
จำได้ว่าเคยเขียนถึงวิธีการปฏิบัติสมาธิหลายหน ซึ่งส่วนมากการปฏิบัติที่คนหมู่มากใช้อยู่ในปัจจุบัน คือการกำหนดคำภาวนา หรือการกำหนดลมหายใจเป็นอารมณ์
ซึ่งวิธีการเช่นนี้เรียกว่าการกระทำ สมถกรรมฐาน เพื่อก้าวสู่ความสงบระงับเป็นอารมณ์เดียว
การทำสมถกรรมฐานนี้ โบราณาจารย์ท่านอุปมาเช่นการเอาก้อนหินไปทับหญ้า เมื่อนำก้อนหินออก หญ้าก็จะงอกงามขึ้นเหมือนเดิม ฉะนั้นการขุดรากถอนโคนกิเลสตัณหา จำต้องใช้ ‘วิปัสสนากรรมฐาน’ เป็นเครื่องมือ
พุทธศาสนาสอนเรื่องปัญญา หากเป็นปัญญาภายในสำหรับการ ‘รู้’ เท่าทันถึงรากถึงเหง้าแห่งกิเลสอันเป็นเหตุร้อยรัดสัตว์โลกให้ตกอยู่กับชาติภพอย่างมิรู้จบสิ้น นั่นคือประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงในวันนี้
ก่อนจะเข้าเรื่องการเจริญวิปัสสนาตามหัวข้อที่วางไว้ ขออธิบายถึงเหตุผลของความคิดที่จะยกประเด็นนี้มาเขียนถึงสักเล็กน้อย ประการแรกคือในสมัยที่ผู้เขียนเริ่มต้นทำสมาธิ ด้วยการภาวนาพุทโธ ๆ พร้อม ๆ
กับการกำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่นานหลายปี ทำโดยไม่รู้จุดมุ่งหมายอะไร
นอกจากความต้องการเข้าสู่ความสงบเท่านั้น
หลายครั้งจิตสงบ แต่มากครั้งกว่าคือความล้มเหลว ทำเสร็จก็ลุกออกจากที่โดยไม่มีอะไรก้าวหน้า จนวันหนึ่งจึงได้พบครูบาอาจารย์ ท่านจึงให้ความรู้ที่สำคัญยิ่ง สิ่งที่ได้ก็คือ ภาวนาให้จิตสงบ จากนั้นควรพิจารณาธรรม
คำถามคือ “พิจารณาธรรม พิจารณาอย่างไร? ”
ครูบาอาจารย์ท่านจึงอธิบายเรื่องการภาวนาให้ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน การปฏิบัติที่ถูกวิธีก็คือการทำจิตเข้าสู่ความสงบ เมื่อได้ความสงบแล้วค่อยถอยออกมาที่อุปจารสมาธิ พิจารณาเรื่อง กาย จิต ธรรม
ครูบาอาจารย์ท่านพูดสั้น ๆ หากเรายากจะเข้าใจ จนมาอ่านหนังสือมุตโตทัย ที่ถอดคำเทศนาของหลวงปู่มั่นเอาไว้ กับหนังสือทิพยอำนาจที่เรียบเรียงโดย พระอริยคุณาธาร (เส็ง) ปุสโส จึงเข้าใจขึ้นพอสมควร
ว่าการเจริญวิปัสสนาคือการยกเอาขันธ์ 5 อันเป็นที่อาศัยของอาสวะนั้นให้เห็นชัดโดยกฎไตรลักษณ์ พิจารณาให้แจ่มแจ้งแล้วแจ่มแจ้งอีก จนกว่าจะถอนอาลัยในขันธ์ 5 ได้เด็ดขาด จิตใจจึงมีอำนาจเหนือขันธ์ 5 รู้เท่าทันตามความจริง อาสวะก็ตั้งไม่ติด จิตใจก็บรรลุถึงความมีอิสระ เต็มเปี่ยมชื่อว่าบรรลุอาสวขยญาณในที่สุด
ขันธ์ 5 ที่กล่าวมานั้นประกอบด้วย รูป นาม เวทนา สังขาร วิญญาณ รูปกับนามคือรูปกายกับนามกาย เวทนาคือความรู้สึกในรสผัสสะทั้งปวง สังขารคือการปรุงแต่งคิดอ่านทางใจ
วิญญาณคือธาตุซึ่งถือปฏิสนธิในรูปธาตุตามความคิด
การยกเอาขันธ์ 5 มาพิจารณา ส่วนมากจะนำเอาเรื่องรูปนามมาพิจารณามากกว่าประการอื่น ด้วยเป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่ชินชา เช่นอาการสามสิบสองในร่างกายเรานี้เอง ตั้งแต่ ผม เล็บ ฟัน หนัง ตับ ปอด หัวใจ ฯลฯ
แม้อาการแห่งรูปจะมีถึงสามสิบสองประการ หากครูบาอาจารย์ท่านให้ยกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เห็นบ่อย ๆ อย่างเช่น ผม หนัง เล็บ หรือฟัน มาเป็นข้อพิจารณาอยู่เนือง ๆ วิธีการมีสองลักษณะคือทำสมาธิให้เข้าสู่ความสงบเต็มที่ จากนั้นจึงถอยออกมาพิจารณาในขั้นอุปจารสมาธิ (ข้อนี้สำหรับผู้สามารถเข้าสมาธิระดับฌานแล้ว) กับอีกวิธีการคือ ทำสมาธิสลับกับการพิจารณาเรื่อยไป สำหรับผู้มีภูมิสมาธิต่ำ
ประการหลังนี้อย่าพิจารณาด้านเดียวโดยไม่ทำสมาธิให้จิตสงบ เพราะจะกลายเป็นการฟุ้งในธรรมเกินไป จะทำให้หลงสัญญาตัวเองว่าเป็นวิปัสสนาญาณไป
การพิจารณาวิปัสสนานั้น โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ชัดเจนว่า การเจริญวิปัสสนาไม่ว่าโดยวิธีใดจะต้องมี ‘พระไตรลักษณญาณ’ เป็นเครื่องบ่งชี้เสมอ จึงเป็นวิปัสสนาญาณที่ถูกต้อง
พระไตรลักษณญาณประกอบด้วยลักษณะอาการทั้งสามดังนี้
1. สัพเพ สังขารา อนิจจาติ อนิจลักขณญาณัง รู้ลักษณะไม่เพียงว่าสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยทั้งหมดเป็นสิ่งไม่เที่ยง มีลักษณะแปรผันไปตามเหตุปัจจัยของมัน ทุกอย่างภายในกาย นอกกาย
ทั่วไตรโลกธาตุย่อมตกอยู่ในอำนาจของความไม่เที่ยงเสมอ เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตายเป็นของคู่กันเสมอไป สิ่งใดไม่เกิดสิ่งนั้นไม่ตาย ความรู้เช่นนี้เรียกว่า อนิจลักษณญาณ
2. สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ทุกขลักขณญาณัง รู้ในลักษณะทุกข์ว่า สิ่งที่เกิดจากปัจจัยทั้งหมดเป็นสิ่งมีทุกข์ มีลักษณะเผาจนบีบคั้นและผันแปรไปตามเหตุ ปัจจัยของมันนั่นเอง สังขารทุกชนิดทั้งหยาบ กลาง ละเอียด
ทั้งภายนอก ภายในตัว ทั่วไตรโลกธาตุย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งความทุกข์ทั้งสิ้น สังขารที่เที่ยงแท้ไม่มี ขึ้นชื่อว่าสังขารแล้ว ต้องมีทุกข์เสมอไป เหมือนจะหาความเย็นในไฟย่อมมิได้ฉะนั้น เช่นนี้แลเรียกว่า ทุกขลักษณญาณ
3. สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ อนัตตลักขณญาณัง รู้ในหลักอนัตตาว่าสิ่งทั้งปวงคือตัวเหตุปัจจัยทั้งหมด เป็นอนัตตา คือสิ่งดำรงอยู่และเป็นไปตามลักษณะของมันเช่นนั้นเอง เมื่อมันเป็นไปตามตัวเหตุหรือตัวปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งสังขารใด ๆ ขึ้นมาให้ตกเป็นลักษณะไม่เที่ยง แล้วเป็นทุกข์แล้ว ตัวมันก็ต้องไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ด้วยเช่นกัน เพราะเหตุกับผลย่อมเป็นสิ่งคล้ายคลึงกันเสมอไป เหตุเที่ยง ผลต้องเที่ยง เหตุทุกข์ ผลต้องทุกข์ เหตุมิใช่ตัวตน ผลก็มิใช่ตัวตนเช่นเดียวกัน สิ่งใดเป็นไปตามสภาพของมัน อันใคร ๆ ก็ไปฝ่าฝืนมิได้ สิ่งนั้นเชื่อว่า ‘อนัตตา’ ทั้งสิ้น ความรู้เช่นนี้เรียกว่า อนัตตลักษณญาณ
ในหนังสือมุตโตทัย ที่เรียบเรียงจากคำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้ย้ำถึงการพิจารณาหรือการเจริญวิปัสสนาไว้ว่า ทำสิ่งใดทำให้บ่อยทำให้สม่ำเสมอ เหมือนการปฏิบัติที่ไม่ต้องเปลี่ยนวิธีบ่อย ๆ
จะได้ผลเร็วเหมือนการทำนาข้าว ทำผืนเดียวรดน้ำบำรุงปุ๋ยเก็บเกี่ยวได้ทุกปี ดีกว่าทำไร่เลื่อนลอยจะเสียเวลาเปล่า
ที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถเป็นคำตอบให้กับหลาย ๆ ท่านที่เคยถามไถ่กันมาด้วยประโยคซ้ำซาก
“ภาวนาจนจิตสงบแล้วทำอย่างไรต่อไป? ”
ครับ ขอย้ำอีกครั้งกันลืมเลือน ทำสมาธิให้ได้ผลต้องทำอย่างสม่ำเสมอ อย่าทำเฉพาะเวลาอยากทำ และเลิกทำเวลาเบื่อหน่าย แต่ให้ทำเหมือนมี ‘หน้าที่’
กำหนดไว้สำหรับชีวิตให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยทีเดียวถึงจะได้ผล
กับอีกประการที่สำคัญยิ่งก็คือ...ทำสมถภาวนาคู่กับการเจริญวิปัสสนา อย่าละเลยประการหนึ่งประการใดโดยเด็ดขาด
หนึ่งให้พละกำลังทางจิต หนึ่งให้ปัญญาธรรม สำหรับละลดปลดวางกิเลสเพื่อความพ้นทุกข์โดยเร็ว
สองประการแห่งการปฏิบัตินี้ต้องปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ถึงจะเป็นสัมมาสมาธิครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com