ความมหัศจรรย์ทางจิต...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ความมหัศจรรย์ทางจิตของพุทโธ by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#675]

ความมหัศจรรย์ทางจิตของพุทโธ

          ในวันยกเสาเอกโรงเรียน ‘ปัญญาประชาสรรค์’ แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็น แต่ท้องฟ้าแจ่มใส มีแสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องสว่าง ซึ่งเป็นศุภนิมิตหมายอันดี

          ท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร นำพระภิกษุสายกรรมฐานสามสิบกว่ารูปออกโปรดสัตว์ โดยมีชาวบานกับคณะเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ยืนเรียงรายใส่บาตร
และเมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จสิ้น มีใครบางคนในกลุ่มกรรมการดำเนินงาน อุทานขึ้นว่า...

          “ท่านผู้ว่าฯ มา...”

          เมื่อรถประจำตำแหน่งวิ่งฝ่าฝุ่นแดงเข้ามาจอด และร่างสูงในชุดสีกากี ก้าวลง โดยมีท่านนายอำเภอกับท่านผู้แทนเดินทางมาสมทบด้วย

          ทุกประการที่บังเกิด หากมองเผิน ๆ ก็ไม่น่าประหลาดใจอะไรต่อการเดินทางมาร่วมพิธีของท่าน ‘พ่อเมือง’ และคณะในครั้งนี้

          แต่ถ้าใครก็ตามรู้ว่าทางผู้ดำเนินการสร้างโรงเรียน ไม่ได้ทำหนังสือเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธานฝ่ายฆราวาสมาตั้งแต่ต้น

และเคยได้ยินท่านอาจารย์เสนเล่าถึงนิมิตในสมาธิที่ทำให้ท่านต้องมาสร้างโรงเรียนแห่งนี้แล้วละก็

          ไม่อาจไม่กล่าวว่าเป็นเรื่อง ‘มหัศจรรย์’

          ผู้เขียนจำได้ว่า ครั้งแรกที่ได้พบท่านอาจารย์ ก็เพราะ ทางวิทยาลัยครูอุดรธานี ได้เชิญภูเตศวรกับคุณทมยันตีไปเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับเรื่องงานเขียน

และเมื่อจบสิ้นภารกิจ คณาจารย์ผู้ทำหน้าที่ต้อนรับ ได้ถามคุณทมยันตีว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนในจังหวัดนี้บ้าง คำตอบของคุณทมยันตีก็คือ...

          “อยากกราบพระดี ๆ”

          ดังนั้น ผู้ทำหน้าที่ต้อนรับจึงนำเราไปวัดบ้านตาด และได้กราบหลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน ผู้เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระสุปฏิปันโนในสายแม่ทัพธรรมของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

          ในวันนั้น จำได้ว่าท่านได้เทศน์เรื่องพระอริยบุคคลให้เหล่าญาติโยมที่มาร่วมทำบุญบนศาลาใหญ่ฟัง แต่เทศน์ไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็หยุด

เพราะช่วงนั้นหลวงปู่ไม่สบายด้วยโรคหัวใจ

ทำให้เหนื่อยเกินไป

          เราออกจากวัดบ้านตาด จากนั้นอาจารย์ฝ่ายต้อนรับของวิทยาลัยครูอุดรธานี ได้นำเราเดินทางไปที่วัดป่าหนองแซง

และได้กราบท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร เป็นครั้งแรกในวันนั้น!

          “คนเราบางคนเขียนก็เก่ง พูดธรรมะให้คนฟังก็เก่ง แต่เวลาทำสมาธิคอยจะหลับอยู่เรื่อย...” ท่านอาจารย์พูดเปรย ๆ ขึ้น ในขณะที่เราทั้งสองกำลังกราบท่านอยู่

ซึ่งตัวผู้เขียนอดหัวเราะขันไม่ได้ เพราะคุณสมบัติที่ท่านอาจารย์กล่าว ล้วนเป็นคุณสมบัติของคุณทมยันตีโดยแท้...

          แต่ที่สุด ผู้เขียนก็ต้องหุบรอยยิ้ม และมีเสียงหัวเราะเยาะของคุณทมยันตีดังขึ้น หลังหลวงพ่อเอ่ยคำ ซึ่งเราทั้งสองรู้ดีว่าท่านหมายถึงใคร

          “คนบางคนก็เหมือนกัน นั่งสมาธิเห็นแค่แสงโอภาสก็นึกว่าตัวเองสำเร็จแล้ว...” ท่านอมยิ้มก่อนพูดต่อ “อย่างนี้เขาเรียกว่าหลง...”

          เราสองคนลุกขึ้นกราบท่านอาจารย์อีกครั้ง ด้วยความเคารพใน ‘ธรรมปัญญา’ อันลึกล้ำของท่าน

อย่างน้อยสิ่งที่ประจักษ์แก่ใจเราก็คือ...ท่านอาจารย์แสดงความมหัศจรรย์แห่งจิตให้เราประจักษ์

          ในหมวด ‘เจโตปริยญาณ’ สามารถดักความคิดผู้อื่นได้!

          “ท่านอาจารย์เทศน์หน่อยได้ไหมคะ?” คุณนายทมของเราเอ่ยขอกับท่านอาจารย์

          “ไปหาหลวงปู่วัดบ้านตาดมาหรือยัง?” คำถามของหลวงพ่อปนรอยยิ้มเมตตา

          “ไปแล้วค่ะ”

          นักเขียนใหญ่ตอบตามความจริง

          “ดี” ท่านอาจารย์พยักหน้า “มาอุดรฯ ต้องไปกราบท่านเพื่อเป็นสิริมงคลก่อน เพราะอย่างหลวงพ่อถ้าเปรียบกับท่านแล้ว ท่านเหมือนเสือ

หลวงพ่ออย่างมากก็แค่หมาเท่านั้น

หมาเห็นเสือนี่ตัวมันลีบขนตั้งหางจุกเลยล่ะ...”

          เรารู้ว่าประโยคของท่านอาจารย์คือคำกล่าวยกย่องหลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน ผู้เป็นเสมือนครูบาอาจารย์ของท่านนั้นยิ่งใหญ่กว่าท่านปานใด

เมื่อกล่าวจบท่านก็ยกธรรมขึ้นสอน

และความมหัศจรรย์แห่งจิตตานุภาพได้ประจักษ์ต่อเราทั้งสองอย่างเหลือล้น...

          เพราะท่านอาจารย์ต่อธรรมะ ในหมวดพระอริยบุคคลที่หลวงปู่วัดบ้านตาดเทศน์ค้างไว้จนจบ โดยที่เราไม่ได้บอกต่อท่านแม้คำเดียว

          อย่างนี้จะสามารถกล่าวคำว่า ‘บังเอิญ’ ได้หรือ?

          ทั้งปวงก็คือมูลเหตุที่ทำให้ภูเตศวร และทมยันตี ประจักษ์แจ้งต่อการเป็นพระอริยะของท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร แห่งวัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานีเป็นที่ยิ่ง...

          จากนั้นเราก็มีโอกาสได้ไปกราบท่านอีกหลายครั้ง แต่ก็เป็นแบบนานทีปีหน จนครั้งสุดท้ายเมื่อท่านได้มากรุงเทพฯ โดยการนิมนต์ของท่านผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนปานะพันธุ์

การพบในครั้งนี้ท่านชักชวนเราทั้งสองร่วมสร้างวัด สร้างโรงเรียนกับท่าน ซึ่งเราก็ยินดีต่อการบอกบุญในครั้งนี้ดังปรากฏต่อมา ท่านอาจารย์เสนได้กรุณาเล่าถึงสาเหตุที่ท่านมาสร้างวัด

สร้างโรงเรียนดังกล่าวให้เราฟังว่า ท่านได้ธุดงค์จากจังหวัดนครพนมผ่านสกลนคร กาฬสินธุ์ เข้าจังหวัดร้อยเอ็ด และมาปักกลดอยู่ใต้ต้นไม้แถบที่ตั้งโรงเรียนในวันนี้...

           ในคืนนั้นท่านนิมิตเห็น ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มาหาท่าน อาราธนาให้ท่านช่วยสร้างวัด สร้างโรงเรียนที่ตรงนี้

           ในนิมิตท่านจึงถามพ่อเมืองว่า “จะไหวหรือ?” ซึ่งท่านผู้ว่าฯ ในนิมิตรับรองแข็งขันว่า “ไหวครับ...ที่ตรงนี้จะเจริญรุ่งเรือง

ลูกหลานแถวนี้จะได้อาศัยบารมีของหลวงพ่อต่อไปในภายภาคหน้า”

           เมื่อถอนจิตออกมาพิจารณา ท่านอาจารย์ก็ใคร่ครวญเห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดต่อชาวบ้าน ซึ่งตอนนั้นท่านเล่าว่าคนแถบนั้นล้วนแต่นับถือผีบรรพบุรุษที่เรียกว่า ‘ผีฟ้า’

ไม่รู้จักวัดวาอาราม เยาวชนของชาติก็ไร้การศึกษา...

           ท่านอาจารย์จึงตกลงใจสร้างวัดกับโรงเรียนขึ้นที่นั่น

           ด้วยเหตุนี้แหละครับ จึงเป็นความน่าประหลาดใจยิ่ง ที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้นว่าวันยกเสาเอกของโรงเรียนนั้น ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดรวมทั้งท่านนายอำเภอ

และคณะได้มาร่วมพิธีโดยไม่ได้รับเชิญ ซึ่งตรงกับที่ท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร ได้นิมิตเห็นมานานหลายปีแล้ว

           สิ่งที่ผู้เขียนกล่าวถึงมาตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่เล็กน้อยมากกับปรากฏการณ์ทางจิตอันน่ามหัศจรรย์ของท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร

ถ้าจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดคงต้องใช้หน้ากระดาษทั้งเล่มของขวัญเรือนถึงจะพอ
           หากภูเตศวรเชื่อว่า บางตัวอย่างที่ยกมา ก็สามารถบอกท่านผู้อ่านทั้งหลายได้สองประการว่า...

           หนึ่ง คือ ท่านได้มีโอกาสทำบุญกับพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมกับคำว่า ‘สุปฏิปันโน’ รูปหนึ่ง สุปฏิปันโนที่เปรียบเสมือน ‘เนื้อนาบุญ’ ของโลก

สำหรับให้เราหว่านพืชผลบุญลงไปเพื่อหวังสมบัติทิพย์ในกาลข้างหน้าได้สมประสงค์

           สอง คือ ข้อยืนยันถึงสัจจะความจริงแห่งธรรมปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ไว้ว่า หากแม้นได้พากเพียรปฏิบัติ ‘ธรรมสมาธิ’ อย่างสม่ำเสมอ...ท่านจักก้าวสู่ ‘อภิญญา 6’ ซึ่งมี

           1. เจโตปริยญาณ คือการรู้ดักใจของผู้อื่น

           2. ทิพยโสต คือหูทิพย์

           3. บุพเพนิวาสนุสติญาณ คือระลึกชาติก่อนได้

           4. ทิพยจักษุ คือตาทิพย์

           5. จุตูปปาตญาณ คือรู้การเกิดตายของสัตว์ ได้ดีตกยากด้วยอำนาจกรรม

           6. อาสวักขยญาณ คือ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป

           ทั้ง 6 ประการเรียกว่า ‘ทิพยอำนาจ’ ซึ่งจะสำเร็จได้ตามขีดขั้นความสำเร็จของแต่ละบุคคล ดังนั้นข้อยืนยันดังกล่าวข้างต้น ต่อกรณีของท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร

ในการดักทายใจของคุณทมยันตีกับผู้เขียน ก็เป็นหนึ่งในหมวดอภิญญา 6 ข้อนั่นคือ เจโตปริยญาณ

           และท่านอาจารย์ได้ยืนยันสิ่งรู้ภายในที่ผ่านในนามว่า ‘พระธรรม’ บังเกิดขึ้นในจิตนั้น ล้วนมาจากการบำเพ็ญภาวนาด้วยพระพุทโธ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก สั้น-ยาว

อย่างมีสติด้วยคำภาวนาพุทโธทั้งสิ้น...

           ฉะนั้น เราจะกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นความมหัศจรรย์ทางจิตจากพระพุทโธ ก็คงไม่ผิดใช่ไหมครับ?


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com