การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ 3 เบื้องหลังชัยชนะและพ่ายแพ้...คือวิธีคิด กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#64]

กว่าจะถึงวันนี้ ของทมยันตี

ตอนที่ 3 เบื้องหลังชัยชนะและพ่ายแพ้...คือวิธีคิด

 

          การที่จะเขียนเรื่องราวของใครสักคนให้มีความสมบูรณ์ ถ้าไม่ย้อนรอยไปถึงอดีตในวัยเยาว์ของคนคนนั้น บางอย่างบางประการก็จะขาดหายไป ด้วยชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องมีรากเหง้าของตน ซึ่งถ้าเป็นต้นไม้ก็ต้องอาศัยดินและปุ๋ยในการเสริมสร้างกิ่งก้านสาขาให้เติบใหญ่ในภายภาคหน้า

          ชีวิตของวิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี ก็เป็นเฉกนั้น!

          วิมล ศิริไพบูลย์ เป็นบุตรีคนกลางของคุณทองคำ กับนางไข่มุก ศิริไพบูลย์ เธอลืมตาดูโลกเมื่อวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปดปีชวด ซึ่งตรงกับวันที่ 5 กรกฎาคม พุทธศักราช 2479 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเจ้าตัวอ้างจากปากคำของผู้เป็นมารดาที่เล่าให้ฟัง

          “แม่บอกว่าฉันเกิดตอนประมาณตีสีกว่า ๆ พอคลอดออกมาได้ไม่นาน พระก็ออกบิณฑบาต ทางโหรฯ ถือว่าเป็นวันอาทิตย์ต่อวันจันทร์ และวันนั้นเป็นวันเข้าพรรษาพอดี”

          เรื่องอิทธิพลของราศีเกิดของทมยันตี ผู้เขียนเคยพูดคุยกับคุณพรพิรุณ นักแต่งเพลงชื่อดัง และเป็นผู้มีความรู้ทางโหราศาสตร์อย่างดีคนหนึ่งของเมืองไทย เธอได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลของดวงดาวที่มีต่อทมยันตี นักเขียนดัง ท่านนี้ว่า...

          “คนที่เกิดวันอาทิตย์ต่อวันจันทร์แถมยังเป็นวันเข้าพรรษา ถือเป็น...จันทร์เต็มดวงในวันเกิด ความแจ่มจรัสของจันทร์ จะแทนความหมายของมวลชนหรือมหาชน บวกกับอาทิตย์ที่แทนตัวบุคคลกับหน้าที่การงาน จึงทำให้เป็นคนชอบแสดงตัว ซึ่งส่งผลให้โดดเด่นกับสาธารณชนอย่างมากในวันข้างหน้า ประกอบกับดาวพุธที่ทำมุมกับอาทิตย์เข้าลักษณะพุธเพ็ญ ดาวพุธหมายถึงเอกสารหรือการสื่อสารที่ดี จะทำให้การพูด-เขียนในลักษณะทำความเข้าใจกับสาธารณชนได้ดีเยี่ยม ส่วนดาวพฤหัสบดีเป็นมหาจักร หมายถึงเจ้าของดวงจะเข้าใจเรื่องราวทางด้านศาสนาอย่างลึกซึ้ง”

          พรพิรุณยังชี้ให้เห็นลักษณะพิเศษอีกประการของเจ้าของดวงชะตานี้อีกว่า ในระยะทุกสิบเก้าปีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักในชีวิต ไม่เฉพาะทางที่ดีหรือด้านร้าย ๆ ของชีวิต ซึ่งทมยันตีก็ตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้

          “อย่างน้อยก็ตอนอายุย่างสิบแปดปี ตอนนั้นเขียนนิยายเรื่องยาวครั้งแรกคือ ‘ในฝัน’ ก็เริ่มโด่งดังมาตั้งแต่วันนั้น”

          ชีวิตในวัยเด็ก วิมลคลุกคลีกับคุณยาย มากกว่าผู้เป็นมารดา เหตุเพราะเป็นเด็กทารกที่แข็งแรงแต่ชอบร้องเสียงดัง เรียกว่ารบกวนจนถูกโยนทั้งเบาะออกนอกมุ้งเลยทีเดียว เพราะเหตุนั้นทำให้คุณยายต้องเอาไปเลี้ยงเอง

          ทมยันตียืนยันด้วยประโยคปนเสียงหัวเราะ “เพราะชอบร้องอี๊ด ๆ ก็เลยถูกตั้งชื่อเล่นว่า อี๊ด ตามเสียงร้องนั่นแหละ”

          นักเขียนดังยังลำดับความทรงจำในอดีตให้ฟังว่าคุณยาย ‘เค้า’ ที่เป็นมารดาของคุณนายไข่มุกมีเรือนหลังเล็กแยกจากเรือนหลังใหญ่ ตั้งแต่จำความได้เธอนอนเบียดกับคุณยายในมุ้งหลังเดียวกันมาตลอด และประโยชน์ที่เด็กหญิงวิมลได้รับคือ การได้ฟังคุณยายเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกวันโดยแลกกับการต้องสวดมนต์กับคุณยายเสียก่อน คุณยายถึงจะเล่านิทานให้ฟัง

          หลังจากเล่านิทานจนหมดเรื่องเล่า คุณยายก็เลยหยิบวรรณคดีมาเล่าต่อ ว่ากันตั้งแต่เรื่อง พระสังข์ทอง ขุนช้างขุนแผน เล่าจนคนฟังสามารถจำได้แม้กระทั่งกลอนที่คุณยายอ่านให้ฟัง และเรื่องที่เล่าได้ยาวนานที่สุดก็คือเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งตรงนี้ทมยันตีเองก็ยอมรับว่า...

          นั่นคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนในเวลาต่อมา เพราะเจ้าตัวยืนยันชัดเจน...

          “เพราะคุณยายนี่แหละทำให้ชอบอ่านหนังสือ และเก่งวิชาภาษาไทยโดยไม่รู้ตัว”

          เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อเริ่มอ่านหนังสือได้ คุณยายจะหยิบหนังสือมาให้อ่าน คือต้องอ่านให้คุณยายฟัง ก็ไม่พ้นพวกนิทานกับวรรณคดีไทยเหมือนเดิม เรียกว่าอ่านจนเรื่องราวเหล่านั้นซึมซับลงไปในสายเลือด จนทุกวันนี้ทมยันตีก็ยังอ่านหนังสือไม่ขาดแม้แต่วันเดียว ฉะนั้นในบ้านที่อาศัยในปัจจุบัน ไม่เฉพาะบนชั้นและตู้หนังสือที่อัดแน่นด้วยสรรพหนังสือนานาชนิดแล้ว แม้แต่หัวเตียงในห้องนอนก็เป็นที่จัดวางหนังสือกองโตที่สามารถคว้ามาอ่านได้ในทุกเวลา นั่นคือขุมความรู้มหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในสมองของทมยันตีกับคำยืนยันจากปากเธอที่ว่า...

          “จะเป็นนักเขียนก็ต้องเป็นนักอ่านต้องค้นถึงจะคว้ามาเขียนได้!”

          ครอบครัว ศิริไพบูลย์มีทายาทสามคน คนโตเป็นผู้ชายชื่อวิเชียร คนกลางคือวิมล ส่วนน้องนุชสุดท้องคือวิไล หากน่าแปลกตรงที่ วิมลหรือทมยันตีในวันนี้กลับสนิทชิดเชื้อกับพี่ชายมากกว่าน้องสาว ซึ่งเธอให้เหตุผลว่า

          “ตอนเป็นเด็กชอบเล่นซุกซนเหมือนเด็กผู้ชาย”

          แม้แต่คุณวิเชียรที่เป็นพี่ชายก็ยังยืนยัน “อี๊ดมีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชาย” ของเล่นที่พี่ชายกับน้องคนรองชอบก็คือ ‘ทำว่าว’ ช่วยกันเหลาโครงว่าวติดกระดาษเอาหมึกมาเขียนรูปการ์ตูน เสร็จแล้วก็ชวนกันขึ้นรถรางไปเล่นที่สถานีรถไฟ ผลคือนายสถานีจับสองคนพี่น้องมาส่งให้พ่อ พร้อมกับฟ้องว่า

          “ไปเล่นที่สถานีลงไปที่รางรถไฟเดี๋ยวมันก็ถูกรถไฟชนตายหรอก”

          แค่นั้นดูจะน้อยไป เพราะการเล่นว่าวของเด็กสมัยก่อนต้องทำป่านคม...ป่านคมคือการเอาแก้วมาตำให้ละเอียด เอาไข่ขาวตุ๊กแกมาผสมเข้าด้วยกันแล้วเอามาทาด้าย ขึงเอาไว้จนกว่าจะแห้ง จากนั้นเอามาม้วนพันรอบกระป๋อง จึงได้ป่านคมไปขึ้นว่าวกับเด็กคนอื่น พอว่าวขึ้นก็เอาป่านคมมาเฉือนกัน ของใครคมกว่าก็ตัดว่าวอีกคนขาดลอยไป ซึ่งทมยันตียังรำลึกถึงวีรกรรมเรื่องนี้อย่างขัน ๆ

          “ทำไมแก้วมันไม่เข้าตา ตาบอดไปก็ไม่รู้! ”

          แต่ถ้าเกิดวันไหนคุณนายไข่มุกเห็นทำป่านคมเข้าก็จะถูกตีอีก เรียกว่าโดนทั้งพี่ทั้งน้องเลย เหตุก็เพราะผู้ใหญ่กลัวเศษแก้วเข้าตาทำให้ตาบอดนั่นแหละ ขนาดถูกตีเธอยังเถียงคนเป็นแม่ในใจอีก

          “ไม่เห็นจะตาบอดตรงไหน? ”

          จากคำบอกเล่าของคุณวิเชียรหรือที่เราเรียกว่า ‘ลุงเชียร’ ทำให้เราสรุปได้ว่า ในกระบวนลูกชายหญิงทั้งสามคนนั้น ที่ซุกซนแก่นแก้วจนถูกลงโทษด้วยการตีมากที่สุด คือ ‘แม่อี๊ด’ ของคุณนายไข่มุก เรียกว่าถูกตีวันละสามเวลาเหมือนรับประทานยาหลังอาหาร แถมท้ายบางครั้งมีรอบก่อนนอนอีกหน เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ทมยันตียอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน

          “การถูกตีเหมือนของว่างที่วิมลต้องกินทุกวันแหละ! ” และวันไหนไม่โดนตีเธอจะตะโกนด้วยเสียงที่ดังลั่นบ้านว่า...

          “วันนี้ยังไม่ถูกตีเลยโว้ย! ”

          ลงท้ายก็เลยโดนฟาดไปตามระเบียบ ด้วยเหตุผลก็เพราะพูดคำว่า ‘โว้ย’ ซึ่งเด็กผู้หญิงไม่พึงกระทำอย่างเด็ดขาด เพราะประการเหล่านี้ทมยันตีสามารถสรุปให้เราฟังอย่างสั้น ๆ และได้ใจความอย่างยิ่ง

          “ฉันนี่โตมาด้วยไม้เรียวของแม่กับคุณยายแท้ ๆ”

          ผู้เขียนเคยถามทมยันตีว่า ภาพแห่งความทรงจำกับเรื่องตัวเองในวัยเด็กเป็นเช่นไร เธอจะตอบได้เร็วแถมชัดเจนอย่างยิ่งอีกด้วย

          “เป็นเด็กตัวผอม ๆ ชอบใส่เสื้อตัวโคร่ง ๆ ไว้หางเปียยาว ๆ สองข้าง บางครั้งต้องพับขึ้นไปให้ทะมัดทะแมงจนใคร ๆ เรียกกันว่า ไอ้เปียหูหมา ลักษณะเหมือนหมาหูยาวนั่นแหละ”

          พูดถึงเรื่องนี้ลุงเชียรเองก็ยังคอมเม้นท์ “มันชอบเอาเสื้อกะกางเกงเราไปใส่”

          คุณผู้อ่านก็ลองจินตนาการเอาเองเถิดครับ ทมยันตีในวันนั้นคือเด็กตัวผอม ๆ มีหูหมา ใส่เสื้อตัวโตเบ้อเริ่ม แล้วก็กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลที่ยาวถึงหัวเข่า เอวก็รูด ๆ ผูกด้วยเชือกกล้วยอย่างนั้น สารรูปจะเป็นอย่างไร

          หลายครั้งหลายคราที่วิมล ศิริไพบูลย์ เผยความในใจเกี่ยวกับคุณยาย ‘เค้า’ และคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา

          “ฉันเป็นทมยันตีทุกวันนี้ได้เพราะมือของแม่กับคุณยาย...คุณยายเป็นชาววัง จึงมีความรู้มาก แม่ก็เหมือนกันมีความรู้รอบตัวมากมายมหาศาล”

          นอกจากทมยันตีจะได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนรักการอ่าน เป็นคนช่างจดจำแล้ว เธอยังถูกคุณยายและคนเป็นมารดา คอยเพาะบ่มความรู้รอบตัวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของไทย ความเชื่อในพระศาสนา ซึ่งทั้งสองท่านนี้ทมยันตีถือว่าเป็นคุรุหรือครูคู่แรกที่สำคัญที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว

          ไม่เพียงมีคุณแม่กับคุณยายเท่านั้นที่เป็นเสมือนเบ้าหลอมในชีวิตของทมยันตี หากนาวาเอกวิเชียร ที่เป็นพี่ชายคนโตก็มีส่วนไม่น้อย ดังที่เธอเล่าให้ฟังถึงความหลังเหล่านั้น ด้วยสีหน้าที่มีความสุข

          “โตขึ้นมาหน่อยพี่วิเชียรก็ไปเป็นนักเรียนนายเรือ นักเรียนทหารก็ต้องเรียนวิชาการต่อสู้ เรียนเสร็จก็มาสอนน้อง สู้ด้วยมีดสั้นบ้าง ขนาดเรียนเตะต้นกล้วยมา ก็ยังสอนให้เราหัดเตะต้นกล้วยตามเลย”

          อาจเป็นเพราะเกิดในตระกูลทหารเรือ และคลุกคลีกับพี่ชายที่เป็นนักเรียนนายเรือมาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้วิมลเป็นผู้หญิงที่กล้าแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจจนรู้จักการลากไม้หน้าสามไล่ตีคู่อริตั้งแต่เรียนอยู่ม.ต้น ว่ากันว่ายุคนั้นแถวคลองบางซื่อ น้อยคนจะไม่รู้จัก ‘ไอ้เปียหูหมา’ จอมซ่าส์คนนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะพวกจิ๊กโก๋วัยรุ่นละแวกนั้น

          หากบางครั้งทมยันตีก็พูดเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “ไม่รู้มันกลัวเราหรือเกรงใจคุณทองคำผู้จัดการโรงงานสุราบางยี่ขันที่มีลูกน้องเต็มบ้านก็ไม่รู้ แถมพี่ชายก็เป็นนักเรียนนายเรือมีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นโขลงอีกต่างหาก”

          เมื่อพูดถึงคุณยายกับผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิง ทมยันตีจะพูดถึงความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม และอุปนิสัยของการรักการอ่านหนังสือที่ได้รับมาจากการเพาะบ่มของผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน และถ้าพูดถึงคุณทองคำผู้เป็นบิดา เธอจะเน้นให้เห็นถึงความมีระเบียบวินัยความเฉียบขาดอย่างทหาร แม้จะนอกราชการแล้วก็ตาม

          “ฉันได้วิธีสั่งงานจากพ่อ” เธอเปิดเผยความจริงให้ฟัง “เวลาสั่งงานพ่อจะสั่งแบบราชการว่าเป็นข้อ ๆ ทำให้จำง่ายไม่สับสน ตอนเป็นผู้อำนวยการขนส่งมวลชนฯ ก็เอาวิธีทำงานของพ่อมาใช้”

          สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าทมยันตีได้มาจากครอบครัวทหารก็คือ ‘คำเตือน’ ในข้อผิดพลาดสำหรับคนรอบข้างไม่เว้นแม่แต่ลูก ๆ หรือคนใกล้ชิด นั่นคือคำเตือนครั้งแรกในฐานะ ‘ไม่รู้’ และจะเตือนครั้งที่สองเพราะ ‘ลืม’ แต่ถ้ายังเป็นยังเกิดเป็นครั้งที่สามคือ ‘เจตนา’ ในความคิดของเธอ

          ...นั่นคือการไม่ให้อภัยและต้องมีบทลงโทษตามมา!

          เพราะเรื่องราวแห่งชีวิต เพราะเบ้าหลอมในวัยเด็กเช่นนี้หรือไม่ ทำให้ วิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี มีลักษณะสองบุคลิกในตนเองอย่างที่คนใกล้ชิดรู้จัก...

          บางครั้ง อ่อนโยน...นุ่มนวล ใจดี

          บางครา แข็งกร้าว เป็นคนประเภทยอมหักไม่ยอมงอ

          แม้แต่ตัวทมยันตีเองก็เคยบอก “คุณยายเคยว่า แม่อี๊ดนี่ดีเหมือนน้ำ คว่ำเหมือนกะลา” เป็นสำนวนที่แสดงคุณสมบัติของหลานรักได้ชัดเจนยิ่ง...เวลาดีเป็นน้ำใช้อาบใช้กินได้ แต่ถ้าเป็นกะลาคว่ำไม่เคยให้คุณกับใครจริง ๆ

          อาจเพราะเป็นคนสองนิสัยที่เป็นธรรมชาติของทมยันตีนี่แหละ ทำให้คนส่วนใหญ่สับสนกับบุคลิกของเธอที่อาจพลิกผันอย่างรวดเร็วในทุกเวลา หากก็เพราะคุณสมบัติเช่นนี้มิใช่หรือ ทำให้ตัวละครทุกตัวในนวนิยายของเธอโลดแล่นไปกับทุกตัวอักษรที่ถูกกลั่นออกจากจิตวิญญาณจนวันนี้ยังสามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์นักเขียนได้แม้วัยกำลังย่างสู่หลักเจ็ดแล้ว

          เรื่องของอารมณ์สุดโต่งของนักเขียนดังอย่างทมยันตี ต้องให้คนใกล้ชิดสุดคอมเม้นท์ ซึ่งวันนี้คงจะหาใครเกิน ‘เจ๊รัตน์’ หรือ ‘ป้ารัตน์’ ของผู้มาเยือนบ้านลาดพร้าวได้ไม่มี

          คุณรัตน์ เป็นแม่บ้านของทมยันตีมายาวนานเท่า ๆ กับวิศวนาถ เป็นผู้จัดการเรื่องงานให้นักเขียนผู้นี้ และบางครั้งคุณรัตน์ยังอดแอบ ‘นิน’ ที่มาจากคำว่านินทานายให้ฟังไม่ได้

          “บทใจดีขึ้นมายังกะนางฟ้า บทร้าย...ร้ายขึ้นมาเข้าหน้าไม่ติด ป้าอี๊ดนี่เอาใจยากจริง ๆ” คนเป็นแม่บ้านยังส่ายหน้า “คนไม่รู้ใจจริง ๆ อยู่ด้วยยาก”

          เพราะอย่างนี้นี่แหละ ช่วงที่ผู้เขียนเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้จัดการใหม่ ๆ จึงมีความลำบากใจอยู่อย่าง ก็คือการเปิด ‘ประมูล’ นวนิยาย ‘คู่กรรม 2’ นอกจากสำนักพิมพ์เดิมที่เคยทำงานรวมเล่มของเธอมาบ้างแล้ว สำนักพิมพ์อื่น ๆ พากันลังเลใจกันหมด

          ...เหตุผลง่ายและสั้น ๆ ก็คือ ‘เขาว่าทมยันตีดุยังกะเสือ’

          แม้แต่ รักษ์ชนก นามทอน กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการใหญ่ของสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ผู้ประมูลคู่กรรม 2 ไปได้ และทุกวันนี้งานประพันธ์ทั้งหมดของ วิมล ศิริไพบูลย์ ตกเป็นลิขสิทธิ์การพิมพ์ของสำนักพิมพ์นี้ยังเคยเผยความในใจ

          “วันที่เดินเข้าไปพบป้าอี๊ดยังกล้า ๆ กลัว ๆ” เหตุผลของรักษ์ชนกก็คือ “ก็เขาร่ำลือกันทั่ววงการว่า ทมยันตีดุจริง ๆ”

          “แล้วตอนนี้ล่ะ รู้สึกยังไง?” เราถามรักษ์ชนกเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเจ้าตัวหัวเราะตอบ

          “ดุจริงครับ โดยเฉพาะเวลาเราทำผิดไม่รักษาสัญญาหรือทำงานบกพร่อง แต่โดยรวมผมว่าป้าน่ารัก โดยเฉพาะความรู้สึกแบบป้ากับหลาน มีความห่วงใยต่อกัน ก็อบอุ่นครับ แบบคนในครอบครัวมากกว่าการเป็นธุรกิจ”

          เมื่อถามถึงจุดเด่นอันน่าประทับใจของทมยันตี บรรณาธิการใหญ่ แห่งสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมยืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำ

          “เป็นคนมีสัจจะ พูดคำไหนเป็นคำนั้น อย่างลิขสิทธิ์ของป้าไม่จำเป็นต้องทำสัญญา จนวันนี้ผ่านมากว่าสิบห้าปี งานของป้าก็ยังอยู่กับ ณ บ้านวรรณกรรม ทั้ง ๆ ที่หลายสำนักพิมพ์รอทำงานให้ทมยันตีอยู่”

          เมื่อเปิดโอกาสให้พูดถึงทมยันตีตามความรู้สึก รักษ์ชนก นามทอน ก็ไม่รีรอที่จะเผยความรู้สึก

          “ในฐานะบรรณาธิการที่ต้องอ่านงานทั้งสี่นามปากกาทุกเล่ม ผมว่าเงาของป้าอี๊ดอยู่ในงานเขียนนั่นแหละ ความอ่อนหวานอ่อนโยนทำให้เขียนนวนิยายโรมานซ์ได้ไพเราะ ความเข้มแข็งดุดันทำให้รังสรรค์บุคลิกตัวละครโดยเฉพาะฝ่ายหญิงให้เก่งและฉลาดได้อารมณ์ เป็นบทเรียน เป็นตัวอย่างให้กับผู้หญิงได้นำไปใช้กับชีวิตเป็นอย่างดีในทุกยุคสมัย” และประโยคสุดท้ายของท่านบรรณาธิการใหญ่ชัดเจนยิ่ง

          “ที่สำคัญคือตัวละครทุกตัวของทมยันตีไม่ว่าร้ายหรือดี ล้วนมีเหตุผลที่จะเป็น ผมว่านั่นคือเจ้าของบทประพันธ์ต้องเป็นคนที่มีพื้นฐานแห่งความยุติธรรมอยู่ในความคิด ถึงทำงานอย่างนี้ได้”

          ถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามโดยเฉพาะผู้เขียนที่ทำงานให้ทมยันตีมาเกือบจะสองทศวรรษนั้นมีความเห็นเช่นไร?

          ‘จริง!’ กับคำว่าทมยันตีมีสองลักษณะเด่นชัดในตัวตนของเธอ...!

          ซีกหนึ่งคือความซุกซนปนความอ่อนโยนต่อสรรพสิ่ง เป็นผู้หญิงที่ละมุนละไมในความงดงามของธรรมชาติ เธอจึงชอบท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอาหารใจ เพื่อสอดใส่ในงานประพันธ์อันลือลั่นตลอดมา หลายคราที่คนใกล้ชิดรอบข้างแม้แต่ลูกชายสามคนยังออกปาก

          “บางทีแม่เหมือนเด็กผู้หญิงอายุสิบเจ็ดสิบแปด”

          นั่นคือลักษณะในเวลาเล่นกับสุนัข เดินแกว่งไปตามถนนหาของตามรถเข็นรับประทาน หรือไม่ก็เวลาใครซื้อหาของถูกใจมาฝาก ‘รอยยิ้ม’ โชว์ฟันกระต่ายคู่หน้าจะปรากฏพร้อมอาการดีใจจนเนื้อเต้นอย่างเห็นชัด

          และรอยยิ้มนี่แหละเป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านส่ายหน้า หวาดหวั่นแม้กระทั่งเจ้ายอดลูกชายคนโตยังบ่นพึมพำ...

          “เวลาแม่จะใช้ให้ทำอะไรจะยิ้มอย่างนี้ทุกที...” บทสรุปของเจ้าคนโตก็คือ...

          “รอยยิ้มหลอกใช้...แต่เราก็เสร็จท่าทุกที”

          อีกภาพคือความจริงจังที่ทุกคนรู้...นั่นคือ ความสุจริตยุติธรรมไม่เสแสร้ง โดยเฉพาะกับ ‘งาน’ หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนรอบข้าง

          ‘สัญญาคือสัญญาเสมอ’ วลีนี้อาจอยู่ในเนื้อหาของนวนิยายเรื่องคำมั่นสัญญา หากแท้จริงคือความจริงใจในชีวิตของทมยันตีอย่างเห็นชัด

          เมื่อไหร่ที่วิมล ‘สัญญา’ ช้าหรือเร็ว ก็จะเห็นว่าเธอทำอย่างนั้นจริง ๆ นั่นคือตัวตนของมารดาที่ ยอด แก้ว และเด่น ซึมซับมาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังยึดถือคำมั่นสัญญาของผู้อื่นที่มีต่อเธอสำคัญเฉกเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อเกิดการผิดสัญญาขึ้น...ก็อย่างที่บอกคุณผิดได้ไม่เกินสองครั้ง กับคำว่าไม่รู้และลืม...

          จากนั้นทมยันตียากจะให้อภัย!

          นั่นคือเมื่อไหร่ที่เธอบอกว่าฉันไม่เชื่อเธอแล้ว หรือบอกว่าฉันไม่รักเธอแล้ว!

          วางใจได้เลยว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์

          ถึงวันนี้ต่อให้ล่ามโซ่ไว้ ถ้าเธอคลานหนีได้เพียงคืบเดียวเธอก็ถือว่าชนะ

          จากการเฝ้ามองมานานถึงสิบแปดปีของผู้เขียนทำให้เชื่อมั่นว่า...อุปนิสัยเช่นนี้ของวิมล ศิริไพบูลย์ทำให้เธอเป็นสุดยอดของนักประพันธ์ผู้มีรายได้จากงานเขียนจนสามารถลบคำว่า ‘นักเขียนไส้แห้ง’ ออกจากความคิดของคนในอดีตได้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ในฐานะนักเขียนของมหาชนได้เต็มภาคภูมิ

          ทว่าเพราะการยึดมั่นในหลักการแบบไม่ยืดหยุ่นมากเกินไป ทำให้ชีวิตประสบกับความยุ่งยากและยับเยินลงอย่างไม่คาดฝัน

          โดยเฉพาะชีวิตความรักและการแต่งงาน!

          “งานคือเกียรติยศ” คือคำกล่าวของทมยันตีที่เรามักจะได้ยินบ่อยครั้ง กับอีกประโยคอมตะก็คือ

          “งานของฉันเป็นสาธารณะ แต่ตัวฉันไม่ใช่ของสาธารณะ”

          นั่นคือความเชื่อมั่นและความจริงที่ทำให้วิมล ศิริไพบูลย์ ก้มหน้าก้มตาทำงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นมรสุมชีวิตกำลังโหมซัดกระหน่ำอย่างรุนแรงจนใครต่อใครเชื่อว่า ทมยันตีต้องย่อยยับจมดินอย่างมิอาจลุกขึ้นได้อีกแน่นอน

          ทว่าวันนี้คือบทพิสูจน์ความจริง ทมยันตีทำได้ อย่างที่ตนมั่นใจ มิหนำซ้ำเธอยังเก็บเกี่ยวความจริงจากประสบการณ์ชีวิตมาหล่อหลอมเป็นข้อมูลเป็นความรู้สึกผ่านปลายปากกาได้คมชัดยิ่งขึ้น อย่างนวนิยายเรื่อง ’บาป’ ของเธอ...หนึ่งในกำลังใจนั้นคือลูกชายสามคนที่ยืนอยู่ข้างกายตลอดเวลา ซึ่งทมยันตียอมรับว่าเธอมีคาถาดีอยู่บทหนึ่ง คือการท่องบ่นในใจตลอดเวลาว่า ‘ยอด...แก้ว...เด่น’

          แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ ความเข้มแข็งทางจิตใจของเธอเอง ถ้าทมยันตีไม่มีธาตุทรหดของการเป็นนักสู้อยู่ในสายเลือดและวิญญาณ

          ฤา...จะผ่านกาลเวลามาถึงวันนี้ได้?

          วันนี้ทมยันตีมีห้องหนังสือเป็นโลกส่วนตัว ยังผลิตงานวรรณกรรมให้นักอ่านติดตามอย่างต่อเนื่อง เล่นกับเจ้าจัมโบ้ สุนัขพันธุ์บางแก้ว นาน ๆ จะมีคุณวิเชียรหรือลุงเชียรเจ้าของประโยคเตือนใจในยามทุกข์ที่ว่า ‘ล้มแล้วต้องลุกขึ้นเอง’ มาเยี่ยมเยียนบ้างบางคราว หากเธอก็ยินดีอยู่ในโลกใบเล็กและชีวิตอันสงบนั้น มากกว่าการออกสู่สังคม มิหนำซ้ำยังกล่าวกับทุกคนเสมอ

          “แม่หนูอี๊ดกำลังเตรียมเดินทางครั้งสุดท้าย”

          นั่นคือความหมายที่ว่า วันนี้ทมยันตีเตรียมพร้อมที่จะตาย พร้อมอำลาทุกอย่างในโลกแบบคนเข้าใจสัจจะความจริงตามคำสอนแห่งพระบรมศาสดา อย่างที่เธอยืนยัน

          “ไม่มีใครพ้นความตาย ถึงเวลาแล้วที่วิมลต้องเตรียมตัว!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com