การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ 4. ชีวิตที่มีแต่คำว่า ‘พลัดพราก’ จากของรัก กว่าจะถึงวันนี้’ ของทมยันตี

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#65]
‘กว่าจะถึงวันนี้’ ของทมยันตี
ตอนที่ 4. ชีวิตที่มีแต่คำว่า ‘พลัดพราก’ จากของรัก

 

          เมื่อวันก่อนผู้เขียนเข้าไปที่บ้านลาดพร้าว จุดประสงค์คือต้องการถ่ายภาพบางมุมในบ้านของนักเขียนดังมาฝากท่านผู้อ่าน เลยได้นั่งรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับแม่หนูอี๊ด เพราะเผอิญมีข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากชักเลือน ๆ ไปจากความทรงจำบ้าง จึงถือโอกาสสอบถามอีกครั้งจะได้เขียนไม่ผิด

          ก็อย่างที่หลายคนรู้...ภูเตศวรหรือวิศวนาถ หากมีงานอดิเรกอยู่อย่างคือการชอบเดินหาซื้อพระเครื่องของเก่า และรู้ว่า ‘ศาสตร์’ เหล่านี้ศึกษายาก เพราะต้องรู้จักแยกแยะความใหม่เก่า รวมทั้งของแท้ที่ต้องคู่กับของเทียมตามประสาสิ่งของที่มีราคาทั่วไป
         
          นั่นคือประเด็นที่ผู้เขียนสงสัย... ‘พลอยกว่าสองพันเม็ด’ ที่ยังไม่รวมพวกอัญมณีที่เข้าเรือนแล้วจำนวนไม่น้อยเหล่านั้นของทมยันตี มีความเป็นมาอย่างไร

          “เพชรพลอยพวกนี้ฉันสะสมมาตั้งแต่ยังเด็ก” เธอบอกกับเราอย่างนั้น “เขียนหนังสือได้เงินเหลือก็ซื้อเก็บ สมัยก่อนไม่แพงเท่าไหร่ มาแพงตอนหลัง ๆ นี่แหละ”

          “ก็ต้องดูพลอยเป็น” เราสรุปด้วยความประหลาดใจ...ขณะในใจคิด “เป็นเด็กดูพลอยได้ไง ขนาดผู้ใหญ่บางคนยังถูกต้มตุ๋นเลย”

          “ก็ต้องดูเป็น...” คุณหญิงใหม่หัวเราะตอบ แถมท้ายด้วยประโยคปนอาการส่ายหน้า “ซื้อไว้ดูเล่น...แต่มันพาเดือดร้อน”

          “ดูเล่นแบบไหน มากเป็นพัน ๆ เม็ด...เห็นว่าเป็นพลอยคัดทั้งนั้น...” เรายังไม่เลิกสงสัย ขณะแม่หนูอี๊ดหัวเราะกล่าว

          “แกก็รู้สันดานฉันเป็นคนยังไง ของไม่สวยจะเอามาทำไม ก็บอกแล้วสมัยนั้นหินพวกนี้ราคาไม่แพงเหมือนสมัยนี้”

          คงเห็นความแก่สงสัยของเรายังไม่จางกระมัง คุณหญิงป้าก็เลยลำดับเรื่องราวให้ฟัง

          “ความจริงตระกูลฝ่ายพ่อเป็นคนจันทบุรี”

          นั่นไง...แค่ประโยคแรกก็ทำให้เรานึกภาพออกราง ๆ แล้ว ทำไมคุณนายอี๊ดจึงมีความรู้เรื่องพลอยจนสามารถสะสมเป็นของเล่นมากกว่าสองพันเม็ด

          แม้จะเกิดไม่ทันเห็นบรรพบุรุษของตัวเอง หากทมยันตีก็รู้ว่าบริเวณโรงแรมจันทบุรีในปัจจุบันนั้น เคยเป็นที่ตั้งรกรากของตระกูลมาก่อน และที่สำคัญ ปู่ย่า...ตาทวดของตนมีอาชีพเป็นช่างทอง

          สิ่งเหล่านี้ได้ฝังอยู่ในกระแสวิญญาณของเธออย่างไม่รู้ตัว...

          “เคยซื้อพลาดบ้างไหม?” กับคำถามนี้ของเรา เธอส่ายหน้าตอบสั้นกระชับ

          “ไม่เคย” ไม่เพียงเท่านั้นยังพูดด้วยประโยคเรียบ ๆ “เคยมีคนเอาพลอยเม็ดสวยมาก ๆ มาให้ดู จำได้ว่าที่บ้านนี่แหละ เป็นพลอยไพลินที่สวยมาก ๆ สวยจริง ๆ ตอนนั้นแค่พลิก ๆ ดูแล้วก็คืนเขา คนเอามาให้ดูถามว่าเป็นไง ฉันก็บอกว่าสวยดีแต่ซื้อไม่ได้” คนนั่งเล่าลำดับความคิดด้วยรอยยิ้มก่อนเน้นคำตามนิสัย “พลอยเม็ดนี้ปกติแล้วต้องราคาแพงมาก ๆ แต่ความจริงแล้วเป็นพลอยปะหน้าคือตัดเนื้อพลอยอีกเม็ดมาติดแล้วเจียระไน”

          ผลสุดท้ายคนเอามาได้ดูต้องยกหัวแม่โป้ง พร้อมคำสารภาพ...

          “เจ้าของพลอยเม็ดนี้ยิงตัวตาย เพราะซื้อผิดราคาไปเยอะมาก” เหตุนี้เกิดในสมัยก่อน ที่ต้องส่องดูด้วยตาและความชำนาญ ไม่ได้เข้าเครื่องเหมือนสมัยนี้

          นอกจากสะสมเหล่าหินสีตามความรู้สึกของทมยันตี แต่คนทั่วไปเรียกว่าอัญมณีแล้ว เธอยังสะสมผ้า...และสมบัติบ้าอีกหลายประการ โดยเฉพาะผ้าคลุมไหล่ฝีมือช่างโบราณ ตลอดจนผ้าต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเอเชียหรือยุโรป อัดเต็มอยู่ทุกซอกตู้ จนไอ้สามตู้ของคุณนายยังบ่นอุบ

          “ศพแม่ตายไม่ต้องใช้ถ่านใช้ฟืนที่ไหนหรอก เอาผ้าที่เก็บมาเป็นเชื้อไฟก็ไหม้หมด! ”

          นั่นยังน้อยไป ระยะหลัง ๆ สิบกว่าปีมานี้ ‘คุณนายอาเจ๊ทม’ ของเจ้ายอดยังเที่ยวเดินท่อม ๆ ไปตามร้านของเก่าซื้อพวกมีดพวกดาบโบราณมากองสุมเต็มห้องพระ จนอีตุ๊เด่นลูกชายคนสุดท้องยังส่ายหน้าถาม

          “แม่เค้าจะไปรบกับใครเหรอพี่? ”

          “พม่ามั้ง...” เราเองก็ได้แต่หัวเราะ “เห็นว่ากำลังเขียนเรื่องกษัตริยาอยู่นี่”

          นอกจากมีดและดาบโบราณทั้งไทย...พม่า...มอญแล้ว พวกไม้เท้า...ไม้ครู ไม้ไล่ผีสารพัดสารพันคุณนายใหญ่ของพวกมันก็ไม่วายสรรหามาสะสมจนล้นบ้านอีกเหมือนกัน...ล่าสุดแม้กระทั่งกลอนประตูป่าช้าที่ใครต่อใครบอกว่าเฮี้ยนนักเฮี้ยนหนา คุณหญิงป้าของลูก ๆ หลาน ๆ ยังเอามารวมหมวดกับพวกมีดหมอเสียเลย ไอ้ตุ๊เด่นหรือบางครั้งกลายเป็นอีตุ๊เด่นได้แต่บ่นอุบ เพราะหน้าที่ดูแลทำความสะอาดห้องพระตกอยู่ที่มัน

          “วันหลังจะสะสมโลงผีหรือเปล่าพี่? ”

          “ทำไม?” เราย้อนถาม ขณะมันเกาหัวตอบแค่น ๆ

          “จะได้จ้างช่างต่อบ้านเพิ่ม เพราะห้องพระไม่พอเก็บอะไรแล้ว”

          “แม่เขาเปลี่ยนไลน์การสะสม” เจ้าแก้วลูกชายคนรองออกความเห็นกับน้องชายมัน

          “ทำไม?” ตุ๊เด่นย้อนถามขณะเจ้าตัวรองยิ้มตอบปนยักคิ้ว

          “แน่ใจได้เลยว่าของสะสมคุณนายงวดนี้ ไม่มีใครฟ้องขอแบ่งเด็ดขาด!”

          เคยถามเหมือนกัน กับการเก็บและสะสมของเหล่านี้ ทมยันตีตอบอย่างมีหลักการพอสมควร

          “ทุกอย่างให้ความรู้เราทั้งนั้น”

          จากนั้นอธิบายฉอด ๆ ...แค่ดาบไทยกับดาบพม่าที่ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนตรงไหน ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ก็ฆ่าเวลาไปครึ่งค่อนวันแล้ว ท้ายสุดคือ ‘ความรู้’ ในงานเขียนหนังสือ...

          “ของพวกนี้มีวิญญาณ...ช่วยสร้างสรรค์จินตนาการสำหรับงานเขียน!”

          คงจะจริงอย่างที่ทมยันตีกล่าว เพราะบางคราวที่เข้าไปห้องพระ มองเห็นดาบโบราณที่วางอยู่...ทำให้นึกถึงมือ...ถึงหัวใจของเหล่านักรบ...ทหารกล้าเหล่านั้น

          วันเวลาที่ยืนอยู่กลางสนามรบระคนกลิ่นคาวเลือด ท่านเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร?

          ทมยันตีเคยพูดเสมอ ‘คนเราต้องมีรากมีเหง้าของตน’ และต้องรู้จักรากเหง้าของตนมาจากไหน...อย่างไร ฉะนั้นรากและเหง้าที่หยั่งลงสู่ดิน ชอนไชลงใต้แผ่นดินของต้นไม้ทำให้พืชพันธุ์ดำรงอยู่ได้เช่นไร

          ดาบไทยที่วางบนพานในห้องพระหน้าพระรูปแห่งบูรพกษัตราธิราช ก็สามารถเตือนใจเราได้

          ว่าแผ่นดินนี้ที่เราเหยียบยืนอยู่ถูกรักษาไว้ด้วยวิธีใดและน้ำมือใคร?

          เมื่อไม่นานมานี้เธอยังบ่นพึมพำกับผู้เขียน เมื่อลูกชายซื้อหนังแผ่นประเภทซีดีมาวางไว้ เรื่องสุริโยไทกับสุพรรณกัลยา

          “ทำไมไม่ใช้คำว่าสมเด็จนำหน้า ให้สมพระเกียรติยศของพระองค์ท่าน” แถมท้ายด้วยประโยคปนอาการส่ายหน้า
         
          “คนสร้างหนังนี่เป็นพระญาติพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายไหนของท่านล่ะ...ถึงกล้าขานพระนามท่านอย่างนั้น ต่อไปเด็ก ๆ รุ่นหลังจะไม่จดจำเอาไปทำตามอย่างรึ? ”

          ได้ยินอย่างนั้นผู้เขียนยังแอบยิ้ม เพราะได้ข่าวแว่ว ๆ มาว่าจะมีผู้สร้างภาพยนตร์บางรายนำพระประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมาเป็นพล็อต ก็ยังนึกหวั่น ๆ ใจแทนเหมือนกัน

          ว่าสมเด็จพระนเรศวรแห่งเผ่าไทย ที่คุณทมยันตีรักท่านนักหนาจะเหลือแค่คำว่า ‘นเรศวร’ หรือเปล่าก็ไม่รู้

          ว่ากันถึงเรื่อง ‘ราก’ และ ‘เหง้า’ แล้ว ก็เลยคิดว่าควรเขียนถึงต้นตระกูลของนักเขียนดังเสียหน่อย ไม่งั้นก็จะขาดความสมบูรณ์ไป

          ต้นตระกูลทางฝ่ายบิดาเป็นช่างทองอยู่จันทบุรี ‘คุณทองคำ’ บุพการีของทมยันตีเป็นลูกคนที่สามในจำนวนพี่น้องสี่คน โดยมีคุณหญิงปานใจ รามอินทรา เป็นพี่สาวคนโต...มีหลวงประเสริฐสิริ ต่อมาเป็นที่มาของนามสกุลศิริไพบูลย์ เป็นพี่ชายคนรอง มีน้องคนสุดท้องคือนางทองพูน

          คุณหญิงปานใจ พี่สาวคนโตเป็นภริยาของพระรามอินทรา อธิบดีกรมตำรวจในยุดสมัยนั้น พี่ชายคนรองคือหลวงประเสริฐสิริ ศิริไพบูลย์ เป็นนายทหารเรือ ภายหลังได้ร่วมกลุ่มกับคณะปฏิวัติ 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยมาสู่ระบอบประชาธิปไตย

          เวลาเล่าถึงญาติผู้ใหญ่ในตระกูลศิริไพบูลย์ แม่หนูอี๊ดจะเล่าอย่างออกรสออกชาติ เรียกว่าเล่าไปหัวเราะไป เป็นที่สนุกสนานครื้นเครงอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างคือ คุณย่าเหรียญของเธอ ในฐานะภรรยาคหบดีเมืองจันทบุรี ที่เอาเงินใส่กระจาดขึ้นเรือสำเภาเข้ามาเล่นพนันในบ่อนกรุงเทพฯ

          เรียกว่าถ้าเงินไม่หมดกระจาด ไม่กลับบ้านโดยเด็ดขาด! รู้อย่างนี้แล้วจึงอย่าได้สงสัย ว่าทำไมอาเจ๊ทมของเจ้ายอดสมัยเป็นไอ้เปียหูหมา จึงเป็นเจ้ามือวงไฮโลย่านชุมชนบางซื่อยุคนั้น แบบทำนองเชื้อไม่ทิ้งแถวนี่เอง

          ฝ่ายต้นตระกูลของคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา ทมยันตีกล่าวว่า คุณยาย ‘เค้า’ เป็นลูกหลาน พระตำรวจหลวง ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีนิวาสถานอยู่แถวท่าพระจันทร์ในปัจจุบัน ฝ่ายมารดาของคุณยายเป็นชาววังห้องเครื่องสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า จึงเป็นเหตุให้คุณนายไข่มุกถูกคุณทองคำผู้เป็นสามีล้อว่า ‘ชาววังบางกะตุ๋ย เห็นหมามุ่ยเป็นถั่วแระ’ อยู่เสมอ

          เพราะมียายอยู่ในตระกูลชาววังนี่เอง เธอจึงได้ความรู้จากการอ่านการเขียนมากมาย โดยมี ‘คุณยายเค้า’ เป็นครูคนสำคัญดังที่เคยเล่ามาแล้วในตอนก่อน

          “คุณยายเป็นคนมีระเบียบ จำได้ว่าลายมือของคุณยายสวยมาก” เวลาพูดถึงคุณยาย เสียงของทมยันตีจะแผ่วลง “นอกจากมีความรู้ทางภาษาทางวรรณคดีแล้ว คุณยายยังเก่งเรื่องสมุนไพรถึงขนาดปรุงยากินเองได้”

          ภาพเก่า ๆ ที่ไหลผ่านความทรงจำของทมยันตีเกี่ยวกับสองตระกูลของฝ่ายบิดาและมารดา ทำให้เรารู้ว่าเพราะความที่เธอเป็นคนช่างจดจำ เธอจึงสามารถนำเอาเรื่องราวความรู้เหล่านั้น มาร้อยเรียงตัวอักษรเป็นนวนิยายขายดีมาตราบเท่าทุกวันนี้

          ด้วยเวลาเธอเล่าถึงคุณย่า...คุณทองคำผู้เป็นบิดาหรือนายทหารเรืออย่างคุณวิเชียรที่เป็นพี่ชาย...หลายอย่างคือ ‘เงา’ ของพ่อปลาไหล...เดชแม่ยาย นวนิยายแนวคอมเมดี้ของเธอ หากเวลาพูดถึงคุณยาย พูดถึงคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา เราอดนึกถึงเรื่องร่มฉัตรไม่ได้สักที...

          ทมยันตีเองก็ไม่เคยปฏิเสธ ว่าชีวิตในครอบครัวที่มีคุณยายกับคุณนายไข่มุกคอยอบรมสั่งสอนคือ ‘เบ้าหลอม’ สำคัญทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนลือนามมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างที่เจ้าตัวย้ำกล่าวอยู่เป็นประจำ

          “วิมลเป็นวิมลมาได้ทุกวันนี้ เพราะมือแม่และมือคุณยาย! ”

          เพราะความที่ถูกปลูกฝังเรื่องการอ่านหนังสือ มิหนำซ้ำคนในบ้านไม่เคยห้ามปราม แม้ว่าเธอจะอ่านการ์ตูนจนกระทั่งพวกนิยายประโลมโลกย์ก็ตาม เหตุนั้นคือจุดหักเหทำให้ วิมล ศิริไพบูลย์ กลายเป็นนักเขียนตั้งแต่วัยเยาว์

          แม่หนูอี๊ดย้อนรอยแห่งอดีตให้เราฟังว่า เธอชอบอ่านนิยายเล่มละสิบสตางค์ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่อง ‘น้ำลายแม่ค้า น้ำตาตำรวจ’ กับเรื่อง ‘รักกันหนาพากันหนี’ อะไรทำนองนั้น อ่านเสร็จก็ยังสงสัยตามประสาเด็กว่า ไอ้ความโหดร้ายทารุณที่พร่ำพรรณนาอยู่ในบทประพันธ์นั้นมีอยู่ในสังคมจริงหรือ ก็เลยเก็บมาถามคุณนายไข่มุกผู้เป็นมารดา

          “ไหนลองเล่าให้ฟังซิ” คนเป็นแม่ถาม ขณะคนสงสัยก็เล่าเรื่องนางเอกถูกทารุณกรรม ถูกแม่สามีกระทืบทุกวันให้ฟัง คุณนายไข่มุกฟังเสร็จหัวเราะ พร้อมอรรถาธิบายความจริง

          “เขาแต่งให้อ่านนะลูก” พร้อมยกตัวอย่างให้ฟังเสร็จสรรพ “แม่ไม่เคยถูกคุณย่าแกทำอย่างนั้นเลย แม่มีของกินเยอะแยะคุณย่าให้โน่นให้นี่มาก ๆ”

          ไม่เพียงอธิบายให้ความรู้ลูก...คุณนายไข่มุก ‘ไม่เคยห้าม’ การอ่านประเภทอ่านดะของลูกสาว กับอีกอย่างที่ทมยันตีแน่ใจ...

          “แม่ไม่เคยวิจารณ์นวนิยายน้ำเน่าอย่างที่คนสมัยนี้ชอบดูถูก! ”

          ก็เพราะชอบอ่านนิยายนี่แหละ เพราะนิยายมันเศร้า เรื่องไหนจบด้วยเหตุการณ์พระเอกนางเอกตาย อ่านไปป้ายน้ำตาไป เป็นอย่างนี้อยู่นานโข ท้ายสุดคนมีแววเป็นนักเขียนใหญ่ในอนาคตจึงเกิดความคิดแล่นในสมอง

          “ไม่เห็นยาก ถ้าบทจบพระเอกนางเอกตายจากกัน เราก็แต่งใหม่สักหน้าสองหน้า ว่าพระเอกไม่ตาย นางเอกก็ไม่ตาย ไม่เห็นมีใครตายสักคน แล้วก็อ่านใหม่ พอถึงบทจบที่เราอยากให้เป็นก็มาอ่านบทที่เราแต่งก็มีความสุขไป”

          ...นั่นคือการเริ่มต้นก้าวสู่ความเป็นนักเขียนของวิมล ศิริไพบูลย์ อย่างไม่รู้ตัว

          เล่นสนุกไปอย่างนั้นจนอายุสิบสี่ย่างสิบห้า ก็หาสมุดเปล่า ๆ มาแต่งนวนิยายให้เพื่อน ๆ อ่านในโรงเรียน เขียนไปเขียนมาเพื่อนสนิทที่ชื่อ อรพรรณ ดวงอุดม ส่งงานเขียนไปยังหนังสือศรีสัปดาห์

          และงานชิ้นนั้นได้รับการลงตีพิมพ์ในเวลาต่อมา และทำให้วิมล ศิริไพบูลย์ เป็นนักเขียนยาวนานถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 55 ปี...ขณะที่อรพรรณหรือแอ๋ว ลาจากไปตั้งแต่วัยเยาว์

          “แอ๋วเป็นเพื่อนสนิทที่เราชอบเขียนนิยายใส่สมุดให้อ่าน แอ๋วอ่านงานเขียนของเรามาตลอดจนกระทั่งเธอตาย ตอนนั้นอายุแค่สิบเก้า ตรงนี้กระมังที่เป็นรอยเศร้าในใจ จากการที่โตมาด้วยกัน เล่นด้วยกันเพราะบ้านเราอยู่ฝั่งตรงข้ามระหว่างกันในคลองบางซื่อ ถ้าแอ๋วลงน้ำฝั่งกระโน้นก็ว่ายข้ามคลองมาหาเราฝั่งนี้ ถ้าเราลงฝั่งนี้ก็ข้ามฟากไปหาแอ๋วฝั่งโน้น แล้วแม่เราทั้งสองบ้านก็ห่อขนมวางไว้ที่หัวสะพานให้เรากินด้วยกัน”

          ภาพความตายของเพื่อนสนิทก่อนวัยอันควร คือรอยเศร้าที่บันทึกไว้ในดวงใจของวิมล เป็นความทรงจำฝังลึก...

          “เราจำภาพที่เพื่อนตายได้ เขาเป็นหืด เขาตายบนตักพ่อ เรารู้เรื่องตอนเช้ากำลังขึ้นรถไปโรงเรียน พอรู้ก็วิ่งไปบ้านเขา พอเข้าไปในบ้านเห็นแอ๋ว นอนบนเก้าอี้ยาว เขาสวย สีหน้าสงบเหมือนหลับ แต่เขาไม่ลืมตาขึ้นมาดูเราอีกเลย เราตามดูจนกระทั่งเขาเอาเพื่อนลงโลงแล้วก็ตอกฝาโลง นั่นคือการเสียของรักครั้งแรก ถึงตอนนี้ยังจำหน้าที่หัวเราะ จำท่าทางที่เล่นกับเราได้ จำท่าหลับครั้งสุดท้ายได้ เป็นบันทึกที่เวลาเขียนเรื่องเศร้ายังระลึกถึงทำให้คนอ่านร้องไห้ แต่คนอ่านไม่รู้หรอกว่า คนเขียนน้ำตาหยดก่อนแล้ว”

          ในเวลาไล่เลี่ยกัน วิมล ศิริไพบูลย์ ต้องสูญเสียของรักเป็นชิ้นที่สอง นั่นคือ ‘คุณยาย’ ที่มีความใกล้ชิดผูกพันกันมาตั้งแต่ยังเป็นทารกน้อย

          วิมลรำลึกถึงความหลังช่วงเวลาก่อนมรณกรรมของคุณยาย ‘เค้า’ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

          “จนอายุย่างสิบห้าแล้วก็ยังนอนกับคุณยายเหมือนเดิม ตอนหลังมาคุณยายให้นอนหันหลังชนกัน ขณะที่เราชอบนอนซบอกยาย แต่จะถูกผลักออกไป ก่อนตายยังมุดมุ้งเข้าไปให้ยายถักเปียให้”

          คุณยายบอก... “อี๊ดเอ๊ย อีกไม่นานยายก็จะไม่ได้ถักหางเปียให้แล้วละ” หลานสาวก็ถามว่า “ยายจะไปไหนล่ะ อย่าเพิ่งไปสิอยู่ด้วยกันนาน ๆ ถ้ายายไปอี๊ดจะนอนกะใคร? ”

          ทมยันตีเล่าว่า เมื่อถูกถามคุณยายได้แต่นิ่งไม่ตอบอะไร ก่อนตายคุณยายได้สั่งลาหลานรักเรียบร้อย และคุณยายมาสิ้นใจตอนเช้ามืดในวันที่เธอต้องไปสอบวิชาอนุกาชาด ซึ่งวันนั้นข้อสอบออกเรื่องวัณโรคด้วย คนทำข้อสอบก็เลยน้ำตาหยดเผาะลงกระดาษข้อสอบไปด้วย

          เพราะร้องไห้ครูเลยถาม “ร้องไห้ทำไม?” พอรู้ว่าคุณยายเพิ่งสิ้นใจ แต่ต้องรีบมาสอบครูก็เลยบอกให้รีบเขียนแล้วก็ให้กลับบ้านได้เลย คนนั่งเล่าขณะมีรอยรื้นอยู่ในดวงตายามรำลึกถึงวันวาร...

          “เรานั่งร้องไห้มาในรถ พอถึงบ้านรีบทิ้งกระเป๋าวิ่งตึง ๆ ไปหาคุณยาย ถ้าคุณยายยังอยู่จะทักว่า ‘อีลิงมาแล้ว’ หรือไม่ก็... ‘กลับมาแล้วหรือลูก’ เรียกมากินขนม แต่วันนั้นไม่มีคนทัก คุณยายนอนบนที่นอนเหมือนคนหลับ นอนเหมือนแอ๋วเลย แม่แต่งตัวให้คุณยายสวย คุณยายชอบนุ่งผ้าถุงสีเข้ม ๆ ใส่เสื้อขาวเพราะคุณยายถือศีล แล้วมีผ้าห่มทับ คุณยายมีดอกบัวไว้บนอก”

          คุณยาย ‘เค้า’ เคยพูดกับหลานสาว “ถ้ายายตายแล้วจะไปไหว้พระจุฬามณี”

          เธอเลยถามว่า “พระจุฬามณีอยู่ไหนหรือยาย? ”

          “บนสวรรค์” คุณยายตอบ และหลานสาวยังจำได้ว่าตัวเองยังบอกยายเลยว่า

          “แล้ววันหลังยายพาอี๊ดไปด้วยนะ” ซึ่งคุณยายรับปากมั่นเหมาะ

          “เออ...สักวันเอ็งตาย ยายจะไปรับเอ็งไปไหว้พระจุฬามณีด้วยกัน”

          วันนั้นเป็นอีกวันที่ภาพติดตาเพราะพ่ออุ้มศพคุณยายลงโลง ก่อนลงโลงเขาต้องมัดตราสัง เธอยังบอกเขาว่า

          “อย่ามัดแน่นไม่ได้เหรอ เดี๋ยวยายฟื้นขึ้นยายจะไม่หลุดออกมา”

          ขณะที่คนเป็นพ่อบอกว่า “คุณยายไม่ฟื้นแล้วละลูก อย่าร้องไห้เสียงดังเดี๋ยวคุณยายตกใจ น้ำตาก็ต้องระวังอย่าให้หยดต้องคุณยายด้วย”

          จากนั้นพ่อก็เอาคุณยายนอน แล้วพ่อก็ปิดฝาโลง ทมยันตียังจำภาพเหล่านั้นได้แม่นยำอย่างที่เธอพรรณนา

          “ก็เหมือนกับแอ๋ว ของรักชิ้นที่สองปลิวหาย เพราะฉะนั้นเวลามาเขียนนวนิยายเรื่องในฝัน ตอนอายุสิบเก้า คนอ่านถึงร้องไห้เพราะเด็กอายุสิบเก้าประมวลภาพจากเพื่อนจากยายเทลงไป ใคร ๆ ก็ต้องรู้เวลาคนที่เรารักนั้นตาย เราจะเศร้าโศกทุกข์ทนทรมานแสนสาหัสแค่ไหน”

          ไม่เฉพาะกับภาพฝังใจของคุณยายที่เธอผูกพันมาตั้งแต่แบเบาะเท่านั้น หากทมยันตียังกล่าวถึง อรพรรณ ดวงอุดม หรือแอ๋ว เพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า

          “ถ้าวิญญาณของแอ๋วยังอยู่ แอ๋วคงดีใจ ดีใจกับอี๊ดที่เดินทางถึงวันนี้ และอยากขอบคุณแอ๋วจริง ๆ ที่ทำให้ความฝันของอี๊ดกลายเป็นความจริง”

          ทมยันตีมักกล่าวเสมอ ‘ชีวิตคือมายา’ และ ‘ยากจะไขว่คว้าสิ่งใดมาเป็นของตนตลอดกาล’ ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะตลอดชีวิตอันยาวนานกับความพลัดพรากจากของรักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนได้บทสรุป

          ...ชีวิตคนเราไม่จากเป็น ก็ต้องจากกันด้วยความตายอยู่ดี!

          ฉะนั้นตลอดเวลาเธอจึงพร่ำบ่นกับชีวิตตนอยู่เสมอมา...

          ว่า ‘ชีวิต’ คือ ‘หน้าที่’ เป็นหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาแล้วนับจากวันที่มนุษย์ลืมตาดูโลก...

          ...คนเรามีหน้าที่ต้องตาย!

          สิ่งที่จะดำรงไว้คือ ‘ความดี’ และ ‘ผลงาน’ ที่รังสรรค์ไว้ให้โลกและอนุชนรุ่นหลังได้เห็นมัน

          ฉะนั้นกับวันคืนที่อาจทุกข์ทนบ้าง กับความเร่าร้อนหรือเยียบเย็นของชีวิต ทมยันตีผ่านมาได้เพราะคำว่า ‘หน้าที่’ อย่างที่คุณทองคำ อดีตนายทหารเรือผู้เป็นบิดาสั่งสอน หน้าที่ของ ‘แม่’ ที่ต้องรับผิดชอบต่อลูกชายสามคนอันเป็นผลพวงหลังการแต่งงาน แม้จะจบลงด้วยการหย่าร้างตามครรลองของชีวิตมนุษย์ คนสองคนที่ต่างรากเหง้ามาบรรจบพบเจอ ท้ายสุดคือความล้มเหลวจากความพยายามอยู่ร่วมกัน

          วันนี้ ยอด...แก้ว และเด่น แข็งแรงแล้วกับการดำเนินชีวิตตนอย่างเป็นคนดีในสังคม

          อีกหน้าที่คือ...นักประพันธ์ แม้ว่าช่วงกลาง ๆ ของชีวิตที่ต้องมรสุมอย่างหนักหน่วง หากทมยันตียังดำรงการเป็นนักประพันธ์ของตนอย่างเที่ยงธรรม แม้โลกแห่งชีวิตจริงอาจโหดร้าย ปราศจากความงดงามและความปรานีจากมนุษย์ด้วยกัน ทว่าในงานของเธอ...

          ทุกตัวอักษรที่ร้อยเรียงยังมากด้วยสาระและอารมณ์ทุกตัวละครมีเหตุผลแห่งการดำเนินชีวิต จนผู้อ่านสามารถนำพาไปใช้ประโยชน์กับชีวิต อย่างที่ผู้เขียนเคยได้ยิน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งจบปริญญาโทมาหมาด ๆ กล่าวไว้

          “เพราะป้าอี๊ด...เพราะงานของป้าทำให้หนูคิดได้ และผ่านเวลาเลวร้ายมาจนเรียนจบปริญญาโท”

          ชีวิตของทมยันตีอาจมิใช่นวนิยาย หากมากด้วยอรรถรสยิ่งกว่า นวนิยายบางเรื่องของเธอเสียอีก ด้วยมากแง่มุม...มากความรู้สึก และมากความรู้สำหรับเป็นบทเรียน แห่งชีวิตคนรุ่นหลัง บางอย่างเธอยังเคยยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานกับผู้เขียน... ‘แม่หนูอี๊ดเป็นคนงี่เง่า...’

          เหอะ...งี่เง่ายังไงก็ต้องรออ่านต่อแล้วละครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com