
ลมหายใจอันทรงค่า!
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า พูดถึงลมหายใจ คนเราส่วนใหญ่มักลืมเลือนในแต่ละวัน ในทุกอิริยาบถเราต่างต้องหายใจ เพราะตราบใดที่ลมหายใจไม่ผ่านเข้าออกในร่างกาย ความตายจะมาเยือนโดยพลัน
เหมือนอย่างที่ใครบางคนเคยพูด ยามมีชีวิตปกติ มนุษย์มักลืมคุณค่าของลมหายใจ หากเมื่อใกล้ตายจึงรู้คุณค่ามหาศาล โดยเฉพาะเวลาถูกเข็นเข้าโรงพยาบาล แพทย์ต้องเอาสายหรือท่อออกซิเจนยัดเข้าปอดช่วยหายใจ... แต่ท้ายสุดก็ตาย
พุทธศาสนาไม่เพียงอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไว้อย่างเด่นชัด ว่าลมหายใจที่เราสูดเข้าไปเพื่อสร้างเตโชธาตุเอาไว้ประคองธาตุดิน...ธาตุน้ำ ให้คงรูปเป็นร่างกายอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น
หากลมหายใจยังทรงคุณค่ามหาศาลกว่านั้น...
มากคุณค่าขนาดพระบรมศาสดาได้บัญญัติไว้ในหมวดพระกรรมฐาน และยกย่องว่าเป็นยอดแห่งพระกรรมฐานอีกด้วย นั่นคือ ‘อานาปาณสติ’
ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงอานาปาณสติไว้มากพอควร โดยเฉพาะการสร้างสมาธิ โดยจะขอยกพุทธดำรัสมากล่าวดังนี้
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอบรมให้มากซึ่งสมาธิ มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ (อานาปาณสติ) กายย่อมไม่หวั่นไหว จิตย่อมไม่หวั่นไหว”
ก็อย่างที่รู้แหละครับ เพราะมนุษย์นั้นมีกายกับจิตสัมผัสสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะปุถุชนคนสามัญธรรมดาอย่างเราท่าน เวลาเจ็บป่วยจิตใจมักรวนเรปั่นป่วนตามไปด้วย หากในยามร่างกายปกติแข็งแรงดีจิตใจก็ผ่องใสไปตามภาวะของกายเป็นธรรมดา นั่นคือคำตอบว่า
ถ้ากายไม่หวั่นไหว จิตย่อมไม่หวั่นไหวอย่างไร
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ตัวเรา ในสมัยก่อนจะตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์ผู้ยังมิได้ตรัสรู้ ก็อยู่ด้วยวิหารธรรม (ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่) นี้โดยมาก เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้โดยมาก กายของเราไม่ลำบาก ตาของเราไม่ลำบาก และจิตของเราก็พ้นอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน) ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุหวังว่า กายของเราไม่ลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก จิตของเราพึงพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เธอก็พึงทำไว้ในใจซึ่งสมาธิอันมีสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์นี้ให้ดี”
พุทธดำรัสนี้คือคำตอบสำคัญ ว่าแม้แต่ในยามก่อนหน้าการตรัสรู้...พระบรมศาสดาได้ใช้อานาปาณสติเป็นเครื่องอยู่อาศัย และแม้แต่การก้าวสู่ความพ้นทุกข์พระองค์ก็อาศัยลมหายใจอันเป็นสติที่เรียกว่า อานาปาณสติ เป็นสะพานก้าวพ้นอาสวะ...ละอุปาทาน
เมื่อตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงอยู่ด้วยอานาปาณสติโดยมาก ดังจะเห็นได้จากบันทึกในพระไตรปิฎกดังนี้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากที่เร้น (ในป่าอิจฉามังคละ) เมื่อล่วงเวลาสามเดือนแล้วจึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้านักบวชลัทธิอื่นพึงถามอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมอยู่จำพรรษาด้วยวิหารธรรมอะไรโดยมาก ท่านทั้งหลายพึงตอบว่า พระผู้มีพระภาคอยู่จำพรรษาด้วยสมาธิ มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ (อานาปาณสติ) โดยมาก”
ยิ่งกว่านั้นสมเด็จพระบรมศาสดายังยกย่อง อานาปาณสติเป็นสุดยอดแห่ง ‘วิหาร’ คือเครื่องอาศัย ที่เรียกว่า อริยวิหาร, พรหมวิหาร, ตลอดจนตถาคตวิหารอีกด้วย
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อกล่าวถึงธรรมใด ๆ โดยชอบ พึงกล่าวว่า อริยวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า) บ้าง พรหมวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพรหม) บ้าง ตถาคตวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระตถาคต) บ้าง ผู้นั้นเมื่อกล่าวถึงอานาปาณสติโดยชอบ
ก็พึงกล่าวว่า อริยวิหารบ้าง พรหมวิหารบ้าง ตถาคตวิหารบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสกขะ (ผู้ต้องอาศัยศึกษา) ยังไม่บรรลุอรหัตผล เมื่อปรารถนาธรรมอันยอดเยี่ยม อันปลอดโปร่งจากโยคะ (เครื่องผูกมัด) อยู่สมาธิที่มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ”
พระพุทธองค์ยังทรงให้เหตุผลอย่างชัดแจ้งถึงการที่เหล่าพระอรหันตเจ้าผู้พ้นบ่วงกิเลสที่เจริญอานาปาณสติไว้อย่างชัดเจน
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อยู่จนพรหมจรรย์แล้ว มีสิ่งควรทำอันได้ทำเสร็จแล้ว มีภาระอันวางแล้ว มีประโยชน์ส่วนตนอันได้บรรลุแล้ว สิ้นกิเลสเป็นเหตุมัดไว้ในภพแล้ว พ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ อานาปาณสติสมาธิอันภิกษุนั้นเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ”
นั่นคือคำตอบ ต่อให้บรรลุธรรมพ้นทุกข์แล้ว พระอรหันตเจ้ายังเจริญอานาปาณสติเพื่อสร้างสติสัมปชัญญะอย่างมิจบสิ้น
พระบรมศาสดามิเพียงตรัสยืนยันว่าพระองค์และเหล่าพระอรหันตสาวกล้วนเจริญอานาปาณสติสมาธิ ทั้งเบื้องต้นจนถึงเบื้องปลายแล้ว ยังทรงยืนยันชัดเจนว่า การเจริญธรรมด้วยอานาปาณสติอย่างเดียว ชื่อว่าเจริญธรรมอย่างอื่นอีกมากดังนี้...
“ดูก่อนอานนท์ ธรรมอย่างหนึ่ง คืออานาปาณสติ ซึ่งมีสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) สี่อย่างให้บริบูรณ์ สติปัฏฐานสี่ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมทำโพชฌงค์ (องค์ประกอบแห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้) เจ็ดอย่างให้บริบูรณ์ โพชฌงค์เจ็ดอันบุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชา (ความรู้) วิมุติ (ความหลุดพ้น) ให้บริบูรณ์”
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ท่านทั้งหลายยังจะสงสัยอีกหรือไม่ว่าลมหายใจของเรามีคุณค่าเพียงใด เพราะลมหายใจจึงทำให้มีชีวิต มีชีวิตจึงสามารถปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นได้ มิเพียงเท่านั้น ลมหายใจคือเครื่องมือที่เรียกว่า ‘อานาปาณสติ’
นำพาเราท่านสร้างปัญญาธรรม นำทางสู่พระนิพพานได้อย่างแท้จริง
วันนี้ยังมีลมหายใจ จงใช้ลมหายใจให้เกิดประโยชน์ อย่าเอาเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดสำหรับหายใจทิ้ง ขอเพียงหายใจเข้าออกอย่างมีสติ ทำอย่างที่พระบรมศาสดาทรงตรัสไว้
หนทางที่เดินสู่แดนพระนิพพานก็จะสั้นลง!
วันนี้ขอจากลาด้วยประโยคที่ว่า... ‘ลมหายใจไม่ต้องซื้อหา...อานาปาณสติ สามารถทำได้ทุกเมื่อ ทุกสถานที่...ทุกเวลา อานาปาณสติจึงเป็นพระกรรมฐานที่ดีเลิศ สมดังพระตถาคตเจ้าทรงตรัสยกย่อง’
และเพราะประการดังกล่าวข้างต้น...ปีใหม่...ตรุษจีน...และตรุษไทยนี้...ขออวยพรให้ทุก ๆ ท่าน...
“จงหายใจเข้าออกอย่างมีสติเทอญ!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com