
สวัสดีค่ะ
จริงๆที่เขียนลงในนี้เพราะไม่ทราบว่าจะติดต่ออ.แม้วทางอื่นได้อย่างไร และไม่ทราบว่าตอนติดต่อไปอ.จะยุ่งอยู่หรือเปล่า เพราะฉนั้น หนูเขียนลงตรงนี้อ.ว่างแล้วคงได้มีเวลาอ่านนะคะ
อย่างที่จั่วหัวไว้ค่ะ หนูแค่อยากขอบพระคุณ อาจารย์สำหรับคำสั่งสอนอันมีค่า เป็นคำสั่งสอนที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตหนูเลยทีเดียว
เรื่องของเรื่องคือหนูได้มีโอกาสไปเรียนวิปัสนากรรมฐานกับอาจารย์และหลวงปู่ พร้อมกับฟังบรรยายธรรมจากอ.ทมยันตี ที่วัดป่าชนะสงครามเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมาค่ะ ตอนนั้นหนูก็ไปอย่างเบลอๆนิดหน่อย แค่รู้สึกว่าอยากทำอะไรดีๆให้กับชีวิตบ้างเพราะเพิ่งผ่านวันเกิดครบยี่สิบเจ็ดปีมา (หนูเกิดวันที่ หก พฤษภาคม ค่ะ) และหนูก็ติดตามงานเขียนของ อ.ป้าอี๊ดมาอย่างเหนียวแน่น หนูเลยไปงานนี้ จริงๆหนูสมัครไปงานไหว้ครูแต่คุณต้อย สมทรงกรุณาบอกว่ามีงานนี้ด้วย หนูเลยขอไปกับเค้าด้วย
นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีกว่าที่หนูได้นั่งภาวนาอย่างเป็นกิจจลักษณะ และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เรียนรู้ว่าวิปัสสนากรรมฐานต่างจาก สมถกรรมฐานอย่างไร และจะน้อมจิตพิจารณาไตรลักษณ์อย่างไร หนูได้แค่ทราบทางทฤษฎีตามที่อาจารย์สอนวันนั้นในอุโบสถนั่นล่ะค่ะ ส่วนภาคปฏิบัตินี่ ยังไปไม่ถึงไหนกันเลย ขนาดวัตรเช้าหนูยังไม่ได้ตื่นมาทำเลยค่ะ นอนกลิ้งตัวเป็นขนอยู่ในมุ้ง
แต่หลังจากนั้นตลอดหนึ่งอาทิตย์หนูก็เพียรนั่งภาวนาล่ะนะคะ จริงๆแล้วกล้ารับว่าทำเอาสนุก แค่อยากทราบว่าทำแล้วจะสงบได้ขนาดไหนกันเชียว ปรากฎว่าสงบก็ไม่มาก ปรุงแต่งเอาเสียเยอะ แถมยังมีฟุ้งซ่านมาเป็นระยะระยะ รบกับตัวเองสนุกดีค่ะ แต่อย่างน้อยที่สุดหนูกล้าพูดได้ว่า หนูเย็นลง นิดหน่อย หนูยังคุมโทสะไม่ได้ แต่เริ่มรู้ตัวและลดได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ไหนๆก็ไหนๆหนูขอประจานตัวเองว่าหนูเป็นพวกเจ้าโทสะอย่างร้ายกาจ แค่คนแซงตอนต่อแถวขึ้นรถไฟฟ้านี้หนูก็ ฉุนขาดแล้วค่ะ แถมนั่งเจริญพรเค้า (ในใจ) ตลอดทางจนหนูลงจากรถนั่นแหละ (หนูบ้านอยู่แถวรัชโยธินทำงานแถวทองหล่อ สิบสี่สถานีที่หนูนั่ง หรือ ยืน.. โดยเฉพาะถ้าเค้าแซงคิวทำให้หนูไม่ได้นั่ง.. เจริญพรเค้าได้ไม่หยุดละกันล่ะค่ะ)
อาจารย์ สอนเราไว้ที่วัดป่าว่า จิตส่งนอกเป็นสมุทัย ส่งเข้าในเป็นปัญญา หนูเลยคิดได้ว่าหนูแกว่งเท้าหาเสี้ยนเองแท้ๆ จริงๆแล้วถ้าเราสำรวมดูแต่จิตใจตน การโดนแซงคิวก็ไม่ได้ร้ายกาจถึงขนาดไปด่าเค้าในใจให้เราร้อนรน คุกรุ่น และคั่งแค้นในจิต ถ้าหนูตายตอนนั้น หนูไม่อยากคิดเลยว่าตายแล้วหนูจะไปไหน เพราะคงไม่ศิวิไลแน่ๆ และพอมาคิดๆ อีก ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นทั้งนั้น ถ้าเรา(พยายาม)วางเฉยได้ก็ไม่มีอะไรทำให้ใจหมกมุ่นกระวนกระวายได้ เพราะมีแต่ตัวเรา ใจเราที่จะโน้มเอาสิ่งไม่ดีเหล่านั้นให้เข้ามาในใจได้ คนอื่น หรือสิ่งอื่นไม่สามารถเดินตัดเข้าสู่ใจเราได้ถ้าเราไม่ยอมซะอย่าง
แต่มันก็ไม่ง่ายนะคะ ตอนนี้คนเดินแซงคิวหนูก็ยังกรุ่นๆ แต่พอหนูจับจิตตัวเองได้ว่ามันกรุ่นๆหนูก็พยาม พยาม และ พยาม ดับมันเสีย ด้วยการบอกตัวเองอย่างที่อาจารย์เคยสอนว่า ส่งนอกเป็นสมุทัย อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลยนะโยม.. ได้ผลมั่ง ไม่ได้ผลบ้าง แต่หนูก็พยาม พยาม และ พยามค่ะ พอมาพยามอยู่ในใจมันก็ไม่ค่อยส่งใจตามไปเจริญพรเค้าเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ได้นั่งบ่นตัวเองว่าทำไมแกเจ้าโทสะขนาดนี้(วะ) แทนที่จะบ่นเค้าว่า ทำไมเธอ(แก)มาแซงคิวชั้น(ยะ) บลา บลา บลา
จนมางานครอบเศียร หนูก็ไม่ทราบว่าหนูอุปทานไปเองหรือ อะไรแต่หนูรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่วนๆอยู่รอบๆตัว ไม่ว่าหนูจะเคยทราบ เคยอ่าน หรือเคยได้ยินมาอย่างไร หนูเรียนอาจารย์ได้ว่าที่หนูรู้สึกมันไม่เหมือนทฤษฎีที่เคยได้ทราบมา เอาเป็นว่า หนูเชื่อมากขึ้นอีกมาก (แต่ยอมรับโดยสัจจริงว่ายังสงสัยอีกนิด หรืออีกมากๆ ต่างกรรมต่างวาระ ตามประสาผู้มีอวิชชาตัวโตๆอยู่ในจิตและผูกผันกันมาหลายสิบปี) ว่า เทวดามีจริง พลังงานชั้นสูงที่มีเจตจำนงของตนเองมีจริง
กล่าวโดยสรุป หนูขอขอบพระคุณอาจารย์ ที่ทำให้หนูเห็นทางของพุทธ หลังจากที่หลงทางมายี่สิบกว่าปี แต่ก่อนก็ภาวนามั่ง ไม่ภาวนามั่ง อ่านหนังสือ อ.ทมยันตีทีก็นั่งลงภาวนาทีเพราะ “อยาก”โน่น นี่ นั่น แต่ตอนนี้หนูนั่งภาวนาเพราะเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ก็ไม่ทราบว่าทำไม แต่รู้สึกว่าต้องทำ และหวังว่าตัวเองจะได้รู้สึกอย่างนี้เรื่อยๆ
ขอขอบพระคุณอีกหลายๆอย่างค่ะอาจารย์ โดยเฉพาะในเรื่อง
๑ ที่ทำให้หนูมีโอกาสได้บูชาผู้ที่ควรบูชา ตอนหนูเห็นอาจารย์ทำงานหนัก (และหนูหมายความว่าหนักสุดๆจริงๆ) เพื่อบวรพระพุทธศาสนาแต่เพียงประการเดียว นั้น ทำให้หนูละอาย เวลาหนูนั่งบ่นกับตัวเองว่าหนูทำงานหนัก (และจริงๆเทียบกันแล้วงานหนูไม่หนักเท่าไหร่) ทั้งๆที่หนูทำงาน ได้เงินเดือนก็เพื่อตัวเอง เห็นอาจารย์ทำงานทีหนูซึ้งไปเลยค่ะ หนูเลยไปขอกราบอาจารย์จนอาจารย์ถามว่ายังกราบไม่พอหรือไง ไงคะ
๒ ที่ทำให้หนูได้คิดว่าหนูก็ควรทำอะไรเพื่อเป็นการบูชาคนที่ควรบูชาที่สุดบ้าง ทางบ้านหนูฐานะพอมีพอกิน พอเที่ยว พอเก็บ คือไม่รวยล้นฟ้า แต่ก็ไม่ได้ขัดสนอะไร คุณพ่อคุณแม่หนูเป็นอาจารย์ทั้งสองท่านและมีงาน มีเงินเดือน มีสวัสดิการดี แถมมีมรดกของคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายอีก เพราะฉนั้น ตั้งแต่หนูทำงานมาหกปี หนูไม่เคยให้เงินเดือนท่านเลยค่ะ (นอกจากตอนหนูโบนัสออก หรือตอนท่านไปเที่ยวกัน หรือซื้อของขวัญให้ท่านตามโอกาสต่างๆ หนูไม่ได้อยู่กับท่านค่ะท่านอยู่ต่างจังหวัดและหนูทำงานกรุงเทพฯ) เพราะท่านเคยบอกว่าท่านไม่อยากได้ ขอแค่หนูเลี้ยงตัวเองได้และมีเงินเก็บเองก็พอแล้ว
หลังนั่งภาวนามาสองสัปดาห์ อยู่ๆหนูก็มาคิดได้ว่าถึงท่านจะไม่อยากเอา แต่เป็นหน้าที่ของหนูที่หนูต้องให้ ถึงท่านจะไม่ได้เอาไปใช้ก็ตามที แต่นั่นคือเรื่องของท่าน เรื่องของหนูคือหนูต้องให้ อย่างน้อยที่สุดจริงๆคือท่านจะได้สุขใจ ตอนหนูโอนเงินให้ท่าน คุณพ่อบอกหนูว่า ถ้าหมุนเงินไม่คล่องก็ไม่ต้องให้นะลูก แต่หนูสัญญากับตัวเองว่า ต้องถึงขั้นที่หนูตกงานหรือไม่มีเงินจะกินข้าวนั่นล่ะค่ะ หนูถึงจะไม่ให้เงินก้อนนี้กับท่านทุกเดือน
อาจารย์ คะ.. ท่านบอกจะเก็บเงินไว้สร้างบ้าน เพราะตอนนี้ท่านอยู่บ้านพักข้าราชการกันและอีกห้าปีคุณพ่อท่านจะเกเษียนอายุ ราชการ อาจารย์คะพ่อแม่หนูท่านกรุณาซื้อคอนโดที่หนูอยู่ตอนนี้ให้ราคาหลายล้าน (หนูผ่อนเองอยู่บางส่วน) ทั้งๆที่ท่านยังไม่ได้สร้างบ้านของท่านเองกัน ทำไมก่อนหน้านี้หนูคิดไม่ได้ก็ไม่ทราบว่าต้องทดแทนคุณท่าน ทั้งๆที่เห็นท่าน(หรือได้ยินที่ท่านเล่า)กตัญญูต่อคุณตาหนูที่ไม่ค่อยสบาย อยู่อย่างดี สรุปคือหนูก็มีตัวอย่างที่ดีดูอยู่แต่ไม่เคยได้คิด
อาจารย์ เชื่อไหมคะว่าที่ผ่านมาหนูเอาเงินไปซื้อความสุขของหนูเองเยอะมาก อะไรที่ใครว่าสวย ว่างาม ว่าน่าไปเที่ยว น่าไปทานอาหาร หนูจ่ายได้อย่างไม่เคยลังเล (ยกเว้นของแบรนด์เนมที่หนูยังโชคดีที่ไม่ค่อยชอบและไม่ค่อยอยากได้เป็นการ ส่วนตัว) และไม่เคยเสียดายเงินเลย หนูเคยเลี้ยงวันเกิดเพื่อนราคาเป็นหมื่น ให้เพื่อนยืมเงินเป็นแสน เที่ยวทีหมดเป็นหลายๆหมื่น ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเพิ่งมาคิดได้ก็ตอนนี้แหละว่าจริงๆแล้วหนูควรใช้เงิน อย่างฉลาดอย่างไร (หนูก็ยังเที่ยวอยู่นะคะ แต่เพลาๆลงหน่อยเท่านั้นล่ะ)
และหนูบอกได้เลยค่ะ ว่าความสุขที่ได้จากการซื้อ เที่ยว กิน ทุกอย่างรวมกันยังเทียบไม่ได้สักนิดกับการโอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่ในครั้งนี้ จริงๆ มันเป็นความสุขใจแบบอิ่มๆ ชื่นๆ ละมุนๆใจอย่างไรบอกไม่ถูก
ยิ่งพอมาเห็นอาจารย์ทำงานหนัก แต่ไม่ได้ใช้เงินเพื่อตัวเอง หนูเลยนับถือหัวใจอาจารย์และยิ่งให้ละอายแก่ใจตน ยิ่งนักเลยค่ะ ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นคนดี เป็นต้นแบบที่ดี ทำให้หนูมองๆส่องๆแล้วคิดเองได้บ้าง สอนตัวเองได้บ้าง
๓ ที่ทำให้หนูได้เริ่มพยายามปฏิบัติอย่างจริงจัง อีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยศรัทธาที่มีต่อตัวอาจารย์ หรืออะไรก็ตามที (หนูจะพยายามลดความยึดติดในตัวอาจารย์ลง แล้วหมายๆ แต่คำสอนค่ะ พยาม พยาม) สาธุเถอะ ขออย่าให้หนูละความเพียรในระยะเวลาอันไกล้นี้เลย (หนูเป็นพวกเบื่อง่ายนิดหน่อยค่ะ)
๔ ที่ทำสำคัญที่สุด อาจารย์คะ ด้วยความที่หนูโทรศัพท์คุยกับคุณพ่อ คุณแม่เรื่องคำสอนของอาจารย์ที่วัดป่าชนะสงคราม เรื่องไหว้ครู กับเรื่องครอบเศียร และที่สำคัญเรื่องทาน ศีล ภาวนา และ ศีล สมาธิ ปัญญา (ก็เอามาจาก ธรรมะ ห้านาทีล่ะค่ะ) กับท่านมากๆ ตอนนี้ท่านหันกลับมาเริ่มปฏิบัติแล้วค่ะ ท่านทั้งสองเคยปฏิบัติมาก่อนจนได้ปิติทั้งคู่จากอาณาปาณสติ (สลับกันเข้าคอร์สน่ะค่ะ) โดยได้ปิติกันคนละอย่าง ต่างกรรมต่างวาระ แต่ห่างหายไปนานเพราะ.. ท่านบอกว่าหลายเหตุผล วนไปวนมา แต่จริงๆแล้วคือขาดความเพียร (ท่านพูดเอง) ตอนนี้ท่านกลับมาเริ่มปฏิบัติกันอีกแล้ว เพราะหนูปฏิบัติ ท่านเลยเอาด้วย และท่านก็อ่านหนังสือพระธรรมคำสั่งสอนมากขึ้นอีก หนึ่งเพื่อสอนตนเอง และสองเพื่อเอามาตรวจสอบว่าที่หนูคุยกับท่านนั้นหนูมั่วบ้างหรือเปล่า ยิปปี้
นี่แหละค่ะ ทำให้หนูต้องมาเขียนขอบพระคุณอาจารย์เป็นการใหญ่เพราะอยากให้อาจารย์ได้อนุโมทนากุศลที่อาจารย์ได้สร้างไว้กับตัวหนู และครอบครัวหนู
นอกจากอาจารย์แล้ว หนูยังมีผู้ที่ต้องขอบคุณอีกยาวเป็นหางว่าวในกาลครั้งนี้ โดยเฉพาะ
ป้าอี๊ด อ.ทมยันตี ที่เขียนหนังสือดีๆให้หนูศรัทธาจนไปวัดป่า จนมาถึงครอบเศียร จนได้พบอ.แม้ว
อ.นโม ที่สั่งสอนให้หนู(พยาม)เลิกดื่มแอลกอฮอลล์ และทายอะไรเจ๋งๆให้หนูประหลาดใจในเรื่องอำนาจจิต
คุณปูน แม่บายศรีงานครอบเศียรที่เป็นกัลยาณมิตร ไม่มีคุณปูน หนูคงไม่ได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำว่าใครๆเหนื่อยกันแค่ไหน ถึงจะออกมาเป็นงานพิธีที่สวยงามขนาดนี้ได้
คุณเอก ที่พยามสั่งสอนวิธีการภาวนา การทำสมาธิ โดยทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีและโดยการยอมช่วยเข็นครกขึ้นเขา หวังว่าคงยอมช่วยกันต่อไปเรื่อยๆ
ศิษย์อาจารย์หลายๆท่านที่มีเมตตากับหนูทั้งสองงาน โดยเฉพาะ คุณชูศรี คุณสมทรง คุณเพ็ญ หมอไอซ์ และอีกมากมายหลายท่านจนบอกชื่อได้ไม่ครบ
ขอบคุณจริงๆค่ะ ขอบุญ กุศล(โดยเฉพาะที่ทำในช่วงหลัง)ที่หนูทำไว้ทั้งหมดจงเป็นของทุกท่านนะคะ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
องค์อร
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
by ภูเตศวร
สาธุ สาธุ สาธุ ขออนุโมทนากับน้องเตยด้วยนะคะ ขอให้ประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ทุกประการค่ะ
น้องเตยเป็นคนที่มีน้ำใจและน่ารักมาก ๆ ยินดีที่ได้ร่วมเป็นสมาชิกชาวธรรมะ 5 นาทีด้วยกันค่ะ
by shoosri
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
ดีใจและยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกัลยาณมิตรที่น่ารักอย่างน้องเตย ขอให้มุ่งมั่นและสมหวังในสิ่งที่ตั้งใจไว้น่ะค่ะ
by ต้อย
ขออนุโมทนาด้วยคนค่ะ
ขอบคุณเตยที่มาช่วยทำงานนะคะ
หวังว่างานหน้าคงได้เจอกันอีก
by ice
ขอบคุณท่านผู้มีอุปการคุณที่มาร่วมอนุโมทนาทุกท่านค่ะ งานหน้า ถ้าไม่ติดงานจริงๆ ไปแน่นอนค่ะ
by เตย
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com