
‘จิตรู้...ตัวรู้’ ระวังดาบสองคม!
หลายวันมานี้ได้แต่ทอดถอนใจกับข่าววินาศภัยที่เกิดจากธรรมชาติ นับจากพายุถล่มสหรัฐอเมริกา และล่าสุดข่าวแผ่นดินไหวถล่มปากีสถานคร่าชีวิตผู้คนหลายหมื่นคน ทว่ายังน้อยกว่าเมื่อเที่ยงวันที่ผ่านมา (12 ตุลาคม) ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ท่านออกมาตัดพ้อใครบางคนที่ยกตนเป็นผู้วิเศษสามารถ ‘รู้’ เหตุการณ์ล่วงหน้า ว่าสึนามิจะถล่มจังหวัดชายทะเลอันดามันอีกในเดือนนี้
คำพูดไม่กี่คำ...กับตัวหนังสือไม่กี่ตัวในเว็บไซต์...ทำเอาโกลาหลไปหมด หลายคนอยู่ร้อนนอนทุกข์ หวาดผวา...เพราะภาพในอดีตยังหลอนหลอกในวิญญาณ
ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าวถูกต้อง โลกในปัจจุบันต้องอาศัยหลักเหตุผล ไม่ใช่การคาดเดา โดยเฉพาะเรื่องราวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสังคมคนส่วนมากอย่างนี้...เพราะสิ่งที่ผู้ยกตนว่า ‘รู้’ ทำนายไว้กำลังสร้างทุกข์ให้คนหมู่มาก
ผู้เขียนโดยปกติไม่เคยหมิ่นประมาทจิตรู้ของใคร แต่ก็ไม่โมทนา ‘จิตรู้’ ประเภทอวดอ้างโดยปราศจาก ‘สติสัมปชัญญะ’ ไม่รู้จักใคร่ครวญว่าสิ่งที่ตนพูดหรือกล่าวออกไปจะก่อความเดือดเนื้อร้อนใจให้ใครบ้าง
“ถ้าไม่จริงใครรับผิดชอบ?” คือคำถามที่ผู้รู้นั่นควรตอบ "คุณรับผิดชอบความหวาดผวาของประชาชนกว่าสามจังหวัดได้หรือ?”
คนมีจิตรู้...ด้วยปัญญา ต้องรู้ว่าควรพบใคร บอกใคร ให้คอยระวังป้องกัน ไม่ใช่สาด ‘ตัวรู้’ ของตนไปอย่างเมามัน เกิดฟลุ้กใช่ขึ้นมา... ‘กูก็เด่นดังคับฟ้า’ แต่ถ้ากลายเป็นเวิร์บทูเดา ใครเขาจะเดือดร้อนทุกข์ใจเป็นเรื่องของคุณอย่างนั้นหรือ...
ปัญญาคิดแค่นี้ยังไม่มี ปัญญารู้เหนือธรรมชาติจะมากับมนุษย์ประเภทนี้ได้อย่างไร?
เพราะอย่างน้อยที่สุด จิตรู้พื้น ๆ ก็ต้องเข้าใจว่า การก่อทุกข์ใครแม้เพียงคนเดียวก็ถือว่า ‘ทำบาป’ แล้ว อย่าว่าแต่ทำกับคนหมู่มาก...อย่างเหตุการณ์ที่เห็นข่าวจากหน้าจอโทรทัศน์
ไหน ๆ ก็เริ่มด้วยคำว่า ‘จิตรู้กับตัวรู้’ แล้วก็คงต้องเขียนอีกสักหน่อย คงไม่ต้องยกคำบาลีมาอ้างเพื่อความเก๋กระมัง เอาแบบภาษาไทยง่าย ๆ นี่แหละ อย่างที่คุณทมยันตีเคยพูดบ่อย ความรู้ของมนุษย์ผู้ประเสริฐมีสามระดับ
1. รู้ จากการฟัง การอ่าน คนโบราณมักกล่าวว่าให้รู้คุณสิ่งที่เราจดจำนำมาใช้เป็น ‘ครู’ ที่เรียกว่าครูพักลักจำ
2. รู้ อันเป็นปัญญาจากการใคร่ครวญ พบเห็นสิ่งใดแล้วนำมาใคร่ครวญอย่างมีเหตุผลเสียก่อน การนำไปใช้จะมีประโยชน์มากกว่าประเภทแรก
3. เน้นปัญญาที่เกิดจากจิตรู้ภายใน ที่เรียกว่า ภาวนาปัญญา ปัญญาที่ถูกยกย่องว่าเป็นปัญญาสูงสุด เป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั้งหลาย เพราะเป็นปัญญาที่สามารถขจัดทุกข์ได้อย่างที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์
การพูดถึง ‘ตัวรู้’ หรือ ‘จิตรู้’ ย่อมหมายถึงตัว ‘ภาวนาปัญญา’ ทว่าคนส่วนใหญ่มักโมเม เอาความรู้สองประการแรกที่ตนปรุงและแต่งมาใช้อย่างเข้าใจผิด...บางคนนั่งภาวนาไม่กี่วันจิตเข้าสู่ความสงบยังไม่ถึงฐานสมาธิ เห็นภาพวูบไหวเข้ามาเล็กน้อย ก็ทึกทักว่าเป็นนิมิต แถมยังเอามาเล่าเป็นตุเป็นตะจนคนอื่นนึกว่าเป็นผู้วิเศษไปก็เยอะ
ผู้วิเศษแบบนี้ปัจจุบันมีมากจนนับไม่ไหว!
“สิ่งที่เห็นน่ะ รู้ว่าเห็น แต่ที่เห็น จริงหรือเปล่า รู้ได้ยังไง?” ครูบาอาจารย์ท่านย้อนถามเหล่าผู้วิเศษที่คอยเข้ามาเล่า ‘นิมิต’ แบบวูบวาบให้ท่านฟัง ‘แน่ใจนะว่า จิตตน ไม่ใช่จิตหลอก จิตหลง’
ผู้เขียนกับคุณทมยันตีคุ้นเคยกับจิตรู้ประเภทนี้มานานนัก เห็นมานับไม่ถ้วน บางคราที่ไปในงานบุญ หลากหลายผู้รู้มาเล่าให้ฟังเป็นคุ้งเป็นแคว เราก็ได้แต่ยิ้ม ๆ เพราะขนาดครูบาอาจารย์ที่เรากราบไหว้นับถือด้วยมั่นใจในศีลาจารวัตรของท่าน กับบางคำถามท่านยังกล่าวว่า...
“ต้องใช้เวลาพิจารณา...ถึงจะตอบได้”
ผู้เขียนเคยถามหลวงปู่เสน ปัญญาธโร “เราจะรู้ได้ยังไงว่า นิมิตที่เห็นจริงหรือไม่จริง?”
“ก็ต้องพิจารณาหลาย ๆ ครั้ง บางทีพิจารณาแล้ว พิจารณาอีกก็ยังผิดเลย” ขนาดผู้ทรงศีลาจารวัตรยังตอบอย่างนี้ พวกหมอดูหมอเดาจะเชื่อได้สักแค่ไหน
คนที่เป็นแฟนคอลัมน์ธรรมะ 5 นาทีมาโดยตลอดต้องจำได้ว่าราวปี 2537 ผู้เขียนช่วยหลวงปู่สร้างโรงเรียนที่จังหวัดร้อยเอ็ด ต่อมาก็เกิดความคิดอยากได้มูลนิธิเพื่อเด็กเรียนดีแต่ยากจน รวมทั้งอาหารกลางวันเด็กนักเรียนเหล่านั้น การหาทุนให้ได้เร็วก็ต้องมีของสมนาคุณผู้บริจาคบ้าง ซึ่งหนีไม่พ้นการสร้างวัตถุมงคล ผู้เขียนจึงขออนุญาตหลวงปู่สร้างรูปเหมือนหลวงปู่บัว สิริปุณโณ และพระกริ่งปัญญาบารมี
“ขอพิจารณาก่อน...” ท่านกล่าวสั้น ๆ หากต้องรอนานตลอดพรรษา...ถึงได้คำตอบ
“ลงมือหลังปีใหม่ก็แล้วกัน!”
ปัญหาที่หลวงปู่คิดมากก็เพราะผู้เขียน ขออนุญาตนำเอาอังคารธาตุของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ผู้เป็นองค์อาจารย์ของหลวงปู่มาบรรจุในวัตถุมงคลเหล่านั้นนั่นเอง และท่านมาเล่าให้ฟังภายหลัง
“ความจริงหลวงปู่เฒ่าให้คำตอบมานานแล้ว”
“ยังไงล่ะครับ” เราย้อนถามอย่างสงสัย ก็รู้ทั้งรู้ว่าหลวงปู่บัวได้ละสังขารไปตั้งแต่ปี 2518 ก่อนเราได้พบและกราบหลวงปู่เสนเสียอีก
“ปู่พิจารณาเรื่องที่แม้วขอหลายครั้ง แต่มาแจ้งเอาตอนใกล้ออกพรรษา” หลวงปู่เสนท่านเผยด้วยรอยยิ้มเมตตา
“อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า ครั้งหนึ่ง หลวงปู่เฒ่าท่านได้ปรารภด้วยเสียงหัวเราะ ท่านเสน ๆ ...วันหน้าวันหลังผมตายไป แล้วจะมีคนเอากระดูกผมมาป่นมาทุบด้วยล่ะ”
เพราะประโยคนั้นของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ในวันวารเท่ากับแสดงจิตรู้...และได้อนุญาตเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว...
ที่เป็นเช่นนั้น...ก็เพราะหลวงปู่บัวท่านเป็นพระอรหันต์น่ะสิครับ อัฐิธาตุของท่านปัจจุบันกลายเป็นพระธาตุจนหมดสิ้น...นั่นคือประจักษ์พยานของพระอริยสงฆ์ที่ปรากฏขึ้นในบวรพุทธศาสนาของเราอยู่อย่างไม่ว่างเว้น...
ครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือคำตอบที่ว่า ‘จิตรู้’ ของผู้ทรงภูมิในพุทธศาสนานั้นมีจริง แม้แต่ในพุทธประวัติหรือพระคัมภีร์ก็บันทึกเรื่องราวแห่งอิทธิปาฏิหาริย์เอาไว้ชัดเจน ทว่าก็อยากติติงผู้อ้างตัวรู้...ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงก็ตามที ควรพิจารณาให้รอบคอบสักนิดในการแพร่ข่าวสารที่อาจนำความแตกตื่นสู่สังคมอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์
นั่นจะเป็นการก่อกรรมมากกว่าทำบุญ โดยเฉพาะถ้าภายหลังคำทำนายเกิดผิดพลาด คนเขาจะก่นด่าว่าเราเสียเปล่า
เคยบอกมานับครั้งไม่ถ้วนว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องปัญญา ไม่ได้สอนแต่เฉพาะศรัทธาอย่างบางศาสนา ปัญญาได้จากการตรึกตรองใคร่ครวญอย่างมีเหตุมีผลเป็นหลักการแบบวิทยาศาสตร์ เช่นนี้...สติกับปัญญาจึงเป็นของคู่กันสำหรับชาวพุทธอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม วันนี้เรา ๆ ท่าน ๆ ก็ต้องยอมรับกับความจริงประการหนึ่ง ประการนั้นก็คือ ภัยพิบัติของมนุษย์จากธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นคือ กฎของไตรลักษณ์ เมื่อเกิดก็ต้องมีตั้งอยู่และดับไป
...โลกนี้แม้อยู่ได้ยาวนาน หากจะอย่างไรก็ต้องสิ้นสูญลงในวันหนึ่งข้างหน้าตามลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง...อนัตตา
รู้อย่างนี้ควรตั้งสติ...ไม่อยู่ในความประมาท หมั่นสร้างบุญ ทาน บารมีอย่างต่อเนื่อง จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com