
‘นิมิต...และการเจริญฌาน’
ขอเข้าหัวข้อที่กำหนดไว้ในวันนี้เลย โดยปกติแล้วเนื้อแท้ของจิตเป็นธรรมชาติใสผ่อง แต่ที่จิตนั้นมากลายเป็นธรรมชาติเศร้าหมองไปก็เพราะอุปกิเลสจรเข้ามาเจือปนภายหลัง
การปฏิบัติสมาธิจึงคล้ายกับการใช้เครื่องมือกลั่นกรองจิตเหมือนการกลั่นกรองน้ำให้ใสสะอาดฉันใดฉันนั้น
วิธีกลั่นกรองจิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นสภาพแท้นั้น ย่อมต้องอาศัยเครื่องกรองที่เหมาะสม เครื่องกรองนั้นได้แก่ พระกัมมัฏฐาน ๔๐ กองที่พระบรมศาสดาแสดงไว้ พึงเลือกบทใดบทหนึ่ง หรือหลาย ๆ บทก็ตามแต่จริตนิสัยของแต่ละบุคคล (เรื่องจริต ๖ กล่าวไว้แล้วเมื่อฉบับที่ผ่านมา) เพื่อข่มกิเลสที่ฟูขึ้นในขณะนั้นให้สงบไป
กัมมัฏฐานโดยทั่วไปเรียกว่าอารมณ์ แต่เมื่อนำเข้ามาอบรมจิตแล้ว คำเรียกเปลี่ยนไปใช้คำว่า ‘นิมิต’ แทนความหมายของนิมิตมิได้หมายถึงภาพที่เห็นดังหลายคนเข้าใจ แล้วนำมากล่าวกัน เช่น ‘ฉันนิมิตเห็นตัวเองเหาะไปเฝ้าพระจุฬามณี’ หรือ
‘ฉันนิมิตว่าพญานาคมาหา’ อะไรทำนองนี้
นิมิต คือ เครื่องหมายแสดงจุดหรือตำแหน่งแห่งกัมมัฏฐาน ซึ่งจะแปรสภาพไปตามระยะดังนี้
๑. บริกรรมนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฏฐานที่นำมาเป็นข้ออบรมจิต ปรากฏอยู่ในห้วงคิดของผู้ปฏิบัติเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่งแล้วเคลื่อนไป ต้องตั้งใหม่เป็นพัก ๆ ไป อย่างนี้เรียกบริกรรมนิมิต จิตขณะนั้นเป็นเพียงสมาธิชั่วขณะจิตหนึ่ง เรียกว่า ‘ขณิกสมาธิ’
๒. อุคคหนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฏฐานนั้นเหมือนกัน ปรากฏอยู่ในห้วงความนึกคิดของผู้ปฏิบัติอย่างชัดเจนขึ้นด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะควบคุมและดำรงอยู่นานเกินกว่าขณะจิตหนึ่ง จิตไม่ตกภวังค์ง่าย องค์ฌานปรากฏขึ้นในจิตเกือบครบถ้วนแล้วอย่างนี้เรียกว่า ‘อุคคหนิมิต’ จิตในขณะนั้นเป็นสมาธิใกล้ความเป็นฌานแล้วเรียกว่า ‘อุปจารสมาธิ’ ถ้าพูดให้ชัดก็เรียกได้ว่า เข้าเขตฌานนั่นเอง
๓. ปฏิภาคนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฏฐานที่นำมาอบรมจิตนั่นเอง เข้าไปปรากฏในห้วงนึกคิดของบุคคลผู้ปฏิบัติแจ่มแจ้งชัดเจน ถ้าเป็นรูปธรรมก็เป็นภาพชัดเจนผ่องใสสวยสดงดงามกว่าสภาพเดิมของมันอย่างยิ่ง ถ้าเป็นอรูปธรรมก็จะปรากฏเหตุผลชัดแจ้งแก่ใจพร้อมอุปมาอุปไมยหลากหลาย จะพบเหตุผลที่ไม่เคยเห็นจะทราบอุปมาอุปไมยที่ไม่เคยทราบอย่างแปลกประหลาด อย่างนี้เรียก ปฏิภาคนิมิต จิตใจขณะนั้นจะดำรงมั่นคง มีองค์ฌานครบถ้วน ๕ ประการเกิดขึ้นในจิต บำรุงเลี้ยงจิตให้สงบสุขแช่มชื่นอย่างยิ่ง จึงเรียกว่า ‘อัปปนาสมาธิ’ จัดเป็นฌานขั้นต้นที่แท้จริง จิตจะดำรงอยู่ในฌานนานหลายขณะจิตจึงจะเคลื่อนออกจากฌานตกลงสู่ภวังค์ คือจิตปกติธรรมดา
นิมิตทั้งสาม เป็นเครื่องหมายหรือเครื่องกำหนดหมายของสมาธิทั้งสามขั้นดังกล่าวมานั้นท่านเรียกเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติควรสำเหนียกไว้เป็นข้อสังเกตขีดขั้นของสมาธิสำหรับตนเอง
เมื่อเข้าใจอารมณ์หรือนิมิตข้างต้นแล้ว ผู้ปฏิบัติควรฝึกฝนเจริญฌานนั้นให้ช่ำชองมากยิ่ง ๆ ขึ้นโดยลำดับขั้น มี ๕ ประการดังนี้
๑. ขั้นนึกอารมณ์ ฝึกหัดนึกอารมณ์ที่ใช้เป็นเครื่องอบรมจิตจนได้ฌานนั้นโดยช้า ๆ ก่อน เหมือนเมื่อเคยได้ครั้งแรกต้องนึกคิดและอ่านอารมณ์นั้นนานพอควร ใจจึงจะเห็นเหตุผลและหยั่งลงสู่ความสงบได้ แล้วค่อยหัดนึกอารมณ์ เรียกว่า ‘อาวัชชนวสี’
๒. ขั้นเข้าฌาน ฝึกหัดเข้าฌานโดยวิธีเข้าช้า ๆ คือค่อย ๆ เคลื่อนความสงบของจิต ไปสู่ความสงบยิ่งขึ้นอย่างช้า ๆ คอยสังเกตความรู้สึกของจิตตามระยะที่เคลื่อนเข้าไปนั้น พร้อมความรู้สึกเช่นนั้นไปด้วย จากนั้นค่อยหัดให้เข้าเร็วขึ้น จนสามารถเข้าได้ดังใจ
ผ่านระยะเข้าสู่ความสงบที่เราต้องการเข้าทันที เช่นนี้เรียกว่า ‘สมาปัชชนวสี’ มีอำนาจในการเข้าฌานหรือชำนาญในการเข้า
๓. ขั้นดำรงฌาน ฝึกหัดดำรงฌานโดยวิธีกำหนดอยู่ในฌานเพียงระยะสั้น ๆ ให้ชำนาญก่อน แล้วจึงกำหนดให้ยั้งอยู่นานยิ่งขึ้นทีละน้อย ๆ จนสามารถดำรงฌานไว้ได้หลายชั่วโมง...เป็นวัน...จนหลายวัน กำหนดฌานให้เป็นไปตามที่กำหนดทุกครั้งไม่เคลื่อนคลาด ชื่อว่ามีอำนาจในการดำรงฌานที่ท่านเรียกว่า ‘อธิษฐานวสี’ หรือชำนาญในการอธิษฐาน
๔. ขั้นออกฌาน โดยวิธีถอนจิตออกจากฌานคือความสงบช้า ๆ ก่อน คือพอดำรงอยู่ในฌานตามที่กำหนดไว้ พึงนึกขึ้นว่าออกเท่านั้นจิตจะไหวตัว และเคลื่อนออกจากจุดสงบที่เข้าไปยับยั้งอยู่นั้น พึงหัดเคลื่อนออกมาตามระยะโดยทำนองเข้าฌานที่กล่าวแล้ว
และพึงสังเกตความรู้สึกอย่างปกติธรรมดา ชื่อว่าออกฌานในครั้งต่อ ๆ ไปให้ว่องไวขึ้นทีละน้อย ๆ จนถึงสามารถออกได้ตามใจนึกโดยไม่มีการกระเทือนต่อวิถีประสาทแต่อย่างใด เช่นนี้ชื่อว่ามีอำนาจในการออกฌาน ที่ท่านเรียกว่า ‘วุฏฐานวสี’ ชำนาญในการออก
๕. ขั้นพิจารณาฌาน ฝึกหัดพิจารณาฌานโดยวิธีเมื่อถอยจิตออกจากฌานมาถึงขั้นปกติธรรมดาแล้ว แทนที่จะลุกโดยเร็วจากที่ หรือหันไปสนใจเรื่องอื่น ก็หันมาสนใจอยู่กับฌานอีกที นึกทวนดูลักษณะฌานพร้อมทั้งองค์ประกอบของฌานนั้น แต่ละลักษณะให้แจ่มใสขึ้นอีกครั้ง
โดยความสุขุมไม่รีบร้อน ครั้งต่อไปจึงหัดพิจารณาให้รวดเร็วขึ้นตามลำดับทีละน้อย จนสามารถพอนึกก็ทราบทั่วไปในฌานทันที เช่นนี้ได้ชื่อว่า มีอำนาจในการพิจารณาฌาน ที่ท่านเรียกว่า ‘ปัจจเวกขณวสี’ ชำนาญในการพิจารณา
ทั้ง ๕ ประการดังกล่าวข้างต้นถือเป็นการเจริญฌานที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ เป็นหนทางปฏิบัติอันถูกต้องเพื่อการสร้างพละกำลังให้จิตจนสามารถก้าวสู่การมีทิพยอำนาจอย่างแท้จริง
ไม่เพียงเท่านั้น ในการเลื่อนฌานคือการก้าวหน้าไปสู่ฌานขั้นสูงกว่า ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ใจร้อนเกินไป เมื่อฝึกโดยขั้นทั้ง ๕ ในฌานขั้นหนึ่ง ๆ อย่างชำนาญแล้ว การก้าวไปสู่ฌานขั้นสูงกว่าจะไม่ลำบาก และไม่ผิดพลาดด้วย
วันนี้ที่กล่าวถึงเรื่องการเจริญฌานเอาไว้ ก็เพราะ ‘ฌาน’ คือบทเริ่มต้นแห่งการปฏิบัติจิตที่เรียกว่ามาตรฐานแห่งพละกำลังทางสมาธิสำหรับการต่อสู้ ข่มกลั้น และชะล้างเหล่ากิเลสในแนวสัมมาทิฐิ
ป็นบาทฐานแรกอันสำคัญสำหรับผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ด้วยการพิจารณากรรมฐานทั้งปวง
‘ฌาน’ จึงเป็นประตูแรกของเหล่าโยคาวจรที่ต้องก้าวผ่านเพื่อการก้าวสู่ความสำเร็จในที่สุด!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com