การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สมถะ กับวิปัสสนา by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#648]

สมถะ กับวิปัสสนา

          โดยปกติแล้วเรามักจะได้ยินคนทั่วไปเมื่อเริ่มต้นปฏิบัติธรรมด้วยการทำสมาธิหรืออย่างใด ก็มักจะกล่าวว่า ‘ปฏิบัติกรรมฐาน’ หรือ ‘ทำวิปัสสนา’ บางครั้งก็ใช้คำว่า ‘ทำวิปัสสนากรรมฐาน’ เลยทีเดียว…

          จึงเป็นข้อถกเถียงกันเสมอว่า...การทำสมาธิ..การทำสมถกรรมฐาน และการทำวิปัสสนานั้นเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?

          ท่านผู้รู้บางท่านถือว่า สมถะ เป็นเรื่องหนึ่ง วิปัสสนา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผู้เจริญสมถะไม่ต้องเจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญสมถะแก่กล้าแล้วจึงค่อยเจริญวิปัสสนา ความข้อนั้นตามความคิดเห็นของผู้เขียนว่า ‘ไม่จริง’

          เพื่อความแจ่มแจ้งเกี่ยวกับกรณีนี้ จึงขอคัดลอกข้อความจากหนังสือ ‘สิ้นโลกเหลือธรรม’ ที่พระราชนิโรธรังสี คัมภีร์ปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) รจนาขึ้น และจัดพิมพ์แจกโดยคณะศิษย์วัดถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร มาแสดงไว้ ณ ที่นี้ เพื่อพอกพูนปัญญาธรรม สำหรับท่านทั้งหลาย อันจะเป็นประโยชน์ในกาลข้างหน้า เพราะหลวงปู่เทสก์เป็นพระอริยสงฆ์ เป็นพระอาจารย์ใหญ่ในสายพระกรรมฐาน ซึ่งสามารถยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

          “ตามความเป็นมา ผู้เจริญสมถะมักต้องเจริญวิปัสสนาเป็นคู่ไปเช่น เจริญสมถะต้องพิจารณาธาตุ 4 อินทรีย์ 6 เป็นต้น

           ในขณะที่เจริญสมถะมันต้องมีอารมณ์กระทบกระเทือน จำเป็นต้องใช้วิปัสสนาคือพิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงจะละอารมณ์นั้นได้ เจริญสมถะมันต้องมีอารมณ์ขัดข้องบางประการ จำเป็นต้องใช้วิปัสสนาหรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฟาดฟันอารมณ์ให้ขาดกระจุยไป สมถะจึงตั้งอยู่ได้ ถ้าใช้สมถะเพียงอย่างเดียว กว่าจะเจริญวิปัสสนา สมถะก็เสื่อมหมดแล้ว

           ท่านอุปมาอุปไมยไว้น่าฟังว่า นักรบสมัยก่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญอาจหาญในกลวิธีออกรบข้าศึก เมื่อแพ้ข้าศึกแล้วก็กลับเข้าสู่พระนคร ปิดประตูค่ายคูหอรบให้มั่นคง บำรุงกำลังทหารให้สมบูรณ์เพียงพอแล้ว จึงออกต่อสู้รบอีก นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

           วิปัสสนาปัญญาเป็นวิชาสูงสุดในพระพุทธศาสนา ใช้คู่กับสมถะ ตั้งแต่เบื้องบนจนถึงที่สุด ถ้าไม่มีสมถะ ปัญญาวิปัสสนาก็ไม่เจริญ แต่ถ้ามีปัญญาวิปัสสนา ไม่มีสมถะ ปัญญาก็ทู่ ขอให้ผู้ทำความเพียรพิจารณาดู ขณะใดที่เจริญสมถะให้แก่กล้า วิปัสสนาเป็นไปเอง โดยพิจารณาสิ่งต่าง ๆ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเวลาใดสมถะอ่อน ปัญญาวิปัสสนาก็ทื่อ ตั้งแต่ต้นเจริญสมถะ มีสมถะเข้มแข็ง ปัญญาวิปัสสนาจึงจะก้าวหน้า สมถะและวิปัสสนา จะคู่กันไปจนตลอดที่สุดของพรหมจรรย์”

            หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ยังได้ย้ำให้เราเห็นความสำคัญของวิปัสสนาปัญญาอย่างยิ่ง ดังข้อความต่อไปนี้...

            “วิปัสสนา เป็นปัญญาขั้นเด็ดขาด จึงอาจก้าวล่วงโลกียวิสัยไปได้ ดังเห็นในเรื่องจิตติดขัดในอารมณ์เล็กน้อยจะปล่อยวางก็ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิปัสสนาอย่างเด็ดขาดคือให้มีวิปัสสนา และความสละชีวิตในที่สุดจึงละอารมณ์นั้น ๆ ได้

            วิปัสสนาเป็นปัญญาอันยอดเยี่ยมในพระพุทธศาสนา ผู้เจริญวิปัสสนา จะต้องสละชีวิตพร้อมด้วยวิปัสสนาอันเด็ดเดี่ยว เรียกว่าทำจิตให้กล้าหาญ ละทิ้งโลกไม่อาลัยอาวรณ์ เป็นคำสอนอันเด็ดเดี่ยวเหนือโลก...

            เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ผู้เขียนจึงขอหยิบยกตัวอย่างที่เคยประสบมากับตัวเองมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง

            มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ทำสมาธิด้วยการตั้งความรู้สึกไว้ที่หน้าผาก ด้วยกำหนดลมหายใจผ่านหน้าผากเข้ากลางสมอง ก่อนพุ่งตรงผ่านลำคอลงอกและท้องเป็นลำดับเข้า-ออก แต่พอจิตเริ่มรวมจะรู้สึกคล้ายสมองบิดหมุนและสะดุ้งถอนจากสมาธิทุกครั้ง เพราะกลัวตาย...ทุกอย่างจึงสะดุดอยู่แค่นั้น

            จนวันหนึ่งได้พบกับหลวงพ่อหมื่นอุดม ชาติการุณ เจ้าอาวาสวัดตูม จึงเอ่ยถามท่าน ท่านจึงแนะนำให้ใช้สติกำหนดรู้อาการนั้น ท่านว่าอาการที่เกิดเป็นเพียงอุปาทานจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของจิต ควรกำจัดด้วยวิปัสสนาปัญญาว่า ทุกอย่างล้วนเกิดและดับ พิจารณา ‘ความตาย’ เป็นเรื่องปกติที่ไม่ควรกลัว เพราะกลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย...

            แต่ถ้าตายในการปฏิบัติได้ขึ้นสวรรค์ ได้ไปนิพพาน...

            วันหลังทำวิธีนั้นอาการต่าง ๆ ก็หายไป ด้วยการรู้เท่าทันตัวอุปาทานจิตที่มันหลอกเรา ก็แค่จิตมันหลอกเท่านั้นเอง...

            อาการต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นขณะทำสมถกรรมฐานตรงนี้เรียกว่า ‘นิมิต’ นิมิตคือตัวบอกอาการตามลำดับขั้นของจิต ตามจริตของแต่ละบุคคล บางคนทำแล้วตัวโตขึ้น บางคนทำแล้วร่างกายหายไป บางคนน้ำตาไหล บางคนเห็นภาพอุจาดตา ฯลฯ

            ท่านผู้รู้จึงให้ใช้วิปัสสนาเข้าช่วยคลี่คลาย เห็นสักแต่ว่าเห็น ไม่ยึดว่าสิ่งที่เห็นเป็นตัวตน เข้าทำนองว่าเห็นแล้วได้อะไร ไม่เห็นได้อะไร กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย อย่างนี้เป็นต้น...

            โดยสรุปในความคิดเห็นของผู้เขียนคือ สมถกรรมฐานเป็นเส้นทางก้าวสู่มรรคผล วิปัสสนาเป็นเครื่องมือแก้ข้อขัดข้องต่าง ๆ ในขณะเดินทาง เมื่อใดที่อารมณ์ของจิตขัดข้องต้องเอาวิปัสสนาเข้าแก้ไขฟันอุปสรรคนั้นให้ขาดไปด้วยวิปัสสนาปัญญา

            สองสิ่งนี้จึงมิต่างจาก ‘เงา’ ของกันและกัน ต้องเดินทางไปด้วยกันเสมอ เพื่อต่อสู้กับกิเลสทั้งปวงในจิตของตน...

           ดังนั้น จึงมิอาจบอกได้ว่าระหว่างวิปัสสนากับสมถะอันไหนดีกว่าหรือน้อยกว่ากัน แต่ทั้งสองประการเป็นสิ่งหนุนช่วยซึ่งกันและกันในการประพฤติพรหมจรรย์จนถึงที่สุดแห่งมรรค 5 ผล 4 นิพพานหนึ่ง

           ...เพียงแต่ท้ายสุดต้อง ใช้ ‘ปัญญา’ จากวิปัสสนาตัดกระแสโลกเป็นครั้งสุดท้ายกับอาสวกิเลสเท่านั้น

           แต่จะได้ใช้อย่างไรถ้าไม่ใช้สมถกรรมฐานเดินทางไปถึงจุดนั้น?

           ครับ...ก็เป็นอันว่าได้คำตอบแล้วนะครับว่า สมถะ กับ วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร? หรือสิ่งไหนดีกว่ากัน ?

           ขอท่านทั้งหลายได้ใช้สติปัญญาชี้ขาดกันเองเถิด...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com