การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 5) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
20 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#114]

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 5)

 

          ด้วยฝีปากกับภาษา ‘ปะกิต’ ของเจ๊แดงหัวหน้าทัวร์ในระบบ ‘ไฮ-สปีด’ ทำให้พวกญี่ปุ่นล่าถอย...(คงเป็นเพราะเถียงไม่ทันมากกว่า) บรรดาหลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลาย จึงได้ฉันภัตตาหารเช้าก่อนโยมในที่สุด...

          จบจากรายการอาหารเช้า ชาวคณะทยอยขึ้นรถบัสแขกมุ่งหน้าไปยังวัดอโศการามเป็นรายการแรกของวันที่สองในอินเดีย...

          ท่านมหา (ตัวจริง) ไพรัช ที่แนะนำตัวเองตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะเป็นวิทยากรคอยให้ความรู้กับชาวคณะตลอดการเดินทางเริ่มต้นทำความเข้าใจกับพวกเรา ตรงกับอีแก้วปากแย้พูดไว้ล่วงหน้าเด๊ะ...ด้วยการบอกให้ทุกคนหัดทำใจกับอินเดียเสียตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป...ในเรื่อง ความสะดวก...สบาย และความสะอาด...ที่หายากในประเทศนี้...

          “ตลอดระยะเวลาของการเดินทาง สิ่งที่เราต้องทำใจคือเรื่องห้องน้ำ...” วิทยากรในเพศสมณะบอกกับพวกเรา... “เพราะคนอินเดียเกือบทั้งประเทศไม่มีห้องน้ำ...ฉะนั้นชาวคณะโปรดทราบไว้ตรงนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าท่านทั้งหลายจะได้ใช้...โอเพ่นแอร์ทอยเล็ต...คือตามสุมทุมพุ่มไม้อย่างสะดวกโยธิน...”

          “เวรของตู...” คุณนายทมที่นั่งแถวหลังสุดข้างมหาตัวปลอมบ่นอุบอิบ...เพราะปกติเจ้าตัวถือคติ... “ห้องน้ำเรื่องใหญ่...เรื่องตายเรื่องเล็ก’ มาโดยตลอด...

          “ซ้าธุ...” เรายกมือท่วมหัว ขณะที่คุณนายหันมาถาม...

          “เรื่องอะไร?”

          “ก็ชาตินี้เกิดเป็นผู้ชายไง...” เราพูดด้วยอาการหัวเราะซึ่งคนฉลาดอย่างอาเจ๊มีหรือไม่รู้ว่าเราหมายถึงอะไร...

          “แหงสิ...ผู้ชายมันจะแอ่นตรงไหนก็แอ่นได้...” คุณนายทมค่อนขอด...ตบท้ายด้วยการอุบอิบในลำคอ... “พวกผู้หญิงจะทำยังไง?”

          “รู้แล้วว่าทำไมเวลาเกิดโรคระบาดพวกอินเดียถึงตายกันเยอะ...” ลุงเชียรที่นั่งกระหนาบข้างคุณนายคอมเมนท์... “เพราะไม่มีส้วมนี้เอง...”

          รถบัสแขกใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีแล่นผ่านบ้านเรือนยี่ห้อเมคบาย ‘ขี้วัวผสมดินเหนียว’ ที่มีรูปทรงคล้ายกันทุกหลังมาถึงวัดอโศการาม พวกเราลงจากรถเข้าสู่เขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์โดยมีเด็ก ๆ หน้าตามอมแมมวิ่งตามเป็นพรวนด้วยการแบมือขอเศษเงินรูปี...

          ทุกคนต่างทำเฉยเพราะท่านมหาไพรัช ย้ำนักย้ำหนาว่า ‘อย่าเที่ยวให้เงินพวกตื๊อขอทั้งหลายเด็ดขาด...’ เพราะท่านอาจถูกรุมทึ้งได้โดยง่าย...

          “น่าสงสาร...” คุณนายทมเอ่ยปากเพราะมองเห็นสารรูปพวกเด็ก ๆ เหล่านั้นไม่ต่างจากห่อผ้าขี้ริ้วเท่าไหร่นัก...เนื้อตัวหน้าตามอมแมมไปด้วยฝุ่น...กอปรกับหน้าหนาวทำให้ผิวแตกเป็นระแหงอย่างเห็นชัด...บางรายก็พิกลพิการแขนขาขาดก็มี...บางรายตาบอดเสียข้างหนึ่งก็เยอะ...

          “พวกนี้พิการเพราะพ่อแม่ทำให้เป็นอย่างนั้น...” ท่านวิทยากรบอกกับอาเจ๊...

          “ทำไมคะ?” คนได้ยินถามด้วยอาการสลดใจ ซึ่งท่านมหาไพรัชตอบได้โดยไม่ต้องคิด...

          “พวกวรรณะต่ำเป็นอย่างนี้แหละทำให้ลูกพิการ จะได้ช่วยทำมาหากินด้วยการขอทาน...”

          ภาพเด็ก ๆ ที่เดินแบมือขอเศษรูปีตรงหน้า ทำให้เราถอนใจ...พวกนี้คงทำกรรมไว้เยอะชาตินี้ถึงต้องมาเป็นแบบนี้...

          วูบนั้นเรานึกถึงความโชคดีของตัวเอง...อย่างน้อยก็โชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทยต่อให้ยากจนข้นแค้นยังไง... ‘ขอทาน’ เมืองไทยยังดีกว่าขอทานเมืองแขกร้อยเท่า...พูดถึงขอทานไทย...ต้องถามเจ๊ทม

          ...เพราะอาเจ๊ค่อนข้าง ‘เอ็กซเปิด’ เรื่องนี้

          กับขอทานแถวตลาดหมอชิต หรือไม่ก็ขอทานแถวสะพานลอยสวนจตุจักรต่างรู้จักคุณนายทมกันถ้วนหน้า...

          “วันนี้เป็นไง?” มาตา (แม่) ของไอ้ยอดเอ่ยถามขาซี้บนสะพานลอยข้ามตลาด อ.ต.ก. ออกบ่อย...

          “แย่...” ป้าขอทานส่ายหน้า... “วันนี้ยังได้ไม่ถึงร้อยเลย...”

          “ก็ดีแล้วนี่...ได้ตั้งเกือบร้อยแล้ว...” คุณทมคุยด้วยเหมือนสนิทสนมกันมานานนม...

          “ทุกทีได้ตั้งสองสามร้อย...” คนเป็นขอทานบ่นงึมงำ...แถมท้ายด้วยการคอมเมนท์สถานการณ์บ้านเมืองซะอีก... “เศรษฐกิจไม่ดี! ”

          ฉะนั้น...อย่าได้แปลกใจถ้าวันไหนท่านทั้งหลายเดินอยู่ตามถนนแล้วเห็นอาเจ๊นั่งยอง ๆ คุยกับเหล่าขอทานอยู่ล่ะก็... อย่าได้คิดเป็นเด็ดขาดว่า ‘คุณทม’ ของไอ้พวกทโมนสามตัวเป็นหัวหน้าแก๊งขอทานตามข่าว ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือเปล่า...
         
          ...ได้ที่เห็นน่ะ...แค่เป็น ‘ขาซี้’ กับเป็น ‘ขาประจำ’ กันเท่านั้นแหละ...

          "รายนั้นน่ะเหมือนใครซะที่ไหนล่ะ...” อีแก้วปากแย้เคยค่อนขอด... “ชอบของแปลก...”

          ก็ถูกของมันอีกแหละ เพราะวันดีคืนดีอาเจ๊เดินแบก ‘อีดาบ’ สนิมเขรอะกลับบ้าน...

          “ถูกดีเลยซื้อมา...” คนพูดรีบเอาน้ำมันสีพากย์กะน้ำมันจักรเช็ดถูด้วยความเบิกบานสราญใจ แถมรู้เสร็จสรรพ... ‘สมัยอยุธยา...!”

          “คงนั่งทางใจเห็น...” อีตุ๊เด่นส่ายหน้าแต่ไม่กล้าเสียงดัง คงเพราะกลัวอีดาบในมือเจ๊มากกว่าอย่างอื่น...

          “ไอ้ฟันน่ะคงไม่เข้าหรอก...” ไอ้ยอดทำเบ้ปาก “แต่เราก็ไม่ควรเสี่ยง...เพราะมีโอกาสเป็นบาดทะยักตาย...”

          นั่นยังน้อย...เพราะบางวันคุณนายนึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรขึ้นมาก็ไม่ทราบ แต่อาจจะจริงหยั่งเจ้าปากแย้มันพูดก็ได้...

          “แม่น่ะ...ของขึ้นเป็นพัก ๆ “

          ...เพราะอาเจ๊ชักชวน... “พาแม่หนูอี๊ดไปหน่อยเถอะ...”

          “ไปไหน?” เรานึกสังหรณ์ เพราะหมู่นี้คุณนายชอบมีอะไรแปลก ๆ ให้ทำเรื่อยเลย...

          “ไปวัด...” แม่หนู (ยักษ์) อี๊ดของพวกมันตอบสั้น ๆ

          “ทำบุญรึไง?” เราพาซื่อถาม แต่คุณนายตอบหน้าตาย...

          “ไปคุยกะสัปเหร่อ...!” ด้วยเหตุผลที่ยังนึกไม่ออกว่าเจ๊จะรู้ไปทำอะไร...” “อยากรู้ว่าเผาศพ ศพหนึ่งใช้ถ่านกี่ถัง...”

          ขับรถไปกลับแทบตายเพื่อคำตอบคำเดียว... ‘ศพหนึ่งใช้ถ่านสี่ถัง!’ แถมท้ายได้ของแถม ‘มีดสัปเหร่อ’ มาวางหน้าที่พระอีกเล่ม...

          “เอามาทำไมล่ะแม่หนูอี๊ด...” มหาอย่างเรายังนึกไม่ออกแล้วใครจะนึกออก...แต่คุณนายพูดด้วยท่าทีสีหน้าจริงจัง...

          “เอาไว้ไล่ผี...!”

          แต่จนป่านนี้ (ห้าปีแล้วมั้ง) ยังไม่เห็นคุณนายได้รบรากะผีเลยสักครั้ง...

          “ตูละกุ้ม...” อีตุ๊เด่นงึมงำแบบไม่มี ล.ลิง...เพราะมันเป็นคนมีหน้าที่ดูแลห้องพระ... “แค่เช็ดฝุ่นทำความสะอาดพระก็แย่แล้ว...นี่ยังทั้งอีดาบ...มีดหมอ...มีดสัปเหร่ออีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่...”

          “อย่าบ่นน่า...ที่สุดแล้วก็ของพวกแกทั้งนั้น...” มหาแหมวปลอบใจมัน...แต่มันทำหน้าเบ้...

          “อันตรายเฮีย...”

          “ทำไม?” เราถามขณะที่มันตอบแบบแค่นเสียง...

          “เรียนมาแทบตายแต่สังหรณ์ใจว่าจะได้เป็นหมอผีซะก็ไม่รู้...”

          “ตั้งพิพิธภัณฑ์...” นังชะนีตัวน้อยของมหาแหมวแนะนำ...

          “เวิร์ค...!” ไอ้ยอด ‘หนับหนุน’ ความคิดนังพูแถมมอบหน้าที่ให้เสร็จสรรพ... “ยกให้เอ็งเป็นคนดูแล”

          “บายค่ะ...” มันเบ้ปาก... “ขอเปลี่ยนเป็นตั้งร้านขายเพชรขายพลอยในตู้นิรภัยของหม่ามี๊แทนได้มั๊ย? ”

          เพราะมันรู้ว่าแม่หนูอี๊ดของมันสะสมพลอยเม็ดไว้ตั้งกุรุส...

          “ก็แค่หินสวย ๆ...” บางคาบบางคราคุณนายพูดถึงพลอยหลากสีที่สะสมมาตั้งแต่ยังสาวด้วยรอยยิ้มหยัน...

          “คนเก็บคนซื้อไม่ได้ใช้หรอก...เมียไอ้พวกสามตัวนั่นแหละได้ใช้...”

          “แล้วจะหามาทำไมตั้งเยอะแยะ?” เราเคยถามซึ่งอาเจ๊ทมของไอ้ยอดตอบปนหัวเราะ...

          “เอาไว้ดูเล่น...!”

          กับความรู้สึกตรงนี้ในเวลาอารมณ์ดี ๆ อาเจ๊เคยปรารภให้มหาแหมวฟัง... “เมื่อก่อนรู้สึกแค่ชอบ...มันเป็นของเล่นของผู้หญิงน่ะ และเมื่อถึงวันนี้คุณนายสามารถรู้สัจจะบางอย่างจาก ‘หินสีสวย ๆ’ เหล่านั้น...

          ... “ไอ้ที่คิดว่าเป็นของเล่นกลับทำให้เราเดือดร้อนเพราะความโลภของคน...”

          พลอยหลากสีมากมายที่ได้มา...ด้วยน้ำเงินของตัวเองในวันนี้ก็มากโขแต่แปลกตรงที่เราไม่เคยเห็นคุณนายได้นำมาใช้แม้แต่เศษเสี้ยวของมัน...

          ... “ของสมมุติ!” มารดาของไอ้สามหนังพูดปนหัวเราะคล้าย ‘หยัน’ ...ก็แค่เศษหินสีสวยที่มนุษย์นับถือมันเท่านั้นเอง...”

          ใครจะเข้าใจหรือไม่เราไม่รู้...แต่วันนี้มหาแหมวเข้าใจ...ประสบการณ์จากความทุกข์...ทำให้คุณนายรู้จักสิ่งที่เป็น...

          ...สมมุติ...กับบัญญัติ ได้ชัดเจนขึ้น...

          มนุษย์หลงผิดยึดติดของสมมุติเป็นของจริง...ด้วยอุปาทาน!

          อุปาทานตรงนั้นทำให้อยากได้...อยากมี...อยากเป็น...ทั้ง ๆ ที่ทั้งหมดมิใช่...ตัวกู...ของกูโดยต้องทิ้งไว้บนโลกทั้งสิ้นเพราะเวลาตาย...ไม่มีใครแบกไม่มีใครหอบไปได้สักคน...

          แต่มากมายของ ‘คน’ ก็ยังอยากได้ด้วยความ ‘โลภ’ จนถึงวันนี้...แม้จะ ‘แก่’ เจียนตายอยู่รอมร่อ!

          วัดอโศการามในอดีตกาลเคยเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับค้างแรมอยู่หนึ่งคืนก่อนเสด็จสู่เวสาลี...ปัจจุบันวัดอโศการามได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวพุทธ ด้วยท่านนายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้ทำ ‘พุทธชยันตี’ โอนที่ตรงนี้เป็นของกลางเมื่อปี พ.ศ. 2500

          วัดอโศการามที่เห็นตอนนี้ไม่เหลือเค้าให้เห็นเลยว่าครั้งหนึ่งจะเคยเป็นวัดวาอารามมาก่อน...ดูแล้วน่าจะเป็นสวนสาธารณะให้ผู้คนเข้ามาพักผ่อนเสียมากกว่า...จุดเด่นของสถานที่ก็คือ เสาหินของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นหนึ่งในจำนวนเสาหินทั้งหมด 84,000 ต้นที่กระจายอยู่ทั่วผืนแผ่นดินอินเดีย เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในจุดที่พระองค์เคยเสด็จผ่านหรือเคยเป็นที่ประกาศธรรมมาก่อน...

          เสาหินดังกล่าวว่ากันว่าทุกต้นจะมีความสูงประมาณ 21 ฟุต ลักษณะกลมกลึงเหมือนเสาไม้ บนยอดจะเป็นรูปพญาราชสีห์ประทับบนธรรมจักร อันหมายถึงพระบรมศาสดาผู้เกรียงไกร...อาจหาญประหนึ่งสีหราชที่บรรลือสีหนาทอยู่ท่ามกลางราวไพรแห่งกิเลสตัณหาทั้งปวง

          แต่น่าเสียดายที่เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชที่ปรากฏในวัดนี้อยู่ในสภาพปรักหักพังและเหลือเพียงท่อนหินที่วางนอนอยู่ในศาลาล้อมลูกกรงกว้างยาวประมาณสามคูณหกเมตร...

          ด้านซ้ายมือเป็นสระน้ำขนาดใหญ่เห็นปลายเสาหินโผล่พ้นน้ำเล็กน้อยอยู่เพียงต้นเดียว...ทั้ง ๆ ที่เคยสำรวจมาแล้วว่าจำนวนเสาทั้งหมดในสระนั้นมีทั้งหมดสองร้อยกว่าต้น...และที่กลายเป็นสระน้ำก็เพราะเกิดจากการขุดสำรวจนั่นเอง...

          ...ที่ตรงนี้แหละครั้งหนึ่งเคยเป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่สาม...

          และนับเป็นสายธารธรรมไปสู่ประเทศไทยในกาลต่อมา...โดยไทยเป็นสายที่ 8 จากธรรมทูตทั้งหมด 9 สาย

          คณะแสวงบุญยังรี ๆ รอ ๆ อยู่ตรงศาลาแสดงเสาหินพระเจ้าอโศกโดยไม่ได้ไปไหนทั้ง ๆ ที่เป็นบริเวณวัดอโศการามนั้นกว้างขวางร่มเย็นด้วยพฤกษาพันธุ์ไม้ เพราะทุกคนรู้ว่าหลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธร (หมื่นอุดม ชาติการุณ) จะเป็นผู้นำคณะสวดมนต์ทำวัตรเช้า โดยหัวหน้าทัวร์แจ้งให้รู้ตั้งแต่ก่อนลงจากรถแล้ว

          พวกเราใช้สนามหญ้ากว้างบริเวณติดกับเสาพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นที่สวดมนต์ โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก พระสงฆ์นั่งรายเรียงตามอันดับด้านหน้า ส่วนญาติโยมอยู่ข้างหลัง ทุกคนต่างนำธูปเทียนที่เตรียมมาจากบ้านออกมาจุดและใช้แผ่นดินต่างกระถางโดยปักธูปเทียนลงตรงหน้าของตน

          ...กลิ่นธูปหองฟุ้งขจรขจายไปทั่วอาณาบริเวณ ก่อนที่เสียงสวดมนต์เป็นภาษาบาลีจะกึกก้องกังวานสะท้านสะท้อนขึ้นประหนึ่งประกาศให้มนุษย์ทุกรูปนาม ณ ที่แห่งนั้นได้รู้ถึงเกียรติคุณแห่งองค์พระบรมศาสดาโดยทั่วกัน...

          ความจริงเราค่อนข้างสวดมนต์เป็นประจำอยู่แล้ว ทุกครั้งไม่เหมือนครั้งนี้... เพราะในเวลานั้นเราสัมผัสได้ถึงภาวะจิตของตัวเอง ‘ฟูฟ่อง’ ความ ‘อหังการ’ แผ่ขึ้นในหัวใจอหังการที่ได้เกิดมาเป็นชาวพุทธ...เกิดมาเป็นลูกของพระพุทธเจ้า เมื่อนึกถึงตรงนี้ความปีติก็บังเกิดอย่างแรงกล้าจนขนลุกซู่ทั้งสรรพางค์

          จากอดีตนับพันปีก่อนหน้านี้ ณ ที่ตรงนี้นั้นเสียงสวดมนต์พร่ำบ่นสาธยายธรรม คงกึกก้องกังวานไกลกว่านี้แน่ เพราะที่ตรงนี้คือ ‘วัด’ เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาภายใต้พระราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้มีพระราชศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง...

          และครั้งนั้น ณ แผ่นดินแห่งนี้เคยมีเหล่าพุทธบุตรอันประกอบด้วยพระอรหันตเจ้านับพันรูปมาพำนักอาศัยเพื่อการสังคายนาพระไตรปิฎกก่อนส่งพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระศาสนา ณ แว่นแคว้นต่าง ๆ ถึง 9 สาย

          ...โดยดินแดนสุวรรณภูมิของเราเป็นสายที่ 8!

          ด้วยความจริงตรงนี้จึงไม่ยากต่อการหลับตาเพื่อจินตนาการภาพในอดีตนั้นได้กระจ่างใจ...กับพระสมณเจ้าภายใต้อาภรณ์สีเหลืองที่เรียกว่า ผ้ากาสาวพัสตร์ อันเสมือนธงชัยแห่งพระศาสนานับพันรูปนั้น...

          จึงเชื่อว่าทุกตารางนิ้วของผืนดินแห่งนี้เป็นเฉกเช่น ‘ปฐพีอันศักดิ์สิทธิ์’

          ด้วย ‘รอยบาท’ แห่งพระอรหันต์ทั้งหลายเคยประทับมาแล้วทั้งสิ้น...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com