
กายคตา...ทางสู่มรรคผลนิพพาน
งานวางศิลาฤกษ์ ศาลาอุโบสถวัดป่าพอก บ้านโปร่ง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 13-14-15 ได้เสร็จลงแล้วโดยสมบูรณ์ แม้ผู้คนจะไม่หนาแน่นอย่างที่เคยเป็นเหมือนคราวจัดงานพิธีที่วัดป่าชนะสงคราม แต่ทุกอย่างก็งดงามสมกับที่ตั้งใจไว้
งานครานี้เราจัดรถบัสบริการญาติมิตรญาติธรรมเพียงสองคัน เพราะเป็นช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ที่หลายคนต่างต้องเดินทางกลับบ้านเกิดของตน แม้แต่ครูบาอาจารย์ที่นิมนต์เอาไว้ถึง 99 รูป ท่านก็ติดงานบุญของท่านที่วัด ทำให้มีพระมาร่วมงานเพียงครึ่งเดียว
เช่นเคย สำหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่เสน ปัญญาธโร กับหลวงปู่เฉลียว แห่งวัดป่าภูขี้กะโตด ที่มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์เหมือนทุกครั้ง เท่านี้ก็ทำให้ญาติธรรมทั้งหลายล้วนปีติยินดีกันถ้วนหน้ากับการมาร่วมบุญร่วมกุศลในครานี้
ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน...ขอบคุณสายธารแห่งศรัทธาที่ส่งมาสมทบแม้ไม่ได้มาด้วยตนเอง งานนี้สำเร็จลงได้เพราะแรงใจและแรงบุญของท่านผู้อ่านขวัญเรือนอย่างแท้จริง
มาถึงหัวข้อที่กำหนดเอาไว้ในวันนี้เลยดีกว่าครับ...เพราะไปถึงวัดป่าพอกก่อนใคร สำหรับจัดเตรียมงานพิธีเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่เป็น ไม่ว่าเรื่องเต็นท์พิธี ศาลเพียงตา ตลอดจนให้คำปรึกษาเรื่องอาหารการกินของญาติโยม แต่เพราะท่านอาจารย์แสงจันทร์ โกวิทสาโร เจ้าอาวาสวัดป่าพอกท่านเก่งเหลือหลาย ท่านจัดการไปล่วงหน้าเสียจนเกือบหมด ทำให้ภูเตศวรมีเวลาว่างจนต้องเดินเที่ยวค้นหาหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา
ค้นไปค้นมาไปเจอหนังสือ ‘บูรพาจารย์’ ที่จัดพิมพ์โดยมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เข้า ก็เลยติดมือมานอนอ่าน สองวันว่าง ๆ กับหนังสือหนากว่าหกร้อยหน้าหมดสิ้นลง
นับแต่ประวัติของหลวงปู่มั่น พระอาจารย์ใหญ่แห่งสายวิปัสสนาธุระ จนกระทั่งประวัติพอสังเขปของคณะศิษย์องค์สำคัญ ๆ ของท่านอย่างหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปัณโณ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ฯลฯ อีกเป็นสิบ ๆ รูป
คณาจารย์ที่เป็นอริยเจ้าเหล่านั้นได้เล่าถึงประสบการณ์ การปฏิบัติของหลวงปู่มั่น วิธีการอบรมลูกศิษย์ อีกทั้งการเทศนา นำพาปฏิบัติมุ่งตรงสู่การหลุดพ้นทุกข์อย่างละเอียด
หนังสือ ‘บูรพาจารย์’ จึงเป็นยิ่งกว่าแก้วมณีอันล้ำค่าของชาวพุทธ เป็นสมบัติที่ควรหวงแหนเก็บรักษาเอาไว้ในบวรพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ให้สมค่าที่ผู้จัดพิมพ์ทุ่มเทแรงกายแรงใจรวบรวมอย่างลำบากยากเย็น
ใครจะรู้สึกอย่างไรไม่ทราบได้ หากผู้เขียนเมื่ออ่านจบ มีความเชื่อมั่นในจิตว่า...หนังสือเล่มนี้เป็นยิ่งกว่าคัมภีร์มหาคัมภีร์ใด ๆ ในโลก เป็นข้อยืนยันถึงหนทางปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์จากการบอกเล่า...จากการบันทึกของพระอริยสงฆ์จำนวนกว่าสิบรูป ทุกอย่างที่แสดงไว้คือ ‘แก่นธรรม’ ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้แสดงแก่ศิษย์รุ่นใหญ่เพื่อนำไปปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง...
ท่านทั้งหลายคงจะมองเห็นภาพได้ยากถ้าผู้เขียนไม่นำตัวอย่างบางตอนมาแสดงไว้บ้าง
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี กล่าวไว้อย่างนี้ครับ “พวกเราไปถึงที่อยู่ของท่านพระอาจารย์มั่นราวบ่าย 4 โมง ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ พอท่านมองเห็นเราท่านจำแม่นเรียกชื่อเราเลย ท่านมักเดินจงกรมเข้าไปนั่งที่อาศรม แล้วเราเข้าไปกราบนมัสการท่าน ท่านได้ถามสารทุกข์สุกดิบพอเป็นเครื่องที่ระลึกเล็กน้อย เราจึงกราบเรียนท่านว่า...ที่ต้องตามหาท่านพระอาจารย์ในครั้งนี้ ด้วยจุดประสงค์อยากมาขอความกรุณาให้ท่านอาจารย์ได้ช่วยแก้อุบายภาวนาให้ เพราะกระผมได้คิดได้ศึกษาจากหมู่คณะมามากแล้ว เห็นว่านอกจากท่านพระอาจารย์แล้ว คงไม่มีใครแก้อุบายนี้ของกระผมได้แน่”
หลวงปู่เทสก์เล่าความเป็นมาให้พระอาจารย์มั่นทราบทุกประการ เริ่มต้นแต่ได้ปฏิบัติภาวนาถึงเรื่องที่ได้นำเข้าไปเรียนท่านอาจารย์สิงห์ ขันตยาโม ที่โคราช พระอาจารย์มั่นจึงเล่าถึงการที่ท่านได้อบรมสานุศิษย์มาแล้ว เป็นทำนองว่า ให้เราทบทวนดูหมู่คณะที่ท่านอบรมมาว่า...
“ถ้าองค์ไหนดำเนินตามรอยของผมจนชำนิชำนาญมั่นคง องค์นั้นย่อมเจริญก้าวหน้า อย่างน้อยก็คงรอดตัวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าองค์ไหนไม่ดำเนินตามรอยของผมองค์นั้นย่อมอยู่ไม่ทนนานต้องเสื่อมหรือสึกออกไป ผมเองหากมีภาระมากยุ่งกับหมู่คณะ การประกอบความเพียรไม่สม่ำเสมอ เพ่งพิจารณาในกายคตาไม่ละเอียด จิตใจก็ไม่ค่อยจะปลอดโปร่ง การพิจารณาอย่าให้จิตหนีออกนอกกาย อันนี้จะชัดเจนแจ่มแจ้งหรือไม่ อย่าท้อถอยเพ่งพิจารณาอยู่ ณ ที่นี้ละ จะพิจารณาให้เป็นอสุภะหรือให้เห็นเป็นธาตุก็ได้ หรือจะพิจารณาให้เห็นเป็นขันธ์หรือให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ก็ได้ แต่ให้พิจารณาเพ่งลงมาเฉพาะในเรื่องนั้นจริง ๆ ตลอดอิริยาบถทั้งสี่ แล้วก็มิใช่ว่าเห็นแล้วจะหยุดเสียเมื่อไหร่...
จะชัดหรือไม่ชัดก็พิจารณาอยู่อย่างนั้นแหละ เมื่อพิจารณาอันใดแจ่มชัดแจ้งในใจตนเองแล้ว สิ่งอื่นนอกจากนี้จะมาปรากฏชัดในที่เดียวกันดอก”
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าถึงหลวงปู่มั่นอย่างนี้ครับ...หลังจากท่องเที่ยวทางภาคเหนือคือเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ถึง 14 ปี หลวงปู่ขาว ได้ชวนกลับอีสาน...ระยะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ทั้งสององค์จึงมุ่งหน้าไปกราบนมัสการด้วยความเคารพ
อย่างไรก็ดีตามวิสัยครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นประดุจพ่อแม่ของศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่วายที่จะ ‘ประหน้า’ ศิษย์เอกทั้งคู่ด้วยเทศนากัณฑ์ใหญ่ก่อน
“กลัวแต่คนอื่นจะเห็นตับไตไส้พุงของตัว แต่ตัวเองไม่สนใจดูตับไตไส้พุง และจิตใจของตัวว่ามันมีอะไรอยู่ภายในนั้น มัวเพลินดู เพลินฝัน เพลินคิดแต่เรื่องคนอื่น กลัวเขาจะมาเห็นตับไตไส้พุงเรา คิดส่งออกภายนอก ไม่สนใจคิดเข้ามาข้างใน นักปฏิบัติเราไม่สนใจดูกายใจของตัวเราเอง และหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน”
หลวงปู่ชอบสบตาหลวงปู่ขาว แล้วนิ่งอยู่ด้วยอาการสำรวม เพราะระหว่างทางพักค้างคืนก่อนถึงวัดป่าหนองผือ ต่างองค์ต่างเข้าที่บำเพ็ญภาวนากายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บูชาพระคุณท่านพระอาจารย์มั่น อาจารย์ใหญ่ผู้สอนสั่งกล่อมเกลาให้เข้ามาสู่เส้นทางมรรคอันถูกต้องและแน่วแน่สู่ความหลุดพ้น
คืนนั้นท่านทั้งสองตั้งใจพิจารณากาย กายคตานุสติปัฏฐาน ถวายบูชาท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพิเศษ ช่วงหนึ่งหลวงปู่ขาวหลุดปากปรารภกับหลวงปู่ชอบว่า “เราพิจารณากายถวายบูชากันอยู่ทางนี้ ที่โน่นป่านนี้พระอาจารย์มั่นคงนั่งภาวนามองดูตับไตไส้พุงของพวกเราทะลุปรุโปร่งหมดแล้วก่อนเราจะไปถึงท่าน เครื่องในไส้พุงตัวเราคงไม่มีอะไรเหลือท่านคงขยี้คลี่ดูแหลกลาญเป็นจุณแล้วด้วยญาณของท่าน”
คิดเพลิน...เพลินคิดกันไปเพียงเล็กน้อย ยังไม่วายถูกเตือน!
ครับ... เพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แสดงให้ท่านทั้งหลายประจักษ์แจ้งต่อความจริงที่ว่า ในการปฏิบัติมุ่งตรงสู่ความพ้นทุกข์ของหลวงปู่มั่นและเหล่าศิษย์ของท่านนั้น ได้ใช้การพิจารณาอยู่ในกายในจิต ไม่ยอมส่งออกไปไหน ดังคำกล่าวที่เป็นอมตะวาจาของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ พระอรหันต์เจ้าอีกองค์หนึ่งที่เป็นอาจารย์ของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร กล่าวไว้
...จิตส่งนอกเป็นสมุทัย...จิตส่งในเป็นปัญญา!
หลายครั้งที่พบปะครูบาอาจารย์ หลายคราที่อ่านประวัติของท่าน...คำสั่งสอนที่เห็นชัดและมั่นใจคือ...
คิดฝ่าด่านแห่งความทุกข์ คิดค้นหาปัญญาขจัดทุกข์
ไม่ต้องหา ณ ที่ไหน แต่ต้องค้นหาในกายของตนนั่นแหละ
จึงสรุปได้ว่า การเจริญกายคตานุสติ คือวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด...คือหนทางที่ปฏิบัติควรทำให้มาก พิจารณาให้มาก
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com