
วิธีสร้างอำนาจจิตที่ถูกต้อง?
ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากการไปเป็นวิทยากรในงาน ‘วิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ’ ที่วิทยาลัยรัชต์ภาคย์
งานวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ภูเตศวรเพิ่งได้เหยียบย่างเข้าไปเป็นครั้งคราว ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายผู้จัดได้กระทำมาเป็นครั้งที่ ๓ ความจริงได้รับเชิญมาแล้วครั้งหนึ่ง เผอิญมีกิจจำเป็นจึงต้องโบ้ยไปให้คุณทมยันตีรับหน้าที่แทน
การได้ไปเยือนงานวิทยาศาสตร์ทางจิตฯ ครั้งนี้ นับเป็นการได้เปิดหูเปิดตาอย่างยิ่ง ว่าปัจจุบันนั้นเรื่องราวแห่งศาสนาและเทวศาสตร์ อีกทั้งอำนาจจิตของไทยได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้เห็นเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ ทางผู้จัดนำมาแสดง
จึงเป็นข้อน่าเสียใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่พลาดไม่ได้มางานนี้!
ป๊ะหน้าท่านด็อกเตอร์คะนอง เนินอุไร โต้โผใหญ่งานนี้ ท่านบอกเล่าถึงความสำเร็จอันน่ายินดี...
“มีฤๅษีจากต่างชาติมาร่วมงานด้วย และต่อไปจะมีมามากขึ้นเรื่อย ๆ”
นับจากนี้ไป ความหลากหลายจะบังเกิดและปรากฏขึ้นให้ทุกท่านได้พบเห็นและคลายข้อสงสัยว่า เรื่องของอำนาจจิตที่ร่ำลือกันมานานนั้น มีจริงหรือไม่ เรียกว่าใครมีทีเด็ดก็สามารถงัดเอามาโชว์กันจะจะ โชว์กันซึ่ง ๆ หน้าได้เลย
ในเวลานี้ภูเตศวรไม่ทราบว่ามหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตเยี่ยงนี้จะมีอีกครั้งเมื่อใด แต่ถ้ามีกำหนดการปรากฏ ขอบอกท่านตรงนี้ครับว่า ‘ไม่ควรพลาด’ เพราะมีเหล่า ‘ปราชญ์’ ทางจิตมาให้ความรู้กับท่านมากมาย ทั้งนักบวชและฆราวาส หรืออาจสามารถหายขาดจากโรคร้าย เพราะในงานมีการรักษาโรคด้วยอำนาจจิตจากผู้มีอำนาจคุณวิเศษหลาย ๆ ท่าน
และที่แน่ ๆ งานนี้ท่านทั้งหลายไม่ต้องเสียทรัพย์แม้แต่สตางค์เดียว
แต่ทว่าเพราะความใจกว้างของผู้จัดที่ให้โอกาสกับทุก ๆ ความเชื่อ ทุกชาติ...ทุกศาสนา ได้มาแสดงความคิด ผู้ที่เข้าไปทัศนาค้นหาความจริง จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้ปัญญาแห่งตนพิจารณาคัดเลือกความรู้ใส่ตน
ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะภูเตศวรเชื่ออย่างยิ่ง เชื่อโดยมิมีข้อกังขาถึงพลานุภาพแห่งจิต ที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดี ว่ามีอำนาจอย่างแท้จริง หากแต่อำนาจจิตที่ได้ในขั้นโลกียธรรมนั้นเป็นเสมือนดาบ ๒ คม ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้ ถ้านำไปทำประโยชน์สร้างสุขให้กับมวลมนุษย์และสังคม...
สิ่งนั้นเป็น ‘สัมมา’ อยู่ในฝ่ายดี
แต่ถ้าอำนาจจิตถูกนำไปใช้ในทางก่อทุกข์ให้กับผู้อื่น...
สิ่งนั้นเป็นฝ่าย ‘มิจฉา’ อยู่ในฝ่ายไม่ดี
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สอนเรื่องจิต ฉะนั้นจึงมิได้ปฏิเสธ ‘อำนาจ’ อันยิ่งใหญ่ของจิตดังประโยคที่ว่า...
‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’
เพราะดี...ชั่วของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับจิตใจเป็นสำคัญ
การรับเอาสิ่งต่าง ๆ อันถือเป็นความรู้ทั้งปวง ทั้งภายนอกและภายใน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับต้องเข้าใจหลักธรรมอันถูกต้องสำหรับตนเสียก่อน ความถูกต้องมิได้อยู่ที่ใด หากอยู่ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันมีมรรคมีองค์ ๘ เป็นเครื่องวัด
ในการบรรยายของภูเตศวรเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคมที่ผ่านมาในหัวข้อ ‘วิธีสร้างอำนาจจิต’ จึงดูเหมือนมิได้ตรงกับหัวข้ออย่างที่ใคร ๆ คิด เพราะการสร้างอำนาจจิตในความคิดเห็นของผู้เขียนมิได้เน้นให้เราท่านสามารถสร้าง ‘อิทธิวิธี’ เพื่อให้ผู้อื่นเห็นคุณวิเศษของเรา หากแต่นำเอาคุณวิเศษที่ทำได้มากล่อมเกลาจิตใจตนเองมากกว่า
การปฏิบัติภาวนาสมาธิในความหมายของพุทธแท้คือการสร้างปัญญาภายใน ปัญญาภายในมิได้มีเอาไว้เพื่อทำอิทธิฤทธิ์โชว์ผู้อื่น แต่เพื่อสร้างอำนาจไว้สอนใจตนให้อยู่ในสัมมาสติ เพื่อป้องกันและขจัดมารอันเป็นกิเลสมารของตนเป็นสำคัญ
ในอดีต...ผู้เขียนเป็นบุคคลหนึ่งที่นั่งขัดสมาธิลง แล้วภาวนาพุทโธเยี่ยงนักปฏิบัติคนอื่น หากการปฏิบัตินั้นมีความ ‘อยาก’ คืออยากรู้อยากเห็นเป็นเป้าหมาย ซึ่งก็สามารถทำได้เป็นครั้งเป็นคราว จวบจนครูบาอาจารย์ท่านกล่าวเตือน
‘รู้เรื่องคนอื่น เห็นเรื่องภายนอก’
รู้แล้วได้อะไร ไม่รู้แล้วได้อะไร?
จริงของท่านครับ รู้เรื่องผู้อื่นรู้เรื่องภายนอก รังแต่จะทำให้ตัวเองวุ่นวายมากขึ้น ‘รู้’ ตัวนี้ทำให้เกิด ‘อัตตา’ ตัวกูของกูมากยิ่งขึ้น มิหนำซ้ำทำให้ตัวเองหลงยึดมั่นถือมั่นว่า ‘กูเป็นผู้วิเศษ’ ไปเสียอีก
หลวงปู่จันทา ถาวโร แห่งวัดเขาน้อย จังหวัดพิจิตร ท่านกล่าวเอาไว้น่าฟังครับ...
‘รู้อื่นหมื่นแสน ไม่แม้นเท่ารู้ตน ชนะอื่นหมื่นแสน หรือจะเท่าชนะตน’ ซึ่งก็ตรงกับครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาที่ละสังขารพระนิพพานไปแล้วอย่าง หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ได้กล่าวว่า...
‘จิตส่งนอกเป็นสมุทัย จิตส่งในเป็นปัญญา’
‘จิตส่งนอก’ คือจิตที่วุ่นวายแต่เรื่องคนอื่นล้วนเป็นเหตุแห่งทุกข์ ‘จิตส่งใน’ คือจิตที่คอยเพ่งพินิจมองดูตัวเองระมัดระวังกายใจของตนมิให้ปรุงแต่งไปตามกระแสของกิเลส ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาสมาธิ นั่นแหละเป็น ‘ปัญญา’ อันยิ่งใหญ่ ปัญญาที่จะหักหาญกงล้อแห่งวัฏฏะคือการเวียนเกิดเวียนตายนั้นลง
และนั่นคือ อำนาจจิตสูงสุดที่ฝ่ายพุทธศาสนามุ่งเน้น!
เป็นสัมมาสมาธิที่เหล่าครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐาน ท่านคอยพร่ำเตือนสั่งสอนลูกหลาน
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีรุ่นน้องที่รู้จักกันมานานนับสิบปี และเคยทำงานด้านสื่อมวลชนด้วยกันมาหลายครั้งเอ่ยถามปัญหากับผู้เขียนว่า ทุกวันนี้มีผู้รู้หลายท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติจิตมาหลายเล่ม แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อนำมาปฏิบัติแล้วจะไม่เป็นพิษต่อตนเอง?
คำตอบของผู้เขียนสั้นและง่าย...
“สิ่งใดที่ขัดต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นไม่ควรนำมาปฏิบัติ เพราะคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาเป็นสัจจะ”
“ทุกวันนี้นับถือใครเป็นครูบาอาจารย์” นั่นคืออีกประโยคคำถามของเพื่อนรุ่นน้อง เป็นคำถามที่ผู้เขียนอดหัวเราะไม่ได้ เพราะช่างเหมือนกับที่เคยมีคนถามมาแล้วครั้งหนึ่ง “คุณภูเตศวรนับถือและปฏิบัติธรรมะสายไหน?”
“ธรรมะของชาวพุทธมีสายเดียว คือสายพระพุทธเจ้า” คือคำตอบในอดีต และวันนี้กับคำถามของเพื่อนรุ่นน้องก็ยังเป็น เฉกเดิม...
“อาจารย์ของภูเตศวรคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครับ” นั่นคือคำตอบในด้านธรรมะ แต่กับความรู้ภายนอกอื่น ๆ อาจารย์ของผู้เขียนมีมากมายจนนับไม่ถ้วน เพราะบางครั้งไป ‘ครูพักลักจำ’ ใครเขามาเยอะแยะจนจาระไนไม่หวาดไหว
เรื่องของจิตวิญญาณ เรื่องของมรรคผลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นความรู้ที่ไล่ระดับไปตั้งแต่ขั้นหยาบ ๆ จนถึงขั้นกลาง ขั้นละเอียด เหมือนกับกิเลสที่ฝังลึกในจิตของเรามีตั้งแต่ขั้นหยาบจนถึงขั้นละเอียดอย่างที่เรียกว่า ‘อาสวกิเลส’ นั่นแหละ
ท้ายที่สุดภูเตศวรจึงย้อนถามเพื่อนรุ่นน้องนั่นด้วยประโยคสั้น ๆ เป็นคำถามที่มีคำตอบในนั้นพร้อมสรรพ ซึ่งเขาได้แต่พยักหน้ารับรู้ และสิ้นคำถามอีกตลอดไป...คำถามของผู้เขียนคือ...
“เราควรยึดถือผู้สิ้นอาสวะ หรือผู้มีอาสวะเป็นครูบาอาจารย์?”
ครับ คำตอบนี่ก็คงเหมือนกับคำตอบสำหรับคำถามดังที่จั่วหัวเอาไว้...วิธีสร้างอำนาจจิตที่ถูกต้องมีอยู่ในวิสุทธิมรรค อันมีพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้แล้ว
นั่นแหละคือ วิธีสร้างอำนาจจิตที่ดีแท้แน่นอน!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com