
อย่าเป็นชาวพุทธโดยครึ่งเดียว
ผลพวงของการนำกฐินขึ้นไปทอดที่วัดป่าประสบปรียาราม จังหวัดร้อยเอ็ดในครั้งหนึ่ง ทำให้คณะเราได้มีโอกาสร่วมนั่งปฏิบัติธรรมสมาธิ ร่วมกับพระภิกษุในวัดป่าหนองแซง
และท่านอาจารย์เสนของเราด้วย
‘หลวงพ่อขอให้ตั้งองค์กฐินที่วัดป่าหนองแซงก่อน...’ คือความเห็นของท่านอาจารย์ ซึ่งหะแรกผู้เขียนออกจะฉงนใจไม่น้อย เพราะคณะกฐินต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดอุดรธานีก่อน
จากนั้นจึงยกขบวนไปจังหวัดร้อยเอ็ดที่มีระยะทางไกลเกือบ 300 กิโลเมตร ซึ่งยอมรับว่าคณะเดินทางแสวงบุญย่อมเหน็ดเหนื่อยต่อการเดินทางไม่ใช่น้อย...
หากเราก็ปฏิบัติตามความต้องการของท่านอาจารย์ โดยไม่ขัดข้อง และเมื่อถึงวัดป่าหนองแซง เราทั้งหลายจึงประจักษ์ต่อความปรารถนาดีของท่านอาจารย์อย่างสิ้นสงสัย
ด้วยประโยคของท่านที่ว่า
‘คืนนี้หลวงพ่ออยากให้ทุกคนได้อยู่วัดเพื่อปฏิบัติภาวนา’ เป็นเจตนาอันเปี่ยมด้วยกรุณา หาที่เปรียบมิได้ต่อคณะของเรา
ฉะนั้น หลังจากการตั้งองค์กฐินบนศาลาใหญ่เสร็จสิ้นแล้ว เมื่อแสงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หลวงพ่อได้นำพระภิกษุสามเณรรวมทั้งแม่ชีกับคณะกฐินสวดมนต์ทำวัตรโดยพร้อมเพรียง
เมื่อสวดมนต์เสร็จ ท่านอาจารย์ได้นำทุกคนแผ่เมตตาให้กับทุกสรรพสัตว์ที่ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้นทั้งปวง จากนั้นจึงนำพวกเราปฏิบัติภาวนา...
ขณะที่ทุกคนภาวนา ท่านอาจารย์เสนก็ทำการเทศน์โปรด ด้วยการนำสัจจะแห่งธรรมะ ซึ่งเป็นประสบการณ์จากการได้รับฟังคำอบรมสั่งสอนของครูบาอาจารย์ในอดีต
และประสบการณ์ปฏิบัติธรรมโดยส่วนตัว มาแสดงเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับทุกคน
ประโยคหนึ่งในหลายหลากของถ้อยคำของท่าน ที่ตราตรึงในหัวใจของผู้เขียนก็คือ...
‘การที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมทำบุญ ร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกัน เป็นข้อคิดได้ว่า ครั้งหนึ่งพวกเราอาจเคยเป็นญาติพี่น้องร่วมทุกข์ ร่วมสุข กันมาในอดีตชาติก็ได้ และเมื่อมีโอกาส
ได้กระทำบุญกิริยาต่อพระศาสนาและคนในสังคม พวกเราก็ชักจูงกันมา เพื่อรับผลบุญร่วมกัน !’
ประโยคนี้ทำให้ภูเตศวรได้คิดและนึกถึง หากแม้ชาติภพมีจริง การเกิดดับเวียนว่ายตายเกิดนับกัปนับกัลป์ของตนที่ผ่านมา
ย่อมมีพ่อแม่พี่น้องและมิตรสหายจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน ที่ยังคงไม่อยู่ในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้แน่ ความคิดตรงนี้ทำให้เกิดคำถาม...
พวกเขาเหล่านั้นอยู่ ณ ที่ใด มีสุข ทุกข์ อย่างไรหรือ?
ท้ายสุดแห่งคำตอบอยู่ที่ประโยคของท่านอาจารย์เสน ด้วยคำพูดนุ่มนวลมีเมตตา...
‘ถ้าจะเอาการเวียนว่ายเป็นกัปเป็นกัลป์มาไล่เรียง ไม่แน่ว่าคนทั้งโลก อาจเป็นญาติพี่น้องกันทั้งหมดก็ได้...’
ถึงตรงนี้ ภูเตศวรจึง ‘รู้’ คำตอบ กับคำถามด้วยความสงสัยที่ว่า ‘ทำไมจึงไม่เคยเห็นท่านอาจารย์โกรธใคร?’ กับอีกประการคือ... ‘ทำไมท่านจึงมีเมตตา ต่อทุกคนโดยเสมอภาค ?’
คำตอบก็คือ... ‘ถ้าเรารู้ว่าทุกคนในโลก สรรพสัตว์ในโลก ล้วนเป็นญาติมิตรของเรา เป็นพ่อแม่ของเรา และเป็นลูกหลานของเรา ที่ต้องทนทุกข์อยู่ในวัฏสงสารนี้ร่วมกัน
เราจะไร้คำว่า เมตตาต่อกันได้อย่างไร ?’
จุดกำเนิดของมนุษย์ มาจากธาตุรู้เดียวกัน...
หากเปลี่ยนแปรไปตามภพชาติ ซึ่งเกิดจาก ‘กรรม’ อันเป็นการกระทำความดีหรือความชั่ว ตามกิเลส ตัณหา และอุปาทานต่างกัน
‘อวิชชา’ คือ ‘ความไม่รู้’ ในจิต ทำให้เกิด ‘อุปาทาน’ และ อุปาทาน เป็นสิ่งขวางกั้นมนุษย์แลสัตว์ทั้งปวง ติดข่ายของสังสารวัฏ ประหนึ่งสัตว์โลกน้อยติดข่ายติดบ่วงของนายพราน
ฉันนั้น
อวิชชาจะสูญสิ้นลงได้ด้วย ศีล ทาน และภาวนา คือสัจจะในพุทธศาสนา
ศีล ให้ความปกติแก่มนุษย์
ทาน เป็นบารมีเกื้อหนุน เป็นการแสดงเมตตาธรรมต่อผู้อื่น ทำให้มนุษย์มีปัจจัย เฉกเสบียงอาหารยามเดินทางสู่ความสำเร็จในเบื้องหน้า..
ภาวนา คือหนทางสู่ ‘ปัญญา’ ปัญญารอบรู้ภายใน เพื่อเปิดทางสู่ ‘นิพพาน’... แดนแห่งบรมสุขที่ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก ตลอดนิรันดร์...
ความปรารถนาดีของท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร ในครั้งนี้ ซึ่งมีต่อชาวคณะกฐินสามัคคีนั้น ไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ต่อท้าย ก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ดังคำกล่าวของสุปฏิปันโนรูปหนึ่ง
คือ ท่านพระอาจารย์ลี ธัมมธโร แห่งวัดอโศการาม ศิษย์สายกรรมฐานของแม่ทัพธรรมอย่างพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งกล่าวไว้เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า...
‘คนที่มีศีล มีทาน แต่ไม่มีภาวนา ก็เท่ากับถือศาสนาพุทธเพียงครึ่งเดียว...’
ตรงนี้แหละครับ ผู้เขียนจึงเข้าใจถึงเจตนาของพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร ที่แสดงเจตจำนงให้พวกเรา เมื่อได้อาราธนาศีล กับมีเจตนาทำทานกับผู้ด้อยโอกาสแล้ว
ยังจะต้องปฏิบัติภาวนาอีกด้วย เพื่อการถึงพร้อมในคำว่า ‘ชาวพุทธ’ โดยสมบูรณ์
ถึงตรงนี้ กับความคิดนี้ ทำให้ภูเตศวรต้องสัญญากับตัวเองว่า จะต้องจับปากกาเขียนถึงความรู้สึกที่บังเกิดในจิตนับตั้งแต่ยังนั่งภาวนาที่วัดป่าหนองแซงด้วยซ้ำ...
สิ่งใดที่ภูเตศวรได้รู้จากการฟัง การปฏิบัติมา สิ่งนั้นจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านและผู้มีอุปการคุณต่อนิตยสารขวัญเรือนเสมอ เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ...
นี่คือ สัจวาจา!
กับการจรดปากกามาถึงบรรทัดนี้ ผู้เขียนได้ย้อนคิด และรำลึกถึงญาติพี่น้องทั้งหลายที่กระซ่านกระเซ็นไปอยู่ทุกสารทิศ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม ภูเตศวรอยากบอกว่า
‘ผมได้รำลึกถึง ขอบคุณกับความศรัทธาที่จะร่วมสมทบปัจจัยเพื่อสร้างโรงทานแห่งปัญญาร่วมกัน สิ่งใดคือกุศลผลบุญที่ได้กระทำมาตั้งแต่ในอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ ขอยกผลบุญนี้ให้กับทุกท่านโดยถ้วนหน้า หากมีความทุกข์ใดกล้ำกราย ขอให้พ้นจากทุกข์นั้น ถ้ามีสุขแล้วก็ขอให้มีสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก...’
แต่อย่างไรก็ตาม ภูเตศวรอยากบอก อยากฝากต่อญาติมิตรทุกคนว่า เมื่อได้ปฏิบัติตนใน ‘ศีล’ และ ‘ทาน’ แล้ว ก็อย่าได้ลืมเลือนการ ‘ภาวนา’ ด้วย
เพราะการภาวนาจะทำให้เป็นชาวพุทธโดยสมบูรณ์
ขออย่าได้เป็นชาวพุทธ เป็นลูกของพระพุทธเจ้าเพียงครึ่งเดียวเถิด...
สาธุ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com