ่งน่าขยะแขยงมากขึ้น

            จึงต้องถามตนว่า ทำไมเป็นอย่างนั้น...เราจึงได้คำตอบว่า...เป็นเรื่องของ ‘อุปาทาน’ ทางจิต...และพวกเราทั้งหลาย อาศัยอยู่ได้ด้วยอุปาทานใช่หรือไม่ ?

            การพิจารณายังต้องหยั่งลึกลงไปอีก พิจารณาว่า ‘ผม’ บนศีรษะดำรงอยู่ได้ด้วยสิ่งใด ผมหรือเกสาดำรงอยู่ได้ ด้วยการดูดซึมสิ่งปฏิกูล อันประกอบด้วยน้ำมันข้น น้ำเลือด น้ำเหลืองไปหล่อเลี้ยง ฉะนั้นแท้จริง...เส้นผมเหล่านั้นจึงมิใช่สิ่งสวยงามอย่างที่เราคิด

            เมื่อพิจารณาอย่างนั้นเนือง ๆ จิตจะเริ่มถ่ายถอนจากอุปาทานด้วยปัญญาแท้จริง กลายเป็นความเบื่อหน่ายในตัวตนที่เราปั้นแต่งจากอุปาทานไปเรื่อย ๆ

            ท้ายที่สุดผู้ปฏิบัติจะรู้ว่า แท้จริงสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายนั้น สักแต่เป็นธาตุหยาบที่มาประชุมกันเพราะความยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณตนเท่านั้น

            จิตที่ยังยึดมั่น ‘ตัวกู’ ก็ต้องหา ‘ตัวกู’ มาอาศัย

            จิตที่ยังไม่คลายคำว่า ‘ของกู’ ก็ต้องเวียนว่ายมาหา ‘ของกู’ ไว้ถือครองอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น...

            และหากจิตเข้าใจว่า ตัวกูไม่มี ของกูไม่จริง เข้าใจด้วยปัญญาธรรมเด่นชัด จิตก็จะเลิกยึด เลิกถือครองเอาธาตุหยาบเป็นของตน เป็นการถอนอัตตานุโยคออกเสียได้

            สิ่งนั้นแหละเรียกว่า วิปัสสนาเพื่อปัญญาแห่งความหลุดพ้น...

            วันนี้จึงขอย้ำกับท่านทั้งหลายอีกครั้ง...การปฏิบัติธรรมสมาธิ มิได้หมายถึงการหาพลังอำนาจจิตสำหรับสร้างปาฏิหาริย์ใด ๆ เพื่อโชว์ใคร หากการปฏิบัตินั้นเป็นการเสาะหาธรรมปัญญา เพื่อขจัด กิเลส ตัณหา อุปาทาน หักกงจักรวัฏฏะว่ายวนในสงสารลง

            ด้วยประการนี้ พระพุทธองค์จึงมิเคยยกย่องอิทธิฤทธิ์ใด ยิ่งยงสูงส่งไปกว่า ‘อนุสาสนีปาฏิหาริย์’ คือการแสดงธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจโดยง่ายเลย เพราะการนำพาตนและผู้อื่นข้ามโอฆสงสารสู่แดนบรมสุขอันเป็นนิรันดร์นั้น เป็นฤทธิ์สูงสุดในพุทธศาสนาของเรา...

            และการขจัดขัดเกลากิเลสตัณหาทั้งปวงออกจากจิตวิญญาณ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของเราชาวพุทธโดยตรง

            เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดของสมเด็จพระบรมศาสดาก็คือ...การปรารถนาให้มวลหมู่สัตว์โลกพ้นทุกข์ ด้วยการก้าวสู่แดนนิพพานเป็นที่สุด...

            ด้วยคารวะ

            ภูเตศวร


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com