การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ 2 ความผิดเดียวของทมยันตีคือการแต่งงาน กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#63]
กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี
ตอนที่ 2 ความผิดเดียวของทมยันตีคือการแต่งงาน

          “ท่านเชื่อเรื่องกรรมไหม?” ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็อย่าอ่านเรื่องนี้ แต่ถ้าท่านเชื่อเรื่องกรรมดังพุทธดำรัสที่ว่า ‘กัมมุนา วัตตีโลโก’ ที่แปลว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมละก็ บางอย่างบางเรื่องของทมยันตีอาจเป็นข้อคิดและเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลายได้บ้างพอสมควร

          ในระยะเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็นับจากผู้เขียนเริ่มเปิดคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที จะเห็นว่าทมยันตีหรือที่ผู้เขียนเรียกว่า ‘ป้าอี๊ด’ หรือ ‘แม่หนูอี๊ด’ ตามยอด...แก้ว...เด่น ลูกชายทั้งสามคนเรียกขาน มักจะอยู่ในชุดขาว เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างวัดสร้างกุศลมาโดยตลอด ทว่าจะมีกี่คนที่รู้ความจริง......ว่าครั้งหนึ่ง ทมยันตี เลิกสวดมนต์ไหว้พระ และคิดว่าบุญกับบาปไม่มีจริง!

          เพราะบางประการนั้นทำให้เธอหันหลังให้ห้องพระ หันหลังให้กับการทำบุญยาวนานหลายปี...ทั้ง ๆ ที่คุณยาย ‘เค้า’ มารดาของคุณนายไข่มุกที่ดูแลเด็กหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ มาตั้งแต่เด็กแต่น้อยได้ปลูกฝังความรู้ทางพุทธศาสนาให้เธอ ตราบถึงวันคุณยายสิ้นใจ...

          ผู้เขียนรู้จักทมยันตีครั้งแรกเมื่อต้นปี 2530 ซึ่งเป็นการพบกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว...เหตุเพราะคุณสุคนธ์ จุลการ หรือพรพิรุณ นักแต่งเพลงชื่อดังในวงสุนทราภรณ์ที่ผู้เขียนเรียกเธอว่า ‘ป้าพร’ ได้มาพบและสนทนาธรรมกันหลายครั้ง ในฐานะที่เราสองคนมีที่อยู่อาศัยไม่ไกลจากกัน เหมือนคนบ้านใกล้เรือนเคียงนั่นแหละ

          คงเพราะช่วงนั้น มีประสบการณ์บางอย่างทางจิตเกิดขึ้นกับผู้เขียน บางอย่างที่มีอำนาจเพียงพอ ต่อการทำให้คนนับถือศาสนาคริสต์สามารถลุกขึ้นมาพูดมาเขียนธรรมะให้คนฟังคนอ่านได้อย่างที่เขียนอยู่ในทุกวันนี้ อาจเป็นความน่าประหลาดใจอย่างยิ่งของป้าพรพิรุณก็ได้ ทำให้เธอนำทมยันตีมาพบผู้เขียนถึงบ้านในกาลต่อมา...วิมล ศิริไพบูลย์ ก้าวเข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับการบอกกล่าวจากผู้นำพา ซึ่งวันนั้นเราก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะปกติวัน ๆ มีคนเข้าออกมาพบเรามากมาย จนรู้ภายหลังจากปากของทมยันตีเอง

          “ยายพรมันมาเล่าให้ฟัง ว่ามีไอ้หนุ่มอายุยังน้อย มันมีอะไรแปลก ๆ น่าสนใจ ก็เลยอยากให้ไปดู”

          “ก็เลยมาดู? ”

          คนเป็นนักเขียนพยักพร้อมอาการหัวเราะขัน ๆ “เธอก็รู้ว่าฉันเป็นพวก ส.ส. คือแส่และเสือกไปทั่วราชอาณาจักร เรียกว่าตามดูแน่แก้เซ็งไปวัน ๆ”

          “แล้วไง?” ผู้เขียนซัก ซึ่งเธอก็ยังตอบด้วยรอยยิ้มขัน ๆ กับเรื่องราวในอดีต

          เห็นทีแรกก็แทบหมดศรัทธา ไอ้เด็กหน้าขาวนี่นะรึ อาจารย์ของยายพรพิรุณ?"

          แม้วันนั้นทมยันตี จะมาด้วยคำอ้อนวอนของเพื่อน มาเพราะชอบดูแห่ตามนิสัยอยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง หากเธอก็ยอมรับ

          “แปลกที่เด็ก ๆ อย่างเธอรู้จักธรรมะชั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญดันรู้เรื่องบางเรื่องของฉันมากกว่าคนสนิทบางคนซะอีก”

          เรื่องที่ทมยันตีถามในวันนั้นคือ “คดีที่อยู่บนศาลแพ้หรือชนะ?” คนเป็นนักเขียนชื่อดังถามในเรื่องคาใจ คำตอบสั้นได้ใจความ

          “แพ้!”

          “แพ้ได้ไง? ”ทมยันตีย้อมถามอย่างไม่ยินยอม “ถ้าเทวดามีจริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ต้องรู้ว่าอะไรคืออะไร? ”

          “แพ้เพราะกรรม!” สิ่งรู้หลุดจากปากของเรา “กรรมเก่าที่เราเคยทำเขาไว้ในอดีตชาติ”
         
          “แล้วกรรมดีในชาตินี้ไม่ช่วยเลยรึ?” เธอสวนคำขณะได้คำตอบชัดเจน...

          ช่วยบ้างแค่ประคองให้ชีวิตอยู่ได้”

          “หมายความว่าไง? ”

          “เพราะกรรมดีช่วยดึงสติไว้ ไม่งั้นจะได้มานั่งคุยกันตรงนี้หรือ...” ความรู้บางอย่างหลุดออกมาอย่างน่าพิศวง “เคยเอาปืนจ่อขมับตัวเองแล้วไม่ใช่หรือ ดีที่ยังห่วงลูกขึ้นมาก็เลยหยุด...นั่นเพราะกรรมดีช่วยไว้”

          หลายครั้งหลายครากับการสนทนา ที่สามารถทำให้ทมยันตีนิ่งอึ้ง...หากคนอย่างวิมล ศิริไพบูลย์ ยากจะเชื่ออะไรโดยง่ายอย่างปราศจากเหตุผล นอกเสียจากจะใช้เวลายาวนานพอสมควรกับการพิสูจน์ความจริง

          หลังจากได้พบเจอกันหลายครั้ง เป็นที่รู้ของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน...ว่าคุณนายทมฉายา ซัก (ถาม) ไม่เลิก ถ้าไม่ขาว มาถึงบ้าน พวกเหล่านั้นจะถอยห่าง ให้นักเขียนลือนามได้สนทนากับอาจารย์แม้วอย่างเต็มที่ จนวันหนึ่งเราเอ่ยถาม...

          “ไปที่บ้านได้ไหม? ”

          ซึ่งวันนั้นเธออนุญาตอย่างงง ๆ หากความจริงผู้เขียนมีบางอย่างอยู่ในความคิด สิ่งนั้นคือความอยากรู้...รู้ว่า...ความจริงบางอย่างเป็นอย่างที่เข้าใจหรือไม่?

          บ้านลาดพร้าวร่มรื่นด้วยต้นไม้ ในบ้านต้องใช้คำว่า เงียบกริบ สะอาด เรียบร้อยมาก และสมบัติส่วนใหญ่คือหนังสือ อันเป็นแหล่งความรู้มหึมา จึงไม่แปลกใจสำหรับผู้มาเยือนของเรา ไม่แปลกกับสรรพความรู้ที่พรั่งพรูออกมายามได้พูดคุยกัน ทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรม...ยิ่งเฉพาะภายหลังจากการรู้จักกันมายาวนานถึงสิบแปดปี จึงสามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า...

          โลกส่วนตัวของทมยันตีมีสองประการ หนึ่ง คือการอ่านหนังสือ...กับสอง คือโลกของการเขียนที่ไม่เคยหลุดลอยไปจากชีวิตแม้วันเดียว!

          นั่นคือขุมปัญญาที่ทมยันตีใช้ผสมผสานลงไปในงานเขียนของตนอย่างไม่มีวันรู้จบ ตราบใดที่ยังมีแรงจับปากกา เขียนหนังสือได้...

          การอ่านหนังสือของทมยันตี เป็นนิสัยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงถูกคุณยายกับคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดาเอาหนังสือวรรณคดีมาให้อ่านเท่านั้น ยังเอาหนังสือหลวงวิจิตรวาทการ มาให้อ่านอีกด้วย อ่านแล้วต้องย่อความให้ฟังอีกต่างหาก จนเป็นสิ่งที่เหมือนฝังลึกลงในจิตวิญญาณของทมยันตีและนั่นน่าจะเป็นคุณสมบัติเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนอย่างที่เธอเคยกล่าว... “ไม่เป็นนักอ่านจะเอาความรู้ที่ไหนมาเขียนหนังสือขายได้”

          เพราะคุณสมบัติเช่นนั้นระยะหลัง ๆ ที่เรามาเยี่ยมเยือน ถ้าไม่เห็นทมยันตีนั่งเขียนต้นฉบับอยู่ในห้องหนังสือ เธอก็จะนอนบนเตียงเล็ก ๆ ข้างโต๊ะเขียนหนังสือนอนอ่านหนังสืออย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย บางครั้งเห็นแล้วน่าขัน ไม่เฉพาะกับคนเป็นแม่ แต่กับยอด...แก้ว และเด่น ลูกชายสามคน ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แต่ละคนในมือจะมีหนังสือคนละเล่ม...นอนไขว่ห้างกันคนละมุมบ้าน อ่านหนังสือโดยไม่มีใครสนใจใคร บ้านนี้เขาเป็นกันอย่างนี้จริง ๆ ครับ

          วันแรกที่เหยียบยืนในบ้านลาดพร้าว เรามากับคุณนายกุ้งพี่สาวในฐานะผู้ติดตาม หลังจากแนะนำให้รู้จักกับสมาชิกในครอบครัวเสร็จสรรพ สิ่งแรกที่ผู้เขียนอยากเห็นคือห้องพระ หากทมยันตีพูดกับเราเบา ๆ

          “ฉันไม่เข้าห้องพระนานแล้ว! ”

          การไม่เข้าห้องพระของคนเป็นเจ้าของบ้าน นั่นหมายถึงห้องพระถูกปล่อยปละละทิ้ง บนโต๊ะหมู่บูชาจึงเต็มไปด้วยฝุ่นละออง จำได้ว่าผู้เขียนยืนมองพระพุทธปฏิมากร ที่ตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้าด้วยอาการทอดถอนใจ ด้วยรู้...

          ความทุกข์ที่กัดกร่อนหัวใจของทมยันตีมายาวนานนั้น ได้บั่นทอนความเชื่อมั่น...ความศรัทธาลงโดยสิ้น!

          “ใครบอกทำดีได้ดี? ” ไม่อยากเชื่อว่าประโยคอย่างนี้จะหลุดออกจากปากทมยันตี...แต่นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักเขียนผู้นี้หลังจากลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครแล้ว เธอตัดขาดชีวิตตนเอง ออกจากงานการเมืองอย่างเด็ดขาด พร้อมฝังตัวเองอยู่กับบ้านจมอยู่กับการอ่านหนังสือและเขียนหนังสือเงียบ ๆ โดยลำพัง ยิ่งกว่านั้นทมยันตียังเน้นประโยคช้าชัด...

          “บุญเป็นยังไง บาปเป็นยังไงก็ช่าง วันนี้ฉันไม่เชื่อแล้ว! ”

          จำได้ว่าคุณนายกุ้ง พี่สาวเราได้แต่หันมามองหน้า ทว่าตอนนั้นผู้เขียนไม่มีความรู้สึกประหลาดใจ เพราะสภาพที่เห็นมันรู้อยู่ในจิตตั้งแต่ต้น

          เป็นความคับแค้นของคนที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่สุดในชีวิต...

          “บาดแผลที่เจ็บปวด รอยแผลที่บาดลึกต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษานานพอสมควร” คือสิ่งที่ผู้เขียนรู้และได้ปรารภให้คุณนายกุ้งที่เป็นพี่สาวฟัง นั่นทำให้เราสองคนพี่น้องแทรกตัวเข้าใกล้ทมยันตีมากขึ้น จนระยะหลังคุณนายกุ้งแทบจะเป็นเงาของคนที่เราเรียกว่าป้าอี๊ดเลยทีเดียว

          นานวันความใกล้ชิดสนิทสนมก็มากขึ้น จนบางคาบบางคราทมยันตีเผลอตัวระบายความในใจให้ฟัง มิหนำซ้ำยังเอ่ยเตือนคุณนายกุ้งด้วยซ้ำ

          “เป็นผู้หญิงอย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากนัก จะมีปัญหา” บางครั้งพูดด้วยอาการทอดถอนใจ “เพชรพลอยมันก็ได้แค่หินสีสวย ๆ แค่นั้นแหละ แต่ไอ้หินสวย ๆ นั่นมันก็พาภัยมาให้เรา! ”

          เท่าที่รู้วันนั้นทมยันตีแพ้คดีในศาลฎีกา ทั้ง ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เธอชนะ และสิ่งสำคัญคือการต่อสู้กันบนศาลด้วยทรัพย์สินที่ถือเป็นสินสมรสในขณะที่เจ้าตัวยืนยันชัดเจน...

          พลอยคัดล้ำค่ามากราคากว่าสองพันเม็ดเป็นของซื้อของสะสมมาตั้งแต่เป็นนักเขียนใหม่ ๆ มาจากรายได้โดยส่วนตัวอันบริสุทธิ์

          “ทรัพย์สินทุกอย่างขอให้เป็นของลูกสามคน” คือข้อเสนอของทมยันตี โดยทั้งสองฝ่ายควรวางมือจากสมบัติทั้งหมด

          ...หากได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง!

          “แพ้! ” คือคำตอบที่หลุดจากปากเรา และเป็นจริงในเวลาต่อมาอีกไม่นาน...

          สมบัติทั้งหมดถูกศาลสั่งแบ่งครึ่งตามกฎหมาย...

          ที่ดินหลายแปลงกว่าสิบไร่...ถูกขายทอดตลาด

          พลอยเม็ดมิได้เข้าเรือนกว่าสองพันเม็ดถูกแบ่งเป็นสองกอง และจับฉลากวัดดวงว่าใครได้กองไหนไป...

          “เสียดายหรือ?” ในวันนั้นเราถามทมยันตีและเธอก็ตอบด้วยเสียงหัวเราะ

          “ไม่เสียดายหรอก แต่เสียใจนิดหน่อย...”

          เมื่อเราถามถึงเหตุผล เธอตอบสั้น ๆ... “เสียใจที่รักษาเอาไว้ให้ลูกไม่ได้ เสียใจที่ทำไมความยุติธรรมไม่มีในโลก”

          เท่าที่รู้ ในวันนั้นหลังทรัพย์สินถูกแบ่งแยกตามคำสั่งศาล ทมยันตีจัดการแบ่งพลอยที่เหลือเป็นสามส่วนให้ลูกชายสามคน และเธอไม่เคยพูดถึงหรือหันกลับไปมองหินใส ๆ สีสวย ๆ นั่นอีกเลย อาจจะเป็นเพราะได้คำตอบชัดเจนว่าหินสีสวย ๆ นั้นก็สามารถฆ่าคนได้

          หลังจากการแบ่งทรัพย์สินกลับมาบ้าน ลูกชายสามคนเข้ากอดแน่น ยอดเป็นคนพูดประโยคสั้น ๆ ประโยคที่จนบัดนี้แม้เวลาผ่านมานานกว่าสิบปีแต่เรายังจำได้ไม่เลือนจริง ๆ

          “อย่าเสียใจนะแม่ เพราะแม่ทำหน้าที่แม่ดีที่สุดแล้ว ยอดรับรองได้เลย”

          วันนั้นเราได้แต่ยืนมอง หากเริ่มมีความเชื่อมั่นหลังเรื่องราวผ่านพ้น...จะชนะหรือพ่ายแพ้ ขอเพียงมีบทสรุปจะทำให้มนุษย์มีเวลาเป็นของตัวเอง มองเห็นปัจจุบันของตัวเองและคนใกล้ชิดมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจะเริ่มมองเห็นความจริงประการหนึ่ง ประการนั้นคือ...

          ความสุขแท้จริงของตนอยู่ตรงไหน?

          ถ้าเปรียบกับการรบ วันนั้นทมยันตีดูเหมือนพ่ายแพ้ ทว่าในความพ่ายแพ้...คือชัยชนะ...ในบ้านที่รู้สึกเคร่งเครียดกับเรื่องราวการต่อสู้ วางลง ความสงบเริ่มมาเยือน...เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขเริ่มมีขึ้นเป็นระยะ ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติของบ้านลาดพร้าว ซึ่งผู้เขียนเองก็ต้องยอมรับบางประโยคของ ‘ยอด’ ลูกชายคนโตในบ้านที่ว่า...

          “วันนี้แม่มียอด แก้ว กับเด่น ก็น่าจะพอแล้ว” เขายังทิ้งท้ายอีกคำอย่างมั่นใจ...

          “วันนี้พวกเรามีความสุขจะตายไป”

          เมื่อวันเวลาผ่านไป รอยแผลลึกจะตื้นขึ้นและค่อย ๆ จางหาย และยิ่งคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูก ๆ เป็นได้ดังใจหวัง นั่นคือหยาดน้ำทิพย์คอยชโลมใจให้คนเป็นแม่หายเหนื่อยแม้ต้องมุ่งมั่นทำงานหาเงินส่งเสียโดยลำพัง ซึ่งภายหลังทมยันตีกล้าลั่นปากอย่างอหังการ

          “จากปริญญาตรีจนถึงปริญญาโทจากอเมริกาของ ยอด...แก้ว และเด่น มาจากน้ำพักน้ำแรงของแม่คนเดียว”

          วันนี้เธอพร่ำสอนลูก...กับสิ่งที่แม่สู้และแม่ทำ...รางวัลเดียวที่อยากได้จากลูกทั้งสามคนไม่ใช่เงินทองหรือสิ่งใด ถ้าจะให้ขอ แม่ขออย่างเดียวเท่านั้น...

          ‘...ขอให้เป็นลูกผู้ชาย...และอย่ารังแกคนอ่อนแอกว่าโดยเฉพาะผู้หญิง!”

          หลายคราที่บอกกับทมยันตีด้วยตัวเองในวันวาร...หลายครั้งที่ชักชวนไปกราบพระสงฆ์ที่เคารพนับถือและได้รับคำยืนยัน...

          ‘...ทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า...’ เข้าทำนองมีหนี้สินก็ต้องชำระ มีหนี้กรรมต้องชดใช้!

          ทมยันตีจึงหันกลับมาปฏิบัติตัวเหมือนครั้งก่อนเผชิญมรสุมชีวิตอีกหน...นั่นคือการหันหน้าเข้าห้องพระสวดมนต์ภาวนา และยิ่งกว่านั้นยังลุกขึ้นทำบุญในพระศาสนา ด้วยการสร้างวัดสร้างเสนาสนะมากกว่าที่เคยมีและเป็นด้วยซ้ำ...

          ยามที่ความมืดสลาย ความสว่างจะมาเยือน เหมือนฝนซาฟ้าจะกระจ่างเป็นธรรมดา เฉกเช่นทมยันตีในวันนี้ เธอสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำด้วยจิตใจเปิดกว้าง

          “ชีวิตฉันคิดอะไรทำอะไรไม่ค่อยผิดพลาด... นอกจากการคิดแต่งงาน! คุณนายไข่มุกเคยบอก คนรักอิสระอย่างแม่อี๊ดไม่ควรแต่งงาน”
         
          “มีอีกอย่างคุณนาย” ผู้เขียนติดเบรกซึ่งเธอย้อนถาม

          “อะไร? ”

          “ชอบคิดว่าคนอื่นน่าจะคิดเหมือนเรา...และดื้อบรรลัยจักร” เราพูดตรง ๆ แบบไม่ยอมเกรงใจ ผลก็คือถูกชี้หน้า

          “อธิบายมานะ อธิบายดี ๆ ด้วยไม่งั้นฉันแพ่นกบาลแกแยกแน่! ”

          สำหรับความดื้อของทมยันตี ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก ก็ในเมื่อตัวเธอก็พูดเองอยู่บ่อยครั้ง

          “คนอย่างฉันถ้าบอกว่าไม่คือไม่ ถ้าได้บอกใครว่าฉันไม่รักคุณแล้วฉันก็ต้องเดินจากไป ต่อให้ตัดขาทิ้งฉันก็จะคลานไป คลานไปได้คืบเดียวก็ถือว่าชนะแล้ว”

          ส่วนความคิดสำคัญที่มักทำให้ทมยันตีพลาดก็คือ หลักของความบริสุทธิ์ยุติธรรมในหัวใจที่เธอจะบอกคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาเสมอ

          “ถ้าฉันไม่รักใครแล้วฉันก็ต้องบอกเขาเหมือนกัน และหรือถ้าคนที่ฉันร่วมชีวิตอยู่ด้วยมาบอกว่าผมไม่รักคุณแล้ว ต่อให้รักเขาแค่ไหนก็ต้องปล่อยเขาไป”

          ตรงนี้คือบทสรุป... ทำให้รู้ข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของทมยันตี เธอผิดพลาดเพราะคิดว่า ‘ความจริงคือความจริง’ หากเธอลืมความสำคัญประการหนึ่งไปประการนั้นก็คือ...ความคิดมนุษย์ย่อมมีความผิดแผกไปจากกันไม่มากก็น้อย เพราะความรัก โลภ โกรธ หลง ของมนุษย์มีระดับสูงต่ำผิดกัน...เธอจึงไม่ควรเอาความคิดของตนเองเป็นมาตรฐานในการตัดสินความคิดของคนอื่น จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่เป็นยิ่งกว่านิยายที่เธอเขียนเสียอีก...

          ...เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด!

          เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เธอมั่นใจ...ว่าความจริงย่อมเป็นความจริง ซึ่งจะเป็นชัยชนะของมนุษย์เสมอไป

          ด้วยเธอลืมไปว่า บางครั้งความจริงกว่าจะสามารถปรากฏขึ้นได้ต้องใช้เวลาเกือบเท่าชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ หรือไม่ความจริงบางอย่างอาจตายไปพร้อม ๆ กับชีวิตตนเองก็เป็นไปได้

          ทว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดอาจมีค่าน้อยนิด ถ้าเทียบกับความรู้ในปัจจุบัน เพราะวันนี้ทมยันตีกล่าวกับผู้เขียนอย่างเข้าใจชีวิตว่า...

          “ขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้ฉันเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้ามากขึ้น! ”

          ดังคำกล่าวที่ว่า... ‘ต้องผ่านทุกข์ จึงพ้นทุกข์ได้’ และคนที่สามารถผ่านทุกข์อย่างแสนสาหัสมาได้จึงนับเป็นยอดคน...

          วันนี้ผู้เขียนเชื่อว่า...กับงานเขียนแนวธรรมะทั้งหลายของทมยันตีที่ค่อย ๆ ทยอยออกมาเป็นระลอกนั้น มิเพียงเพราะการศึกษาหาความรู้มาจากตำรับตำราจากครูบาอาจารย์เท่านั้น หากหลายหลากในเนื้อหานั้นได้มาจากประสบการณ์จากชีวิตจริงของตนไม่น้อย

          รู้จักวางทำให้ ‘ว่าง’ คือหลักสำคัญในพุทธศาสนาที่ได้มาจากหลักไตรลักษณ์ อันมีอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา คือการเกิดขึ้น...ตั้งอยู่ และดับไป เหมือนวันแห่งอดีตอันเป็นความทุกข์ของทมยันตี เกิดขึ้น...ตั้งอยู่ชั่วขณะและดับลงแล้ว!

          วันนี้เธอว่างพอที่จะถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นเหมือนความฝันตื่นเดียว ที่อาจมีสารประโยชน์กับคนรุ่นหลัง ผ่านปลายปากกาของวิศวนาถในวันนี้...และบางอย่างมาจากการพบเห็นโดยส่วนตัวของผู้เขียนเอง ซึ่งก็ได้ขออนุญาตโดยตรงกับทมยันตีเองว่า...

          ...อย่าโกรธนะที่บางครั้งอาจต้องวิพากษ์วิจารณ์ตรง ๆ เพราะไม่มีใครในโลกที่ทำอะไรไม่ผิดเลย!

          กว่าจะถึงวันนี้ของทมยันตีเริ่มแล้ว หากจะยังมีอีกต่อ ๆ ไปในฉบับหน้า ด้วยแง่มุมของทมยันตียังมีให้เขียนถึงอีกมาก ในฐานะ...คนแพ้ที่ชนะสุดยอดในบั้นปลาย


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com