ทำบุญแล้วอย่าทิ้งกา...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ทำบุญแล้วอย่าทิ้งการภาวนา by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#651]

ทำบุญแล้วอย่าทิ้งการภาวนา

          ก่อนอื่นขออนุญาตแก้ไขข้อผิดพลาดในข้อเขียนเมื่อสองสามฉบับที่ผ่านมาอันเกี่ยวเนื่องจากเรื่องราวของ ‘พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ธมฺมวตักฺโก’

          ในเนื้อความบอกว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์นั้น แท้จริงท่านมิได้เป็นเจ้าอาวาสแต่อย่างใด เป็นเพียงพระลูกวัดเท่านั้น

          ส่วนที่เขียนว่า ‘เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต’ เป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่เรียกขานท่านเช่นนั้นโดยติดปาก เพราะก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุท่านดำรงตำแหน่งมหาเสนาตรี พระยานรรัตนราชมานิต

เจ้ากรมมหาดเล็กห้องพระบรรทม ฉะนั้นบุคคลทั่วไปจึงเรียกขานท่านว่า ‘เจ้าคุณนรฯ’ ด้วยความเคยชิน รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย

          สถานภาพจริง ๆ ในเพศบรรพชิต ‘เจ้าคุณนรฯ’ เป็นภิกษุธรรมดา ๆ รูปหนึ่ง จริงดังที่คุณประชา ไวยคะณี ท้วงติงมาทุกประการครับ ขอขอบคุณคุณประชาอย่างยิ่งที่ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องนี้ให้

          อย่างนี้สิครับจึงเรียกว่ารักกันจริง!

          วันนี้ผู้เขียนอยู่ที่วัดป่าหนองแซง มากราบหลวงปู่เสน ปัญญาธโร กับมาเพื่อถือศีลสักระยะหนึ่ง มาให้หลวงปู่อบรมจิตใจใหม่ เพราะสามปีที่ผ่านมาวุ่นวายอยู่กับการสร้างวัดป่าชนะสงคราม

หมกมุ่นอยู่กับการหาเงินหาวัสดุมาก่อสร้างจนละเลยการภาวนาไปเนิ่นนาน

          งานสร้างก้าวหน้า...แต่สมาธิถดถอย

          สมาธิถอย ร่างกายก็พลอยอ่อนแอไปด้วย หลวงปู่ท่านจึงต้องเรียกขึ้นไปทรมานใหม่ เพื่อขัดเกลากิเลสออกจากจิตใจเสียบ้าง

          ตอนออกจากบ้านมา รู้สึกเฉย ๆ เพราะเชื่อว่าการภาวนามันก็คงเหมือนคนเคยค้าขายนั่นแหละ เคยทำได้มีกำไร กลับมาค้าขายใหม่ก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร

          แต่มันไม่ยักเป็นเหมือนคิด เพราะเวทนาทางกายที่เคยผ่านมาแล้ว และมันก็ไอ้เวทนาหน้าตาเดิม ๆ นั่นแหละที่เคยเขี่ยมันตกขอบเวทีมาหลายครั้งหลายครา โผล่หน้ามาต่อกรกับเราอีก ผลหรือครับ...

          เราแพ้มันจนราบคาบในคืนแรก...

          คืนที่สอง ต่อยกับมันอีกสองยกติด ๆ ก่อนลุยกับมันอีกทีตอนตี 4 จนฟ้าสาง สรุป มันน็อกเราหงายท้องตามเดิม

          ทั้งปวงที่บังเกิดมาจากเหตุประการเดียวคือ ความย่อหย่อนต่อการปฏิบัติ ห่างการภาวนา ซึ่งมิต่างจากการที่เราไม่ยอมออกกำลังกายมานาน ร่างกายที่แข็งแรงก็จะอ่อนแอลง

          กายกับใจต่างอาศัยกัน นั่นคืออีกหนึ่งปัจจัย ที่ทำให้ความเพียรของนักปฏิบัติภาวนามีอุปสรรค ระยะหลัง ๆ มาโรคาพยาธิเบียดเบียนอยู่บ่อยครั้ง คนที่มีโรคภัยเวลานั่งภาวนาเวทนาจะมาเร็ว

เห็นทุกข์เร็วกว่าคนที่แข็งแรง

          วันนี้ย้อนคิดไปถึงเวลาเมื่อหลายปีก่อนที่เคยบวชเรียน ในแต่ละวันเข้าทางเดินจงกรมครั้งละสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย มาปีนี้ไม่ถึงชั่วโมง อะไรต่อมิอะไรมันกลายเป็นความทุกข์ไปหมด

          เรียกว่า ‘กายทุกข์’ พาจิตใจให้เป็นทุกข์ไปด้วย

          เรียกว่านั่งภาวนาก็ทุกข์ เดินจงกรมก็ทุกข์ เต็มไปด้วยเวทนา

          เมื่อเป็นอย่างนั้นก็เรียนถามหลวงปู่ ท่านนิ่งไปชั่วอึดใจก็ตอบเบา ๆ

          “ทุกข์มี...ถามว่าอะไรมันทุกข์ แล้วถ้าทุกข์มีอยู่แล้ว ไม่มีผู้รับทุกข์ ทุกข์อยู่ตรงไหน”

          เมื่อได้ยินอย่างนั้น ต้องมานั่งพิจารณา กายกับใจต่างพึ่งพากันมาตลอด ใจทุกข์ กายทุกข์ด้วย กายทุกข์ ใจก็ทุกข์ตาม ทว่าใจความเป็นจริง จิตไปยึดกายเอง

จิตไปตั้งมั่นว่ากายนี้เป็นของกู เป็นตัวกู ด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่กายมันเป็นของมันด้วยอนิจจัง มีความแก่ ความผุพังของมันเป็นปกติเป็นธรรมดา

          กายไม่เคยอาลัยไยดีกับเรา มีแต่เราไปอาลัยอาวรณ์มันอยู่ฝ่ายเดียว นักภาวนาต้องพิจารณาลงตรงนี้ พิจารณาลงให้เห็นชัด ๆ ว่าทุกข์ที่ใจเรียกว่า ‘เวทนาจิต’

          นักภาวนาต้องแยกแยะสองส่วนนี้ออกให้ชัดเจน แล้วพัฒนาจิตของตนให้มีปัญญามากขึ้น เวลานั่งสมาธิปวดหัวเข่าขึ้นมา เรายิ่งบังคับ มันก็ยิ่งปวดมากขึ้น

นั่นเรียกว่าเวทนาทางกาย

แต่มันจะทำให้ใจเป็นทุกข์ไปด้วย ในที่สุดก็ต้องเลิกทำ

          นี่แหละที่เรียกว่า ผ่านเวทนากายไม่ได้

          การจะผ่านเวทนากายได้เราต้องฝึกฝน พัฒนาจิตให้เข้มแข็งขึ้นตามลำดับ จากจิตที่อ่อนแอกลายเป็นจิตที่มีกำลังแก่กล้าขึ้นไปด้วยสติอันกล้าแข็ง ที่สุดก็จะผ่านเวทนากายนั้นได้ในที่สุด

          “ทำทุกวันให้เป็นนิสัย สู้กับมันบ่อย ๆ ก็จะเหมือนออกกำลังด้วยการวิ่งทุกวัน ในไม่ช้าเราที่เคยวิ่งเพียงกิโลเมตรเดียวก็เหนื่อยแทบขาดใจ ก็สามารถวิ่งได้เป็นสิบกิโลเมตรได้ในที่สุด”

หลวงปู่เสนท่านเคยกล่าวกับผู้เขียนอย่างนั้นเมื่อหลายปีก่อน “จิตที่ถูกฝึกฝนบ่อย ๆ สู้กับเวทนาบ่อย ๆ มันจะมีกำลังมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็ผ่านเวทนากายได้”

          ครับ เพราะประโยคอย่างนั้นของหลวงปู่ และผู้เขียนได้ปฏิบัติตามอยู่ระยะหนึ่ง ท้ายสุดก็ต้องผ่านเวทนากายขณะนั่งภาวนาได้เป็นครั้งแรก

          เป็นครั้งแรกจริง ๆ ครับที่นั่งจ้องมองเวทนาโดยไม่ดึงจิตหลบไปที่ส่วนอื่น ๆ เจ็บตรงไหนเพ่งลงไปตรงนั้น จนเวทนามันมอดไหม้หายไปเอง

          นั่นคืออดีต...ปัจจุบันวันนี้ต้องมาเริ่มต้นฟาดฟันกับมันอีกครั้ง

          สาเหตุคือ ห่างการปฏิบัติ ด้วยห่วงสร้างวัตถุ!

          สมน้ำหน้า ‘ภูเตศวร’ ไหมล่ะ วันนี้ต้องมาเรียนซ้ำชั้นอนุบาลหนึ่งใหม่

          เหตุก็เพราะ ‘ความประมาท’ ตัวเดียวแหละโยม

          ทั้งหมดที่เขียนมา ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ท่านทั้งหลายว่า การทำบุญทำทานรวมทั้งการสร้างวัดวาอารามถือเป็นบุญเป็นกุศลครับ ทว่าบุญกุศลก็ส่วนบุญกุศล ยังมิใช่หนทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริง เหมือนการปฏิบัติภาวนา

          เพราะการปฏิบัติภาวนาสมาธิคือการขจัดกิเลสตัณหา และอุปาทานโดยตรง

          ทำบุญกุศลพาสู่สวรรค์ อาจเป็นอีกปัจจัยที่หนุนส่งให้พ้นทุกข์เร็วขึ้น ทว่าทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องอาศัยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่อหาปัญญามาขจัดกิเลส-ตัณหา ชำระอวิชชาสู่มรรคผล...นิพพานโดยตรง

          คำตอบก็คือ ทำบุญ ทำทานมากแค่ไหน ก็ต้องไม่ทิ้งการบำเพ็ญจิตภาวนา ทำให้มาก ให้บ่อย ๆ ถึงจะพ้นทุกข์ได้จริง!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com