
สามนัยแห่งทางเกิดปัญญา
วันก่อนหยิบหนังสือดีขึ้นมาอ่าน...เป็นหนังสือของ ‘กลุ่มสวนปรัชญาและพุทธธรรม’ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนามหนังสือ ‘อาจาริยธัมโมทยาน’ ที่มีรุ่นน้องคนหนึ่งนำมามอบให้
ความจริงหนังสือเล่มนี้อ่านมานานแล้ว โดยวางไว้บนหัวเตียง แต่เพราะภารกิจที่มีมากทำให้อ่านไม่จบสักที...ช่วงวันหยุดจึงหยิบมาอ่านต่อ จึงกล้ากล่าวได้ว่าอาจาริยธัมโมทยาน
เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง...ทรงคุณค่าอย่างหาเปรียบประมาณมิได้...
เป็นยิ่งกว่าคัมภีร์เล่มไหน ๆ ที่ผู้เขียนเคยเห็นมาด้วยซ้ำ...
นับแต่เนื้อหาหน้าแรกจนถึงเกือบบรรทัดสุดท้าย คือธรรมปฏิบัติ ‘ตัวแท้’ และ ‘ตัวจริง’ ที่ครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานได้ถ่ายทอดไว้ให้ ซึ่งกล้ากล่าวว่า ทุกรูปทุกองค์ ที่ปรากฏในเนื้อหาสาระของหนังสือล้วนเป็นพระอริยสงฆ์แล้วทั้งสิ้น...
เริ่มตั้งแต่เนื้อความคำเทศนาสั่งสอนศิษยานุศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ แม่ทัพธรรมผู้มากด้วยบารมีของพระป่าทุกรูป ในหัวข้อ ‘มุตโตทัย’ นั้น เป็นยิ่งกว่าแสงสว่างแห่งสุริยาทิตย์
สำหรับชาวพุทธผู้มุ่งหวังในการปฏิบัติตนให้หลุดพ้นวัฏสงสารสู่กระแสนิพพานเสียอีก...
ระเรื่อยมาถึงคำเทศนาของ พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม, พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ, หลวงปู่ขาว อนาลโย, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ, พระอาจารย์ลี ธัมมธโร, พระอาจารย์วัน อุตตโม ฯลฯ
อีกมากมายนับสิบรูป...
ซึ่งเนื้อหาแห่งอรรถธรรมที่นำลงตีพิมพ์ เป็นยิ่งกว่าการอ่าน ‘วิสุทธิมรรค’ ของพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส) ที่รจนาขึ้นเสียอีก เพราะคำเทศนาเหล่านั้นล้วนเป็นประสบการณ์
บนเส้นทางปฏิบัติกรรมฐานวิธีโดยตรงของเหล่าพระอริยเจ้าอย่างแท้จริง...
ด้วยประการนี้...ผู้เขียนจึงกล้ากล่าวด้วยความภาคภูมิใจแทน กลุ่มสวนปรัชญาและพุทธธรรม เป็นที่ยิ่งว่า...
‘...อาจาริโยธัมโมทยาน...นั้น เป็นเพชรเจียระไนเม็ดงามเม็ดหนึ่ง ในรูปหนังสือที่ให้สาระธรรมปฏิบัติที่ประมาณค่ามิได้...’
‘สามนัยแห่งทางเกิดปัญญา’ ที่ภูเตศวรจั่วหัวเอาไว้ในฉบับนี้ ของ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ วันนี้นั้น...มีอยู่ในบทบันทึกคำเทศนาในหัวข้อ ‘มารกระซิบ’ ของพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
หากผู้เขียนขออนุญาตคัดลอกมาแสดงแค่บางส่วนเพื่อให้เหมาะสมกับคอลัมน์นี้เท่านั้น ถ้าท่านใดอยากรู้อย่างละเอียด เห็นทีจะต้องติดต่อไปที่...กลุ่มสวนปรัชญา และพุทธธรรม ชั้น ๘ คณะศิลปะศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ กันเอาเองนะครับ...เผื่อที่นั่นยังมีหนังสือเหลือแบ่งให้คุณได้อ่านบ้าง...
เห็นว่า...ทางกลุ่มทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายโดยไม่จำหน่ายแต่อย่างใด หรือท่านผู้ใดต้องการบริจาคทรัพย์ในการพิมพ์เป็นธรรมทาน ก็ขอเชิญชวนบริจาคได้ตามที่อยู่นั้นได้ทุกเวลา...
เอาละครับ เรามาเข้าหัวข้อที่จั่วไว้กันเลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา...พระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านกล่าวไว้ดังนี้ครับ
“ทางศาสนาท่านบอกว่า ปัญญาจะเกิดขึ้นได้นั้นมีอยู่สามนัย คือ...
สุตมยปัญญา การอาศัยการศึกษา สดับรับฟังจากผู้อื่นจากตำรับตำรา ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นให้เข้าใจ เป็นเรื่องแก้ไขความโง่
จินตามยปัญญา คือการนำสิ่งที่ได้เห็นได้ยินต่าง ๆ มาพินิจพิจารณาหาเหตุผล ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาเกิดขึ้นจากความคิด
ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาเกิดขึ้นจากการอบรมจิตใจ คือการทำจิตใจให้สงบ เมื่อสงบแล้ว ก็ค้นหาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้ทราบ ให้เห็นจนจิตละถอนความข้องติดคิดปรุง ที่เคยยุ่งเกี่ยวต่าง ๆ ให้หลุดหล่นออกไป
เป็นทางขับไล่กิเลสตัณหาออกจากใจ หรือการพิจารณาธาตุขันธ์ก็ตาม ใครหมั่นพิจารณาธาตุขันธ์ คือ กายของเรามากเท่าใด คนนั้นจะมีปัญญาสำหรับการรักษาใจของตนให้รู้ให้เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ
ตามความเป็นจริง ไม่ยึดถือ...ไม่มีทิฐิมานะ ความเห็นผิด ความถือตัวต่าง ๆ จะเริ่มคลายไป เพราะการพิจารณากายนั้น ทำให้จิตใจสามารถรู้เรื่องของสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงได้...’
ผู้เขียนอยากให้ท่านทั้งหลายสังเกตสักนิดว่า...ทุกครั้งที่พระอาจารย์เล็ก สายวิปัสสนาธุระ ท่านกล่าวถึง ‘เส้นทาง’ มุ่งลัดตัดตรงเข้าสู่กระแสนิพพาน กล่าวถึงการก้าวสู่มรรคผลในครั้งใด
ท่านจะกล่าวเตือนให้เราพิจารณาสิ่งที่อยู่ในตัวตนของตนทั้งสิ้น...โดยไม่บอกให้เราหันไปมองหรือพิจารณาสิ่งภายนอกเลย...
เพราะกายของเรานี่แหละ เป็นตัวเพาะบ่มกิเลสตัวจริง
เพราะกายเป็นตัวทุกข์ตัวจริง...ท่านจึงให้เราได้มองเห็นความจริงที่อยู่ในกาย ความจริงคือปัญญา ละถอน ละวาง ความหลงยึด หลงติดทั้งปวงออกจากใจ
จิตกับกายเป็นของแยกกันไม่ออก ถ้าตราบใดที่เราท่านยังเป็นมนุษย์ เป็นปุถุชนอยู่...ไม่ว่าจะลุกนั่งยืนนอน เหนื่อยหิว...รักโลภโกรธหลงทั้งหลายล้วนเกิดแต่กายทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงเป็นทางศึกษาให้เกิดปัญญาแก้ไขขับไล่ตัวกิเลสตัณห
อันเกิดขึ้นจากกาย กิเลสเกิดจากความหลงกาย... ว่าชาย-หญิง ว่าหนุ่ม ว่าสาว ว่าแก่ ว่าสวยงาม หรือ ขี้เหร่...ความรู้สึกต่าง ๆ นี้คือ ‘ความสัมพันธ์ในจิตใจ’ ให้ได้รับสมมติแนะนำมาจากกาย...มาจากคนอื่น...
พระอาจารย์สิงห์ทอง กล่าวว่า... “เขาสมมติอย่างไร เราก็มักติดข้องอย่างนั้นโดยไม่พิจารณาเรื่องของกายให้แยบคาย ท่านจึงให้พิจารณาเรื่องของกายว่า กายนี้เป็นที่ตั้งของสมมติ เป็นที่ตั้งของมรรคผล เป็นที่ตั้งของกิเลสตัณหา
แล้วแต่สติปัญญาจะน้อมไปสู่เรื่องอะไร ถ้าน้อมไปทางกิเลสตัณหา ก็ส่งเสริมความสวยงามว่ามันงามอย่างนั้น มันสวยอย่างนี้ อยากจูบอยากชม หลงใหลในรูปนั้นกายนั้น...หากพิจารณาทางชำระกิเลสตัณหา ก็ตรงกันข้าม
พิจารณาเรื่องของกายไม่หมายเป็นหญิงเป็นชาย ไม่หมายส่วนนั้นเป็นนั้น ส่วนนี้เป็นนี้ พิจารณาให้เข้าถึงจุดความจริงของมัน พิจารณาเป็น อสุภะ อสุภัง เป็นความไม่สวยไม่งาม เป็นของไม่สวยไม่งาม เพราะกายของทุกคนไม่ว่าชายหญิง
ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส นักบวช มันก็กายเหมือนกัน เป็นของเน่า เป็นปฏิกูลเสมอกัน...”
พระอาจารย์สิงห์ทอง ยังแนะนำวิธีปฏิบัติอีกว่า... “ให้พิจารณาทางอนิจจัง พิจารณาว่าทุกสิ่งเหล่านั้นไม่คงเส้นคงวา เกิดมาแล้วก็เปลี่ยนแปรไปตามธรรมดาของมัน ไม่มีใครจะมีอำนาจราชศักดิ์บังคับบัญชาได้ มันจะเป็นไปตามสภาพของมัน
จะขบฉัน จะอยู่ จะกิน จะนั่ง จะนอน ดีอย่างไร ก็รักษาไม่ให้มันแปรสภาพของมันไปไม่ได้...ไม่ว่าอะไรที่อยู่ในกาย แม้ผมดกดำก็หงอกขาว ฟันที่เคยแน่นก็โยกคลอนหลุดหล่น เนื้อหนังเต่งตึงก็หย่อนยานไปตามกาล
นี่คือเรื่อง อนิจจัง ของขันธ์ อนิจจัง ของกาย...ไม่ว่าหญิงชาย ไม่ว่าใครทั้งหมดมันเป็นอยู่อย่างนั้น เป็นอะไรที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น...”
กับอีกหนึ่งวิธีสำคัญ
“ให้พิจารณาลงเป็นธาตุขันธ์ พิจารณาว่า ไม่ว่าจะเป็นหญิงชาย นักบวช หรือฆราวาส มีกายเหมือนกัน กายอันนี้มาจากธาตุทั้งสี่มาประชุมกันที่เรามองเห็นเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และ ธาตุลม...รวมถึงอากาศธาตุ
วิญญาณธาตุ ถ้าพูดเป็นธาตุทั้งหกธาตุเหล่านี้ผสมผสานกันเข้า ก็ถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ความจริงธาตุอันนี้ไม่เคยยินดีชอบพอกับความหวงแหนของจิต ซึ่งมาอาศัยในธาตุขันธ์ว่า อันนี้เป็นของเราอันนั้นเป็นของเรา...
ถ้าจิตเห็นจริงชัดเจนว่านี่เป็นดิน นี่เป็นน้ำ นี่เป็นลม ไม่ใช่สัตว์...บุคคล เป็นเราเป็นเขา...เป็นธาตุมาผสมกันอยู่ แล้วก็สลายลงไปเป็นธรรมดาตามหน้าที่...ถ้าเห็น อย่างนั้นก็จะไม่หลงใหลใฝ่ฝัน ไม่ยึดมั่นถือมั่นกันต่อไป...”
ครับ...บนมรรคาแห่งความพ้นทุกข์ พระอาจารย์เจ้าทุกรูปทุกองค์ในสายพระกรรมฐาน ต่างแนะนำเราให้รู้แจ้งเห็นจริงในปัญญา ด้วยการเพ่งเพียรพิจารณา ‘สัจจะ’ ความจริงที่อยู่ในกายของตนนี่แหละเป็นสำคัญ
พิจารณาให้ ‘รู้’ และ ‘เห็น’ ความจริง...
จนละ...จนวางได้เมื่อใด... ‘มรรค-ผล’ จะเกิดขึ้นตรง ‘ปัญญา’ รู้เท่าทันนั้นทันที...
กายสักแต่เป็นธาตุ ฤาจะยึดไว้ได้...ไม่ยึดก็ไม่ติด ไม่ติดก็คือ ‘หลุด’ หลุดจากตัวกูของกู
‘...ศาสนาพุทธสอนเราอย่างนี้ครับท่านทั้งหลาย...’
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com