
คติธรรม คำขวัญ วันปีใหม่ ปีเถาะ พุทธศักราช 2554
โดย พระธรรมกวี เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร
สวัสดีสาธุชนทุกคนทุกท่าน
ต่อไปนี้จะได้พูดและให้ได้ฟังเรื่องคติธรรมคำขวัญวันปีใหม่กันอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ต้องบอกและไม่ต้องคิด ถ้าจะคิด ก็ขอให้คิดเรื่องของตัวเอง ของแต่ละคน ปีหรือ พ. ศ. ที่กำลังจะผ่านหรือผ่านไปแล้ว อายุของเราก็ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว สิ้นไปแล้ว 1 ปี เช่นกัน ฝ่ายเด็กน้อย, วัยรุ่น หนุ่มสาว, ก็จะพากันดีใจ เพราะเข้าใจว่าตัวเองได้ คือได้อายุ มีอายุเพิ่มขึ้น จากวัยเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นวัยหนุ่มสาว แต่คนที่มีอายุล่วงเข้าวัยกลางคนไปแล้ว คงไม่ดีใจ ดีใจไม่ออก คงอยู่ในลักษณะเฉย ๆ เพราะอะไรไม่จำเป็นต้องถามและไม่จำเป็นต้องตอบ ทุกคนเมื่อย่างเข้าวัยนี้ ย่อมรู้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กาลเวลาเคี้ยวกินสัตว์ กินคน พร้อมทั้งเคี้ยวกินตัวของมันเองไปด้วย กาลเวลาล่วงไป สิ้นไป ตั้งแต่วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง อายุของคน ของสัตว์ก็ล่วงไป สิ้นไปพร้อม ๆ กัน จะว่ากาลเวลา กับ อายุ ของคนของสัตว์ เป็นอย่างเดียวกันก็ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องของกาละเวลา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นสอนคราวใดก็จะแสดงเรื่อง ความไม่ประมาท ทุกครั้งไป ทรงชี้ให้เห็นคุณ เห็นค่า ของกาลเวลา อย่าปล่อย กาลเวลาให้ล่วงไปเปล่า อย่างที่ทรงเตือนพระภิกษุไว้ใน ทสธรรมสูตรรวม 10 ข้อ มีอยู่ข้อหนึ่งว่า ควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ คือควรคิดอยู่เป็นประจำว่า “วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้ ขณะนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่” เสมือนทรงเตือนให้มองกาลเวลาเป็นประดุจคนที่เข้ามาอาสารับใช้, ปีหนึ่งมี 365 วัน ก็เท่ากับมีคนที่อาสาเข้ามาคอยรับใช้เรา 365 คน ทุกคนคอยฟังคำนายสั่ง และพร้อมที่จะทำตามคำสั่ง ทำตามที่ใช้ และทำเต็มทั้งวัน ถ้านายไม่ใช้ ไม่สั่งก็สบายไป และเมื่อครบวัน เขาก็ลาจากไป เมื่อจากไป เขาก็เอาอายุของเราไปด้วย 1 วัน เราจะให้หรือไม่ให้เขาก็ต้องเอาไปจนได้ และเมื่อเขาจากไปแล้วก็ไปเลยชนิดที่พูดว่า “ไปไม่กลับ” นั่นแหละ ถ้านายคนใดประมาท ชะล่าใจ คิดว่าเป็นคนใจดีต่อคนใช้คือกาลเวลา ขืนปล่อยให้ผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี โดยไม่ใช้อะไรเขาเลย คน ๆ นั้นก็จะเข้าลักษณะที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ขณาตีตา หิ โสจันติ นิรยัมหิ สะมัปปิตา ชนทั้งหลายผู้ปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยไป แม้ขณะเดียว จะเป็นผู้เบียดเสียดกันในนรก เศร้าโศกอยู่ คำว่าเศร้าโศก ได้แก่คิดเสียดาย เสียดายที่ปล่อยคนใช้ คือกาลเวลาให้ผ่านพ้นไป แต่ก็สายไปเสียแล้ว อันนี้ เรื่องกาลเวลา กับความไม่ประมาท เป็นเรื่อง “เสีย” กับเรื่อง “ได้” ใครจะเอา เสีย หรือเอา ได้ เชิญเลือกเอาเองตามความพอใจถูกและความถูกต้อง
by ชูศรี
ใหม่นี้เป็นปีพุทธศักราช 2554 เป็นปีเถาะ มีกระต่ายเป็นเจ้าของนามปี จะไม่เอ่ยถึงบ้าง เจ้ากระต่ายจะน้อยใจ เรื่องกระต่าย มีเรื่องที่พอจะเก็บเป็นสาระสำหรับปีใหม่ก็พอมี เรื่องกระต่ายที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยเราน่าจะมีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ รูปกระต่ายในดวงจันทร์เรื่อง 1, เรื่องกระต่ายตื่นตูมเรื่อง 1, เรื่องกระต่ายวิ่งแข่งกับเต่าแพ้เต่านี้เรื่อง 1
เรื่องรูปกระต่ายในวงพระจันทร์ มีหลักฐานที่มาจาก สส บัณฑิกชาดก พระพุทธเจ้าทรงเทศนาใน รูปของปุคคลาทิฏฐาน ทรงเล่าถึงคราวครั้งที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ สั่งสมบารมีเพื่อเป็นสัมมาพุทธะ มีอยู่ชาติหนึ่ง เสวยพระชาติเป็นกระต่าย มีสัตว์ที่มีน้ำจิตน้ำใจในการทำความดีร่วมกันอยู่ 3 สัตว์ 3 สหาย ได้แก่ ลิง 1, สุนัขจิ้งจอก 1, นาก 1 มีกระต่ายเป็นสัตว์ฉลาด เป็นถึงขั้นกระต่ายบัณฑิต เป็นผู้นำ เป็นพี่ใหญ่ ได้สั่งสอนแนะนำสัตว์ทั้ง 3 ให้เห็นคุณค่า อานิสงส์ของการให้ทาน การรักษาอุโบสถศีลซึ่งสัตว์ทั้ง 3 ต่างยอมรับ
ต่อมาถึงกาลวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง กระต่ายบัณฑิตได้บอกให้สัตว์ผู้สหายทั้ง 3 ไปจัดเตรียมอาหาร ของกิน สำหรับตัวมาวางไว้ให้พร้อม แต่ได้ตอกย้ำว่าอาหารที่ได้มาต้องบริสุทธิ์ ชอบธรรม ตั้งใจอธิษฐานรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด เมื่อถึงเวลาอันควรแล้วจึงบริโภคอาหาร ถ้ายังไม่ถึงเวลา ถึงจะหิวสุดที่จะหิวก็ต้องอดทน และถ้าถึงเวลาแล้วเกิดมีคนเดินทางมาขออาหาร ก็จงแบ่งให้เขาไป ตนเองบริโภคจากส่วนที่เหลือ สัตว์สหายทั้ง 3 น้อมรับคำแนะนำ ลิงก็ไปได้มะม่วงมา สุนัขจิ้งจอกไปได้เนื้อมา นากก็ไปได้ปลาปิ้งมา (ที่ว่าบริสุทธิ์นั้นก็โดยที่เมื่อพบเนื้อนั้นวางอยู่ไม่มีเจ้าของ สุนัขจิ้งจอกได้ตะโกนขอ และเมื่อไม่มีการคัดค้านก็ได้นำมา ส่วนนากนั้นได้ปลาจากคนที่ปิ้งแบ่งให้มา) แต่กระต่ายกินหญ้าไม่ต้องไปหาจากที่ไหน ทีแรก ๆ สัตว์สหายก็เกิดความสงสัยก็เลยถามขึ้นว่า ก็ ท่าน บัณฑิตเล่าจะให้อะไร กระต่ายก็ตอบทันทีว่า เรื่องนี้หมดสงสัยได้ ข้าพเจ้าได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะขอเอาเนื้อของเราทั้งตัวนี้แหละให้แก่คนที่มาขอ ปรากฏว่า คำอธิษฐานของกระต่ายที่จะสละชีวิตให้เป็นทาน ทำให้ทิพย์บัลลังก์ขององค์อมรินทราธิราชเกิดแข็งกระด้างขึ้นมา ทรงพิจารณาเห็นเหตุการณ์จึงเสด็จลงมาเพื่อทดสอบความจริงใจของกระต่ายทรงแปลงร่างเป็นพราหมณ์ผู้เคร่งครัด กำลังหิวโหยอ่อนแรง เดินไปขอของบริโภคจากที่อยู่ของสัตว์ผู้สหายทั้ง 3 ก็ได้รับส่วนแบ่งจากสัตว์ทั้ง 3 เป็นอย่างดี แต่ท่านพราหมณ์ก็ไม่รับ ขอฝากไว้ก่อนจะกลับมาเอาทีหลัง จนถึงที่อยู่ของกระต่ายบัณฑิต ทันทีที่เอ่ยปากขอ กระต่ายก็มีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง บอกให้พราหมณ์ผู้ขอ ก่อไฟขึ้น พราหมณ์ผู้ขอก็บันดาลไฟให้ลุกขึ้นบนกองฟืนในทันทีทันใด เจ้ากระต่ายได้เห็นไฟลุกเป็นถ่านได้ที่แล้วก็มีใจเบิกบานเป็นที่สุด สลัดขนของตนเพื่อให้สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่เกาะติดอยู่ที่ขนของตนให้ออกไป เพื่อให้ชีวิตทานของตนบริสุทธ์ แล้วกระโดดเข้าไปในกองไฟ แต่แทนที่ไฟจะไหม้ กลายเป็นว่าเป็นไฟเย็น ประดุจดังกองหิมะกระต่ายเกิดงุนงงร้องถามไปว่าเหตุไฉนจึงเป็นฉะนี้ ก็ได้ความว่าเป็นไฟเนรมิต ผู้มาขอมิใช่พราหมณ์ผู้หิวโหยแท้จริงแต่เป็นพระอินทร์ปลอมตัว ที่ทำก็เพื่อพิสูจน์ความจริงจากกระต่ายว่าจะกล้าจริงอย่างคำอธิษฐานหรือไม่ เมื่อได้มาเห็นจริงก็สิ้นสงสัย ทรงเกิดศรัทธาเลื่อมใสในคุณธรรมของกระต่ายบัณฑิต จึงขออนุญาตสลักภาพเชิญไปประดิษฐานไว้ในวงพระจันทร์ ด้วยน้ำหมึกที่คั้นมาจากหลากหลายพฤกษชาติ น้อยใหญ่หลาย ๆ ภูเขาด้วยอมรินทร์ฤทธิ์ รูปของกระต่ายจึงติดอยู่ในวงพระจันทร์ตลอดกัปกัลป์ จะเห็นปรากฏชัดแจ้งในวันเพ็ญดิถีวันขึ้น 15 ค่ำของทุก ๆ เดือน ท่านผู้ใดปรารถนาประสงค์จะให้ชีวิตของตนรุ่งเรืองมีผิวพรรณผุดผ่อง(โสมะ) ร่าเริงแจ่มใสชนิดบอกบุญรับ ก็จงเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ยินดีในการให้ การเสียสละ คงจะสมหวังดังประสงค์ (ดังคำ สส อันหมายถึงกระต่าย ส ตัวแรกหมายถึงสัจจะ ส ตัวที่ 2 หมายถึงสละ คือการเสียสละ คือจาคะ การให้นั่นเอง ซึ่งเป็นคุณธรรมระดับสูง หากทำได้ผู้นั้นได้ชื่อว่าผู้ผุดผ่อง ผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง มีโสมะ นั่นเอง) ปีนี้เป็นปีกระต่าย จึงเป็นปีของการให้ ลงมือได้เลย ตั้งแต่เดือนมกรา เป็นต้นไป
by ชูศรี
กระต่ายเรื่องที่ 2 เป็นกระต่ายตื่นตูม เรื่องนี้ก็มีที่มา ชื่อว่า ทุททุภายชาดก เรื่องมีอยู่ว่า กระต่ายตัวหนึ่ง วันนั้นหาอาหารกินจนอิ่มท้องแล้วไปหลบนอนอยู่ใต้ต้นตาล และรอบ ๆโคนต้นตาลต้นนั้นมีใบตาลแห้งกองอยู่ และที่ใกล้ ๆ กับต้นตาลต้นนั้นมีต้นมะตูมอยู่ต้นหนึ่ง กำลังมีผล เจ้ากระต่ายขณะที่นอนก็คิดวิตก จินตนาการไปว่าถ้าเกิดแผ่นดินถล่มแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ตัวนิดเดียว น้ำหนักก็ไม่มาก แต่ใจคิดถึงแผ่นดินถล่ม ซึ่งไม่น่าจะคิดไปเลย กำลังเคลิ้ม ๆ จะหลับ ผลมะตูมผลหนึ่งเกิดหล่นลงมาบนใบตาลแห้งโครมใหญ่ เจ้ากระต่ายตกใจ ใช่แล้วแผ่นดินถล่มจริง ๆ ก็รีบลุกขึ้นกระโจนหนีไปโดยไม่คิดชีวิต เสียงกระต่ายด้วยกันร้องถามว่า มีเรื่องอะไรกัน มีเสียงตอบออกมาว่า อย่ามัวถามเลยแผ่นดินถล่มแล้ว เท่านั้นแหละทั้งกระต่ายและไม่ใช่กระต่าย สัตว์ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ช้าง ม้า เสือ สิงห์ กระทิง แรด ก็พากันออกวิ่งตาม เรียกว่าวิ่งกันจนป่าราบไปเลย จนไปเจอะพระยาราชสีห์ยืนสง่าสกัดกั้นขวางทาง พร้อมกับใช้เสียงคำรามถามว่า วิ่งกันไปไหน วิ่งทำไม ด้วยทั้งกลัวทั้งเกรง สัตว์ทุกตัวต่างก็ต้องหยุด พระยาราชสีห์สอบถามช้าง ช้างก็ตอบไม่ได้ ตัวใหญ่เสียเปล่าพลอยตื่นและออกวิ่งตามเจ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยไปด้วย พระยาราชสีห์ก็ตำหนิ ถามไปถามมา ก็ได้ความว่า ตัวต้นเหตุมาจากกระต่ายตัวนั้น พระยาราชสีห์จึงบังคับให้พาไปดูว่าเกิดแผ่นดินถล่มที่ตรงไหน เจ้ากระต่ายยังไม่หายหวาดกลัว แต่ตอนนี้กลับกลัวพระยาราชสีห์มากกว่าจึงออกเดินทางนำพระยาราชสีห์ไปจนถึงที่ ที่ตนนอน ก็ไม่เห็นมีแผ่นดินถล่ม เห็นแต่ผลมะตูมตกอยู่บนใบตาลแห้ง อันนั้นนั่นเองเป็นเหตุการณ์ เป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้สัตว์ทั้งป่าพากันแตกตื่นเป็นโกลาหล อลหม่านไปหมด ไม่น่าเลย กระต่ายตัวนั้นเองเป็นต้นเหตุของกระต่ายตื่นตูม มีคนจดจำนำมาผูก และพูดต่อ ๆ กันมาจนถึงกระทั่งบัดนี้ และคิดว่าเรื่องตื่นตูมจากใบตาลคงจะไม่มีแล้ว ถ้าจะมีก็คงมีแต่การตื่นตัว (คือการมีสติ รู้ตัว) และมีเรื่องที่น่าหวาด น่ากลัวควรแก่การคิดพิจารณา น่าวิตก ได้แก่ตื่นกระหนก เสียงนก เสียงกา เสียงโหร เสียงโฆษก เสียงลม เสียงน้ำ เสียงดิน เสียงฟ้า เสียงซุบซิบ เจรจา ต้องติดตาม ถึงที่มา ที่ไป และเตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม อย่าได้ประมาทขาดสติเป็นดีที่สุด
by ชูศรี
เรื่องกระต่ายยังมีอีกเรื่องมีที่มาจากนิทานอีสป ท่านเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งยังมีเต่าตัวหนึ่งมีความกล้าหาญ ไปท้ากระต่ายตัวหนึ่งวิ่งแข่งกัน มีของขวัญและรางวัลอะไรกันแก่ผู้ชนะ จำไม่ได้เพราะนานมาแล้ว กระต่ายก็หัวเราะเย้ยหยัน เพราะเต่านั้นใคร ๆ ก็รู้ว่า ต้วมเตี้ยม ถึงจะเร็วสักเพียงใดก็ใช้เท้าคลานไป ทั้งบนหลังก็หนักกระดอง จึงตกลงรับคำท้า พอได้ยินเสียงสัญญาณ เต่าก็ก้มหน้าก้มตาใช้เท้าคลานอย่างจริงจัง ส่วนกระต่ายออกวิ่งไปได้หน่อยหนึ่ง ก็หยุดพัก นอนหลับอย่างสบายอารมณ์จนเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาตกใจ ลุกขึ้นรีบวิ่งไปเต็มฝีเท้า แต่พอไปถึง เห็นเต่านอนชูคอ สวัสดีพี่กระต่ายอยู่ที่หลักชัย ตั้งนานแล้ว ก็เสียใจ และยอมรับความพ่ายแพ้
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่าอย่างไร ก็ขอให้ต่อกันเองเถิด แต่ผู้เขียนขอต่อให้ว่า ปะมาโท ปะราชิโต ความประมาทเป็นทางแห่งความปราชัย ปะมาโท มัจจุโน ปะทัง, ความประมาทเป็นทางแห่งมัจจุ (ราช) เย ปะมัตตา ยะถา มะทา คนประมาทเหมือนคนตายแล้ว ปะมาโท รักขะโต มะลัง, ความประมาทเป็นมลทิน (หายนะ) ของผู้รักษา, ผู้รักษาตั้งแต่รักษาชีวิต รักษาเนื้อรักษาตัว รักษาฐานะ รักษาตำแหน่งหน้าที่ รักษาข้าวของ สารพัดรักษา พวงมาลัยที่กำลังขับ และแม้รักษาศีล รักษาธรรมเป็นต้น ถ้าประมาทเลินเล่อ เผลอสติ ก็ต้องประสบกับความเป็นมลทิน ความหายนะ ความสูญเสีย ด้วยประการฉะนี้แล
by ชูศรี
ขอความสุขสวัสดี ความผ่องแผ้ว สดใส มีความสมหวังดังใจ ความอยู่รอดปลอดภัย เบาบาง สร่างโรค ประสบโชคชัย สบายกาย
สบายใจ ตลอดปีใหม่ปีนี้และปีต่อๆ ไป ทุกคน ทุกท่าน เทอญฯ
by ชูศรี
ขออนุโมทนา สาธุกับพี่ชูศรีด้วยนะคะ ที่นำสิ่งดีๆมีสาระประโยชน์มากมายมาให้ได้อ่านกัน ขอบคุณมากค่ะ
by หนูแดง
ด้วยความยินดีอย่างยิ่งค่ะ คุณแดง
by ชูศรี
สาธุ ชื่นใจในความรู้และข้อธรรม ขอบคุณที่นำมาเผื่อแผ่ให้ได้อ่านค่ะ
by pkung
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com