การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ 1 ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ by กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตี

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#62]

กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตี

ตอนที่ 1 ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ

          จำได้ว่าเมื่อประมาณ 2536 มีหนังสือพิมพ์รายวันแถวแนวหน้าฉบับหนึ่ง ได้มาขอพบทมยันตีเสนอให้นักเขียนใหญ่ท่านนี้ เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอัตชีวิตประวัติของเธอลงตีพิมพ์...ทว่าวันนี้สิ่งที่ได้คือคำตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลจากปากนักเขียนดัง

          หลายปีต่อมา...ก็ยังมีผู้ติดต่อขอให้ทมยันตีเขียนเรื่องราวของตัวเองอีกอย่างต่อเนื่อง ท้ายสุดเธอให้คำตอบสั้น ๆ

          “ดิฉันไม่เขียนอย่างแน่นอน” หากก็ยังทิ้งท้าย “คนที่จะทำเรื่องนี้ได้มีคุณวิศวนาถเท่านั้น!”

          เพราะประโยคท้ายของทมยันตีหรือบุคคลที่ผู้เขียนเรียกว่า ‘แม่หนูอี๊ด’ จนติดปาก ทำให้คนอยู่ร้อนนอนทุกข์คือวิศวนาถ เพราะหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ พุ่งเป้ามาที่ผู้ถูกระบุชื่อจากปากนักเขียนดัง

          สิบกว่าปีกับสิ่งเดียวที่มีคือ คำปฏิเสธ...เพราะผู้เขียนรู้สึกว่า การเขียนเรื่องราวของแม่หนูอี๊ดเป็นเรื่องยาก เข้าทำนอง ‘เขียนชมคนก็ว่า...เขียนว่าก็สะเทือนใจเจ้าของเรื่อง’

          มาปีนี้...คุณพนิดา ชอบวณิชชา หรือพี่น้อย บรรณาธิการใหญ่ของขวัญเรือนก็หยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยอีก...แถมให้เหตุผลเสร็จสรรพ

          “แง่มุมในชีวิตพี่อี๊ด... จะให้ประโยชน์กับผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้หญิง!” ตบท้ายอีกคำ “คุณแม้วควรเขียนให้ขวัญเรือน”

          เราต้องบอกตรง ๆ ว่าเพราะความเกรงใจพี่น้อย จึงยกปัญหาหนักอกไปปรึกษาแม่หนูอี๊ด เธอบอกสั้น ๆ

          “เคยอนุญาตแล้ว คำไหนคือคำนั้น”

          “ชีวิตมนุษย์ไม่มีดีด้านเดียว แม่หนูอี๊ดก็รู้” เราบอกกับทมยันตีอย่างนั้นซึ่งนักเขียนใหญ่พยักหน้าบอก

          “เขียนอย่างสุจริตและยุติธรรม เขียนอย่างที่เรารู้”

          “บางอย่างอาจไม่รู้หรือไม่รู้จริง? ” ผู้เขียนออกความเห็น ขณะคนเพิ่งไปรับตำแหน่ง ‘คุณหญิง’ มาหมาด ๆ หัวเราะถาม

          “ใครรู้จักชีวิตฉันจริง ๆ บ้าง?” ยังแถมท้ายให้อีกคำ “ไม่รู้ก็ถามสิวะ!”

          สรุปแล้วจริงของคุณหญิงท่านจริง ๆ ครับ

          ปีนี้ดูเหมือนจะเป็นปีทองของทมยันตีเสียเหลือเกิน เพราะเริ่มต้นศักราชด้วยข่าวการตั้งรางวัลทมยันตีอะวอร์ด สำหรับค้นหาดาวดวงใหม่ในวงการวรรณกรรม ในวาระครบรอบ 55 ปีของชีวิตการเป็นนักเขียนของ วิมล ศิริไพบูลย์ และครบ 100 บทประพันธ์ที่จะเป็นงานเขียนรวมเล่มโดยไม่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มไหน โดยผู้ชนะการประกวดทมยันตีอะวอร์ด จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ เข็มกลัดทองประดับพลอยสีม่วงแล้ว ยังมีเงินสดอีกสามแสนบาทเป็นรางวัล

          จากนั้นในงานใหญ่ปีนี้ของทมยันตีคือข่าวทำ ไลท์ แอนด์ ซาวนด์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรเจ้าแห่งเผ่าไทย ในวโรกาสครบรอบ 400 ปีแห่งการเสด็จสวรรคต ณ วัดวิหารทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา โดยเธอรับเขียนบทให้กับทีมงาน และจัดพิธีบวงสรวงใหญ่ถวายดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมี ฯพณฯ กร ทัพพะรังสี เป็นประธานจุดเทียนชัย

          หากข่าวที่สร้างความฮือฮามาตลอดตั้งแต่ต้นปี ยังน้อยกว่าเมื่อวันฉัตรมงคลที่ผ่านมา (5 พฤษภาคม 2548) เมื่อวิมล ศิริไพบูลย์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จตุตถจุลจอมเกล้า กลายเป็น คุณหญิงใหม่ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

          วันที่ได้รับการแจ้งข่าว ทมยันตีนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เร่งแก้สคริปต์ ไลท์ แอนด์ ซาวนด์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่ ขณะที่ผู้เขียนในฐานะผู้จัดการอยู่ในระหว่างการเดินทางไปตรวจงานสร้างศาลาอุโบสถที่วัดป่าพอก อุดรธานี วิศวนาถรู้จากปากพี่น้อย (คุณพนิดา ชอบวณิชชา) ที่โทรศัพท์เข้ามาแสดงความยินดีด้วย

          เมื่อรู้ข่าวก็ติดต่อกลับ แม่หนูอี๊ดก็พูดด้วยไม่กี่คำ เพราะต้องรีบเตรียมตัวเข้าเฝ้าฯ เหมือนกัน...

          “แม่หนูอี๊ดก็เพิ่งรู้ ท่านผู้หญิงจรุงจิต ได้กรุณาโทรศัพท์มาด้วยตัวท่านเองเมื่อตอนบ่าย (วันที่ 4 พฤษภาคม) นี้เอง”

          หลังจากนั้นคือข่าวและบทสัมภาษณ์ที่ทยอยออกมาเป็นระลอก บนหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ส่วนมากคือคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์...ดังจะยกมาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างบ้างพอเป็นกระสายยา

          “รุ้สึกเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทาน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดิฉันจึงถือเป็นเรื่องที่โปรดเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ และถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ในชีวิต...”

          ในสมัยที่ผู้เขียนเข้ามาในบ้านลาดพร้าวใหม่ ๆ เวลาเข้าห้องพระ ข้างโต๊ะหมู่บูชาจะมีโต๊ะบูชาเทวดาตั้งไว้อีกชุด ที่นั่นจะมีตุ๊กตาทองเป็นรูปพระสรัสวดีตั้งอยู่...เคยสงสัยตามประสา ‘แม่หนูอี๊ดเคยเป็นดาราหรือไงนะ ได้รางวัลตุ๊กตาทองด้วย ? ’

          หากต่อมาจึงรู้...นั่นคือ รางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยมที่แม่หนูอี๊ด ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งครานั้นเธอยังให้สัมภาษณ์ย้ำ...

          “หลังเคยได้รางวัลตุ๊กตาทอง จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานที่พระราชวังสวนจิตรลดา มาครั้งหนึ่งแล้ว ในครั้งนั้นก็มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการรางวัลใด ๆ อีกแล้ว เพราะที่ได้รับคือรางวัลสูงสุดในชีวิตของตน ทุกวันนี้รางวัลนั้นก็ตั้งไว้บนโต๊ะหมู่บูชา สวดมนต์เมื่อไหร่ก็กราบ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็เหมือนกันที่เคยได้รับจากฝ่ายหน้ามาก่อน สมัยอยู่สภาฯ คือ ทุติยาภรณ์มงกุฎไทย และทุติยาภรณ์ช้างเผือก กับฝ่ายในคือจตุตถจุลจอมเกล้า ที่เพิ่งได้รับคราวนี้ ก็อยู่บนโต๊ะหมู่บูชา ดิฉันก็กราบไหว้อยู่ทุกวันบูชาในฐานะของสูง”

          เมื่อใครต่อใครหรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนถามถึงความคิดหวังในการได้รับตำแหน่งในครั้งนี้ คำตอบจะพรั่งพรูออกมาแบบไม่ต้องใช้เวลาคิด

          “ไม่เลย เพราะวิมลคือวิมลที่คิดว่าเราเป็นข้าของแผ่นดิน รักแผ่นดินนี้เป็นที่ยิ่ง ทุกเม็ดดินบนปฐพีนี้ของไทย บรรพกษัตริย์ไทยของเราทรงรักษาไว้ ดิฉันในฐานะข้าแผ่นดิน จึงขอทำหน้าที่รักษาไว้ หน้าที่นี้สลักอยู่ในใจดิฉันมานานแล้ว ตั้งแต่เกิดจนรู้ความ เชื่อว่าจะต้องทำเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินโดยไม่หวังจะได้สิ่งใดตอบแทน”

          “เพราะเราเป็นข้าแผ่นดิน อย่าว่าแต่จะมีหัวเดียวเลย ต่อให้มีร้อยหัวบนบ่าก็ต้องน้อมถวาย” นั่นเป็นประโยคในบทประพันธ์ ‘เลือดขัตติยา’ แต่ความจริงเป็นประโยคที่ทมยันตีกล่าวเสมอ...แม้ในการให้สัมภาษณ์ ครั้งล่าสุด

          “เราต้องทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินและพระมหากษัตริย์ มีงานใดทำถวายได้ก็จะทำโดยไม่ต้องรั้งรอ ไม่ต้องให้ท่านมาสั่ง อย่าว่าแต่ถวายชีวิตเลย มีร้อยหัวก็น้อมถวาย เพราะเราเป็นหนี้แผ่นดิน หนี้ต้องชดใช้ตามหน้าที่ในฐานะข้าแผ่นดิน”

          เรื่องราวความรักชาติ รักแผ่นดินของทมยันตีนั้น นักอ่านทั้งหลายสามารถสัมผัสได้จาก นวนิยายหลาย ๆ เรื่องตั้งแต่ ทวิภพ...อตีตา กษัตริยา ท้ายสุดคือ อธิราชา เรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ปลุกกระแสความรักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ให้เกิดขึ้นในกระแสวิญญาณชาวไทยแล้ว ทั้งอดีตและปัจจุบันทมยันตียังมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักพูดที่โน้มนำให้ประชาชนรักชาติ เสียสละเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง

          หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา ทมยันตีจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะหัวหอกต่อสู้ทางการเมืองเพื่อการปกป้องสถาบันหลักของชาติอย่างโดดเด่น หลังการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 วิมล ศิริไพบูลย์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้เป็น ‘สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน’ นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่คนในวงการนักเขียนได้รับ

          ซึ่งทมยันตีหรือแม่หนูอี๊ด ได้ย้อนรอยอดีตอันน่าทึ่ง และไม่เคยได้รับการถูกเปิดเผย ณ ที่ใดมาก่อนให้ฟังว่า

          “เคยบอกแล้วไง สิ่งที่ผ่านมาถ้านับว่าเป็นความผิดก็มีอย่างเดียวเท่านั้น คือรักแผ่นดินอย่างยิ่ง จำได้ว่าช่วงเวลาที่กระแสความวุ่นวายทางการเมืองสองขั้วรุนแรงอย่างมาก จู่ ๆ ก็มีนายทหารยศพันเอกมาขอพบที่บ้าน ตอนนี้บอกชื่อท่านได้แล้ว แต่ก่อนพูดไม่ได้ ท่านคือพันเอกวินัย ศรีนวล ท่านมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง สนุกนะตอนนั้นแจงอะไรสนุกไปหมด เป็นเรื่องสถานการณ์ทั่ว ๆ ไปในเขตภูมิภาคอินโดจีน และที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์ของแผ่นดินไทย ซึ่งรู้สึกว่าล่อแหลมอันตรายที่สุด ลงท้ายก็คือท่านพันเอกวินัย ศรีนวล อยากให้ทำงานการข่าวให้ท่าน”

          เรารู้ว่างานการข่าวเป็นงานที่อันตรายอย่างยิ่ง...จึงถามด้วยความสงสัย “ตอนนั้นมีครอบครัวแล้วไม่ใช่หรือ ?”

          “ก็มีแล้ว ตอนนั้นคิดมากเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่างานการข่าวต้องรักษาความลับ ไม่เว้นแม้คนในครอบครัว บางครั้งออกจากบ้านไปทำงานหลายวันโดยบอกใครในบ้านก็ไม่ได้ ตอนนั้นยอดก็ยังเล็ก ลูกยังเล็กมาก ห่วงเหมือนกันว่าถ้าเราตายใครละเลี้ยงดูลูก อนาคตลูกจะเป็นยังไง ?”

          “แต่ก็ยังตัดสินใจทำ ?”

          “ก็เพราะความรักชาติ รักแผ่นดินนี่แหละ มันเหมือนกับฝังไว้ในวิญญาณเลยนะ ตอนนั้นรู้แค่ว่าประเทศไทยถ้าขาดศาสนากับพระมหากษัตริย์อะไรก็พังภินท์หมด ลูกหลานเหลนโหลนก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี ก็เลยตัดสินใจว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะพังก็ต้องพัง แต่ชาติกับสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ ใครหน้าไหนจะทำลายไม่ได้ ก็อย่างที่บอกเราเป็นข้าแผ่นดิน อย่าว่าแค่ชีวิตเลย มีหัวเท่าไหร่ก็ถวายได้ เลยตกลงรับทำงาน”

          คุณหญิงนักเขียนดังนั่งลำดับเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารเย็นให้เราฟังอย่างช้า ๆ ถึงงานอันตรายที่หวิดพรากพรายชีวิตไปหลายครั้ง

          “แม่หนูอี๊ดเรียกพันเอกวินัยว่าอาจารย์ แต่ตลอดเวลาจะไม่พูดอะไรถึงท่านเลย แม้กับผู้ร่วมงานก็จะมีคนใกล้ชิดรู้ไม่กี่คน ในบ้านท่านจะมีตู้คอนเทนเนอร์ติดแอร์ ในตู้สี่เหลี่ยมนั้นจะมีแผนที่ทางทหาร อุปกรณ์สื่อสารอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ตรงนั้นแหละคือโรงเรียน เป็นโรงเรียนด้านการข่าว...ท่านสอนการทำข่าว วิธีการรายงานข่าวกับนาย แบบหลับตาลำดับเหตุการณ์ที่จำมาในสมองโดยไม่สอดแทรกความคิดความเห็นของตัวเองเข้าไป นั่นแหละคือการรายงานข่าวที่สมบูรณ์และถือว่าแม่นยำเพื่อให้การตัดสินใจของนายเป็นไปอย่างถูกต้อง

          เมื่อถามถึงหน่วยงานที่สังกัด...ทมยันตีตอบสั้น ๆ

          “อาจารย์วินัยกับแม่หนูอี๊ดตอนนั้นอยู่ในหน่วยงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า สมช. ”

          กับงานอันตรายที่บางครั้งสามารถหลุดรอดความตายมาได้อย่างไม่คาดคิด...

          “ช่วงเหตุการณ์รุนแรงมาก ๆ งานข่าวก็ยิ่งต้องอาศัยความลึก ยิ่งต้องการความลึกอันตรายก็ยิ่งมาก จำได้ว่าครั้งหนึ่งนัดกับแหล่งข่าวไว้ แต่นึกถึงคำพูดของอาจารย์วินัย นัดครั้งแรกอย่าเพิ่งไป ให้เลื่อนไปก่อนก็เลยทำตาม ผลคือเช้าวันถัดมาหนังสือพิมพ์ออกข่าว แหล่งข่าวคนนั้นถูกฆ่าตายเมื่อคืน เป็นช่วงเวลานัดหมายกัน...สถานที่ก็ที่ที่เรานัดเป๊ะเลย ถ้าวันนั้นไม่นึกถึงคำสอนของอาจารย์ ป่านนี้กระดูกคงป่นไปแล้ว”

          ไม่เพียงเท่านั้น หากคุณหญิงวิมลยังเล่านาทีระทึก ที่เดิมพันด้วยชีวิตถึงสองครั้งสองคราให้ฟัง

          “ช่วงทำงานให้ทหาร มีสองครั้งแน่ ๆ ที่ถูกตามประกบฆ่า แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ครั้งแรกแถว ๆ สะพานวันชาติ หน้าวัดตรีทศเทพ ถูกขับรถตามประกบยิงตอนกลางดึก ได้ยินเสียงกระชาก ลูกเลื่อนปืนดังชัดหูเลย รอดมาเพราะลูกกระสุนขัดลำหรืออะไรสักอย่าง ได้ยินเสียงแชะ ๆ เวลาคนตามฆ่าลั่นไก เราเร่งรถหนีสุดชีวิตวาบจากกลางกระหม่อมถึงฝ่าเท้าเลย กับอีกครั้งที่ปากซอยลาดพร้าว 26 นี่เอง ปากซอยหน้าบ้านตัวเองเลยละ ครั้งหลังนี้เพราะหูไวตาไวบวกสัญชาติญาณ ทำให้หักพวงมาลัยเหยียบคันเร่งรถยนต์หลบได้อย่างหวุดหวิด ตอนนั้นจะขับรถเองเสมอ เพราะเชื่อมั่นตัวเองว่าขับรถเก่ง รถที่ใช้ตอนนั้นเป็นรถความเร็วสูงสั่งมาใหม่เอี่ยม”

          หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่นาน ผู้ที่ชักนำให้วิมล ศิริไพบูลย์ เข้าสู่งานการข่าว งานเสียสละเพื่อแผ่นดินและยังเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการข่าวและการเมือง ก็เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน และยังถือเป็นปริศนาในหัวใจทมยันตีตราบเท่าทุกวันนี้

          “จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่า ที่อาจารย์วินัยท่านเสียชีวิตครั้งนั้น เป็นเพราะงานข่าวหรืออุบัติเหตุธรรมดากันแน่ แต่เท่าที่รู้ก็คือพวกเอกสารลับที่อยู่ในกระเป๋าของท่านสูญหายหมด”

          ด้วยความที่งานข่าวคืองานลับสุดยอด ในสังคมโดยทั่วไปจึงยากที่จะรู้ว่า พันเอกวินัย ศรีนวล ที่มีรหัสลับในสายงานว่า ‘เนียน’ กับทมยันตี มีสถานภาพความสัมพันธ์เยี่ยงไร ซึ่งเธอเล่าให้ฟังปนเสียงหัวเราะ

          “วันที่อาจารย์ตาย แม่หนูอี๊ดพาเจ้ายอด (ลูกชายคนโต) ไปงานศพด้วย อาจารย์ที่เป็นนายด้วยตายทั้งคน ใครจะไม่เสียใจ เป็นธรรมดาที่ต้องน้ำตาตก และความที่ใครต่อใครไม่รู้ก็เลยเดาส่งเดชว่าเป็นเมียน้อย ตอนนั้นท่านเป็นพลตรีวินัยแล้ว พาลูกมาร้องไห้ในงานศพ เล่นเอาภรรยาของท่านอาจารย์วินัยเอ็ดไปหัวเราะไปทั้งน้ำตา โธ่ถัง เมียน้อยเมียเน้ยอะไร นั่นมันลูกศิษย์ของพี่วินัย”

          สิ่งที่เปิดเผยในวันนี้เป็นเพียงบางส่วน...เป็นเสี้ยวหนึ่งแห่งชีวิตของ...ทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ที่ทุกคนล้วนรู้จักในนามนักเขียนดัง ทว่าอาจเป็นคำตอบสำหรับหลายคำถามของใครบางคน... “ทมยันตีเป็นนักเขียนที่ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองได้อย่างไร?” และ “อะไรทำให้ ทมยันตีได้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และหรือวุฒิสมาชิกด้วยอีกสองสมัย... ท้ายสุดคือผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.) ที่เป็นสตรีคนแรกและคนสุดท้ายจนทุกวันนี้ ?”

          แม่หนูอี๊ดของทุกคนในครอบครัวพูดกับเราด้วยอาการทอดถอนใจกับเรื่องราวในอดีตวันวาร...วันวารที่ส่งผลต่อชีวิตของตนต่อครอบครัวมายาวนานยิ่ง

          “ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในความทรงจำ บางอย่างเป็นความลับทางทหาร บางอย่างเป็นความลับทางการเมือง บางอย่างเป็นความลับของบุคคลที่เกี่ยวกับประเทศชาติ และวันนี้หลายบุคคลเหล่านั้นหลายท่านจากโลกนี้ไปแล้ว บางท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ อย่างที่ นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติเคยพูดไว้ ความลับสำคัญทางการเมืองมีหลายอย่างที่คุณวิมลรู้ ใครอยากรู้ไปถามคุณวิมลเอง ซึ่งวิมลเองน่ะหรือ ได้แต่หัวเราะเยาะหยันตัวเอง ก็ไม่เพราะความลับของแผ่นดินนี่หรอกหรือ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างหนักมาแล้ว บางครั้งเหมือนน้ำท่วมปาก แม้แต่จะพูดปกป้องตัวเองขณะเป็นจำเลยต่อสังคมก็ทำไม่ได้ เพราะถือว่าหน้าที่บางครั้งสำคัญกว่าเกียรติยศ”

          ต่อคำถามที่ผู้เขียนสงสัย...ทำงานอันตรายอย่างนี้มีอะไรตอบแทนบ้าง ทมยันตีหัวเราะตอบ

          “ไม่มี...ไม่เคยใช้แม้แต่งบลับ เคยแต่ขอให้คนอื่น แต่ตัวเองไม่แตะเลย ผู้ใหญ่ในขณะนั้นรู้ดี สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคือคำว่าหน้าที่ ทำเพื่อแผ่นดินเอาไว้อย่างเดียว เคยออกไปทำงานนอกพื้นที่ต้องขึ้นเครื่องบินทหารบ้าง นั่งเฮลิคอปเตอร์บ้าง เวลาขึ้นเครื่องทหารจะเอาเอกสารมาให้เซ็น ว่าเป็นการขอโดยสารด้วยเรื่องส่วนตัว ถ้าเกิดอะไรขึ้นทหารจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ถ้าเผอิญต้องตายไปจริง ๆ ขณะทำงานก็เท่ากับตายฟรีในฐานะ ส.ส. คือแส่และส่ายเอง”

          เราพูดถึงเรื่องเล่าขานสมัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ขสมก. ว่าใครต่อใครร่ำลือ... ‘นั่นคือบำเหน็จรางวัลจากฝ่ายทหาร’ คุณหญิงนักเขียนตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้…

          “เอาเป็นว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งฝ่ายการเมือง ถ้าเราไม่ทำประโยชน์ทางการเมือง ใครเขาจะประเคนให้จริงไหม คนที่มาทาบทามให้รับคือ เสธ.ศักดิ์ หรือพลเอกศักดิ์ บุณฑรกุล ซึ่งยังจำคำพูดของท่านได้แม่นยำเมื่อถามท่านว่าทำไมต้องเป็นวิมล ท่านบอกว่า งานสอนกันได้ แต่ความซื่อสัตย์สอนกันไม่ได้ มันต้องอยู่ในสายเลือด นี่ถือความภูมิใจ ภูมิใจที่ผู้ใหญ่มองเห็นความซื่อสัตย์ที่จะเข้าไปจัดการกับหน่วยงานที่ถูกมองว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมากในเวลานั้น และมีนโยบายที่จะต้องทำมากมายผลประโยชน์ก็มหาศาล”

          ผู้เขียนจำได้ว่าช่วงที่แม่หนูอี๊ด เป็นผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนฯ ตัวเองทำงานที่หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งจึงรู้ว่ามีคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายกับคำว่านักเขียนมาเป็นผู้อำนวยการฯ จึงถามสั้น ๆ “งานในตำแหน่ง ให้อะไรกับชีวิตบ้าง?”

          “นอกจากเงินเดือนสามหมื่นกว่า (หัวเราะขัน) ที่ไม่พอกินเพราะลูกน้องเยอะ ภาษีสังคมแยะ เดี๋ยวพ่อตาตาย แม่ยายป่วย เฉพาะงานศพอย่างเดียวเดือนหนึ่งก็หลายราย งานเขียนหนังสือก็ต้องหยุดเพราะไม่มีเวลาจริง ๆ สรุปก็คือช่วงทำงานในองค์การขนส่งมวลชนฯ ก็ต้องกินสมบัติเก่าที่สะสมมา ที่น่าขันก็คือมีเงินเดือนสามหมื่นกว่าบาท แต่เซ็นเช็คแกร๊กเดียวจ่ายพันสี่ร้อยล้าน คือประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในชีวิต ถ้าจะให้เล่าเรื่องงานใน ขสมก. คงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเล่าจบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าจริงอย่างที่ท่านพลเอกศักดิ์กล่าว ตำแหน่ง ผู้อำนวยการขนส่งมวลชนฯ ที่นั่งนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเรียนรู้เรื่องงาน คือความสื่อสัตย์ เพราะอย่างน้อยก็เคยเผชิญกับอำนาจเงิน กว่าสิบล้านที่มีคนมาเสนอให้ เงินสดด้วยนะไม่ใช่เช็ค...ไม่มีใบเสร็จถ้ายอมอย่างที่เขาต้องการ และก็ผ่านมาได้อย่างภาคภูมิใจในความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินซึ่งถือเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่งของตัวเอง”

          ครับ จากบรรทัดแรกถึงบรรทัดนี้ เป็นแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของทมยันตีที่เป็นเสมือนคำตอบให้กับคำถามที่ผู้เขียนเคยได้ยินมาบ่อยครั้ง

          ...ทำไมทมยันตีที่เป็นนักเขียนจึงเข้าสู่แวดวงการเมือง อะไรทำให้ได้เป็นผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร?

          ทว่าคอลัมน์ ‘กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตี’ จะสมบูรณ์ได้คงต้องใช้เวลาเขียนต่ออีกหลายต่อหลายตอน นับตั้งแต่เริ่มแรกแห่งชีวิต...การเข้าสู่อาชีพนักเขียน...เรื่องราวจากวันวารแห่งอดีตจนถึงปัจจุบัน หลาย ๆ แง่มุมที่ไม่มีใครรู้...บางอย่างอาจจะได้จากการบอกเล่าของทมยันตีเอง หากหลายอย่างก็มาจากสิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นในฐานะผู้จัดการ และฐานะพี่ชายคนโตของเด็กผู้ชายทั้งสามคนในบ้าน คือ ยอด...แก้ว...เด่น มานานปี

          ระยะเวลายาวนานเกือบยี่สิบปี...ที่พอจะรู้ว่าวันนี้ของ...ทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ผู้หญิงที่ผ่านการต่อสู้ ผ่านวันเวลามาถึง 69 ปีบนโลกใบนี้...เธอคิดอย่างไร สู้อย่างไร จนก้าวมาถึงวันนี้ได้...

          ฉบับหน้าจะสะท้อนความจริงให้เห็นประการหนึ่ง ประการนั้นคือ ภาพของความขัดแย้งระหว่างอดีตกับปัจจุบัน...วันนี้ใครต่อใครอาจเห็นทมยันตีอยู่ในชุดขาวทำพิธีกรรมบวงสรวงเทวดา สร้างวัดสร้างวา เขียนธรรมะและแนวพุทธศาสตร์ หากใครเลยรู้บ้าง ครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา...

          ทมยันตีเลิกที่จะเชื่อว่าบาปบุญมีจริง!

          อะไรทำให้เธอคิดเช่นนั้น...และอะไรทำให้เธอหวนคืนสู่ความเชื่ออีกครา...ว่าพุทธศาสนาเป็นอีกหน้าที่ที่ต้องรักษาเอาไว้?


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com