
ก่อนอื่นต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ กันสักนิด...เนื่องเพราะเรา (ที่หมายถึง คณะแสวงบุญประมาณ ๒๗ ชีวิต) ได้เดินทางไปนมัสการ พระเขี้ยวแก้วและต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ประเทศศรีลังกา เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา...
ด้วยประการนี้ผู้เขียนจึงขอเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในคอลัมน์สักเล็กน้อย สำหรับการนำเอาสารประโยชน์ของการเดินทางในครั้งนี้เสนอ ด้วยเหตุผลที่ว่า...ศรีลังกาเป็นเมืองพุทธ
เมืองพุทธศาสนาที่มีอายุกาลอันยาวนานหลายพันปี...ที่เราท่านควรรู้จัก
มูลเหตุของการเดินทางไปนมัสการพระเขี้ยวแก้วกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ประเทศศรีลังกาในครั้งนี้ อุบัติขึ้นในใจของผู้เขียนก็เพราะเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กาลครั้งหนึ่งเราทั้งคณะ (ประมาณสามสิบกว่าคน) ล้วนบังเกิดปีติในผลบุญนั้นเป็นที่ยิ่ง...
โดยเฉพาะโอกาสได้เข้าไปสัมผัส และนั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เมืองพุทธคยา...
และเป็นครั้งแรกที่เรา...เชื่อมั่น...เต็มหัวใจ...พระพุทธประวัติอันยิ่งยงที่เคยได้รู้ได้ฟังมานานนั้น ‘มีจริง’ เป็น ‘ของจริง’ อย่างมิต้องสงสัย...
ด้วยประการนั้นทำให้เราเกิดความคิด...‘อยากไปศรีลังกา’ ด้วยเหตุผล ประเทศไทยรับเอาศาสนาพุทธมาจากที่นั่น นับเนื่องมาจากสมัยพญาลิไท
“ไปศรีลังกากันเถอะ” มหาแหมวอย่างเราจึงอดรนทนไม่ไหว เอ่ยปากชักชวนคุณนายทมยันตี
“เมื่อไหร่...?” คุณนายย้อนถามเท่ากับเป็นการบอกว่าไม่ปฏิเสธ ซึ่งเป็นที่รู้กันในบ้านว่า ‘อาเจ๊คุณนายทมของไอ้ยอด’ เป็นพวกชีพจรลงเท้ามาตั้งแต่ยังสาวจนแก่หงำเหงือก มิหนำซ้ำเจ้าตัวยังยกตนขึ้นเป็นหัวหน้าคณะด้วยการหาลูกทัวร์มาเองเสียอีก...
เหยื่อคนแรกของคุณนายอี๊ดหรือคุณทมก็คือ...‘บรรณาธิการขวัญเรือน’ ที่คุณท่านทั้งหลายรู้จักกันในนามว่า ‘คุณพนิดา’ นั่นแหละ แต่บ้านเราเรียกเธอว่า ‘คุณน้อย’ ขอรับ
ผลก็คือ ‘คุณน้อย’ ก็เรียบร้อยโรงเรียนศรีลังกาไปน่ะสิครับ แถมท้ายยังมีคุณคะนอง เนินอุไร บ.ก.ใหญ่ ‘โลกทิพย์’ กับหลวงพ่อธรรมงาม และลูกทีมอีกจำนวนหนึ่งติดสอยห้อยตามไปด้วย...
ส่วน...ทัวร์ลีดเดอร์ก็มิใช่ใครที่ไหน...เธอคือ คุณวิจิตร คลังทอง หรือเจ๊แดง แห่งบริษัท แดงสยามการท่องเที่ยว เจ้าเก่าที่เคยพาเราไปอินเดียมาแล้วนั่นเอง...ส่วนลูกทีมอื่น ๆ บางท่านก็เป็นคนอ่านขาประจำของขวัญเรือนหรือไม่ก็เป็นคนรู้จักมักจี่กันมาแล้วทั้งนั้น
วันแรกของการเดินทาง
เราทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันที่เคาน์เตอร์ลังกาแอร์ ประมาณหนึ่งทุ่ม...ตามที่คุณแดงนัดหมาย ซึ่งเป็นการนัดล่วงหน้าทั้ง ๆ ที่เวลาเครื่องขึ้นสี่ทุ่มสิบห้านาที...จวบจนเมื่อเราเช็กอินน์เรียบร้อยจึงรู้ข่าวว่าเครื่องลังกาแอร์ที่เราจะใช้เดินทางเที่ยวบินนั้นดีเลย์ออกไปอีกสี่สิบห้านาที...
ขณะที่เตร่ไปเตร่มาอยู่แถวนั้น สายตาเจ้ากรรมดันมองไปที่ทีวีจอยักษ์ ซึ่งข่าว CNN กำลังแพร่ภาพอยู่...ข้อความกับภาพทำเอาขวัญเสียไม่น้อย...
ก็ที่ศรีลังกาฝ่ายทมิฬกับฝ่ายรัฐบาลกำลังยิงกันสนั่นเมืองอยู่น่ะสิ
“ศรีลังกามัน...กำลังรบกัน” เจ๊แดงทัวร์ลีดเดอร์แอบมากระซิบข้างหู
“เห็นแล้วเจ๊” เราได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก
“อย่าไปบอกใครนะ เดี๋ยวจะขวัญเสีย” หัวหน้าทัวร์สาวบอกเรา ขณะที่เราเองก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ยอมรับครับว่าตอนนั้นชักใจเสียเหมือนกัน ไม่ได้ห่วงชีวิตตัวเองสักเท่าไหร่หรอก จะห่วงก็แต่ผู้ร่วมเดินทางด้วยน่ะแหละจะเป็นทุกข์...
เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะรอเราอยู่ข้างหน้าที่ศรีลังกา?
ผู้ร่วมเดินทางหลายรายชักเนือย ๆ ไปเหมือนกันกับการนั่งรอเวลาที่สนามบิน เพราะกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่องต้องเสียเวลาไปกับการเดินการนั่งถึงสามชั่วโมง...ถ้าจะมีอยู่คนเดียวที่ดูสงบที่สุด ก็เห็นจะเป็นคุณคะนอง บรรณาธิการหนังสือ ‘โลกทิพย์’
เพราะเจ้าตัวเล่นนั่งสมาธิกันบนเก้าอี้ในแอร์พอร์ตนั่นแหละ
เป็นธรรมดาครับ ถ้าใครเล่นสมาธิ จะรู้ว่าสมาธินั้นมิได้เพียงหวังในการเข้าถึงปัญญาธรรมสำหรับการก้าวสู่มรรคผลเท่านั้น หากสมาธิสามารถทำเพื่อประโยชน์สิ่งอื่นอีกมากมาย
เป็นการพักผ่อนจิตใจ เป็นการดับความขุ่นข้องความกังวลได้อีกด้วย โดยเฉพาะกับการรอคอยที่น่าเบื่อหน่ายในวันนั้น!
เราผ่านเวลาการรอคอยที่สนามบินดอนเมืองมาหลายชั่วโมง และยังต้องทนอึดอัดกับการนั่งอยู่บนเครื่องบินอีกประมาณสามชั่วโมง...ก่อนที่เครื่องจะแลนดิ้งที่สนามบินโคลอมโบโดยสวัสดิภาพ...
ทุกคนช่วยกันเข็นรถบรรทุกสัมภาระฝ่าความมืดช่วงตีสองเศษ ๆ (เวลาของศรีลังกาจะช้ากว่าของไทยประมาณครึ่งชั่วโมง) ออกจากสนามบินไปขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่ข้างนอก...หลังจากผ่านขบวนการตรวจประทับตราหนังสือเดินทางที่ไม่ยุ่งยากอะไรนัก...
ชาวคณะที่มีพระสงฆ์สามรูปกับญาติโยมยี่สิบสี่ชีวิต ขึ้นรถบัสมุ่งหน้าสู่โรงแรม ‘เรอแนสซองส์’ ซึ่งถือว่าเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งในโคลอมโบ ด้วยอาการระโหยโรยแรงพอสมควร หลายคนคอพับคออ่อนเพราะล่วงเลยเวลานอนมาพอสมควร
“พรุ่งนี้ตื่นหกโมง รับประทานอาหารเจ็ดโมง...เดินทางแปดโมงนะคะ”
คุณวิจิตรหัวหน้าทัวร์ประกาศกับทุกคนในคณะ ในช่วงเวลาส่งกุญแจห้องพักให้
หลายคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ โดยเฉพาะคุณนายยุพยงค์มารดาของผู้เขียนที่ถือว่ามีวัยอาวุโสมากที่สุดในคณะ...มิหนำซ้ำยังโดนโรคภัยคุกคามอยู่บ่นงึมงำ...
“ได้นอนพักแค่สองชั่วโมงกว่า ๆ เอง...”
ความจริงต้องเรียกว่าแทบจะไม่ได้นอนกันเลยมากกว่า เพราะกว่าจะอาบน้ำอาบท่า กว่าจะรอกระเป๋าส่งขึ้นห้อง...กว่าจะดึงเสื้อผ้าออกมาจัดเตรียมสำหรับวันรุ่งขึ้นก็เกือบตีสี่เข้าแล้ว...
เรียกว่า...เดินทางคราวนี้ได้ทดสอบความอดทนตั้งแต่ยกแรกกันเลยเชียว...
อ้อ...ก่อนจะหลับนอน พลันนึกขึ้นได้ว่า ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงศรีลังกามีระยะทางประมาณ๑,๘๐๐ กิโลเมตร และน่าแปลกอยู่อย่าง ครั้งในอดีต ศรีลังกาเวลาท้องถิ่นจะช้ากว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง แต่มาปีนี้ทางคุณแดงหัวหน้าทัวร์แจ้งกับลูกทัวร์ว่าเวลาปัจจุบันศรีลังกาช้ากว่าเวลาท้องถิ่นไทยประมาณครึ่งชั่วโมง (ซึ่งตรงนี้เข้าใจว่าเป็นเพราะแกนเอียงของโลกเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย-ผู้เขียน)
กับอีกอย่างคือชื่อสนามบินของศรีลังกาที่เราลงมาสัมผัสครั้งแรกนั้น ชื่อเต็ม ๆ ว่า ‘โคลอมโบ กตุนายกะ’ ซึ่งก่อนหน้านี้มีชื่อว่า ‘บัณฑรา นายเก’ ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของศรีลังกาเช่นกัน
คืนแรกของการเดินทาง หลายท่านอาจจะหลับใหลด้วยความอ่อนเพลียบวกกับเวลาที่ล่วงเลยผ่านมาจนเกือบรุ่งสางแล้วก็ตาม...หากผู้เขียนก็ยังอดมีความปริวิตกอยู่ลึก ๆ ในใจมิได้...ด้วยข่าวสารที่ได้เห็นในจอทีวี ก่อนขึ้นเครื่องบิน...ภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สะพายปืนยาวตรงสนามบินโคลอมโบกับบังเกอร์ถุงทรายตามสี่แยกที่รถวิ่งผ่าน แม้จะเป็นช่วงดึกสงัดแต่ก็ไม่มืดเกินไปนักที่จะมองเห็น
สิ่งที่ทำได้ในเวลานั้นคือ ‘การภาวนา’ ภาวนาให้ทุกคนในคณะอยู่รอดปลอดภัยกับการเดินทางมาแสวงบุญในครั้งนี้
เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายเสร็จสรรพ...เรานั่งสวดคาถาชินบัญชรของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี...เพราะนึกขึ้นได้ว่าท่านคัดลอกและเรียบเรียงใหม่จากคัมภีร์ของศรีลังกานี่เอง...ก่อนที่จะเคลิ้มหลับไปในคำภาวนาของหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่ว่า
‘นะโม นะ อันตรายา วินัสสันติ!’ ซึ่งเป็นคาถาแคล้วคลาดจากอันตราย สำหรับชาวคณะทั้งหลายในวันนี้
วันที่สองของการเดินทาง
เจ็ดโมงเช้า ชาวคณะพร้อมหน้าพร้อมตากันที่ห้องอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน...น่าแปลกใจครับที่ทุกคนมีอาการแจ่มใสไม่เหลือรอยอิดโรยของเมื่อคืนให้เห็นอีกเลย อาจเป็นเพราะทุกคนตื่นเต้นกับการได้ออกไปเห็นบ้านเมืองของศรีลังกาอย่างเต็มตาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก็ได้
ไม่มีปัญหากับอาหารเช้าสไตล์ฝรั่งในโรงแรมเกรดเออย่าง เรอแนสซองส์ เพราะไม่มีใครในคณะออกปากบ่นแม้แต่คำเดียว
แปดโมงตรง...ทุกคนก้าวขึ้นรถบัสคันเก่าที่ไปรับเราที่สนามบิน หลังจากพนักงานโรงแรมช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถเสร็จสรรพ...เราเริ่มต้นวันใหม่ที่ศรีลังกาด้วยการขับรถตระเวนดูรอบ ๆ กรุงโคลอมโบ อันเป็นเมืองหลวงของประเทศศรีลังกา
บ้านเมืองสะอาดสะอ้านกว่าอินเดียมาก ตึกรามบ้านช่องส่วนใหญ่ยังเหลือเค้าความเก่าในยุคที่อังกฤษเข้ายึดครองให้เห็น ส่วนตึกสูง ๆ มีน้อยแทบจะนับหลังได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มองเห็นแล้วต้องรู้สึกหดหู่และทอดถอนใจก็คือ
สถานที่สำคัญ ๆ ล้วนมีบังเกอร์กั้นสูง และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารยืนรักษาการณ์ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม...
สิ่งที่เห็นทำให้เราเศร้าใจลึก ๆ เพราะ วันนี้ของศรีลังกาที่เป็น เมืองพุทธแดนศักดิ์สิทธิ์ มองดูคล้ายสมรภูมิไปแล้ว...จากความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจของมนุษย์
แต่สิ่งหนึ่งที่เราอดชื่นชมไม่ได้ก็คือเกือบทุก ๆ สี่แยก จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทุก ๆ จุด อีกทั้งยังมีต้นโพธิ์อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธมีอยู่ทั่วไปหมด
“บ้านเราน่าจะทำอย่างนั้นบ้าง” คุณคะนองพูดกับเราอย่างนั้น...ซึ่งหมายถึงการสร้างพระพุทธรูปไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ ซึ่งแสดงถึงความเป็นชาวพุทธเมืองพุทธของบ้านเรา
ขณะที่รถบัสแล่นวนอยู่ คุณแดงหัวหน้าทัวร์ได้แนะนำให้ชาวคณะได้รู้จักกับวิทยากรรับเชิญมาบรรยายให้ความรู้ในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เป็นเจ้าคณะอำเภอของจังหวัดกระบี่และเป็นเจ้าอาวาสวัดแก้ว คือ พระสุทาวุธวิสิฐ ซึ่งคุณแดงนิมนต์ท่านมาโดยการนี้โดยเฉพาะ
ฉะนั้น ชาวคณะแสวงบุญเที่ยวนี้จึงได้ความรู้ทั้งทางโลก และทางธรรมในศรีลังกากันอย่างมหาศาล เพราะหลวงพ่อพระสุทาวุธวิสิฐ เป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และการศาสนาในศรีลังกาอย่างยิ่งยวด...ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีลักษณะภูมิศาสตร์เป็น ‘เกาะใหญ่’ ที่คนไทยรู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ทางบาลีเรียกเกาะนี้ว่า ‘ลังกาทีปะ’ ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้าปกครอง ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ซีลอน’ (CEYLON) ซึ่งภายหลังได้อิสรภาพก็เปลี่ยนมาเป็น ‘ลังกา’ เมืองเดิมโดยเติมคำว่า ‘ศรี’ ซึ่งแปลว่า ความเจริญ ความเป็นมงคลนำหน้าจนเป็น ‘ศรีลังกา’ ในปัจจุบัน
เกาะศรีลังกามีพื้นที่ส่วนยาวประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร มีส่วนกว้างประมาณ ๒๔๐ กิโลเมตร รวมเนื้อที่ทั้งหมดแล้วเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ ๘ เท่า
ในอดีต เกาะลังกาแบ่งการปกครองออกเป็น ๓ เขต
๑. เขตราชารัฐ คือเขตที่มีนครหลวงอันเป็นเขตตอนเหนือของประเทศ
๒. เขตมายารัฐ คือตอนกลางของประเทศ
๓. เขตโรหณรัฐ คือเขตตอนใต้ของประเทศซึ่งปัจจุบันได้แก่อาณาเขตบริเวณโคลอมโบซึ่งเป็นเมืองหลวงใหม่ในปัจจุบัน
ทั้ง ๓ เขตนี้มีปรากฏความอยู่ในคัมภีร์บาลีของพุทธศาสนา
หลวงพ่อพระสุทาวุธวิสิฐ ยังเมตตาเล่าตำนานเก่าแก่เชิงประวัติศาสตร์ของลังกาให้เราฟังอีกว่า...เดิมทีชาวพื้นเมืองเก่าแก่ของลังกา กล่าวว่าเป็นพวกยักษ์และพวกนาค...อันเป็นที่มาของรามเกียรติ์ ซึ่งมีอารยธรรมต่ำเป็นพวกดุร้ายที่มีชื่ออีกอย่างว่าพวก ‘ทมิฬ’ คำว่า ทมิฬ ถ้าแปลความเป็นภาษาไทยในปัจจุบันก็คือ ความโหดร้าย ดุดัน แต่สำหรับชาวทมิฬเองถือว่าเป็น ‘ความกล้าหาญ’
ตามประวัติศาสตร์คัมภีร์มหาวงศ์ได้บันทึกไว้ว่า ในปีเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จสู่ปรินิพพาน เจ้าชายวิชัย ซึ่งอยู่ในอินเดียตอนเหนือของอินเดีย (เข้าใจว่าเป็นพวกอารยัน) ได้เสด็จมาถึงเกาะลังกา แล้วทรงตั้งชุมนุมชน ‘สิงหฬ’ ขึ้น คำว่าสิงหฬ หรือสิงหล เรียกตามชื่อ ‘เจ้าชายสิงพาหุ’ ซึ่งเป็นปู่ของพระเจ้าวิชัย ฉะนั้นเกาะลังกาจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ‘เกาะสิงหล’ หรือเรียกคนในเกาะว่า ‘ชาวสิงหล’ นั่นแหละ
การเข้าครอบครองเกาะลังกาของชาวสิงหลก็เท่ากับการก่อศึกกับพวกยักษ์ที่เป็นชนเผ่าดั้งเดิมของเกาะลังกา...จนกลายเป็นตำนานรบราฆ่าฟันมาตั้งแต่ครั้งนั้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวในมหากาพย์รามายณะ...หรือรามเกียรติ์ก็ได้เค้าโครงจากเหตุการณ์ตรงนี้...
อารยธรรมก้าวสู่เกาะลังกาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๑๐๖ เมื่อชาวสิงหลได้สร้างเมือง ‘อนุราธปุระ’ ขึ้นทางตอนเหนือของเกาะ เหตุที่ได้ชื่อว่าเมืองอนุราธปุระ ก็เพราะใช้พิธีก่อฤกษ์ภายใต้กลุ่มดาวชื่อ ‘อนุราธะ’ ว่ากันว่าเมืองนี้มีพระมหากษัตริย์ปกครองติดต่อกันมากว่า ๑๐๐ องค์
จนกระทั่งถึงพระพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ลังกาจึงได้ย้ายเมืองหลวงไปตั้งอยู่ที่โปโลนนรุวะ และย้ายอีกครั้งใน พ.ศ.๑๘๐๙ ไปตั้งอยู่ที่ ศิริวัฒนนคร หรือที่เรียกว่า ‘แคนดี้’ ในปัจจุบัน
ลังกาเป็นประเทศที่มีวิบากกรรมไม่น้อย เพราะตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติหลายต่อหลายครั้ง...โดยตกเป็นของโปตุเกสเมื่อปี พ.ศ.๒๐๔๘ ถึง ๒๒๐๑ รวมเวลา ๑๕๓ ปี...ก่อนตกมาเป็นของฮอลันดา จนถึงปี พ.ศ.๒๓๓๙ รวม ๑๓๘ ปี ท้ายสุดตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอีก ๑๕๒ ปีเต็ม ๆ รวมเวลาที่ต่างชาติปกครองทั้งสิ้น ๔๔๓ ปี
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายร้อยปี ได้ก่อความเจ็บช้ำน้ำใจให้ชาวลังกาเป็นที่ยิ่ง เพราะ พระพุทธศาสนาและชาวบ้านเมืองถูกเหยียบย่ำทำลายอย่างย่อยยับ หากทว่าจนถึงปัจจุบันชาวลังกาก็สามารถรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนมั่นคงมาได้
สิ่งนี้คือความยิ่งใหญ่ที่เราทั้งหลายควรยกย่องสรรเสริญยิ่ง...ทุกวันนี้ศรีลังกามีคนนับถือศาสนาพุทธเกือบทั้งประเทศ และที่สำคัญคือ
ความศรัทธาอันสูงล้ำ...จนชาวเราต้องรู้สึกประหลาดใจ!
เรียกว่ากว่าจะถึงวันนี้ ชาวลังกาทั้งมวลที่พิทักษ์รักษาศาสนาอันเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติไว้ได้นั้น ต้องผ่านอุปสรรคนานัปการมาอย่างลำบากยากเข็ญแสนสาหัส...เพื่อให้พ้นการครอบงำของชาวต่างชาติที่ยาวนานมากว่าหลายร้อยปี
ลังกายังมีอะไรต่อมิอะไรเล่าให้ฟังอีกเยอะครับ แต่คงต้องฉบับหน้าแล้วล่ะ เพราะโควต้าหน้าหมดพอดีจ้ะ!

ภาพบนคือ dagoba (ที่ครอบพระเขี้ยวแก้ว) ส่วนภาพล่างเป็นตึกในโคลอมโบ
ภาพจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=plin&month=07-2006&date=21&group=13&gblog=19

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
