
หลวงปู่บัว สิริปุณโณ
เมื่อต้นเดือน มิถุนายน ๒๕๔๓
ผู้เขียนได้มีโอกาสขึ้นไปกราบครูบาอาจารย์ ณ ดินแดนที่ราบสูงอีกครั้ง พร้อมกับได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพงานศพของพระอาจารย์ระวี ธนปุญโญ ดังที่ได้เขียนลง ‘ธรรมะ ๕ นาที’ มาแล้วในฉบับปักษ์แรกเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ด้วยเพราะโอกาสดังกล่าวทำให้รู้ว่าทางวัดป่าราษฎรสงเคราะห์ หรือวัดป่าหนองแซง กำลังทำการบูรณะเจดีย์ที่บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ พระอาจารย์ใหญ่อีกรูปหนึ่งในสายพระป่ายุคพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้ละขันธ์ไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๘
จนถึงปัจจุบันรวมเวลาประมาณ ๒๔ ปีมาแล้ว
และเวลา ๒๔ ปีนั้นยาวนาน พอที่จะทำให้เจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ทรุดโทรมลงพอสมควร โดยเฉพาะพื้นโดยรอบเจดีย์เกิดอาการทรุดตัวแตกร้าวจนหมด นั่นจึงเป็นหน้าที่ของลูกศิษย์ โดยเฉพาะหลวงปู่เสน ปัญญาธโร จึงต้องรับภาระหน้าที่นั้นไปโดยปริยาย
พูดถึงหลวงปู่บัว สิริปุณโณ แล้วก็ต้องบอกตรง ๆ แหละครับว่า ภูเตศวรมีบุญน้อย จึงไม่เคยได้กราบนมัสการท่านในสมัยที่ท่านยังครองสังขารอยู่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ฉะนั้นเรื่องราวของท่านจึงเป็นการรับทราบผ่านปากของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร เท่านั้น
ทว่าแม้จะเป็นเพียงได้ยินได้ฟังจากปากหลวงปู่เสนก็ตาม หากทุกอย่างมีธรรมะของหลวงปู่บัวแฝงมาให้ได้คิดได้ปฏิบัติตามไม่น้อย
หลวงปู่บัว สิริปุณโณ เข้าสู่เพศบรรพชิตเมื่ออายุท่านมากแล้ว ฉะนั้นอายุกาลพรรษาของท่านจึงมีเพียง ๒๘ พรรษาเท่านั้น และมรณภาพในวัย ๘๐ ปี ณ วัดป่าหนองแซง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘
หลวงปู่บัว สิริปุณโณ เป็นพระเถราจารย์ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เอ่ยคำยกย่องว่าเป็นพระที่นั่งปฏิบัติสมาธิได้ยาวนานยิ่ง กล่าวกันว่าท่านสามารถนั่งกรรมฐานได้เป็นวันเป็นคืนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า บางครั้งนั่งนานถึง ๗ วัน ๗ คืน ก็มี
การเข้าอุปสมบทของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ก็เป็นเรื่องแปลกกว่าพระเถราจารย์รูปอื่น ๆ ในสายพระป่าฯ ด้วยกันอย่างมาก เพราะการเข้าบวช เกิดเพราะการบรรลุธรรมของท่านตั้งแต่ยังครองเพศฆราวาส ดังคำยืนยันของหลวงปู่มั่นผู้เป็นแม่ทัพธรรม
เป็นปฐมาจารย์แห่งสายพระป่ากรรมฐานที่ว่า...
“ท่านบัวบรรลุธรรมขั้นโสดาบันตั้งแต่เป็นโยม!”
หลวงปู่เสนเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เมื่อตอนที่หลวงปู่ยังครองเพศคฤหัสถ์นั้น ท่านเป็นบุรุษที่มีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง แม้ต้องทำงานและครองเรือน แต่ท่านเป็นนักปฏิบัติภาวนาตัวยง ทุกครั้งที่ว่างเว้นจากงานเป็นต้องนั่งภาวนาอยู่เป็นนิตย์ แม้กระทั่งเวลางานก็จะภาวนาพุทโธกำกับใจอยู่เสมอมิได้ขาด
ว่ากันว่าครั้งหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่ริมคันนา (เข้าใจว่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ในวันทำงาน) เป็นเพราะจิตของท่านรวมตัวกันรวดเร็ว และทรงสมาธิอยู่อย่างลึกซึ้งดื่มด่ำ ซึ่งขณะนั้นฝนเริ่มตกหนักหลายชั่วโมงจนน้ำได้ท่วมถึงที่นั่ง ท้ายสุดน้ำท่วมถึงเอว แต่ท่านก็ยังไม่รู้สึกตัว
จนกระทั่งมีผู้มาพบ
เป็นเพราะการปฏิบัติภาวนาของท่านวันนั้นเรื่อยมา ทำให้บรรลุโสดาบันขณะยังครองเพศฆราวาสอยู่ และท่านก็ยังดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติเหมือนเดิม จนร้อนไปถึงหลวงปู่มั่นต้องเอ่ยปากในที่ชุมนุมสงฆ์ ท้ายสุดหลวงปู่เพ็ง
ผู้เป็นพระลูกชายของหลวงปู่บัวต้องนำตัวมาบวชในบวรพุทธศาสนา
หลังจากพาบุพการีเข้าอุปสมบท พระลูกชายก็ลาสิกขาบทแล้วกลับมาบวชใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะไม่ต้องการนั่งอยู่แถวหน้า หรือเรียกว่าแก่พรรษากว่าบิดานั่นเอง
ครับ คุณธรรมอันนี้น่ายกย่องที่สุด!
การพาตัวเข้ามาอุปสมบทก็เพราะการที่หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ท่านสำเร็จธรรมขั้นโสดาปัตติมรรคนั้น ก็เท่ากับท่านได้ก้าวสู่กระแสนิพพานแล้ว เป็นพระอริยเจ้าโดยชอบ ดังนั้นถ้ายังครองเพศฆราวาสอยู่ ก็จะเป็นการสร้างบาปเวรให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
เพราะการอยู่ในฐานะผู้ครองเรือน บางคนอาจด่าว่า หรือพูดจาหยาบคาย ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากถ้าเข้าบวชเป็นพระสงฆ์เสีย ผู้คนก็จะกราบไหว้ไปโดยปริยาย
หลวงปู่เสนเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เมื่อครั้งที่หลวงปู่เสนได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่บัว ผู้เป็นอาจารย์ในฐานะเป็นพระอุปัฏฐาก ในยามว่างหลวงปู่บัวจะเล่าเรื่องราวแต่หนหลังให้ฟังอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งยังแนะวิธีปฏิบัติธรรมให้อย่างหมดเปลือก
โดยที่ตอนนั้นหลวงปู่เสนเองก็ยังเป็นพระลูกวัดที่อ่อนพรรษากว่ารูปอื่นอีกหลาย ๆ รูป ซึ่งท่านเข้าใจเหตุผลนั้น เพราะก่อนมรณภาพ หลวงปู่บัวได้กำหนดให้ท่านเป็นผู้ครองวัดป่าหนองแซงแทนองค์พระอาจารย์ทั้ง ๆ ที่หลวงปู่เสนมิได้ปรารถนาเช่นนั้น
หลวงปู่บัว สิริปุณโณ เป็นพระสงฆ์ที่ทรงภูมิจิตสูงส่ง มีความมานะอดทนต่อการปฏิบัติธรรมสูงเยี่ยม การภาวนาของท่านดุเดือดเผ็ดร้อนต่อกิเลสมารอย่างยิ่ง
“หลวงปู่ท่านนั่งภาวนาแต่ละครั้งเป็นวันเป็นคืน”
หลวงปู่เสนผู้เป็นลูกศิษย์ยืนยันอย่างนั้น และเพราะความเข้มแข็งของจิตเยี่ยงนี้ ทำให้ท่านสามารถหักด่านแห่งอาสวะทั้งปวงบรรลุธรรมสูงสุดเข้าสู่อรหันตผล เสร็จสิ้นพรหมจรรย์ก้าวสู่แดนนิพพานในชาตินี้ได้โดยไม่ต้องเวียนภพชาติต่อไปอีก
หลวงปู่เสนบอกกับผู้เขียนว่า หลวงปู่บัวองค์อาจารย์จะย้ำบอกกับลูกศิษย์เสมอว่า ‘อย่าย่อท้อในการปฏิบัติ อย่าย่อท้อต่อการทำบุญในทุกเมื่อ! เพราะสิ่งใดก็ตามที่เรากระทำในปัจจุบันนั้น ‘จะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นอุปนิสัยไปในกาลข้างหน้า!’
มีครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ไปปฏิบัติภาวนาที่วัดป่าหนองแซง จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันธรรมสวนะ หลังจากทำวัตรเย็นแล้ว หลวงปู่เสนได้ทำการอบรมพระเณรในวัด รวมทั้งแม่ชีและญาติโยมด้วย มีตอนหนึ่งหลวงปู่เสนได้กล่าวถึงองค์อาจารย์ของท่านเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิว่า
ในอดีตมีผู้ถามหลวงปู่ถึงการนั่งภาวนาของท่านที่สามารถนั่งได้ยาวนานนั้น ท่านทำได้อย่างไร ท่านตอบว่า...
“ทำอย่างยอมตายถวายหัว!”
และเมื่อมีผู้ถามว่าสมาธินั้นเป็นอย่างไร ท่านชี้ไปที่เสาของศาลาการเปรียญพร้อมบอกว่า...
“สมาธิคือการตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ดูเสาศาลานั่นเห็นไหม...มันตั้งมั่นอยู่อย่างนั้นไม่เห็นเดือดร้อนอะไรกับใคร”
ครับ นั่นคือการเปรียบเทียบให้เราเข้าใจว่า ‘จิต’ เมื่อเป็นสมาธิแล้วจะมีความมั่นคง สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อธรรมารมณ์ทั้งปวง ไม่ยินดียินร้ายกับคำสรรเสริญนินทา หรือลาภยศใด ๆ ทั้งสิ้น
วันนี้ขออนุญาตกล่าวถึงหลวงปู่บัว สิริปุณโณ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติตรงอีกรูปหนึ่งในสายพระป่ากรรมฐาน ในฐานะศิษย์ที่ไม่เคยมีโอกาสพบและสนทนาธรรมกับท่านมาก่อน รู้เพียงแต่ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอริยเจ้าที่งดงามด้วยศีลาจารวัตรอย่างหาที่เปรียบมิได้
อย่างน้อยก็อยากจะยืนยันความจริงที่ว่า ตราบใดที่พุทธศาสนายังดำรง ตราบนั้นพระอรหันตเจ้าก็ยังมีปรากฏอยู่มิได้ขาด
ในท่ามกลางข่าวร้อน ๆ ของวงการสงฆ์อาจทำให้หลาย ๆ ท่านที่ปรารถนาทำบุญอาจเสื่อมศรัทธา แต่เชื่อเถอะครับ พระสงฆ์ที่ดี พระสงฆ์ที่งดงามด้วยศีล สมาธิ และปัญญายังมีอยู่อีกมากในศาสนาเพียงแต่ท่านต้องรู้จักเสาะหาด้วยปัญญาเท่านั้น
ท่านก็จะได้พบเห็นในไม่ช้า
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com