
ทำบุญแล้วอย่าทิ้งการภาวนา
ก่อนอื่นขออนุญาตแก้ไขข้อผิดพลาดในข้อเขียนเมื่อสองสามฉบับที่ผ่านมาอันเกี่ยวเนื่องจากเรื่องราวของ ‘พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ธมฺมวตักฺโก’
ในเนื้อความบอกว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์นั้น แท้จริงท่านมิได้เป็นเจ้าอาวาสแต่อย่างใด เป็นเพียงพระลูกวัดเท่านั้น
ส่วนที่เขียนว่า ‘เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต’ เป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่เรียกขานท่านเช่นนั้นโดยติดปาก เพราะก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุท่านดำรงตำแหน่งมหาเสนาตรี พระยานรรัตนราชมานิต
เจ้ากรมมหาดเล็กห้องพระบรรทม ฉะนั้นบุคคลทั่วไปจึงเรียกขานท่านว่า ‘เจ้าคุณนรฯ’ ด้วยความเคยชิน รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย
สถานภาพจริง ๆ ในเพศบรรพชิต ‘เจ้าคุณนรฯ’ เป็นภิกษุธรรมดา ๆ รูปหนึ่ง จริงดังที่คุณประชา ไวยคะณี ท้วงติงมาทุกประการครับ ขอขอบคุณคุณประชาอย่างยิ่งที่ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องนี้ให้
อย่างนี้สิครับจึงเรียกว่ารักกันจริง!
วันนี้ผู้เขียนอยู่ที่วัดป่าหนองแซง มากราบหลวงปู่เสน ปัญญาธโร กับมาเพื่อถือศีลสักระยะหนึ่ง มาให้หลวงปู่อบรมจิตใจใหม่ เพราะสามปีที่ผ่านมาวุ่นวายอยู่กับการสร้างวัดป่าชนะสงคราม
หมกมุ่นอยู่กับการหาเงินหาวัสดุมาก่อสร้างจนละเลยการภาวนาไปเนิ่นนาน
งานสร้างก้าวหน้า...แต่สมาธิถดถอย
สมาธิถอย ร่างกายก็พลอยอ่อนแอไปด้วย หลวงปู่ท่านจึงต้องเรียกขึ้นไปทรมานใหม่ เพื่อขัดเกลากิเลสออกจากจิตใจเสียบ้าง
ตอนออกจากบ้านมา รู้สึกเฉย ๆ เพราะเชื่อว่าการภาวนามันก็คงเหมือนคนเคยค้าขายนั่นแหละ เคยทำได้มีกำไร กลับมาค้าขายใหม่ก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร
แต่มันไม่ยักเป็นเหมือนคิด เพราะเวทนาทางกายที่เคยผ่านมาแล้ว และมันก็ไอ้เวทนาหน้าตาเดิม ๆ นั่นแหละที่เคยเขี่ยมันตกขอบเวทีมาหลายครั้งหลายครา โผล่หน้ามาต่อกรกับเราอีก ผลหรือครับ...
เราแพ้มันจนราบคาบในคืนแรก...
คืนที่สอง ต่อยกับมันอีกสองยกติด ๆ ก่อนลุยกับมันอีกทีตอนตี 4 จนฟ้าสาง สรุป มันน็อกเราหงายท้องตามเดิม
ทั้งปวงที่บังเกิดมาจากเหตุประการเดียวคือ ความย่อหย่อนต่อการปฏิบัติ ห่างการภาวนา ซึ่งมิต่างจากการที่เราไม่ยอมออกกำลังกายมานาน ร่างกายที่แข็งแรงก็จะอ่อนแอลง
กายกับใจต่างอาศัยกัน นั่นคืออีกหนึ่งปัจจัย ที่ทำให้ความเพียรของนักปฏิบัติภาวนามีอุปสรรค ระยะหลัง ๆ มาโรคาพยาธิเบียดเบียนอยู่บ่อยครั้ง คนที่มีโรคภัยเวลานั่งภาวนาเวทนาจะมาเร็ว
เห็นทุกข์เร็วกว่าคนที่แข็งแรง
วันนี้ย้อนคิดไปถึงเวลาเมื่อหลายปีก่อนที่เคยบวชเรียน ในแต่ละวันเข้าทางเดินจงกรมครั้งละสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย มาปีนี้ไม่ถึงชั่วโมง อะไรต่อมิอะไรมันกลายเป็นความทุกข์ไปหมด
เรียกว่า ‘กายทุกข์’ พาจิตใจให้เป็นทุกข์ไปด้วย
เรียกว่านั่งภาวนาก็ทุกข์ เดินจงกรมก็ทุกข์ เต็มไปด้วยเวทนา
เมื่อเป็นอย่างนั้นก็เรียนถามหลวงปู่ ท่านนิ่งไปชั่วอึดใจก็ตอบเบา ๆ
“ทุกข์มี...ถามว่าอะไรมันทุกข์ แล้วถ้าทุกข์มีอยู่แล้ว ไม่มีผู้รับทุกข์ ทุกข์อยู่ตรงไหน”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ต้องมานั่งพิจารณา กายกับใจต่างพึ่งพากันมาตลอด ใจทุกข์ กายทุกข์ด้วย กายทุกข์ ใจก็ทุกข์ตาม ทว่าใจความเป็นจริง จิตไปยึดกายเอง
จิตไปตั้งมั่นว่ากายนี้เป็นของกู เป็นตัวกู ด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่กายมันเป็นของมันด้วยอนิจจัง มีความแก่ ความผุพังของมันเป็นปกติเป็นธรรมดา
กายไม่เคยอาลัยไยดีกับเรา มีแต่เราไปอาลัยอาวรณ์มันอยู่ฝ่ายเดียว นักภาวนาต้องพิจารณาลงตรงนี้ พิจารณาลงให้เห็นชัด ๆ ว่าทุกข์ที่ใจเรียกว่า ‘เวทนาจิต’
นักภาวนาต้องแยกแยะสองส่วนนี้ออกให้ชัดเจน แล้วพัฒนาจิตของตนให้มีปัญญามากขึ้น เวลานั่งสมาธิปวดหัวเข่าขึ้นมา เรายิ่งบังคับ มันก็ยิ่งปวดมากขึ้น
นั่นเรียกว่าเวทนาทางกาย
แต่มันจะทำให้ใจเป็นทุกข์ไปด้วย ในที่สุดก็ต้องเลิกทำ
นี่แหละที่เรียกว่า ผ่านเวทนากายไม่ได้
การจะผ่านเวทนากายได้เราต้องฝึกฝน พัฒนาจิตให้เข้มแข็งขึ้นตามลำดับ จากจิตที่อ่อนแอกลายเป็นจิตที่มีกำลังแก่กล้าขึ้นไปด้วยสติอันกล้าแข็ง ที่สุดก็จะผ่านเวทนากายนั้นได้ในที่สุด
“ทำทุกวันให้เป็นนิสัย สู้กับมันบ่อย ๆ ก็จะเหมือนออกกำลังด้วยการวิ่งทุกวัน ในไม่ช้าเราที่เคยวิ่งเพียงกิโลเมตรเดียวก็เหนื่อยแทบขาดใจ ก็สามารถวิ่งได้เป็นสิบกิโลเมตรได้ในที่สุด”
หลวงปู่เสนท่านเคยกล่าวกับผู้เขียนอย่างนั้นเมื่อหลายปีก่อน “จิตที่ถูกฝึกฝนบ่อย ๆ สู้กับเวทนาบ่อย ๆ มันจะมีกำลังมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็ผ่านเวทนากายได้”
ครับ เพราะประโยคอย่างนั้นของหลวงปู่ และผู้เขียนได้ปฏิบัติตามอยู่ระยะหนึ่ง ท้ายสุดก็ต้องผ่านเวทนากายขณะนั่งภาวนาได้เป็นครั้งแรก
เป็นครั้งแรกจริง ๆ ครับที่นั่งจ้องมองเวทนาโดยไม่ดึงจิตหลบไปที่ส่วนอื่น ๆ เจ็บตรงไหนเพ่งลงไปตรงนั้น จนเวทนามันมอดไหม้หายไปเอง
นั่นคืออดีต...ปัจจุบันวันนี้ต้องมาเริ่มต้นฟาดฟันกับมันอีกครั้ง
สาเหตุคือ ห่างการปฏิบัติ ด้วยห่วงสร้างวัตถุ!
สมน้ำหน้า ‘ภูเตศวร’ ไหมล่ะ วันนี้ต้องมาเรียนซ้ำชั้นอนุบาลหนึ่งใหม่
เหตุก็เพราะ ‘ความประมาท’ ตัวเดียวแหละโยม
ทั้งหมดที่เขียนมา ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ท่านทั้งหลายว่า การทำบุญทำทานรวมทั้งการสร้างวัดวาอารามถือเป็นบุญเป็นกุศลครับ ทว่าบุญกุศลก็ส่วนบุญกุศล ยังมิใช่หนทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริง เหมือนการปฏิบัติภาวนา
เพราะการปฏิบัติภาวนาสมาธิคือการขจัดกิเลสตัณหา และอุปาทานโดยตรง
ทำบุญกุศลพาสู่สวรรค์ อาจเป็นอีกปัจจัยที่หนุนส่งให้พ้นทุกข์เร็วขึ้น ทว่าทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องอาศัยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่อหาปัญญามาขจัดกิเลส-ตัณหา ชำระอวิชชาสู่มรรคผล...นิพพานโดยตรง
คำตอบก็คือ ทำบุญ ทำทานมากแค่ไหน ก็ต้องไม่ทิ้งการบำเพ็ญจิตภาวนา ทำให้มาก ให้บ่อย ๆ ถึงจะพ้นทุกข์ได้จริง!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com