สามัญญะของมนุษย์......
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สามัญญะของมนุษย์...ไม่ต้องการพ้นทุกข์ by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#691]

สามัญญะของมนุษย์...ไม่ต้องการพ้นทุกข์

          คราใดก็ตามที่กล่าวถึง ‘ธรรมะ’ ในแง่มุมทางศาสนาพุทธ สิ่งที่จะได้ยินได้ฟังมากที่สุดก็คือเรื่อง ‘ทุกข์’ จนบางรายกล่าวหาว่า...

          ศาสนาพุทธทำให้คนเป็น ‘ทุกข์’ มากกว่า ‘สุข’

          วัน ๆ พูดถึงเรื่องตาย เรื่องพิจารณาแต่สิ่งไม่สวยไม่งามจนน่าหดหู่ใจ...

          ไม่เพียงแต่เท่านั้น เวลาพูดถึง ‘การพ้นทุกข์’ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่โตสำหรับทุกคน โดยเห็นว่าเป็นธรรมชั้นสูงเกินไปจนเหนือวิสัยตนจะกระทำได้ในชีวิตหรือชาตินี้ ท้ายสุดกลายเป็นทอดธุระเมินเฉยไปเสีย...

          เรื่องของการพ้น การหลุดจากทุกข์ จากวัฏสงสาร สำหรับเราท่านไม่เพียงแต่ดูเป็นเรื่องซับซ้อนเท่านั้น แต่ดูจากเหล่าพระอริยเจ้าทั้งหลายที่เดินทางผ่านมรรคผลเข้าสู่แดนนิพพานจากการอ่านการฟังแล้ว

          ดูเหมือนต้องฝ่าฟันทุกขเวทนาด้วย การเพ่งเพียรอย่างแสนสาหัส

          เข้าทำนองแค่ฟังก็ ‘ท้อใจ’ เสียแล้วด้วยความคิดที่ว่า... ‘ขนาดครูบาอาจารย์ท่านเก่งกล้าปานนั้นยังต้องทนต่อสู้มาเกือบทั้งชีวิต ในป่าในเขา ไอ้อย่างเราจะแค่ไหน ?’

          ด้วยประการดังกล่าว ผู้คนทั้งหลายจึงไม่ทำความเพียร และไม่พยายามสนใจในธรรมะข้อที่จะพึงทำความพ้นทุกข์ให้ประจักษ์แจ้งแทงตลอด ผลที่สุดต่างยอมตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส อำนาจแห่งทุกข์ต่อไป

          โดยกำหนดหมาย ‘สุข’ ทางโลกเป็นที่ตั้งที่ยึด อย่างเช่นคนมีทรัพย์สินเงินทองก็สนุกกับการใช้จ่าย สุขอยู่กับอำนาจเงินที่สามารถสรรหาสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้ตน

          ผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ ก็ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ตนเป็น มีความสุขกับคำสรรเสริญเยินยอ จนกลายเป็นความหวงแหนยึดว่าสิ่งนั้นเป็นของตน กลัวยศศักดิ์จะเสื่อมถอย ครั้นยศถาบรรดาศักดิ์หรือเงินทองเสื่อมลง ก็เสียใจ ทุกข์ใจจนเสียสติไปก็มี...

          ธรรมชาติของมนุษย์โลกที่อาศัยกายหยาบ อาศัยที่ถูกเพาะบ่มมาด้วย ‘อวิชชา’ คือ ความไม่รู้ ก็คือ ‘ความหวงแหน...ความตระหนี่’ อันเป็นกิเลสจากจิตที่ปรุงแต่งด้วยอุปาทาน

          มนุษย์อาศัยธาตุหยาบเป็นคูหาแห่งจิต ตั้งแต่กำเนิดลืมตาดูโลก สิ่งแรกที่จิตถูกสอนก็คือการยึดถือ ‘กายหยาบ’ เป็น ‘ตัวกู-ของกู’ หวงชีวิตของตนกว่าสิ่งใด ต่อไปมีสมบัติก็ยึดสมบัติเป็นของตนและขยายไปเรื่อยจนถึงลูกกู-เมียกู

บ้านกู...ไร่กู หมากู แมวกู ไปอย่างไม่รู้จบสิ้น

          สิ่งที่บังเกิดอย่างที่กล่าว คณาจารย์หรือผู้รู้ท่านกล่าวไว้ว่า อาการเฉกนี้เรียกว่าการ ‘หลงสมมติ’ เพราะท่านถือว่าทุกสิ่งอันที่เป็นของนอกกายนอกจิต ล้วนเป็นสิ่งสมมติ เป็นของที่เราหมายค่าขึ้นเอง ถ้าเราไม่รู้เท่าสมมติแล้ว

ย่อมถือได้ว่าเรากำลังหลงสมมติ

          คนหวงสมบัติหวงสมมติด้วยอวิชชา คือความไม่รู้จริงจนเกิด ‘อุปาทาน’ ขึ้นอยู่ร่ำไป จนฝังลึกลงในกมลสันดาน ยึดถือของไม่จริง ของสมมติของไม่เที่ยงมาเป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือน ภาษาทางพระเรียกว่า ‘อญาณวัฑฒิโก’ เป็นผู้ปราศจากปัญญา

ไม่สามารถใช้ปัญญาส่องเห็นสวรรค์นิพพานได้ จึงไม่ต้องการบำเพ็ญ ศีล ทาน ภาวนา ในศาสนาพุทธต่อไป

          แม้มีใครมาสอนสั่ง...ชักชวนก็ส่ายหน้าลูกเดียว!

          ด้วยเหตุแห่งการยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น การหวงแหนของสมมติ...ของหยาบเอาไว้ในจิตเป็นสามัญญะ ทั้ง ๆ ที่รู้ยิ่งกว่ารู้ว่าสมบัติภายนอกเหล่านั้นเวลาตายก็หอบเอาไปไม่ได้ การถอดถอนความจริงสิ่งนี้ให้ขาดจากใจไม่ได้จึงต้องติดอยู่กับธาตุหยาบ

ติดอยู่กับวัฏสงสารตลอดไป

          จัตตาโร มหาภูตา ธาตุโย แปลความจากบาลีเป็นไทยว่า ธาตุใหญ่ ๆ ๔ ประเภท คือ ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ชื่อว่ามหาภูตผี ที่กลืนกินมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเป็นภักษาหารได้ตลอดทั้งโลกาโดยไม่เลือกหน้า

         ด้วยประการสำคัญดังได้กล่าวมาทั้งหมด จึงเป็นคำกล่าวแก้แทนพระศาสนาที่ว่า...

         ‘พุทธ’ สอนแต่เรื่อง ‘ทุกข์’ ดังมีผู้ไม่รู้จริงคอยกล่าวอ้าง

         หากแท้จริง ศาสนาพุทธ บอกสอนสิ่งอันเป็น ‘ปรมัตถสัจจะ’ แก่พวกเรา นำความสว่างมาสู่ความมืด นำปัญญามาแทนอปัญญา ให้เรารู้จริง ตื่นจริงจากอุปาทาน และอวิชชาทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง

         ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวว่าพระพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ ก็เพียงแต่ยกเหตุแห่งทุกข์มาบอกกล่าวว่า ทำไมต้องทุกข์ อะไรทำให้ทุกข์ รู้ไว้เพื่อแก้เหตุแห่งทุกข์เพื่อพ้นทุกข์...

         ฤา การ ‘พ้นทุกข์’ คือสิ่งไม่ดีงาม ?

         ธรรมะ เป็น ความถูกต้องเป็นสิ่งที่มีมาก่อนกัปก่อนกัลป์ ดังที่กล่าวไว้ในบทสรรเสริญ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่า...

        ‘...สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติฯ...’

        ‘ธรรมะ อันประเสริฐ ที่พึงปฏิบัติ พึงน้อมนำเข้าสู่กายใจได้ทุกกาล และวิญญูชนพึงปฏิบัติเองรู้ได้เองเฉพาะตน’ เป็นคำประกาศเชิญชวนให้ทุกรูปนามได้ ‘พิสูจน์’ ความจริง พิสูจน์สัจจะนั้นได้โดยตรง...

        มิใช่...กล่าวหาโดยไม่เคยทดลองพิสูจน์

        ผู้กล่าวหาอย่างนั้นต่อพระศาสนา ก็เพราะมนุษย์ปุถุชนเหล่านั้นไม่ต้องการความจริง ไม่ต้องการความหลุดพ้นจากทุกข์ พ้นจากวัฏสงสารด้วยความมืดแห่งอวิชชาเข้าครอบงำโดยสันดานให้เป็นผู้มืด ผู้หลงงมงายในวัฏฏะต่อไป

สมดังกับพระพุทธพจน์ที่ว่า ‘ตะโม ตะมะปรายโน’ ที่แปลว่า ‘มืดมาแล้วก็มืดต่อไป’ คือตนเป็นผู้มืดผู้หลง ผู้งมงายมาแต่หลายภพหลายชาติแล้ว เมื่อถือกำเนิดเกิดขึ้นเป็นมนุษย์ถ้ายังติดอยู่กับความมืดนั้นต่อไป...

        หากบุคคลใด เป็นผู้มีวาสนาบารมีแก่กล้า นิสัยใจคอประเสริฐ รู้จักค้นหาเหตุผลด้วยปัญญา ด้วยสติดำรงตน ไม่ประมาทธรรม อีกทั้งมีความเพียรในการเจริญความแจ้งไว้ในใจตนเสมอ ผู้นั้นจักได้ชื่อว่า...

‘โชติ โชติปรายโน’ แปลว่าผู้แจ้งมาแล้ว กระทำตนให้แจ้งต่อไป

        หลายท่านอาจจะทดท้อต่อการปฏิบัติ ต่อความเพียรพยายามในการแสวงหาการพ้นทุกข์ แสวงหาความสว่างให้จิตใจตน หากผู้เขียนขอบอกกับท่านว่า...

        ...ความจริง ธรรมชาติของจิตเดิมมนุษย์ เป็นธรรมชาติที่มีประภัสสร คือมีความสว่างอยู่แล้ว ดังที่กล่าวว่า แต่เดิมเหล่ามนุษย์ทั้งหลายเกิดแต่ ‘อาภัสรพรหม’ โดยแท้

        แต่เพราะกรรมกิเลสสั่งสมห่อหุ้ม จึงเป็นผู้มืดมน ท่องอยู่ในสังสารวัฏไปเรื่อย ๆ

        ‘เชื่อ’ ในพระธรรม ถ้าเริ่มกระทำตามโดยเร็ว ด้วยความตั้งใจจริง...

        ความสว่างจะปรากฏ...ในจิตตน ในไม่ช้า!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com