
ตื่นเถิด ‘ชาวพุทธ’
วันนี้ต้องกราบขออนุญาตท่านผู้อ่าน ออกนอกเรื่องนอกราวของธรรมะสักนิด อยากจะเล่าบางสิ่งบางอย่างที่ผู้เขียนประสบพบเห็นมาให้ (อ่าน) ฟัง
เมื่อครั้งสุดท้ายที่คณะผู้จัดสร้างวัตถุมงคลพระกริ่งปัญญาบารมี และพระรูปเหมือน บรรจุอังคารธาตุหลวงปู่บัว สิริปุณโณ และนำไปให้ หลวงปู่บุญจันทร์ แห่งวัดป่าสันติฯ
อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ช่วยแผ่เมตตาให้ ซึ่งหลวงปู่ก็ยินดีกระทำให้ตามคำขอ พร้อมกับโมทนาต่อผลบุญที่คณะผู้จัดสร้างหาทุนตั้งมูลนิธิปัญญาธโรเพื่อเด็กยากจนในภาคอีสาน...
ก่อนกราบลากลับ หลวงปู่บุญจันทร์ที่เป็นพระสงฆ์ผู้มีอายุกาลพรรษาสูง หนึ่งในจำนวนศิษย์อาวุโสสายตรงของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้กล่าวย้ำกับคุณทมยันตีและภูเตศวรว่า...
“หลวงปู่อยากให้ระวังกันหน่อย...”
“เรื่องอะไรคะ?”
คุณทมยันตีเอ่ยคำด้วยความสงสัย
“เขากำลังทำลายพระศาสนากันหนัก...” หลวงปู่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สัญญากับท่านได้เลยค่ะ ว่าพวกเราที่มากันวันนี้จะไม่ทำให้พระศาสนามัวหมอง...” นักเขียนอาวุโสให้คำมั่นสัญญาด้วยท่าทีจริงจังเช่นกัน
“พวกเขามีเงินเยอะนะ...” หลวงปู่บุญจันทร์กล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “ต้องระวังหน่อย”
“ค่ะ ดิฉันขอสัญญา” ทมยันตีในฐานะเป็นประธานจัดสร้าง และอาวุโสที่สุดในคณะ ยืนยันด้วยความแน่วแน่ ขณะที่หลวงปู่บุญจันทร์ท่านยิ้มอย่างเมตตา
ท้ายสุดจึงกล่าวคำต่อ...
“เอาละ ไว้ว่าง ๆ ค่อยมาคุยกันอีกทีนะ”
ครับ หลายประโยคสั้น ๆ ระหว่างหลวงปู่กับคุณทมยันตีในครั้งนั้น ไม่ต้องอธิบายก็รู้ว่าหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส ศิษย์อาวุโสสายตรงของหลวงปู่มั่น
ภูริทัตโต ท่านกำลังเตือนนักเขียนทั้งสองคนให้ระวังการรุกล้ำทำลายพระพุทธศาสนาของเรา...
และยังแสดงท่าทีว่า จะได้มีโอกาสพูดคุยกันอีกสักครั้ง เพราะวันนั้นญาติโยมเยอะ ไม่สะดวกต่อการสนทนา หากเพราะภารกิจร้อยรัด จนบัดนี้เราก็ยังหาโอกาสไปคุยกับท่านไม่ได้
แต่เชื่อว่าคงไม่นานเท่าใดคงได้ไปกราบเรียนกับท่านอีกครั้ง...
เมื่อเราเดินทางกลับมา และประโยคที่หลวงปู่กล่าว แทบจะยังไม่ทันห่างหายไปจากโสต มีเอกสารชิ้นเล็ก ๆ ส่งมาถึงเรา เป็นหนึ่งในจำนวนเอกสารหลาย ๆ
ชิ้น เอกสารเหล่านี้ถูกจำหน่ายจ่ายแจกไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพฯ เราเปิดออกอ่านด้วยความรู้สึกเศร้าใจ หลายครั้งที่พยายามทำจิตโดยใช้ ‘ธรรม’ แห่งพระพุทธองค์เข้าระงับ
หากเราเป็นเพียงปุถุชน จึงยากแก่การใช้ ‘อุเบกขาธรรม’ ข่มกลั้นโดยเฉพาะการลบหลู่กับการบิดเบือนทำลายสัจจะแห่งพุทธองค์ ที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังกระทำอยู่ในแผ่นดินเป็นแผ่นดินพุทธ แผ่นดินที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จึงมิต่างกับเอาฝ่าเท้าเหยียบลงบนศีรษะชาวพุทธทั้งปวง!
ถึงวันนี้...ขณะนี้ ภูเตศวรจึงอยากถามชาวพุทธทั้งหลายว่า
“ถึงเวลาแล้วรึยังที่ท่านทั้งหลาย ควรตื่นเสียที ตื่นเถิดชาวพุทธ ตื่นขึ้นมา ปกป้องพุทธศาสนาของเราได้รึยัง ?”
ฤา...ให้คนพาลเหล่านั้นย่ำยีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นที่พึ่งที่เคารพของเราจนสิ้นไปเสียก่อนค่อยรู้ตัว?
โดยปกติ พุทธศาสนาสอนเราให้รู้จัก ‘การไม่เบียดเบียน’ ผู้อื่น เพราะการเบียดเบียนกันเป็นทุกข์ แต่ พุทธศาสนาก็สอนให้เรามีสติตื่นพร้อมด้วยความไม่ประมาท
ดังนั้นเราแม้ไม่เบียดเบียนใคร แต่ก็ควรถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทในการตื่นตัวป้องกันตน และพุทธศาสนา จริงไหมครับ!
เมื่อกล่าวถึง หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาสแล้ว ก็ถือโอกาสคัดลอกเอาธรรมะอันทรงคุณค่ามหาศาลบางตอนของท่าน
นำมาเผยแพร่ให้ท่านทั้งหลายได้รับรู้และปฏิบัติให้ถึงพร้อมประโยชน์สุขแก่ตนดังนี้...
‘ทำใจของเราให้เป็นกลาง’
อบรมนำผู้ปฏิบัตินั่งสมาธิ ที่วัดป่าสันติกาวาส อำเภอไชยวาณ จังหวัดอุดรธานี
เมื่อเวลามากำหนดดูด้านจิตใจ ถ้าจิตของเราติดอยู่ในอารมณ์ที่น่ารัก ก็ถอนจิตของเราออกจากอารมณ์นั้น หรือจิตของเราตกอยู่ในอารมณ์ที่น่าชัง
ก็ถอนจิตของตนออกจากอารมณ์ที่น่าชังนั้น ๆ มาสำรวมอยู่ที่ใจดวงเดียว
...ทำใจของเราให้เป็นกลาง!
อย่าเอนเอียงไปเพราะความรัก อย่าเอนเอียงไปเพราะความชัง ให้สังเกตให้ดี เมื่อเวลาจิตของเราเที่ยงตรงดีแล้ว ก็ระมัดระวังมีสติ ประคับประคองอยู่ เมื่อหากว่าจิตของเราตั้งอยู่ดีแล้ว
ก็อย่าเผลอคำบริกรรมนั้น ๆ ให้คำบริกรรมทับใจนั้นฟั่นเฝือทับอยู่ อย่าส่งจิตของตนออกไปข้างนอก อย่าส่งจิตของตนไปหาคนโน้นหาคนนี้ หรือไปในที่อื่น ๆ ให้สำรวมไว้ที่หน้าอกของตน
เมื่อจิตของเราตั้งอยู่มั่นคงแล้ว เราก็พยายามรักษาไม่ให้อารมณ์อื่นเข้ามารบกวน อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตนั้นอย่างหนึ่ง อารมณ์ที่สัญจรมานั่นอย่างหนึ่ง ให้เราพึงรู้ว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจนั้น มันมีเรื่องอะไรกัน ให้มีสติรู้อารมณ์ที่สัญจรมานั้นให้พึงรู้ อย่าให้อารมณ์นั้น ๆ เข้าไปถึงใจตน ให้พยายามผลักออกอย่าให้เข้าถึงใจ มีแต่ใจกับคำบริกรรมนั้นเป็นอันเดียวกัน
เมื่อจิตของเราอยู่เป็นปกติแล้ว ระวังให้มีสติระมัดระวังเอาไว้ จิตของเราจะรวมตัวลงไป
อาการจิตรวมนั้นจะมีต่าง ๆ กัน บางคนมีอาการร้อนวูบขึ้นมา แล้วก็สงบเยือกเย็นลงไปเลย บางคนมีอาการเย็นสบายไปเลยก็มี บางคนก็ปรากฏว่าตัวของเรานี้เบา ดูเหมือนไม่มีตัวตนอยู่...
บางคนในขณะจิตสงบจะปรากฏแสงสว่างขึ้นมา อย่าเพิ่งหวาดกลัว อันนี้ไม่ใช่ของจริง เป็นแต่เพียงนิมิตเฉย ๆ บางคนปรากฏเห็นเป็นซากศพก็มี อย่าเพิ่งไปหวาดกลัว อันนี้ก็ไม่ใช่ของจริง
ให้พึงทำความรู้เท่าทันเอาไว้ว่าอันนี้เป็นเพียงนิมิตเท่านั้น เราไม่ต้องกลัวอะไร
เมื่อหากว่าเราเห็นมันอยู่ เราต้องการอยากมองดูก็ดู แต่ว่าไม่ให้ลืมตาดู ดูทางทัศนะทางใจ ถ้ามันเห็นมันเป็นอยู่อย่างนั้น บางทีนับเป็นขณิกสมาธิก็มี พอปรากฏแล้วก็หายไป
นั้นได้ชื่อว่าสติของเราตามไม่ทัน จิตของเราถอนก่อนก็เลยไม่เห็นชัด จะยึดภาพนั้นไว้ดูก็ไม่ได้
บางท่านบางคนก็ปรากฏว่าตัวของเราเบา ปรากฏว่าลอยไปในอากาศก็ดี นี่อย่าเพิ่งตกประหม่าว่าเราจะเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ ให้สำรวมจิตของเราไว้ด้วยอาการมีสติ
ตัวของเรานิ่งอยู่ในที่นี้มันจะลอยไปไหน ให้พึงทำความรู้เท่าสำรวมอยู่
เมื่อเวลาเวทนาที่เกิดขึ้นมันเจ็บปวดมาก อย่าเพิ่งเอาใจใส่หรืออีกอย่างหนึ่งก็เพ่งเอาเลยทีเดียว เพ่งเอาบางอย่าง บางจุดให้เห็นแตกกระจายไปเลยทีเดียว หากจิตของเรา มันกล้าพอ
มีกำลังพอกำหนดให้มันแตกกระจายไปเลย หรืออีกนัยหนึ่งให้สำรวมอยู่ในคำบริกรรมที่เรานึกพุทโธ ๆ ให้รู้ให้เห็นในคำบริกรรม
เมื่ออะไรที่เกิดขึ้นผ่านไปดังนี้ อย่าเพิ่งลืมตาดู ไม่ต้องไปลืมตา ต่อแต่นี้ไปก็ให้ต่างคนต่างตั้งใจทำ...
ครับ...เป็นข้อแนะนำสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่คล้ายกับกุญแจดอกเล็ก ๆ ที่สามารถไขบานประตูใหญ่ ๆ ได้ ที่ผู้เขียนคัดลอกลงตีพิมพ์ เพราะเห็นว่าสิ่งที่หลวงปู่กล่าวไว้
ล้วนมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่กำลังฝึกสมาธิอยู่...
อาการทั้งปวงที่กล่าวไว้ เป็นอาการที่ผู้ปฏิบัติสมาธิต่างต้องประสบกันทั้งสิ้น
ดังนั้น...จึงเป็นความรู้ เอาไว้แก้ไขอาการที่เกิดในสมาธิได้อย่างถูกต้องต่อไป จะได้ไม่ต้องอุทาน ‘เอ๊ะ’ ในจิต...หรือถามตนว่า
‘จะต้องทำยังไงต่อ’
เพราะสองคำนั้นจะทำให้จิตถอนจนเสียการเสียเวลา...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com