การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 2 (ตอนที่ 4) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
21 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#105]

จดหมายฉบับที่ 2 (ตอนที่ 4)

          เครื่องบินอินเดียแอร์ไลน์ค่อย ๆ เชิดหัวขึ้นสู่อากาศด้วยอาการสั่นเหมือนเจ้าเข้า...มหาอย่างเราไม่ได้หลับตาหรอกแต่มอง ‘ยายแก่’ ที่นั่งหลับตาตรงหน้าด้วยความรู้สึกถ่ายถอน...เผลอแผล็บเดียวคุณนายปีนี้อายุเข้าหกสิบแล้ว...หลายคนอาจนึกอิจฉา ‘เปลือกนอก’ ที่ทมยันตีมีทมยันตีเป็น...ทั้งหมดเพราะการมองเพียงด้านเดียว...

          แต่ถ้าใครเคยเห็นอีกมุมหนึ่งของเธอ...อาจกล่าวว่า...‘มาถึงวันนี้ได้ไง ?’

          ทมยันตีอาจตอบว่า... ‘ไม่ได้ก็ต้องได้’ สิ่งนี้จะชัดเจนมากที่สุด ‘ถ้าคุณมีลูก...’ ต่อให้คุณถูกเหยียบลงจมดินอย่างไร คุณก็จะต้องลุกขึ้นทำทุกอย่างให้ลูก...ดูแลรักษาและสอนลูกให้ก้าวเดินไปสู่อนาคตอย่างดีที่สุด...ฉะนั้นคุณจึง ‘แพ้ไม่ได้’ กับทุกเรื่องราว ถ้าคุณแพ้นั่นคือหายนะของ ‘ลูก’ ด้วย...

          อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเมื่อมีคนถามว่า... ‘อะไรทำให้คุณทมยันตีเป็นนักสู้และยืนมาถึงวันนี้ได้?’ และเธอตอบคุณทุกครั้งเสมอว่า...

          ... ‘เพราะลูก...ถ้าไม่มีลูกดิฉันคงไม่เดินมาถึงวันนี้’...

          ก็ไม่เพราะลูกหรอกรึ...คุณนายจึงต้องนั่งปั่นต้นฉบับเช้าเย็นมาถึงป่านนี้...ขนาดบางครั้ง ‘ไมเกรน’ โรคเก่าแก่รับประทานเสียจนงอมพระราม แต่ ‘เจ๊ทม’ ของไอ้ยอดต้องคลานขึ้นมากุมขมับไปเขียนต้นฉบับไป...บางทีลุกไปอาเจียน ๆ แล้วก็กลับมานั่งต่อ...

          ไม่ทำงั้นไงไหว...แค่อีสองตัว ‘ไอ้ยอด’ กะ ‘อีแก้ว’ ทำมาสเตอร์ที่มะกาพร้อม ๆ กันก็อ่วมแล้ว...

          ...ปีหน้า อีตุ๊เด่น...คนสุดท้องกำลังบินตามไปสมทบกะอีสองหนังนั่นรอมร่อ...

          ...งานนี้ เจ๊ทมไม่ทำงานจนตาย...ก็ต้อง ‘คางเหลือง’ แน่!

          สามสิบยังแจ๋วมันก็พอฟังร๊อก...แต่ ‘หกสิบ’ ยังแจ๋วนี้ไม่รู้จะไหวรึเปล่า...ถ้าไม่ไหว...ก็ต้องหานักเขียนใหม่เอามั่งเน้อ...! ท่านบอ.กอ.ทั้งหลาย

          ส่วน ‘เจ๊ทม’ ของไอ้ทโมนทั้งสามก็ต้อง ‘ขายสมบัติเก่า’ ส่งมันเรียนต่อ น่ะซี้...

          เครื่องบินลอยอยู่บนฟ้าประมาณสักสี่สิบนาทีเท่านั้น เรารู้สึกว่ามันเริ่มลดระดับลงเรื่อย ๆ ทุกคนเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องอีกหน ก็เครื่องบินที่ไหน ๆ มันเหมือนกันทั้งนั้นแหละ เสียวเที่ยวละสองหนคือ... ‘ตอนขึ้น’ กะ ‘ตอนลง’

          “...พลั่ก...ปั๊ก ๆ ๆ ๆ” แถมอีก... “หลายปั๊ก” ...เวลาไอ้เครื่องบินรุ่นเก๋าแลนดิ้ง...ทุกคนหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกลัวชิ้นส่วนของเครื่องจะกระจายออกจากกัน...

          “เฮ่อ...” ทุกคนในคณะถอนใจโล่ง...เมื่ออากาศยานลำนั้นจอดนิ่งลง...มหาแหมวปลดสายรัด ‘เซฟตี้เบลท์’ก่อนใครและเตรียมเก็บกระเป๋าลงจากชั้นวาง... แต่พ่อแขกหนวดเฟิ้มที่นั่งเก้าอี้ในสุด เอ่ยถาม...เป็นภาษา ‘ปะกิต’ แบบรัว ๆ แปลเป็นไทยว่า...

          “อีนี่นายจะลงที่หนายกัน? ”

          “ลงปัตนะ...” เราตอบสั้น...เจ้าคนหนวดเฟิ้มเลยเอื้อมมือมาดึงแขนไว้...ก่อนยิงฟันหัวเราะพร้อมพูดต่อ...

          “ยังไม่ถึงปัตนะ เครื่องแวะกลางทางเท่านั้น...”

          “หา...” มหาแหมวตาเหลือก ย้อนถาม... “แล้วที่นี่เรียกว่าอะไร?”

          “RANJI…” พ่อภารตะหัวเราะก่อนอธิบายต่อ... “เมืองนี้อยู่ตรงกลางระหว่าง กัลกัตตากับปัตนะ (หรืออีกชื่อคือ ปาฏลีบุตร) เอาไว้ตอนหลังจะเล่าตำนานเกี่ยวกับการกำเนิดของเมืองปาฏลีบุตรให้ฟัง...”

          เสียงคุณแดงหัวหน้าทัวร์ร้องบอกลูกทัวร์ ทุกคนให้รู้ว่าที่ ที่เครื่องลงจอดไม่ใช่จุดหมายปลายทาง...

          “ยังไม่ลงนะค้า...เราต้องบินอีกประมาณสี่สิบนาทีค่า...”

          ทุกคนหน้าจ๋อยไปตาม ๆ กัน...ไอ้ที่นึกโล่งใจว่าตนเองพ้นความ ‘หยดหยอง’ มาได้แล้วกลายเป็นต้องคอยนั่งลุ้นต่อว่า ‘ท่านยมอมยิ้ม’ จะเยี่ยมหน้ามาทักทายยามเครื่องบินแขกร่วงหรือเปล่าต่อไปอีกรอบ...

          ... “โห...มันเล่นยังกะรถบ้านเราวิ่งเข้าจังหวัดชายแดนเลยว่ะ...” เสียงหลวงพ่อองค์ไหนก็ไม่รู้ดังแทรกขึ้นมาพอได้ยิน...ก็เพราะพอเครื่องบินจอดได้สักพักมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายสะพายปืนยาวชนิดเดียวกับที่ลุงเชียร ‘คอมเมนท์’ ว่าน่าจะใช้ไล่ทุบผู้ร้ายมากกว่าใช้ยิง ขึ้นมาค้นข้าวของรวมทั้งกระเป๋าที่อยู่ตามชั้นเก็บกันกุกกัก...

          “รถอะไรวะนั่นน่ะ...” ลุงเชียรที่นั่งทำท่าซังกะตายมาตั้งแต่เครื่องขึ้นจนจอด หยีตามองลอดแว่นผ่านช่องกระจกด้านข้างโดยมีเราหันไปมองตาม

          “ยังกะรถสูบส้วมเทศบาลเราเลยลุง...” คุณนายทมที่ลืมตาจากการ ‘นั่งธิ...’ (ไอ้แก้วเป็นผู้บัญญัติคำนี้มาจากนั่งสมาธิ) ให้ข้อสังเกต...

          “แล้วมันจะมาดูดอะไรฟ่ะ...?” ไอ้หนูของคุณนายไข่มุกสงกา...จวบจนรถที่มีถังกลม ๆ ทาสีเหลืองอ๋อยสภาพแย่กว่ารถสูบส้วมบ้านเราอีก วิ่งเข้ามาจอดเทียบข้าง ๆ เครื่องบิน ลุงเชียรค่อยถึง ‘บางอ้อ...’

          ... “รถน้ำมันว่ะไอ้อี๊ด!”

          ครับ...คุณอินตะละเดียทั้งหลายเล่นขนน้ำมันใส่รถบรรทุกแล่นเข้ามาเติมกันให้พวกเราเห็นกันสด ๆ ...

          “นี่ยังดีนะโยม...” ท่านพระครูศิริปุญญาธร (หลวงพ่อหมื่นอุดม) วัดตูม อยุธยาที่มาแสวงบุญคราวนี้เป็นครั้งที่เก้าหันมาพูดกับลุงเชียร... “มันยังไม่ลืมเติมน้ำมัน...อาตมาเจอมาแล้วที่บอมเบย์นั่งรอมันตั้งนาน พอเครื่องขึ้นไปได้หน่อยเท่านั้นแหละเห็นบินวนไปวนมาอยู่สองสามรอบ...กัปตันก็ประกาศว่าต้องเอาเครื่องลง...”

          “ทำไมล่ะครับหลวงพ่อ...?” ลุงเชียรสงการีบถาม...ซึ่งหลวงพ่อวัดตูม...ตอบปนหัวเราะ...

          “มันบอกว่าต้องกลับไปลงจอดใหม่เพราะน้ำมันมีไม่พอจ้ะ! ”

          ตำรวจแขกที่ขึ้นมาตรวจก็ลงไปแล้วตั้งนาน...น้ำมันก็เติมเสร็จจนรถ ‘ดูดส้วม’ ของคุณนายแล่นหายลับไปจนน่าเชื่อว่าคนขับคงกลับไปนอนกะแม่อีหนูที่บ้านนานแล้ว...

          ...แต่...เครื่องบิน ‘แขก’ ที่เรานั่งมายังไม่ขยับ...

          “มันรออะไรอีกวะ?” คุณเจ๊ทมเริ่มหงุดหงิด...เพราะรายนี้ให้นั่งตรงไหนที่ทึบ ๆ อึดอัดไม่ได้นาน...โรคไมเกรนจะเริ่มถามหาทันที...

          “ทำใจหน่อยนะค้า...แขกมันเป็นกันอย่างนี้ทั้งประเทศแหละค่า...” หัวหน้าทัวร์ที่หน้าเริ่มเป็นทุกข์จนคล้าย ๆ ‘ถั่ว’ เข้าทุกที บรรยายสรรพคุณอันยิ่งใหญ่ของชาวภารตะ... “ป้าอี๊ดดูเอาเถอะค่า...แขกที่มันนั่งมากับเรามีคนไหนมันทำหน้าทุกข์ร้อนบ้างไหม? ”

          จริงอย่างที่เจ๊แดงว่า...ยกเว้น ‘ชาวเรา’ ที่กระสับกระส่ายกันถ้วนหน้าแล้ว ‘ชาวแขก’ ค่อนลำ...ต่างอยู่ในอาการ ‘เป็นทองไม่รู้ร้อน’ กันทุกคน...

          มหาอย่างเราถอนใจพูด... “เสร็จเลยเรา! ”

          “ทำไม?” ลุงเชียรหันมาถาม...เราหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ...

          “ฝึกมาแทบตายกับธรรมะนี่...แค่อุเบกขา การวางเฉยยังสู้แขกไม่ได้เล้ย”

          “บอกแล้วไงโยมแม้ว” หลวงพ่อหมื่นอุดมหันมาที่เราบ้าง... “มาอินเดียนี่ถือว่าได้มาสร้างบารมี...แค่ใครทำใจกับแขกได้ กลับไปก็ใกล้สำเร็จแล้ว...”

          เครื่องบินอยู่บนฟ้าจากกัลกัตตามารานจิสี่สิบนาที แต่จอดบนดินตั้งชั่วโมงกว่า...ในที่สุดเจ้ากัปตันที่เดินหายลงไปข้างล่างก็ก้าวขึ้นมาอีกครั้ง...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com