
วิปัสสนา กับ สมถกรรมฐาน
เมื่อพูดถึงการปฏิบัติธรรม เรามักจะได้ยินกันหลายแบบ บางท่านเวลาไปปฏิบัติก็เรียก ‘ไปทำกรรมฐาน’ บ้างก็ว่า ‘ไปทำสมาธิ’ หรือก็ ‘ไปทำสมาธิภาวนา’ ฯลฯ
ฉะนั้นเรื่องของการปฏิบัติธรรม จึงเป็นเรื่องสับสนของชาวเราเสมอมา บางทีกลายเป็นเรื่องยากไปเสียจนคนคิดปฏิบัติเกิดความท้อ หรือไม่ก็เข้าใจผิด ๆ เข้าป่าพกไปเลยก็เยอะ
ความจริงปัญหานี้ภูเตศวรเคยเขียนถึงมาแล้ว แต่ก็แปลกตรงที่ยังมีผู้ถามถึงกับปัญหานี้อยู่เนือง ๆ ก็เลยเกิดคำถามกับตัวเองว่า...
‘...เราอธิบายไม่ชัดเจนหรือไร?’
จะด้วยอานิสงส์อะไรก็สุดแท้ เพราะในหนังสือชีวประวัติของหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่มีผู้หวังดีมอบให้ผู้เขียนมานั้น ท่านได้อธิบายเอาไว้อย่างชัดแจ้ง ถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อก้าวสู่มรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง
เหตุนี้จึงต้องหยิบยกธรรมอันบริสุทธิ์พิศุทธิ์ของท่านมาแสดง ณ ที่นี้อีกครั้ง...ดังประโยคที่ว่า...เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอย่างแท้จริง
เทศนา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร (๗ ธันวาคม ๒๕๑๘)…
ศาสนาเสื่อมเป็นอย่างไร ศาสนาเจริญเป็นอย่างไร ศาสนาจะเจริญได้คือเราต้องเข้าถึงคุณพระพุทธเจ้า เข้าถึงคุณพระธรรม เข้าถึงคุณพระสงฆ์ เข้าถึงคุณพระพุทธเจ้าคือเข้าถึงพุทธะ คือความรู้ เราวางกายให้สบายแล้วเราระลึกถึงความรู้ของเรา ถ้าเราไม่รู้จักที่อยู่ของพุทธะความรู้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว (เราก็ไม่สามารถเข้าถึงพุทธะ) ในเบื้องต้นก็ให้นึกถึงคำบริกรรมเสียก่อน
...พุทโธ...ความรู้สึกตรงไหน ให้ตั้งสติไว้ตรงนั้น!
ตาเราเพ่งอยู่ที่ความรู้สึกนั้น หูก็ไปฟังความรู้สึกนั้น นี่แหละเรานะรู้จักว่า ศาสนาทำไมจึงเสื่อม ทำไมจึงเจริญ ศาสนาเสื่อมคืออย่างไร คือจิตเราไม่ได้เจริญอิทธิบาท และไม่เจริญในศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลักในพุทธศาสนา
สมาธิ...เราตั้งจิตมั่น ลองดูสิว่าจิตเราตั้งมั่นหรือไม่ตั้ง มันเอนเอียงไปทางไหน มันข้องตรงไหน มันคาตรงไหน เราได้แต่ว่าสมาธิคือจิตตั้งมั่น เราตั้งดูสิ มันตั้งหรือไม่ตั้ง ถ้ามันตั้งเป็นอย่างไรเล่า มันก็ไม่โอนเอียงไปหาความรักความชัง ไม่หลงในรูป กลิ่น เสียง รสสัมผัสอารมณ์ทั้งหลายต่าง ๆ สิ่งใดเกิดขึ้นเราก็ดับ (การระงับอารมณ์ปรุงแต่งของจิต) นี่มันจึงเข้าถึงสมาธิจิตตั้งมั่น เมื่อจิตสงบตั้งมั่นมันก็ใส...นี่แหละสมถกรรมฐาน ให้รู้จักสมถะคือทำจิตให้สงบภายใน
เมื่อจิตสงบแล้ว มันจะออกข้างซ้ายข้างขวา ข้างหน้าข้างหลัง ข้างบนข้างล่าง เราก็รู้ เรียกว่ามันตั้ง เพ่งเล็งมีสติอยู่อย่างนั้น
จิตสงบแล้วภายใน อุปมาเหมือนน้ำสงบ น้ำสงบก็ใส ใสแล้วก็มองเห็นเหตุ มองเห็นผล มองเห็นบุญกุศล มองเห็นสุข มองเห็นทุกข์ มองเห็นดี มองเห็นชั่ว
นี่แหละให้พึงรู้พึงเข้าใจต่อไปในการทำสมาธิ
อันนี้เมื่อจิตของเราเห็นอย่างนั้น เห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นในสังขารทั้งหลาย และปัญญาในความรอบรู้ในกองสังขาร มันจะได้เกิดปัญญารอบรู้ ว่าใครเป็นผู้ปรุงแต่งเล่า ไม่ใช่ว่าคนอื่นปรุงแต่งกายสังขาร จิตสังขาร ปรุงขึ้นจากจิตของเรา
นี่แหละมันจะได้เกิดเป็นวิปัสสนาบาทของสมถะ
เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายเข้าวิปัสสนาได้ แต่ไม่รู้ว่าวิปัสสนาคืออะไร?
เมื่อสมถะเป็นบาทของวิปัสสนา คือเมื่อจิตเราสงบแล้ว (จากการปรุงแต่ง) เห็นที่เกิดแห่งสังขาร และเห็นที่ดับของสังขารเป็นอย่างนี้ ให้พึงรู้ พึงเข้าใจ เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่ามันเกิดมาจากไหนไม่รู้ที่เกิดที่ดับ มันจะเป็นวิปัสสนาได้อย่างไรเล่า (คำว่าสังขารแปลว่า การปรุงแต่ง-ผู้เขียน)
วิปัสสนา คือเมื่อจิตมันสงบแล้ว ก็จะเห็นที่เกิดแห่งสังขาร เกิดจากจิตของเราและก็ดับที่จิตของเรา!
เราจะดับได้เพราะเหตุใด เราเห็น อาทีนวโทษ เห็นโทษของสังขาร เห็นภัยของสังขารทั้งหลาย เห็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย นี่มันดับลงตรงนี้ เมื่อเห็นทุกข์เห็นโทษแล้วมันก็ตัดได้ จึงเป็นวิปัสสนา!
ความรู้แจ้งเห็นจริงสัจธรรม สัจจะของจริงคืออะไรเล่า เมื่อสังขารความปรุงแต่งบังเกิด มันก็เกิดมันก็หลง เมื่อหลงแล้วท่านก็บอกว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ, วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ เมื่ออวิชชาความหลงมีแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณมีแล้วทำให้เกิดนามรูป ฯลฯ (หลักปฏิจจสมุปบาท เขียนถึงแล้วในตอนที่ผ่านมา-ผู้เขียน)
นี่พระพุทธเจ้าจึงได้พิจารณาในปฏิจจสมุปบาท เป็นเครื่องข้องอยู่ ท่านจึงค้นทุกข์อันนี้ จากตรงนี้!
เหตุนั้นท่านจึงว่า ‘ทุกข์ควรกำหนด’ ท่านไม่ให้ละทุกข์ ทุกข์ควรกำหนด ควรพิจารณา แต่ไปละสมุทัย นี่เป็นอย่างนี้ เราก็รู้เรื่องสมุทัย สัตว์ทั้งหลายจมลงในมหาสมุทรเป็นเหยื่อปลาหมด จมลงในมหาสมุทร คือหลงความสมมติ
ท่านค้นแล้วว่าทุกข์นี้มันมาจากไหน ท่านทวนกระแส ท่านพิจารณาว่าทุกข์มาจากไหน อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย มาจากความเจ็บไข้ได้อาหารโรคา สิ่งเหล่านี้มาจากไหนเล่า มาจากความชรา ความแก่เฒ่า ความชำรุดทรุดโทรมมาจากไหน มาจากความเกิด ชาติคือความเกิด ความเกิดมาจากไหน มาจากภพ ภพคือเข้าไปตั้ง ภพมาจากไหน มาจากอุปาทาน คือความยึด ถ้าเรายึดถือที่ไหนก็ไปตั้งภพที่นั่น ให้ดูเอาสิ ภพของเราน้อย ๆ ใหญ่ ๆ อุปาทานมาจากไหนเล่า มาจากตัณหาความทะเยอทะยาน ตัณหามาจากไหน มาจากเวทนา มันมาจากสุขาเวทนา ทุกขาเวทนา ทีนี้เวทนามาจากไหน มาจากผัสสะ ความกระทบถูกต้อง ผัสสะมาจากไหน มาจากอายตนะ ตา หู ลิ้น กาย ใจ เรานี้เอง อายตนะมาจากไหน มาจากรูป นามรูป นามรูปมาจากไหน มาจากวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณ วิญญาณมาจากไหนเล่า มาจากสังขาร สังขารการปรุงแต่ง สังขารมาจากไหน มาจากอวิชชา
นี่ท่านค้นมาจบตรงนี้ จึงว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ นี่มาจากอวิชชา เราต้องเรียนรู้ถึงอวิชชาใคร ๆ ก็ไปหลงแต่อวิชชา เราไม่ได้โอปนยิโก ใครเป็นผู้รู้ว่าอวิชชาและไม่ระลึกถึง มันมีผู้รู้อยู่จึงรู้ว่าอวิชชา
ทำให้มันเห็นจริง เห็นแจ้งในตัวเรา นี่แหละข้อปฏิบัติ เพราะฉะนั้นให้พากันพึงรู้ พึงเข้าใจ อย่าไปหลง!
ครับ...ธรรมะสั้น ๆ อันทรงคุณของหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร อริยสงฆ์ผู้ยิ่งยง ณ ดินแดนที่ราบสูง ที่ผู้เขียนคัดลอกเอามาแต่ใจความสำคัญในวันนี้ คงเป็นคำตอบไขข้อข้องใจของท่านทั้งหลายได้อย่างชัดแจ้งว่า สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน นั้นแตกต่างกันอย่างไร เกี่ยวเนื่องกันแบบไหน
ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งในคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาทีแล้วว่า สมถกรรมฐานคือฐานที่ตั้งแห่งสมาธิ คือความ ‘แน่วแน่’ แน่วแน่ของสมาธิ หลังจากใช้คำบริกรรม หรือการกำหนดลมหายใจ จนจิตรวมตัวสู่ความสงบ...สงบจากการปรุงแต่งของอารมณ์ เมื่อจิตสงบตั้งมั่น สงบระงับจากการปรุงแต่ง จิตจะมีพละกำลังมากขึ้น จากนั้นจึงเอากำลังนั้นมาพิจารณาสัจจะความจริง คือ ‘ธรรมะ’ ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา
...พิจารณาค้นลึกสู่สัจจะความจริง มุ่งตรงสู่ปัญญาอันเป็นความรู้ที่อยู่ตรงข้ามกับอวิชชาที่มาจากความไม่รู้ ก็คือความหลงผิดโดยชอบนั่นเอง!
‘สมถกรรมฐาน’ กับ ‘วิปัสสนากรรมฐาน’ แม้จะไม่เหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างต้องทำคู่กัน โดยจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้
ท้ายสุดในวันนี้ที่อยากย้ำเตือนกับท่านทั้งหลายก็คือ ‘รู้’ อันได้จากการฟัง การอ่าน มันเป็นเพียงรู้ภายนอกที่ยากจะก้าวพ้นทุกข์ ฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาท่านใน ‘ธรรมะ ๕ นาที’ จะสูญเปล่า หากท่านไม่ลงมือปฏิบัติ เพื่อรู้ที่จะบังเกิดขึ้นภายในจิตตน
ถามตัวเองเถิดครับ ว่าวันนี้เราลงมือทำจริง ๆ หรือยัง?
ทำจริง เห็นจริง รู้จริง จึงเรียกว่า ‘พุทธ’ ของจริง!
วันนี้ขอจากลาท่านทั้งหลายด้วยแก่นธรรมของหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่ว่า...
‘ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้วางที่อื่น
วางที่กายที่ใจของเรานี้นี่เอง’
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com