การเจริญสติปัฏฐาน b...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

การเจริญสติปัฏฐาน by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#716]

การเจริญสติปัฏฐาน

          เคยกล่าวเอาไว้แล้วหลายครั้งในคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ นี้ว่า ศาสนาพุทธนั้น สอนเราให้รู้จักระมัดระวัง และรักษา ‘จิต’ ของตนให้ ‘ผ่องใส’ จิตที่ผ่องใสได้นั้น หมายถึงจิตที่หนีห่าง ละเว้นจาก ‘บาป’ อันจะเป็นการก่อทุกข์

          เราท่านทั้งหลายล้วนทราบ หลักสำคัญที่จะป้องกันและระงับบาปโทษ จนกระทั่งก้าวสู่ความสิ้นทุกข์ของศาสนาพุทธคือ ศีล...สมาธิ ปัญญา หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ไตรสิกขา’ นั่นเอง

          แม้เราทั้งหลายจะ ‘รู้’ ชัดในไตรสิกขา รู้คุณประโยชน์แห่ง ศีล แห่งสมาธิ แห่งปัญญาอย่างสิ้นสงสัย ว่าไตรสิกขานั้นจะสามารถนำพาเราท่านก้าวสู่จุดหมายปลายทาง ณ แดนนิพพานได้ แต่ทว่าการที่จะปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล ในสมาธิ ปัญญา นั้นมิใช่ของง่าย...

          เหตุเพราะการปฏิบัติมักจะล้มเหลวเพราะการขาด ‘สติ’ เป็นสำคัญ

          ฉะนั้น...เราจึงมักจะได้ยินท่านผู้รู้ หรือโบราณาจารย์ทั้งหลาย กล่าวอยู่เสมอว่า การสามารถก้าวสู่การปฏิบัติจิตชั้นสูงได้นั้น ต้องประกอบด้วย ‘สติ’ เป็นบาทต้น จนถึงบาทสุดท้าย ซึ่งไม่ต้องดูตรงไหน ดูกันแค่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มปฏิบัติสมาธิ อาจารย์ผู้สอนกรรมฐานก็จะบอกเราทุกครั้ง

          “ให้นั่งตั้งกายตรง ดำรงสติให้มั่น”

          นั่นหมายถึง ‘จิต’ เป็นเหมือนเสือ และ‘สติ’ เป็นหางเสือ
          พาเราก้าวสู่ภูมิธรรมทั้งปวง จนกระทั่งสำเร็จเสร็จสิ้น

          ด้วยประการทั้งปวงดังกล่าวมาข้างต้น ‘สติ’ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับชาวพุทธที่จะต้องเจริญอยู่เสมอ เพราะถ้าขาดสติเมื่อใด ศีลขาดด้วย ไม่มีสติก็ไม่มีสมาธิ...ไม่มีปัญญานี่คือความจริงอันเป็นสัจจะ!

          เพราะความสำคัญแห่ง ‘สติ’ ดังนี้ ในการปฏิบัติกรรมฐานจึงมีการกำหนดวิธีเจริญสติปัฏฐาน

          ในหนังสือทิพยอำนาจ ของพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) กล่าวไว้โดยละเอียด ถึงวิธีการเจริญสติปัฏฐานอย่างนี้ครับ

          สติปัฏฐาน ได้แก่ การบำรุงสติให้ไพบูลย์เป็นมหาสติ เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความระงับเศร้าโศก คร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุวิชชา เพื่อเปิดเผยพระนิพพาน มีวิธีการดังต่อไปนี้

          ๑. กายานุปัสสนา ตั้งสติดูการเปลี่ยนแปลง เกิดดับของกาย ตามลำดับขั้นดังนี้

          (ก) ตั้งสติดูลมหายใจเข้าออก ให้รู้ทันระยะสั้นยาว แผ่ความรู้สึกไปทั่วร่างกายทุกส่วน ผ่อนบรรเทาลมหายใจให้สงบลงจนประณีต สำเหนียกธรรมดาประจำกายคือความเกิด ความเสื่อมสลายให้เห็นชัดทั้งภายในและภายนอกกาย ดำรงสติไว้ว่ากายมีเพียงเป็นที่รู้ เป็นที่ระลึก ไม่คิดและไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ ที่พบเห็นในกายนั้น

          (ข) ทำสติให้รู้เท่าทันอาการเคลื่อนไหวของกาย โดยอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน สำเหนียกธรรมดาประจำกาย ตั้งสติมั่นเหมือนข้อ ก.

          (ค) ทำสัมปชัญญะให้รู้ทันอาการเคลื่อนไหวทุก ๆ อาการ เช่น ก้าวไปถอยกลับ เหลียวซ้ายแลขวา คู้ เหยียด กิน เคี้ยว ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ

          (ง) ตั้งสติพิจารณาให้เห็นอาการ ๓๒ ในกาย คือตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ปอด หัวใจ ฯลฯ สำเหนียกโดยนัยเดียวกับข้อ ก.

          (จ) ตั้งสติกำหนดพิจารณาดูกายให้เห็นโดยความจริง มีธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่ สามารถแยกออกได้ตามลักษณะธาตุทั้ง ๔ โดยนัยตามข้อ ก.

          (ฉ) ดูสรีระ (อสุภะ) ที่ตายแล้วในลักษณะต่าง ๆ กันตั้งแต่ตายใหม่ ๆ จนกระทั่งเหลือแต่กระดูกผุยุ่ยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย น้อมเข้ามาเทียบกับสรีระตัวเองให้เห็นว่าเป็นเช่นเดียวกัน แล้วกำหนดดูธรรมดาประจำกายของเรา และตั้งสติโดยนัยตามข้อ ก.

เมื่อปฏิบัติตามลำดับที่กล่าวมานี้ ชื่อว่าบำรุงสติให้ไพบูลย์ ในการติดตามดูกาย ที่เรียกว่า ‘กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน’ จะเกิดความสำนึกและรู้เห็นของจริง ซึ่งอยู่ในกายอย่างดีทีเดียว

          ๒.เวทนานุปัสสนา ตั้งสติดูความรู้สึกรสของผัสสะที่เรียกว่า ‘เวทนา’ ทั้งสามอาการ คือ สุข ทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ ให้รู้ทันทุกอาการ เวทนามีอามิส คือเกิดแต่สัมผัสกับกามคุณก็รู้ทัน เวทนาปราศจากอามิส คือไม่เกิดจากกามคุณก็รู้ทัน แล้วสำเหนียกประจำเวทนา คือความเกิดขึ้นแปรเปลี่ยนเสื่อมไปของเวทนา จนรู้แจ่มแจ้งในใจ และตั้งสติไว้เพียงเป็นที่รู้ เป็นที่ระลึกว่าเวทนามีเท่านั้น ไม่ติดและไม่ยึดถือสิ่งใดที่ตนประสบพบเห็นเวลานั้น ๆ

          ๓.จิตตานุปัสสนา ตั้งสติติดตามดูจิตใจของตนให้รู้ทันอาการปกติอันมีกิเลสเจือ ปราศจากกิเลสเจือ ความฟุ้ง ไม่ฟุ้ง ใหญ่ ไม่ใหญ่ ตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น หลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น ของจิตใจทุก ๆ อาการไป แล้วสำเหนียกธรรมดาประจำจิต คืออาการเกิดขึ้น แปรเปลี่ยนเสื่อมสลายไป ก็ให้รู้ทันและ ตั้งสติไว้เพียงเป็นที่รู้ และเป็นที่ระลึกว่า ‘จิต’ มีเท่านั้น ไม่คิดและไม่ยึดถืออะไรที่ตนได้ประสบพบเห็นในจิตใจทุก ๆ ประการ

          ๔.ธัมมานุปัสสนา ตั้งสติดู ตั้งสติตามดูธรรม คือภาวะที่ปรากฏแก่จิตใจ ซึ่งทำลายคุณภาพจิตใจบ้าง บำรุงจิตใจบ้าง หมุนจิตใจอยู่โดยสภาวะปกติบ้าง จนรู้เท่าทันสภาวะนั้น ๆ ตามเป็นจริง และสำเหนียกธรรมดาของสภาวะนั้น ๆ ว่า มีอาการเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงและแปรไปอย่างไร ควรละหรือควรเจริญอย่างไร หรือเพียงเป็นสภาวะที่ควรกำหนดรู้ให้แจ่มแจ้ง และ ทั้งตั้งสติเพียงเป็นที่รู้ เป็นที่ระลึกว่า ‘สภาวะธรรม’ เป็นสิ่งที่มีอยู่ ไม่ติด และไม่ยึดถืออะไรในธรรมที่ตนประสบพบเห็นนั้น ๆ

          ผู้เจริญสติปัฏฐาน ต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เป็นไปด้วยกัน จึงจะสามารถกำจัดความเศร้าโศก คร่ำครวญ ความทุกข์โทมนัส ออกไปจากใจได้ และสามารถบรรลุวิชชาก้าวสู่นิพพานสมประสงค์

          ครับ ทั้งหมดคือการรจนาของพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) พระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานในกองทัพธรรมของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในหนังสือ ‘ทิพยอำนาจ’ เป็นความรู้อันทรงค่าที่เป็นเสมือนประทีปส่องนำปัญญาแก่เราทั้งหลาย เป็นตำราปฏิบัติที่ยากจะหาไหนมาเทียบเทียม

          ก่อนจากกันวันนี้ ภูเตศวรขอสรุปวิธีเจริญสติปัฏฐานทั้งหมดโดยย่ออย่างนี้ครับ

          การพิจารณา กาย เวทนา จิต...ธรรม สามารถกระทำได้โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมากำหนด เอาสติตั้ง...จ่อตรงมุ่งไปยังอาการทั้งปวงของกาย หรือเวทนา...ด้วยการสังเกตให้เห็นความแปรเปลี่ยนในลักษณะ ‘อนัตตา’ คือความไม่เที่ยง พิจารณาโดยสติ ทำนอง ‘รู้’ หรือ ‘เห็น’ ความจริงแล้ว ‘วาง’ เสีย

          วาง คือการไม่ยึดติด เห็นเป็นธรรมดา

          วาง แล้วจึง ‘ว่าง’ ว่างจากการยึดมั่นถือมั่นโดยปัญญา...

 

          เมื่อกระทำอย่างสม่ำเสมอ ทำบ่อยครั้ง จากสติก็จะกลายเป็นมหาสติ รู้เท่าทันอวิชชา...จนสามารถละวางอุปาทานได้ในที่สุด...

          กระแสความสุขสงบแห่งนิพพานเบื้องหน้าก็แค่เอื้อม!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com