
รหัสแห่งภาพนิมิต
เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เหตุที่ยกเอาหัวข้อนี้มาเขียน ก็เพราะมีท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที มาที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ผ่านมา เมื่อพบหน้าผู้เขียนท่านผู้นั้นได้สนทนาเรื่องการปฏิบัติธรรมกันตามประสาความสนใจทางนี้
หากแต่ในช่วงหนึ่งเธอถามถึงเรื่องนิมิตในสมาธิ และผู้เขียนก็ได้อธิบายไปบ้างแล้วในบทก่อน ๆ ว่านิมิตคือ ‘เครื่องหมาย’ บอกถึงระดับความเจริญของสมาธิและขีดขั้นของความละเอียดประณีตของจิตในฌานและสมาธิ
วันนี้ขออธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของทิพยอำนาจในการหยั่งรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งในอดีต...ปัจจุบัน และอนาคต แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนครับว่า ความสามารถในการรู้เห็นรูป...เหตุการณ์ความเป็นไปต่าง ๆ ของสัตว์...สิ่งลี้ลับด้วยอำนาจทิพย์ ท่านเรียกทิพยอำนาจนี้ว่า ‘ทิพพจักขุญาณ’
สิ่งที่เห็นหรือมีลักษณะเห็นได้ดังตาท่านเรียกจักษุทั้งสิ้น เช่น...
มังสจักขุ คือตาเนื้อที่สามารถมองเห็นอย่างสามัญของมนุษย์ในเรื่องวัตถุธาตุทั้งปวง
ปัญญาจักขุ ตาปัญญา ได้แก่ความรู้ความเห็นเหตุผลต่าง ๆ อันสาธารณะทั่วไปแก่วิญญูชนทั้งปวง ผู้มีปัญญาดีย่อมมองเห็นเหตุผลและความจริงได้ง่ายเหมือนมองเห็นได้ด้วยตาธรรมดา ส่วนคนปัญญาทรามย่อมมองเห็นส่วนเหตุผลสามัญได้ยาก
ฌานจักขุ ตาฌาน ได้แก่การเห็นสรรพนิมิตในฌานของผู้บำเพ็ญ คล้ายเห็นด้วยตาธรรมดาที่รู้กันในหมู่ผู้ปฏิบัติว่า ‘ตาใน’ นั่นเอง ตาชนิดนี้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอดีต อนาคต และปัจจุบันได้ ตามแต่กำลังแห่งฌานของแต่ละบุคคล
ทิพพจักขุ ตาทิพย์ ได้แก่ตาของเหล่าเทพเจ้า หรือผู้เจริญฌานสมบูรณ์ด้วยทิพยอินทรีย์ มีภาวะทางใจเสมอด้วยเทพเจ้าแล้ว ย่อมสามารถเห็นรูปทิพย์ทั้งปวง เห็นเหตุการณ์ทั้งส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน และสามารถเห็นสิ่งลี้ลับทะลุไปในสิ่งกีดขวางทั้งปวงได้เกินวิสัยตามนุษย์ทั่วไปหลายล้านเท่า
ธัมมจักขุ ตาธรรม ได้แก่วิปัสสนาญาณของเหล่าพระอริยโสดาบัน ซึ่งมองทะลุความจริงในด้านโลกว่า ทุกสิ่งต้องมีเกิดดับและมองทะลุด้านธรรมว่า ทุกสิ่งไม่มีเกิดต้องไม่มีดับ เห็นธรรมชาติไม่มีทุกข์ เป็นผู้หยั่งลงสู่กระแสธรรม มุ่งตรงสู่ด้านปราศจากทุกข์อย่างไม่ยอมถอยหลัง
ญาณจักขุ ตาญาณ ได้แก่ปรีชาญาณหยั่งรู้หยั่งเห็นเหตุผล และความจริงส่วนวิสามัญ ทั้งด้านโลกและด้านธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นของพระอริยบุคคลชั้นสูงกว่าพระโสดาบัน ต่ำกว่าพระอรหันต์ สามารถบรรเทาราคะ โมหะ โทสะ ให้เบาบางกว่าเดิมในขันธสันดานได้มาก ไตรลักษณญาณเกือบจะแจ่มแจ้งทุกประการ เห็นความเป็นทุกข์ของโลกแจ่มแจ้ง เหลือความเห็นเป็นอนัตตายังไม่แจ่มแจ้ง อวิชชาจึงเหลืออยู่ในขันธสันดาน เป็นเหตุให้มีอุปาทานทุกข์เป็นบางส่วน
พุทธจักขุ ตาพุทธะ ได้แก่ปรีชาญาณที่สามารถมองเห็นโลกและธรรมตามส่วนจริงได้หมดทุกแง่ทุกมุมแล้ว สามารถสังหารอวิชชาเด็ดขาดจากขันธสันดาน บรรลุภูมิถึงพระนิพพาน ดับทุกข์สิ้นเชิงไม่เหลือราก เป็นดวงแก้วบริสุทธิ์เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นตาที่สามารถมองเห็นพระวิสุทธิเทวาบรรดาที่ปรินิพพานไปแล้ว
สมันตจักขุ ตารอบด้าน ได้แก่พระสัพพัญญุตตัญญาณ พระอนาวรญาณ พระทศพลญาณ และพระเวสารัชชญาณ ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระญาณครอบสากลโลกสากลธรรม สมคำยอพระเกียรติที่ว่า ‘โลกจักขุ โลกันตทัสสี’ ทรงเห็นโลกทรงเห็นที่สุดโลก สามารถมองเห็นได้ไกลและกว้างสุดรอบมองทะลุไปทั่วสากลจักรวาล ทรงมองเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าเบื้องหลังได้ไกลประมาณแสนโกฏิอสงไขยกัป
ครับ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ ‘จักขุ’ ที่หมายถึงความสามารถ ‘เห็น’ นับจากสามัญธรรมดาถึงจักษุแห่งพระสัพพัญญุตญาณแห่งพระบรมศาสดา และตบท้ายด้วยเรื่องการพิจารณา ‘นิมิต’ ในการปฏิบัติธรรมที่บังเกิดขึ้นแก่จิต หรือหลับฝันดังนี้
นิมิตเกี่ยวกับกามคุณ คือลาภผลสักการะ มักจะปรากฏภาพนิมิต เป็นภาพสตรี...เด็ก ดอกไม้ อุจจาระ น้ำ หลากขึ้นในมโนทวารขณะทำความสงบใจหรือมิฉะนั้นก็ขณะหยั่งลงสู่ความหลับ ถ้าภาพที่เห็นเป็นสิ่งประณีตบรรจง ลาภผลสักการะจะประณีตบรรจง ถ้าเป็นภาพลามกสกปรก ลาภผลก็เศร้าหมองตาม ถ้าขณะเกิดภาพนิมิตแล้วใจสะเทือน แสดงว่าจะเกิดความยินดียินร้ายในลาภผล ถ้าใจเฉย ๆ จะมีอุเบกขาธรรมในอารมณ์คือลาภผลนั้น
นิมิตเกี่ยวกับนินทา ปสังสา คือความนินทาและสรรเสริญเมื่อจะเกิดขึ้นมักจะปรากฏเป็นภาพช้าง เยี่ยมหน้าต่าง ส่องกระจกเงาหรือมองเห็นหน้าตาตัวเองในมโนทวารขณะทำความสงบใจหรือหยั่งลงในการหลับ ถ้าใจสะเทือน แสดงว่าเกิดความยินดียินร้าย ถ้าใจเฉย ๆ แสดงว่ามีอุเบกขาธรรมในคำสรรเสริญนินทา
นิมิตกับสุขัญจทุกขัง คือความสุขและความทุกข์เกิดขึ้น มักจะปรากฏภาพนิมิตเป็นอากาศโปร่ง ที่อยู่สวยงาม น้ำพุพุ่งเป็นฝอย แสดงว่าจะอยู่เย็นเป็นสุขสบาย แต่ถ้าเป็นภาพนิมิตปรากฏการลุยโคลนตมที่ชื้นแฉะ แต่งตัวด้วยอาภรณ์ใหม่ ๆ ปลงผม กินอาหาร แสดงผลว่าจะเกิดการเจ็บป่วยไข้ไม่ผาสุก ถ้าปรากฏว่าใจสะเทือนกับภาพนิมิต ก็จะสะเทือนใจกับสุขทุกข์ ถ้าใจเฉย ๆ แสดงว่าไม่ยินดียินร้ายมีอุเบกขาธรรมในสุขทุกข์นั้น
นิมิต...กิจจากิจจัง คือการได้ทำสิ่งเป็นประโยชน์ ไร้ประโยชน์จะเกิดขึ้น มักจะปรากฏภาพนิมิตเป็นภาพเดินบนสะพาน เห็นรั้วเห็นสะพาน เห็นกำแพง ข้ามรั้วกำแพง มีสิ่งขวางหน้า แสดงว่าจะได้ทำกิจเป็นประโยชน์ หรือไร้ประโยชน์ตามลักษณะนิมิตนั้น
นิมิต...ยสายสัง คือความมียศและความไร้ยศจะเกิดขึ้น มักเป็นภาพไต่ภูเขา ปีนที่สูง ขึ้นบันได้ ขึ้นปราสาทขึ้นเจดีย์ แสดงว่าจะได้ยกย่องเชิดชูไว้ในตำแหน่งหรือเกียรติ ถ้าปรากฏภาพว่าไต่เขาป่ายปีนหรือขึ้นที่นั้น ๆ ด้วยความลำบากและลื่นไถลพลัดตกลง
แสดงว่าจะเสื่อมความยกย่องในตำแหน่งหรือเกียรติ หรือถึงกับเสียยศเสียศักดิ์เลยทีเดียว ถ้าใจสะเทือนขณะปรากฏภาพนิมิต จะยินดียินร้ายในยศและอยศนั้นถ้าใจเฉย ๆ จะมีอุเบกขาธรรมในยศและอยศที่เกิดขึ้น
ชยาชยัง นิมิตแห่งความมีชัย ปราชัยจะเกิดขึ้น มักจะมีภาพนิมิตเป็นภาพพายเรือในน้ำ หรือบนบก ลอยคอในน้ำ ถ้าพายเรือในน้ำจะปราชัย พายเรือบนบก ลอยคอในน้ำจะได้ชัยชนะ ส่วนอาการรับรู้ขึ้นอยู่กับการสะเทือนใจหรือเฉย ๆ ในอารมณ์ขณะเกิดภาพนิมิตเหมือนทุกข้อ
ครับ อาการและหลักการพิจารณานิมิตข้างต้น ผู้เขียนคัดลอกมาจากหนังสือ...ทิพยอำนาจของพระอริยคุณาธาร (เส็ง) ปุสฺโส มาแสดงแนวทางให้เห็นกันพอสังเขป ผู้ปฏิบัติอยู่ก็ลองนำเอาไปพิจารณาดูนะครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com